/

ตรงนี้ที่(เคย)สวยงาม : จากดินสู่เหล็ก พื้นที่เกษตรกรรมสุดท้ายกลางอุตสาหกรรม

รู้หรือไม่ว่ามะม่วงอร่อยๆ ที่เราได้กิน อาจมาจากความทุ่มเทของคนทำสวนหรือเกษตรกรในพื้นที่ EEC ที่ต้องสู้กับชีวิตที่อุตสาหกรรมพยายามเข้ามาแทนที่ 

 

ย้อนกลับไปก่อนอุตสาหกรรมย่างกรายเข้ามาในพื้นที่ ชาวมาบตาพุดเคยใช้ชีวิตที่สงบ เรียบง่าย และพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติในการเลี้ยงชีพโดยผูกพันกับผืนน้ำเค็ม กลิ่นไอทะเล เม็ดทรายละเอียดนุ่ม  กับต้นไม้ใหญ่

ในอดีตของคนมาบตาพุดคือธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งในด้านป่าไม้ ทะเล และทรัพยากรทางการเกษตร น้ำทะเลใสสะอาด มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธิ์และน้ำสะอาด ทำให้ภาพที่คนรุ่นหลังๆ อาจไม่คุ้นชินก่อนการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรม คือการที่คนส่วนใหญ่ในมาบตาพุดเคยประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการทำประมงพื้นบ้าน

นี่คือชีวิตวัยหนุ่มของ น้อย ใจตั้ง ผู้เติบโตมาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของมาบตาพุด จากวันที่หายใจได้เต็มปอด สู่ชีวิตที่เห็นที่อุตสาหกรรมโตแข่งกับต้นมะม่วงที่เขาตั้งใจปลูก

ในอดีตเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ลุงน้อยเริ่มต้นชีวิตเกษตรกรด้วยการทำสวนมะพร้าวกว่า 350 ต้น ในพื้นที่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ ดินดี น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ การทำเกษตรไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ผลผลิตเติบโตได้ตามธรรมชาติ คนที่มาซื้อผลผลิตก็มาช่วยกันเก็บเอง ชีวิตเรียบง่าย มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวจากการเกษตร สุขภาพของลุงน้อยแข็งแรงเพราะใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ

ภาพโดย สหรัฐ สินสอน, ธัญลดา หาญณรงค์กุล

ในวันที่อุตสาหกรรมโตแข่งกับต้นมะม่วง

แล้ววันหนึ่งอุตสาหกรรมก็เข้ามา…

การเข้ามาของอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด เริ่มต้นจากมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและวางท่อก๊าซมายังระยอง ภายใต้การบริหารของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบาลได้พัฒนาโครงการ Eastern Seaboard โดยเน้นพัฒนาพื้นที่ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง เนื่องจากทำเลติดทะเลและใกล้กรุงเทพฯ

ต่อมาในยุค คสช. ปี พ.ศ.2561 มีการผ่านร่างพรบ. EEC เพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยปรับผังเมืองและเวนคืนที่ดินเพื่อขยายพื้นที่อุตสาหกรรมใน 3 จังหวัดนี้

ภาพโดย สหรัฐ สินสอน, ธัญลดา หาญณรงค์กุล

ลุงน้อยคือหนึ่งในชาวบ้านที่โดนเวนคืนที่ดิน โดยมีประกาศถึงชาวบ้านในพื้นที่ จะมีโรงงานแยกก๊าซเข้ามา ชาวบ้านคิดว่าคงไม่มีปัญหา แต่กลับมีคำสั่งเวนคืนพื้นที่มาบตาพุด “ซึ่งเขาไม่ได้บอกว่าจะสร้างโรงงานอุตสาหกรรม เขาบอกแค่ว่าจะสร้าง โรงปุ๋ยแห่งชาติ เพื่อคนระยองจะได้มีปุ๋ยใช้ใกล้บ้าน” ชาวบ้านในพื้นที่จึงยินยอมให้เวนคืนที่ดินและหาที่อยู่ใหม่ ชาวบ้านต้องรื้อบ้านพร้อมกับได้รับเยียวยา แต่นั่นก็เทียบไมไ่ด้กับการต้องจากบ้านเกิด ผืนแผ่นดินอาศัย ที่ทำมาหากินของตนเอง ออกไปหาที่อยู่อาศัยใหม่ แถมคนในพื้นที่ก็หาหนทางในการเลี้ยงชีพแทบจะไม่ได้แล้ว เพราะโดนผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน  ซึ่งในเวลานั้น ลุงน้อยเองก็ถูกเวนคืนที่ดิน 20 ไร่  โรงงานชดใช้ให้ 300,000 บาท โดยสั่งให้รื้อบ้านภายใน 3 วัน ไม่อย่างนั้นจะมีคนมารื้อให้

ลุงน้อยจึงต้องอพยพจากบ้านเกิดมาหาแผ่นดินผืนใหม่ แต่เพราะไม่อยากไปไกลจากที่เดิมมาก ซึ่งเรียกว่ายังอาศัยอยู่ในจุดไข่แดงของมาบตาพุด เพราะไม่คาดคิดว่าโรงปุ๋ยแห่งชาติ จะแปลงร่างเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่กลินกินทุกชีวิต

อุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของลุงน้อย ชาวสวนมะม่วงที่เคยพึ่งพาผืนดิน ปลูกต้นมะม่วงจากผืนทราย ซึ่งเป็นสายพันธุ์พิเศษที่หาที่ไหนไม่ได้ นี่คือน้ำพักน้ำแรงที่เคยเลี้ยงครอบครัว ภรรยาและลูกๆ มาโดยตลอด แต่ท้ายที่สุดที่ผืนดินก็ตาย ไม่สามารถปลูกมะม่วงได้ดีเหมือนเดิม จากที่เคยมีรายได้มั่นคงจากการขายผลผลิต ทุกวันนี้รายได้กลับลดลงเรื่อยๆ เพราะผลกระทบจากมลพิษที่สะสมในดินและน้ำทำให้มะม่วงไม่งอกงาม

ภาพโดย สหรัฐ สินสอน, ธัญลดา หาญณรงค์กุล

ทุกข์ทน มลพิษท่วม

ภายหลังของการเข้ามาของอุตสาหกรรม ชีวิตเกษตรกรรมของลุงน้อยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากที่เคยมีรายได้หลักจากการปลูกมะม่วงขาย ปัจจุบันผลผลิตไม่สามารถทำเงินให้กับลุงน้อยได้เท่าเมื่อก่อน รายได้ค่อยๆ น้อยลงเรื่อยๆ แถมสุขภาพก็ถดถอยลงจากการสั่งสมมลพิษ ที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม

ปัญหามากมายก็เริ่มโผล่มาให้เห็นขึ้นเรื่อยๆ โรงงานเก่าๆ ที่ไม่ได้รับการพัฒนาก็ระเบิดเสียหมด

“พออุตสาหกรรมระเบิดครั้งแรกน่ะ คุณตาก็ออกจากบ้านนะ เสาแตกหมดเลย พอจะมาซ่อม ไม่เห็นมีใครมาช่วยสักคน ไม่เคยได้รับการเยียวยาเลย” ลุงน้อยเล่าย้อนให้ฟังถึงภัยจากอุตสาหกรรมที่กระเทือนมาถึงสวนลุงน้อย

แน่นอนว่านอกจากปัญหาความปลอดภัยในชีวิต ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา อย่างมลพิษทางอากาศที่ส่งกลิ่นไปทั่ว และฝนกรดที่เกิดจากการรวมตัวของก๊าซพิษในอากาศ ซึ่งเกิดจากอุตสาหกรรม 

“เคยมีวันที่ควันท่วมเลยตอนนั้น คุณตาอยู่บ้านมองไปยังเห็น อากาศมันไม่ดี หายใจทีก็ลำบาก มีบ้างที่หายใจไม่ออก เดี๋ยวนี้เวลาฝนตก ต้องหนีฝนนะ พอโดนฝนแล้วแสบ จะเอามาล้างหน้าล้างตัวก็ไม่ได้แล้ว มันจะเป็นแผล พอไปเกามันก็เป็นโรคผิวหนัง ไปหาหมอก็ก็บอกว่าติดเชื้อ แล้วเราจะไปรู้ไหมล่ะ ก็ไม่ได้เห็นเชื้อที่มันมาตามอากาศ”

นอกจากมลพิษทางอากาศได้เป็นปัญหาแล้ว อีกอย่างที่สำคัญเลยคือ ปัญหาน้ำเน่าเสีย และปัญหาขยะล้นเมือง ซึ่งลุงน้อยเสริมว่า “ที่คุณตาปลูกไว้ ตอนนี้ใบมันหงิกงอไปหมด จะไปขายใครก็ไม่ได้ ต้องเก็บไว้กินเอง”

คุณตายังบอกว่า พื้นที่ตรงข้ามบ้านเป็นที่ว่าง มีคนมาซื้อไปและมีการก่อสร้าง ด้วยความที่มันใกล้บ้านคุณตามาก ๆ ปัญหาน้ำเน่าเลยมาถึงบ้านลุงน้อย นอกจากนี้บ่อน้ำที่สวนของลุงน้อยต้องปิดตายไปด้วย เพราะมาจากสารพิษที่มีปนเปื้อนซึมผ่านดินมา

“เนี่ย มันซึมผ่านดินมาที่บ้านคุณตา บ่อน้ำตอนนี้ก็ไม่ได้เปิด ต้องปิดไว้ตลอด อยู่ในสวนน่ะ” ลุงน้อยชี้ให้ดูถึงบ่อน้ำปิดตายที่ไม่มีวันได้หวนกลับมาเปิดใช้อีก

ภาพโดย สหรัฐ สินสอน, ธัญลดา หาญณรงค์กุล

สุดจะทนกับคนอย่าง “เธอ”

หากจะเปรียบเทียบเกษตรกรรมในอดีตกับปัจจุบัน คงเห็นได้ชัดว่าผลกระทบที่คนในพื้นที่ได้รับมันมากมายมหาศาลขนาดไหน อย่างกรณีของลุงน้อยที่เป็นเกษตรกร ปลูกผักปลูกผลไม้ขายเป็นอาชีพหลักเลี้ยงชีพตนและครอบครัว เมื่อ 30-40 ปีก่อน 

ลุงน้อยบอกว่า “รายได้คุณตาเมื่อก่อนวันละ 500-1,000 เลยนะ แต่ตอนนี้เก็บผักขายได้วันละ 100 เอง” จากการขาดรายได้บางส่วนไปแล้วจะบอกว่าชาวเกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเลยก็คงไม่ใช่ เพราะชีวิตก่อนกับหลังจากการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรม มันชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ทำให้ผลผลิตที่มันไม่เติบโตอย่างที่หวัง มันก็เกิดจากการอุตสาหกรรมที่ทำให้สภาพอากาศ ดิน น้ำ มันใช้ไม่ได้ทั้งด้านอุปโภคบริโภค” 

“อย่างต้นมะม่วงที่ลุงน้อยต้องเลิกทำ เพราะ ลงทุนไปมันก็มีแต่ขาดทุน หลายปีก่อนลุงมีมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ออกไปขาย แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นอากาศ ดิน น้ำ ก็เป็นพิษไปหมด ฝนเป็นกรด ดิน น้ำ ก็เสีย ทำให้ต้นมะม่วงมีปลายใบไหม้ หงิกงอ ใบเหี่ยว ๆ นาน ๆ ไปผิวลูกมะม่วงก็จะคล้ำๆ” 

ภาพโดย สหรัฐ สินสอน, ธัญลดา หาญณรงค์กุล

แน่นอนว่าเมื่ออุตสาหกรรมเข้ามาโดยที่คนในพื้นที่ไม่ได้เลือก ผู้คนก็ต้องถูกบังคับให้ปรับตัวอัตโนมัติ แต่การปรับตัวนั้นก็ไม่ควรเป็นภาระของคนที่ยังอยู่เพียงอย่างเดียว

“แรกๆ ก็ปรับตัวได้ ถ้ามะม่วงมันปลูกไม่ได้ผลแล้ว ก็หันมาปลูกพืชผักขาย แต่ผลจากพิษอุตสาหกรรมมันไม่ใช่แค่ต้นมะม่วงที่ล้มตายไม่ออกผล แต่พืชผักก็เป็น มันเกิดเป็นรอยด่างตามรอยฝน ใบเหี่ยว ผิวคล้ำ จะเก็บไปขาย ก็ไม่รู้จะเก็บยังไงเหมือนกัน ตัวยาบำรุงก็แพง ค่าใช้จ่ายก็เยอะ ลงทุนไปก็ขาดทุนเปล่าเลยต้องเลิกทำ พอผลผลิตมันไม่ได้ก็ทำให้เกิดการขาดรายได้หลักไปตาม ๆ กัน ปีนึงจากที่เคยได้เป็นหลักหมื่น ปีที่แล้วได้หลักพัน เกิดขึ้นแบบนี้แล้วจะอยู่กันยังไง ?”

 “ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องที่ดินทำกินหรือเรื่องรายได้ แต่มันรวมไปถึงเรื่องสุขภาพ ที่มันได้รับผลกระทบตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน สารปรอทหรือมลพิษต่าง ๆ หากสูดดมเข้าไปมันก็ส่งผลต่อทารกโดยตรง บ้างก็คลอดก่อนกำหนด พิการ และถ้าหากทารกเกิดมาแล้ว ก็ยังคงต้องมาได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศโดยรอบอุตสาหกรรม ในตอนนี้พื้นที่มาบตาพุดมีผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจเป็นอันดับ 1 และผู้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวอีกด้วย ทั้งนี้มันก็เกิดจากจากการสูดดมและสัมผัสมลพิษที่เกิดจากอุตสาหกรรมทั้งนั้น”

ภาพโดย สหรัฐ สินสอน, ธัญลดา หาญณรงค์กุล

ทุกๆ วันลุงน้อยมักได้ยินเสียงตามสายของเทศบาลตำบลมาบตาพุดประกาศข่าวสารให้รับฟัง แต่เสียงเพลง ธรณีกรรแสง ก็มีประกาศอยู่แทบทุกวันจนลุงน้อยบอกว่า “ได้ยินจนชิน” ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นมาจากโรงงานอุตสาหกรรม สุดท้ายก็ไม่มีหน่วยงานไหนเข้าช่วยเหลือได้มีแต่ชาวบ้านที่ต้องช่วยกันจัดงานศพกันเอง

 ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในพื้นที่มาบตาพุดก็เป็นประชากรแฝงมากกว่าคนในพื้นที่จริง ๆ เพราะในช่วงของการขยายตัวด้านอุตสาหกรรมมีการเข้ามาของประชากรต่างถิ่น เพื่อเข้ามาทำงานในโรงงานแบบไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมาด้วย ทำให้ประชากรแฝงในระยองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันระยองมีประชากรแฝงไม่ต่ำกว่า 500,000 คน โดยเฉพาะพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งมีประชากรในทะเบียนบ้านประมาณ 40,000 คน ขณะที่มีประชากรแฝงรวมเป็นแสนคน

คนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นด้านไหน ก็ทำมาหากินกันไม่ได้ จึงต้องขายที่ดินย้ายออกไปอยู่ที่อื่นกันหมด “สุดท้ายก็ไม่มีใครทนอยู่ที่นี่ได้ หนีไปตายที่อื่นกันหมด” รวมถึงลุงน้อยที่ตอนนี้ประกาศขายที่เกษตรแปลงสุดท้ายกลางอุตสาหกรรม ไปแล้ว และกำลังย้ายไปอยู่ที่อื่น ลุงน้อยบอกเองเลยว่า “ตอนนี้มันทำอะไรไม่ได้แล้ว สมบัติคุณตาก็มีแค่นี้ คุณตาต้องขายที่มาดูแลคุณยาย คุณยายป่วย คุณตาอยากย้ายไปอยู่ที่อื่น ปลูกบ้านเล็ก ๆ ปลูกพืชผักขายนิดหน่อยดีกว่า อยู่ที่นี่มันทำอะไรไม่ได้แล้ว” 

ภาพโดย สหรัฐ สินสอน, ธัญลดา หาญณรงค์กุล

“คนระยองต้องเลิกเป็นผู้เสียสละได้แล้ว”

จากวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่เคยเลี้ยงครอบครัวได้ กลับต้องถูกทิ้งไปเมื่ออุตสาหกรรมเข้ามา วิถีชีวิต การทำมาหากิน และสุขภาพของชาวมาบตาพุดเริ่มทรุดโทรม ลุงน้อยที่เคยรักและผูกพันกับผืนดินของตัวเอง จำเป็นต้องขายที่ดินเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

แต่ในความฝัน ลุงน้อยยังอยากเห็นมาบตาพุด “กลับมาเป็นเหมือนเดิม“ ยังอยากให้ลูกหลานมีที่ทำกิน อยากให้ชุมชนอยู่ได้ แม้อุตสาหกรรมยังคงอยู่ก็ตาม

 

เพราะ “คนระยองต้องเลิกเสียสละได้แล้ว”

ถึงเวลาที่ทุกคนต้องหาทางอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน


บทความโดย พิมพ์ชนก สุทธิฮึก, ชุติญา ธนิษฐากูล และ อริสา แขดอน
ภาพโดย สหรัฐ สินสอน, ธัญลดา หาญณรงค์กุล
นิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชั้นปีที่ 4
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Where we belong : ภาคตะวันออกที่เราอยากอยู่ ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, Land Watch และ Local PBS (ThaiPBS)
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก สว่าง กระจับเงิน
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR