/

#โรงไฟฟ้าฟอสซิลใกล้ฉัน: สำรวจโรงไฟฟ้าฟอสซิลในภาคตะวันออก

โรงไฟฟ้าอาจจะดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวใครหลายคน แต่สำหรับคนภาคตะวันออก โรงไฟฟ้าอาจใกล้ตัวแบบใกล้บ้านกว่าที่คิดและมีจำนวนมากกว่าที่เคยรู้ 

เพราะหลังจากภาคตะวันออกเข้าสู่การเป็นภูมิภาคแห่งอุตสาหกรรม ทำให้ที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าในภาคตะวันออกเติบโตสัมพันธ์กับการเข้ามาของอุตสาหกรรมไปด้วย เพราะการมีโรงไฟฟ้าจะการันตีการป้อนไฟฟ้าให้กับเครื่องจักรในโรงงานขับเคลื่อนไปได้อย่างไร้ข้อขัดข้อง มีไฟฟ้าเพียงพอ และต่อเนื่อง อันเป็นรากฐานของความมั่นคงทางพลังงาน

โรงไฟฟ้าในภาคตะวันออกจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรมสู่ภาคตะวันออก สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน สร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

แต่ว่า…

แม้จะมาเพื่อความมั่งคั่งของประเทศ แต่กว่า 99 เปอร์เซนต์ของโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก(คิดตามสัดส่วนกำลังการผลิตตามสัญญาของกฟผ.) ล้วนเป็นโรงไฟฟ้าฟอสซิล ซึ่งปัจจุบันถือเป็นพลังงานยุคสมัยเก่าที่อาจก่อผลกระทบมากกว่าผลดีที่ประชาชนจะได้รับ

เพราะหากหน่วยงานที่กำกับดูแลจัดการโรงไฟฟ้าฟอสซิลไม่ดีพอ ย่อมกระทบกับวิถีชีวิตของผู้คนในภาคตะวันออกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศจากฝุ่นพิษ PM 2.5 ต้นตอของโรคทางเดินหายใจ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นเหตุของโลกรวน

โดยข้อมูลจากรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (ฉบับประชาชน) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าใน พ.ศ. 2565 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยมาจากภาคพลังงาน 66% โดยอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า ปล่อยมากที่สุด คิดเป็น 24%  หรือประมาณ 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทย

นอกจากนี้ยังมีมลพิษด้านอื่น อย่างมลพิษทางเสียงจากเครื่องจักรรบกวนเวลาหลับนอน มลพิษความร้อนจากโรงไฟฟ้าที่ส่งผลต่อชุมชนรอบข้าง การแย่งชิงทรัพยากรน้ำเพื่อนำมาใช้ผลิตไฟฟ้า หรือสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านอย่างการทำอาชีพชาวประมง

บทความภาคต่อของซีรีส์ พลังงาน / คน / ตะวันออก เลยลองปักหมุดโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลในภาคตะวันออก ทั้งโรงไฟฟ้าภายใต้การกำกับดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่มีกำลังผลิตตามสัญญามากกว่า 90 เมกะวัตต์ขึ้นไป (Independent Power Producer: IPP) โรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กที่มีกำลังผลิตตามสัญญาไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ (Small Power Producer: SPP) ที่อยู่ในสถานะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อสำรวจโรงไฟฟ้าฟอสซิลใกล้บ้านฉันหรืออาจใกล้บ้านคุณ!

และเราอาจเจออะไรบางอย่างก็เป็นได้…

มงลงแต่น่าเศร้าใจ: ระยองครองแชมป์โรงไฟฟ้าฟอสซิลมากที่สุดในภาคตะวันออก

จากฐานข้อมูลโรงไฟฟ้าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 25 พ.ค. พบว่าภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงที่สุดในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยในส่วนโรงไฟฟ้าฟอสซิลมีทั้งหมด 52 แห่ง กำลังการผลิตรวมกันถึง 14,765 เมกะวัตต์ คิดเป็น 99% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของภาคตะวันออก แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซ 85% และ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 14 % ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียง 1% .

และเมื่อส่องเข้าไปดูจำนวนโรงไฟฟ้าฟอสซิลในภาคตะวันออก พบว่าระยองเป็นจังหวัดครองแชมป์มีโรงไฟฟ้าฟอสซิลสูงสุดในภาคตะวันออกและสูงที่สุดในประเทศ มีจำนวนโรงไฟฟ้าฟอสซิล IPP  3 แห่งและ SPP ถึง 33 แห่ง มีกำลังการผลิตตามสัญญารวม 6,763.50 เมกะวัตต์

รองลงมาคือชลบุรีที่มีโรงไฟฟ้าฟอสซิล IPP 3 แห่งและ SPP  9 แห่ง มีกำลังการผลิตตามสัญญารวม 4,483.00 เมกะวัตต์ ขณะที่ฉะเชิงเทรามีโรงไฟฟ้า SPP 2 แห่งและมีโรงไฟฟ้าเก่าแก่ที่หลายคนคุ้นหูอย่างโรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทยที่ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ดำเนินการโดย กฟผ. และมีกำลังการผลิตตามสัญญารวม 3,428.00 เมกะวัตต์

