12 ชีวิต คือจำนวนผู้คนที่ต้องจากไปเพราะช้างป่าที่ออกหากินนอกเขตอนุรักษ์ใน
กลุ่มป่าภาคตะวันออก นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงต้นสิงหาคม 2568 (ข้อมูลล่าสุด 1 สิงหาคม 2568)
3,375 ครั้ง คือจำนวนครั้งที่มีการพบช้างป่าเดินออกนอกเขตป่าอนุรักษ์และ เหยียบย่ำผ่านไร่นาและสวนของเกษตรกร
301 ครั้ง คือจำนวนเหตุที่ช้างป่าก่อความเสียหาย แบ่งเป็นทำลายพืชผล 269 ครั้ง รื้อทำลายทรัพย์สิน 23 ครั้ง และทำให้คนบาดเจ็บ 9 ราย
799 ตัว คือจำนวนช้างป่าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชสำรวจและประเมินไว้ ทั้งที่ยังอาศัยอยู่ในผืนป่าและที่ออกมานอกพื้นที่ใน 7 เขตป่าอนุรักษ์ของกลุ่มป่าตะวันออก
40 กิโลเมตร คือระยะไกลที่สุดที่ช้างป่าเดินออกจากป่าได้
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อมูลแต่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าปัญหาช้างป่าในป่ารอยต่อ 7 จังหวัดภาคตะวันออก (ไม่รวมนครนายก) ไม่ได้จางหายไป ทว่ากลับทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น
เพื่อฟังเสียงและมองเห็นภาพที่ชัดเจนกว่าตัวเลข เราได้พูดคุยกับเหล่าทีมทำงานแห่งเพจ Space ป่าตะวันออก ทั้ง รศ.ดร. รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์, รุ่งโรจน์ เปรมจิราพงศ์ และ นาวี เจี่ยเฉียน ถึงสถานการณ์ปัญหาช้างป่าในภาคตะวันออกว่าอะไรทำให้ตะวันออกมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างสูง และการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากอะไร?

เพื่อแก้ปัญหา ต้องเริ่มจากเก็บข้อมูล จุดเริ่มต้นของ Space ป่าตะวันออก
ถ้าจะให้อธิบายว่า Space ป่าตะวันออก คือ เพจเกี่ยวข้องกับอะไร คำว่า ‘Space’ คงเป็นคำที่สื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุด ตามความตั้งใจเริ่มต้นของรุ่งโรจน์ ซึ่งตั้งใจว่าอยากสร้าง ‘พื้นที่ทดลองการเป็นสื่อสาธารณะ’ ที่สนใจประเด็นปัญหาเรื่องช้างป่า จากมุมมองของคนที่ทำสื่อ และสารคดี และได้เริ่มต้นสร้างเพจในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 โดยเข้าร่วมโครงการ Long Form Interactive Journal กับไทยพีบีเอส
“เพจนี้เอาจริงตั้งมาเพื่อเน้นทดลอง และเก็บข้อมูลเป็นหลักในการทำงานกับชุมชนท้องถิ่น รวมไปถึงดูเรื่องการสร้างรายได้ ในอนาคตจะถ่ายโอนเพจให้ชุมชนท้องถิ่น เข้ามาบริหารจัดการเมื่อเรื่องช้างป่ามีทิศทางที่ชัดเจน ความต้องการขึ้นกับพวกเขาเลย”
โดยความสนใจเรื่องช้างป่าของรุ่งโรจน์เริ่มต้นจากการค้นพบและเชื่อว่า แท้จริงแล้วปัญหาเรื่องช้างป่าสามารถแก้ไขได้ตามหลักการจัดการสัตว์ป่า หากแต่หนทางการแก้ปัญหาถูกชะลออยู่ในระบบการจัดการ กฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวยและไม่ทันสถานการณ์ ไปจนถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ใช้ปัญหาช้างป่าเป็นช่องทางหาประโยชน์ส่วนตัว
ในวันแรกๆ ของการทำเพจ รุ่งโรจน์จึงใช้พื้นที่เพจ Space ป่าตะวันออกเพื่อมุ่งเชื่อมพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด (ก่อนจะขยายเป็น 7 จังหวัด) ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาช้างป่า เพื่อให้เกิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน โดยใช้บทบาทของการเป็นสื่อสาธารณะสร้างพื้นที่กลางให้ผู้คนที่เดือดร้อนจากหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เจ้าของปัญหาจากหลายหน่วยงาน รวมถึงผู้สนใจและผู้คนที่รักช้างได้เข้ามาเจอกันบนพื้นที่ออนไลน์แห่งนี้
ปัจจุบันเพจ Space ป่าตะวันออก มีผู้ติดตามกว่า 4.1 หมื่นคน และกลายเป็นศูนย์แจ้งเหตุปัญหาช้างป่า พื้นที่สื่อสาร และเวทีเชื่อมเครือข่าย ระหว่างคนทำงาน ชุมชนในพื้นที่ ผู้รักช้างที่เข้าใจ เพื่อนำเสนอสถานการณ์ช้างป่าในภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่องนับแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อช้างป่าคือปัญหาของคนตะวันออก
แม้ปัญหาช้างป่าในภาคตะวันออกจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางหลังปี พ.ศ. 2557 แต่รัตนวัฒน์เล่าว่า ร่องรอยของสถานการณ์นี้เริ่มต้นมาก่อนหน้านั้น เพียงแต่ว่าในยุคนั้นจำนวนช้างป่ายังไม่มาก จากการประเมินพบช้างป่าเพียง 40–70 ตัวเท่านั้น กระทั่งราว 20 ปีก่อน ตัวเลขเริ่มขยับแม้ไม่มีการสำรวจประชากรอย่างเป็นระบบ แต่ก็มีการประเมินคร่าวๆ ว่าอาจจะอยู่ที่ราว 200–300 ตัว และส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ การออกมานอกป่าเพื่อทำลายพืชผลมีเพียงเล็กน้อย ความเสียหายยังอยู่ในระดับที่เกษตรกรพอรับได้ และยังไม่เกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายทั้งคนและช้างป่า
แต่ด้วยความที่ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ต่างจากภูมิประเทศในภาคอื่นๆ อีกทั้งยังเน้นปลูกไม้ยืนต้นมีผลผลิตทั้งปีทำให้สถานการณ์ในภาคตะวันออกมักรุนแรงและต่อเนื่องมากกว่า เช่นในพื้นที่ป่าอ่างฤาไน
“ลองนึกถึงไข่ดาวครับ ป่าอ่างฤาไนก็เหมือนกับไข่แดง พื้นที่เกษตรรอบๆ ก็คือ ไข่ขาว ซึ่งพอช้างออกมาแล้วไม่มีข้อจํากัด และภาคตะวันออกเนี่ยไม่ได้ปลูกพืชไร่ที่เป็นฤดูกาล แต่มีการปลูกพืชไร่สลับกับไม้ยืนต้นให้ผล และไม้ยืนต้นเนี่ยก็เป็นแหล่งพักที่ดี พอช้างออกมาแล้วก็ไม่จําเป็นต้องกลับไปอยู่ในป่าอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ช้างสร้างประชากรใหม่เอาลูกออกมาในพื้นที่เหล่านี้แล้วก็กระจายทั่วถึง เพราะว่ามันมีโครงการส่งเสริมการทําแหล่งน้ําขนาดเล็กในพื้นที่เกษตร”
ซึ่งหากสรุปแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ช้างป่าออกมาหากินนอกพื้นที่มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัย อันดับแรกคือ แหล่งอาหารที่ทั้งหาง่ายและอร่อยกว่า
สองคือ ที่พักนอน ซึ่งภาคตะวันออกที่มีการปลูกไม้ยืนต้นสลับทั้งไม้ยืนต้นให้ผลและไม้เศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น ยางพารา ต้นปาล์ม หรือต้นยูคาลิปตัส ทำให้ช้างมีที่หลบพักผ่อนที่สูงท่วมศีรษะของตัวเองตามพฤติกรรมของช้าง
และข้อสุดท้ายคือ แหล่งน้ำ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ามีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่นอกจากนั้นยังมีการเตรียมแหล่งน้ำสำรองไว้เพื่อโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นอกเหนือจาก 3 ปัจจัยนี้ ยังมีเรื่องของการจัดทำทุ่งหญ้าและแหล่งอาหารเสริมให้ช้างป่าในเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งนำมาจากโมเดลต่างประเทศ แม้ว่าในไทยเองจะมีแหล่งอาหารและน้ำตามธรรมชาติก็สมบูรณ์อยู่แล้ว
การเพิ่มปัจจัยเอื้อที่อาจไม่ได้สำรวจบริบทเช่นนี้ จึงกลายเป็นการเร่งจำนวนประชากรให้เพิ่มเร็วกว่าที่ควร

รัตน์วัฒน์อธิบายต่ออีกว่า โดยปกติช้างมีวงจรการมีลูกหนึ่งครั้งกินเวลาราว 6 ปี ตั้งแต่การตั้งท้อง 2 ปี และเลี้ยงลูกต่ออีก 4 ปี ทำให้อัตราการเกิดตามธรรมชาติต่ำมาก แต่ในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์กว่าที่เคย ทำให้ช้างไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกนาน 4 ปีอีกต่อไป แม่ช้างบางตัวสามารถตั้งท้องใหม่ได้ทันทีหลังหย่านมลูก ทำให้รอบการสืบพันธุ์สั้นลงอย่างผิดปกติ และเริ่มผสมพันธุ์ตั้งแต่อายุยังน้อยกว่าครึ่ง จากเดิมต้องอายุราว 14 ปี เหลือเพียง 8 ปี ก็เริ่มมีลูกตัวแรกแล้ว
“มันเชื่อมโยงกันไปหมด กลายเป็นว่าเพราะความปรารถนาดีของคน ร่วมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของช้างป่า เสริมด้วยการเกษตรของคนที่เปลี่ยนไป แล้วก็รวมถึงลักษณะพื้นที่ของป่าตะวันออก ก็ทำให้จำนวนช้างป่าเพิ่มขึ้น ”
รัตน์วัฒน์ชี้ว่า ในวันที่ความเสียหายต่อพืชผลยังไม่มากและไม่ทำให้ขาดทุน ชาวบ้านก็ยังสามารถนิ่งเฉยได้ แต่เมื่อความเสียหายสูงจนการลงทุนไม่คุ้ม และหากลุกลามถึงขั้นทำลายทรัพย์สินหรือบาดเจ็บล้มตาย การอยู่ร่วมกันก็เป็นไปได้อย่างยากลำบาก
แต่เมื่อช้างป่ามีจำนวนมากขึ้น กระจายตัวได้กว้างและอยู่ได้นานขึ้น ปัญหาความขัดแย้งที่เคยอยู่ในระดับการยอมรับได้ของชุมชนจึงเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด และทำให้ภาคตะวันออกกลายเป็นที่อยู่ถาวรของช้างป่าดังที่เห็นในปัจจุบัน

ในวันที่ ‘ช้างป่า’ ไม่ได้อยู่ในป่าอีกต่อไป
หากให้นึกถึงพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ารุนแรงและต่อเนื่องที่สุดในภาคตะวันออก พื้นที่ที่มักถูกเอ่ยชื่อซ้ำๆ คือ ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และชลบุรี ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาช้างป่าได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งในระยะหลัง จังหวัดอื่นๆ ก็เริ่มพบช้างป่าออกมาหากินนอกพื้นที่ด้วยเช่นกัน อย่างเช่น จังหวัดสระแก้ว
ตามความเห็นของรัตนวัฒน์ถ้าวัดความรุนแรงจาก ‘ความถี่ของการเข้ามาทำลาย’ และ ‘จำนวนผู้เสียชีวิต’ ตัวเลขไม่ได้ลดลงเลยตลอด 20 ปี แถมความรุนแรงยังเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับรัศมีหากินของช้างป่าที่กว้างออกไปเรื่อยๆ
ณ วันนี้ หากเรากางแผนที่ภาคตะวันออกขึ้นมาดู จะเห็นจุดกระจายตัวของช้างป่าที่เชื่อมโยงกันราวกับเส้นใยขึงตึงจากผืนป่าอนุรักษ์ออกไปสู่ทุกทิศทุกทาง และแทบจะครบทุกจังหวัดในภูมิภาคนี้แล้ว
ในส่วนนี้ นาวี หนึ่งในแอดมินเพจและประธานอาสาผลักดันช้างป่าจังหวัดชลบุรี ขยายความให้เราฟังโดยเริ่มที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
ที่หัวใจของปัญหาอยู่ที่อำเภอท่าตะเกียบและอำเภอสนามชัยเขต ซึ่งเป็นจุดที่ช้างออกจากป่าเขาอ่างฤาไนเป็นหลัก นาวีเล่าว่าช้างป่ากลุ่มนี้มีตัวผู้ราว 30–40 ตัว และมีกลุ่มตัวเมียราว 200 ตัว ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายนจะลงมากินข้าวในนา จากนั้นพอพ้นฤดูเกี่ยวข้าว ก็เคลื่อนต่อไปยังต.วังท่าช้าง ต.วังกวาง ต.เขาไม้แก้ว ของอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเข้าสู่ไร่อ้อย และวนอยู่แถวนั้นยาวไปถึงราวเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากนั้นยังมีช้างป่าตัวผู้ขนาดเล็กเพียง 3–6 ตัว ที่ขึ้นไปอยู่บริเวณเขาหินซ้อน หลังโครงการพระราชดำริเขาหินซ้อน
ส่วนที่จังหวัดชลบุรีมีกลุ่มช้างป่าราว 100–120 ตัว กระจายอยู่ โดยบางส่วนออกมาจากอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เคลื่อนผ่านเขากระดาษ เขายายก่อน เข้าสู่พื้นที่อำเภอเกาะจันทร์ และอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี
อีกกลุ่มใหญ่ออกมาจากฝั่งป่ารย.3 (หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ รย.3 ห้วยทับมอญ) ที่จังหวัดระยอง ซึ่งช้างป่าที่เดินทางเข้าไปยังพื้นที่ชลบุรี มีสองฝูงใหญ่ๆ ฝูงละประมาณ 50 ตัว เดินทางเข้าสู่อำเภอบ่อทอง อำเภอหนองใหญ่ และบางส่วนข้ามมาฝั่งอำเภอบ้านบึง แต่ฝั่งบ้านบึงฝูงช้างป่ามาติดอยู่ที่เขตนิคมอุตสาหกรรมโรจนะจึงไปต่อไม่ได้

ตามมาด้วยจังหวัดระยองซึ่งสำหรับนาวีเกือบถือว่าเป็นช้างกลุ่มเดียวกันกับของจังหวัดชลบุรี เนื่องจากเป็นช้างป่าที่ออกจากพื้นที่ป่ารย. 3 เช่นเดียวกัน ปัจจุบันมีจำนวนราว 100 ตัว เคลื่อนตัวจากป่ารย. 3 ไปอำเภอเขาชะเมา และอำเภอวังจันทร์
ในขณะที่จังหวัดจันทบุรีพบฝูงช้างป่าหลายกลุ่ม กลุ่มแรกพบสามฝูงที่อ่างเก็บน้ำพวาใหญ่ ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว เคลื่อนตัวไปมาระหว่างอ่างเก็บน้ำพวาใหญ่ กับอ่างเก็บคลองน้ำประแกต ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดฉะเชิงเทรา
และกลุ่มที่สองพบที่เขาอีกา ฝั่งเขาคิชฌกูฏ จำนวนราว 30 กว่าตัว ฝูงหลักเริ่มเคลื่อนมาจากเขาอ่างฤาไนและกระจายสู่เขาสอยดาว เขาสิบห้าชั้น และเขาอีกา
กลุ่มสุดท้ายพบที่เขาสอยดาวเป็นกลุ่มใหญ่ มี 50–60 ตัว (และเริ่มแตกฝูงย่อย) จากเดิมที่เคยอยู่ใกล้สนามกอล์ฟชาเทรียม อำเภอสอยดาว ปัจจุบันย้ายไปค่ายเทวาพิทักษ์ ตำบลโป่งน้ำร้อน
ในส่วนของจังหวัดสระแก้ว พบช้างป่าฝูงใหญ่ราว 30–50 ตัว เดิมเคยออกมานานๆ ครั้ง แต่ปัจจุบันเริ่มบ่อยขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินโดยเฉพาะการปลูกอ้อยในพื้นที่ตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ และ ตำบลสระขวัญ อำเภอเมือง ของสระแก้ว
และสุดท้ายจังหวัดตราด พบฝูงช้างป่าตัวเมียที่เคลื่อนลงมาถึงพื้นที่น้ำตกคลองแก้ว อำเภอบ่อไร่ เมื่อรวมทั้งหมด เราพบว่ามีฝูงช้างขนาดใหญ่ราว 8-10 ฝูงหลัก (ยังไม่รวมตัวผู้เดี่ยวหรือกลุ่มตัวผู้นักสำรวจ) ที่เคลื่อนออกจากป่าเขาอ่างฤาไนและผืนป่าเชื่อมต่อกันในทุกจังหวัดของภาคตะวันออก

ย้อนกลับไปยังข้อมูลจากสำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่เพิ่งออกรายงานสถานการณ์ช้างป่า ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568 จากการสำรวจช้างป่าในกลุ่มป่าตะวันออกทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 7 แห่ง ในพื้นที่พบช้างป่าจำนวนทั้งสิ้น 799 ตัว ประกอบด้วย
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน จำนวน 496 ตัว
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จำนวน 134 ตัว
อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง จำนวน 9 ตัว
อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จำนวน 74 ตัว
อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จำนวน 28 ตัว
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวาย เฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 27 ตัว
และอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว จำนวน 31 ตัว
แต่ตัวเลขนี้ นาวี ให้ความเห็นว่า “ตัวเลขตามกรมฯ น่ะ ถ้าให้ผมพูดมันเยอะกว่านั้น เยอะกว่า 799 อยู่แล้วครับ”
สอดคล้องกับความเห็นของรัตน์วัฒน์ที่ให้ความเห็นว่า จำนวนช้างป่าอาจเกินขีดความสามารถของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ภาคตะวันออกที่จะรองรับได้จริง “แม้ทั้งภาคอาจจะเป็นไปได้ที่จะรองรับ 799 ตัว แต่ถ้านับแค่พื้นที่ป่าของภาคตะวันออกจริงๆ มันไม่ควรจะรับได้ ช้างป่าถึงทะลักออกมาข้างนอก”
นอกจากนั้นยังมีปัจจัยทั้งด้านพื้นที่ป่า ซึ่งรัตน์วัฒน์อธิบายว่า หากจะประเมินความสามารถในการรองรับช้างป่า ต้องเริ่มจากความหนาแน่นประชากรต่อพื้นที่ โดยดูจากขนาดป่าทั้งหมด แล้วหักลบพื้นที่ที่ถูกใช้ไปกับการขอใช้ประโยชน์จากหน่วยงานของรัฐ การทำเกษตรและที่อยู่อาศัยของคน เมื่อเหลือพื้นที่จริงที่เป็นป่าอนุรักษ์ จึงคำนวณได้ว่ารองรับช้างได้กี่ตัวโดยไม่สร้างผลกระทบ แต่ปัจจุบัน ตัวเลขพื้นฐานเหล่านี้ยังไม่นิ่ง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากรช้างป่าที่แท้จริง หรือพื้นที่ป่าที่เหลือใช้จริง ทำให้การจัดการมักกลายเป็นการแก้ปัญหารายวัน แบบปลายเหตุซ้ำไปซ้ำมา

งบไม่มี ข้อมูลไม่พอ เมื่อปัญหาช้างป่าติดตอใหญ่
ปัจจุบันเราอาจเคยได้ยินวิธีการป้องกันและแก้ปัญหาช้างป่าหลากหลายวิธี แต่ในมุมนักวิชาการของรัตน์วัฒน์ หลายวิธีที่ได้ยินกันนั้น ในความเป็นจริงไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักในภูมิภาคนี้ ซึ่งทางรัตน์วัฒน์ให้ความเห็นไว้ดังนี้
วิธีแรกที่ได้ยินกันบ่อยสุดคือ การสร้างคูกันช้าง หรือรั้วไฟฟ้ากันช้าง ซึ่งส่วนนี้รัตน์วัฒน์ให้ความเห็นว่า มาตรการกั้นช้างป่า ไม่ว่าจะเป็นคูดินหรือรั้วไฟฟ้า บนหลักการแล้วอาจจะใช้ได้ผล แต่ในทางปฏิบัติกลับติดขัดเรื่องการดูแลรักษา
“คูดินที่ขุดใหม่ในภาคตะวันออกซึ่งฝนตกชุก มักพังทลายเมื่อดินอุ้มน้ำจนชันลดลง ช้างตัวใหญ่ที่ฉลาดและมีกำลังพอ ก็สามารถตะกุยดินลดความชันแล้วปีนข้ามได้ง่าย ส่วนรั้วไฟฟ้าก็มีอายุใช้งานสั้นและค่าก่อสร้างสูง เมื่อพังแล้วไม่มีงบซ่อมบำรุงก็กลายเป็นสิ่งก่อสร้างร้างที่ไร้ประโยชน์”
ปัญหานี้ยิ่งชัดเพราะภาครัฐมักจัดสรรงบก่อสร้าง แต่ไม่มีงบต่อเนื่องสำหรับบำรุงรักษา และในบางพื้นที่ การก่อสร้างอาจไม่ได้มาตรฐานหรือมีการทุจริต ทำให้สิ่งกีดขวางไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตั้งแต่แรก
อีกวิธีที่มักมีการดำเนินการคือ การกักช้างเกเร ซึ่งมักเป็นช้างเพศผู้ รัตน์วัฒน์ชี้ว่าวิธีนี้มักไม่ค่อยสำเร็จ เพราะช้างบางตัวคุ้นกับคนมากเกินไป เมื่อปล่อยกลับป่าก็เดินเข้าหาหมู่บ้านเพื่อหาอาหารจากคนอีก
และสุดท้ายวิธีที่สาม คือ การไล่ช้างป่า วิธีนี้ นาวี ในฐานะเจ้าหน้าที่ผลักดันช้างป่าได้เสริมว่า การไล่หรือผลักดันช้างป่าไม่สามารถทำอย่างเร่งรีบได้ แต่ต้องอาศัยทั้งแผนและจังหวะ ในทางปฏิบัติ ทีมไล่ช้างมักทำการไล่ช้างในช่วงเวลากลางคืน โดยความสำเร็จของการผลักดันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสภาพพื้นที่ พฤติกรรมของช้างในวันนั้น และการประสานงานระหว่างทีม
ขั้นตอนแรกคือ หาพิกัด ด้วยการฟังเสียงหรือจากภาพทางมุมสูง เมื่อรู้ตำแหน่งแล้ว ทีมจะตีกรอบ โดยปิดเส้นทางสามด้าน เหลือเพียงทางเดียวที่เปิดไว้ให้ช้างถอยกลับเข้าไปในป่า เส้นทางนั้นต้องเลือกอย่างระมัดระวังว่าจะพาช้างกลับไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุด

วิธีผลักดันใช้ได้หลายแบบ แต่ที่กลุ่มของนาวีใช้บ่อยคือ ‘ลูกบอลกระตุ้น’ ซึ่งหมายถึงการใช้ระเบิดไล่นกชนิดโยนลงพื้นแล้วเกิดเสียงดัง เพื่อกระตุ้นให้ช้างเคลื่อนตัวไปในทิศที่กำหนด แต่หลายครั้งก็ไม่ต้องใช้เสียงใดเลย ถ้าถึงเวลาที่ช้างป่าอยากออกจากพื้นที่ เขาก็จะเดินจากไปเอง
ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่ชุด ที่ได้รับงบสนับสนุนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นหรือกรมอุทยานฯ ชุดละราว 50,000 บาท ทำให้อุปกรณ์และการฝึกฝนยังมีจำกัด หลายอย่างต้องอาศัยประสบการณ์ภาคสนามและการเรียนรู้กันเอง
ดังนั้น แม้จะมีวิธีการจัดการช้างป่าหลากหลายแนวทาง แต่กลับไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงที่ เพราะปัญหาคือ ตัวเลขประชากรช้างป่าที่ไม่แม่นยำและข้อมูลพื้นที่ที่ไม่อัพเดต ทำให้มาตรการต่างๆ ไม่ได้ตั้งอยู่บนแผนระยะยาว แต่กลายเป็นการแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน วันนี้ช้างป่าออกก็ไล่ วันนี้ชาวบ้านเดือดร้อนก็จ่ายชดเชยหรือกระจายภาระให้ท้องถิ่นไปต้อนช้างกลับเข้าป่า วิธีเหล่านี้เป็นเพียงการดับไฟปลายเหตุ แต่ไฟก็พร้อมจะปะทุขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
นี่คือเสียงสะท้อนของคนที่ติดตามสถานการณ์ช้างป่ามาอย่างยาวนาน
จะแก้ปัญหายั่งยืนได้ ต้องเริ่มจากข้อมูลที่ชัดเจน
อย่างที่กล่าวไปว่าการจัดการช้างป่าอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีช้างอยู่กี่ตัว แนวโน้มประชากรเพิ่มขึ้นหรือลดลง และพื้นที่ป่าอนุรักษ์เหลือจริงๆ เท่าไร หลังจากนั้นจึงคำนวณจุดสมดุลระหว่างจำนวนสัตว์กับพื้นที่รองรับ เพื่อให้รู้ว่าควรมีกี่ตัวจึงจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้คน
“อันนั้นก็คือเป้าหมาย แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้ไอ้จุดเริ่มต้นเราก็ไม่รู้ เป้าหมายเราก็ไม่รู้ว่าเราจะควรมีกี่ตัว การจัดการที่จะให้ยั่งยืน มันก็ค่อนข้างที่จะทําลําบากนะครับ ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ถ้าเราพูดถึงความยั่งยืนน่ะ ผมก็ยังมองไม่ออกว่าถ้าเราแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุเนี่ยมันจะยั่งยืนได้ยังไง”
โดยรัตน์วัฒน์ยกตัวอย่างให้เราฟังว่า ในต่างประเทศบางแห่งแก้ปัญหาช้างป่าล้นเกินด้วยการล่าอย่างถูกกฎหมาย เช่น การขายใบอนุญาตให้นักล่าสัตว์ล่าเพื่อลดจำนวน แต่สำหรับไทย วิธีนี้เป็นไปไม่ได้ทั้งจากข้อกฎหมายและแรงต้านของสังคม ทางออกจึงต้องหันไปพิจารณาวิธีอื่น เช่น การคุมกำเนิด ซึ่งแม้ฟังดูง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับยากเย็น
“คุณน่ะต้องไปยิงยาคุมช้างป่าตัวเดิมทุกๆ 7 ปี คุณจะจําได้ยังไง จะไปหาเจอได้ยังไง เห็นมั้ย อันนี้ก็ค่อนข้างยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาพวกมันเจอซ้ำ”
อีกแนวทางคือ การย้ายช้างป่าส่วนเกินไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น ศูนย์อนุรักษ์ฯ อุทยานช้าง หรือพื้นที่ป่าอื่นๆ แต่ก็ต้องคัดแยกเพศเพื่อลดโอกาสสืบพันธุ์ และต้องจัดให้มีแหล่งน้ำ อาหาร และความปลอดภัยอย่างครบถ้วน ปล่อยให้ช้างใช้ชีวิตจนหมดอายุขัยโดยไม่สร้างประชากรเพิ่ม

นอกจากนั้นยังมีคนเสนอให้ใช้ช้างส่วนเกินเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือแม้กระทั่งส่งไปเป็นทูตสันถวไมตรีของประเทศ เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและจัดการได้หมุนเวียนกลับจากรายได้เหล่านี้ แต่ข้อเสนอก็ยังอยู่เพียงในวงคุยและยังไม่ตกผลึกเป็นนโยบาย
ยิ่งไปกว่านั้นในอดีต ช้างป่าเคยถูกคล้องมาใช้เป็นช้างบ้านตามโควตาของรัฐภายใต้กฎหมายเก่า แต่เมื่อกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ช้างป่าต้องคงสถานะเป็นสัตว์ป่า ห้ามจับมาใช้งาน จำนวนนั้นจึงไม่ได้ลดลงเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งในช่วงที่นโยบายอนุรักษ์เต็มรูปแบบเข้มข้น ห้ามคนเข้าไปยุ่งเกี่ยวและเร่งเพิ่มประชากรโดยไม่มีระบบควบคุม ช้างป่าก็เพิ่มจำนวนโดยไร้ผู้ล่าทั้งจากมนุษย์และจากธรรมชาติ จนสมดุลระหว่างป่ากับสัตว์ป่าเริ่มเอียงอย่างเห็นได้ชัด
รัตน์วัฒน์อธิบายเพิ่มเติมว่าในตัวบทกฎหมาย ช้างป่าเป็นความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ แต่เมื่อช้างป่าก้าวขาออกนอกเขตอนุรักษ์ ทำให้ในเชิงอำนาจหน้าที่ หากแบ่งตามพื้นที่ กรมอุทยานฯ ไม่สามารถลงมือในเขตของกรมป่าไม้หรือที่ดินเอกชนได้เต็มที่
ผลคือเกิด ‘ช่องว่าง’ เมื่อช้างป่าออกนอกป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานฯ ก็บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ กรมป่าไม้ก็ไม่มีภารกิจด้านดูแลสัตว์ป่า กลายเป็นว่าท้องถิ่นก็ถูกผลักให้เป็นด่านหน้าด้วยอาศัยการกระจายอำนาจ ทั้งที่ขาดทั้งประสบการณ์และความรู้ในการจัดการสัตว์ใหญ่ ปัญหาช้างป่าจึงวนอยู่ที่เดิม
ทางออกจึงไม่ใช่แค่แก้กฎหมายเพื่อโยนภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องจับมือกัน ทั้งกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องทำงานร่วมกันในพื้นที่จริง โดยมีผู้รับผิดชอบ งบประมาณและอำนาจหน้าที่ชัดเจน
เพราะตราบใดที่เรายังไม่อุดช่องว่างระหว่างกฎหมาย นโยบาย การปฏิบัติจริง และไม่ตอบคำถามสำคัญที่ว่า “กลุ่มป่าภาคตะวันออกหรือแม้กระทั่งประเทศไทยควรมีช้างป่ากี่ตัว?”
ปัญหาช้างป่ากับคนก็จะยังคงเดินวนอยู่ในวงกลมเดิม

อ้างอิง
กรมอุทยานฯ เตรียมทำแผนที่อัพเดตข้อมูลช้างป่าภาคตะวันออก หลังพบช้างออกจากป่าไกลถึง 40 กม.