อันดับสุดท้ายปราจีนบุรีมีโรงไฟฟ้าฟอสซิล 1 แห่ง กำลังการผลิตตามสัญญา 90.00 เมกะวัตต์ ส่วนสระแก้ว จันทบุรี และนครนายก ไม่มีโรงไฟฟ้าฟอสซิล (มีแต่โรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวม 8 แห่ง 88.04 เมกะวัตต์ )

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://docs.google.com/spreadsheets/d/1aIIomc_nIcfirxTg3dbOE0tXJ2bR6UVpZ-wWxNb6k6Q

 

นิคมฯ อยู่ไหน โรงไฟฟ้าอยู่ด้วย : เมื่อโรงไฟฟ้าฟอสซิลกระจุกตัวในนิคมอุตสาหกรรม

เมื่อได้รายชื่อโรงไฟฟ้าฟอสซิลจากจากฐานข้อมูลโรงไฟฟ้าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เราลองนำชื่อโรงไฟฟ้าในแต่ละแห่งไปค้นหาที่อยู่ในเว็บ google หรือที่อยู่ในเว็บ dataforthai พร้อมหาพิกัดที่อยู่ใน google map

ข้อสังเกตที่น่าสนใจจากการปักหมุด คือโรงไฟฟ้าจำนวนมากกระจุกแน่นอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในระยะห่างกันรัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (ระยอง) นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ระยอง) นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ชลบุรี) นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง  (ชลบุรี) สะท้อนความเชื่อมโยงและความหนาแน่นของโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม

ยกตัวอย่างในพื้นที่ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) ฯลฯ ในอำเภอเดียวมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลอยู่สูงถึง 16 แห่ง หรือใน อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ที่มีนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ระยอง) มีโรงไฟฟ้ากระจายตัวอยู่ทั้งหมด 14 แห่ง หรือหากอยากสำรวจด้วยตัวเองก็กดที่ลิงก์นี้ได้เลย https://power-plant-eastern-2025.pages.dev/

หมายเหตุ พิกัดของโรงไฟฟ้าอาจมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เนื่องจากเป็นการสืบค้นที่อยู่จากอินเทอร์เน็ตและเป็นพิกัดที่มีการปักหมุดใน google map เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้อาจมีกรณีสถานที่โครงการใกล้กันและใช้หมุดเดียวกันในการปัก

#โรงไฟฟ้าฟอสซิลใกล้ฉัน: เมื่อโรงไฟฟ้าอยู่ใกล้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และ แทรกตัวใกล้ชุมชน

นอกจากจะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโรงไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรมแล้ว อีกข้อค้นพบคือโรงไฟฟ้าฟอสซิลบางแห่งตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าและน้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าบางปะกงที่อยู่ใกล้แม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำบางปะกง ได้มีการสูบน้ำในแม่น้ำเข้ามาใช้ผลิตไอน้ำที่มีแรงดันสูงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า และนำน้ำมาใช้ในหอหล่อเย็น (Cooling Tower) เพื่อลดอุณหภูมิของไอน้ำให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อนระบายลงสู่แม่น้ำอีกครั้ง

โรงไฟฟ้าฟอสซิลอีกจำนวนมากตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ใกล้อ่าวไทย เช่น โรงไฟฟ้าบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) โรงไฟฟ้าบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (โครงการ 1) และ (โครงการ 2) โรงไฟฟ้าโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ ที่ตั้งอยู่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ไม่ไกลจากอ่าวอุดม ชุมชนริมชายฝั่งเก่าแก่และเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนศรีราชา รวมไปถึงอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชาไม่ถึง 4 กิโลเมตร

เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าฟอสซิลในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไม่ว่าจะเป็นบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) (โครงการ 1) บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) (โครงการ 3) บริษัท โกลว์ เอสพีพี 2 จำกัด (โครงการ 1) บริษัท โกลว์ เอสพีพี 2 จำกัด (โครงการ 2) ที่อยู่ใกล้กับหาดหนองแฟบและหาดน้ำริน ในระยะไม่เกิน 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนที่ยังมีบางครอบครัวประกอบอาชีพชาวประมง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนกระโดดเล่นน้ำ นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่บนพื้นที่ถมทะเลด้วยเช่นกัน

ด้วยระยะที่ค่อนข้างใกล้กับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และที่อยู่อาศัยของชุมชนก็อาจสร้างความกังวลใจถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลพิษอากาศ ทางเสียง การกัดเซาะชายฝั่งทะเล คุณภาพน้ำและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในแหล่งน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒน

หมายเหตุ พิกัดของโรงไฟฟ้าอาจมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เนื่องจากเป็นการสืบค้นที่อยู่จากอินเทอร์เน็ตและเป็นพิกัดที่มีการปักหมุดใน google map เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้อาจมีกรณีสถานที่โครงการใกล้กันและใช้หมุดเดียวกันในการปัก

ลองเช็คกันว่าโรงไฟฟ้าไปใกล้บ้านใครบ้าง? : https://power-plant-eastern-2025.pages.dev/

ชื่อนี้คุ้นไหม? : สำรวจ 52 โรงไฟฟ้าฟอสซิลในตะวันออก เจอชื่อไหนซ้ำๆ เยอะสุดบ้าง?

ไม่เพียงตำแหน่งของโรงไฟฟ้าที่ทำให้ร้อง เอ๊ะ? แต่ชื่อของโรงไฟฟ้าฟอสซิลในภาคตะวันออกยังทำให้เราร้อง เอ้า! และตั้งคำถามไม่น้อย

แม้ชื่อจะบอกว่าเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก” หรือ SPP แต่เมื่อมองลงในแผนที่และตัวเลขจริง กลับพบว่าโรงไฟฟ้า SPP กลายเป็นผู้เล่นหลักในภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

หลายบริษัทไม่ได้ตั้งโรงไฟฟ้าแค่แห่งเดียว แต่ ‘แตกโรง’ ออกเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กหลายแห่งติดกัน เช่น โรงไฟฟ้า 1, 2, 3, 4 โดยแต่ละโรงมีกำลังการผลิตไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ เพื่อให้เข้ากับนโยบายรัฐที่เปิดช่องให้ SPP ได้รับสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น การขายไฟให้ทั้งการไฟฟ้าและโรงงานเอกชนในพื้นที่เดียวกัน ไม่ต้องเข้าสู่ระบบประมูลแบบ IPP

โดยเมื่อลองเอาฐานข้อมูลชื่อโรงไฟฟ้าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาลองเรียงดูแล้ว พบว่า มีโรงไฟฟ้าที่ใช้คียเวิร์ดว่า ‘บี.กริม เพาเวอร์’ จำนวน 13 โครงการ ตามมาด้วยคียเวิร์ดว่า ‘กัลฟ์’ 11 โครงการ และ ‘โกลว์’ 9 โครงการ นอกจากนี้ยังมีคียเวิร์ด ‘โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่’ 3 โครงการ, ไออาร์พีซี 3 โครงการ

สำรวจรายชื่อโรงไฟฟ้าฟอสซิลในตะวันออกได้ที่ : https://docs.google.com/spreadsheets/d/1aIIomc_nIcfirxTg3dbOE0tXJ2bR6UVpZ-wWxNb6k6Q

จากข้อมูลนี้อาจกล่าวได้ว่าการมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดเล็กจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในรัศมีไม่กี่กิโลเมตรอาจทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแลและอาจนำมาซึ่ง ‘ผลกระทบสะสม’ เมื่อหลายครั้งเรามักมุ่งไปที่การตรวจตราโรงใดโรงหนึ่ง แต่ลืมมองภาพรวมของจำนวนโรงไฟฟ้าเล็กๆ เหล่านี้

 

ท้ายที่สุดแล้ว จากข้อสังเกตผ่านข้อมูลการปักหมุดโรงไฟฟ้าฟอสซิลในภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวน ตำแหน่ง หรือชื่อของโรงไฟฟ้า อาจเป็นเพียงข้อมูลของยอดของภูเขาน้ำแข็ง

แต่คำถามที่เราอยากชวนคุยคือ การที่ภาคตะวันออกมีโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตมากที่สุดในประเทศ ซึ่งกว่า 99 เปอร์เซนต์คือโรงไฟฟ้าฟอสซิล สุดท้ายแล้วทุกอากาศที่เราหายใจเข้าไปยังปลอดภัยดีหรือไม่ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมยังคงค่อยๆ สะสมเรื่อยมาอยู่หรือเปล่า และการผลิตไฟฟ้าเพื่อซัพพอร์ตอุตสาหกรรมเป็นหนทางเพื่อเสริมความมั่นคงและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน และคุ้มไหมกับการแลกมา

ในวันที่เรื่องพลังงานไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป คนตะวันออกยังต้องอยู่กับโรงไฟฟ้าฟอสซิลใกล้บ้านฉัน

ขณะที่ประเทศมีโรงไฟฟ้ามากเกินความจำเป็นมาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา  และต้นทุนของการมีอยู่ของโรงไฟฟ้าเหล่านี้ยังตามมาอยู่ในบิลค่าไฟของเราทุกๆ เดือน

ท้ายที่สุดแล้วคนตะวันออกจะสามารถกำหนดอนาคตเรื่องพลังงานของตัวเองได้แค่ไหน เราจะสามารถหายใจด้วยอากาศสะอาดได้มากน้อยเพียงใด คนตะวันออกจะไปให้พ้นจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อเปลี่ยนสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างไร สิทธิของประชาชนในการผลิตไฟฟ้าอยู่แห่งใดในสมการการพัฒนา

นี่อาจเป็นเรื่องที่ทั้งคนตะวันออก ทั้งคนทั่วประเทศ กระทั่งรัฐบาลต้องขบคิดและสร้างบทสนทนากันต่อไปในสังคม จนกว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำเราไปสู่ ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม’


บทความโดย Kornkamon Srivat 
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR