เราเชื่อว่าในระหว่างทางที่กำลังทำตามแพสชัน (passion) หลายคนอาจจะได้พบเจอกับเรื่องราวที่ทั้งดีและร้าย เรื่องราวที่ทำให้ทั้งสุขใจและเจ็บใจ ซึ่งในบางครั้งเรื่องราวเหล่านี้ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เราได้ทำในสิ่งที่เติมเต็มความฝันของตัวเราเอง และขณะเดียวกันก็เป็นก้าวแรกในการเติมเต็มความฝันของคนอื่นๆ
เมื่อไม่นานมานี้ การทำตามแพสชันของ เป้ง หรือห้าวเป้ง-อนุพงษ์ บุญอารีย์ ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการคนทำหนังสั้น-หนังประกวดในจังหวัดระยอง ผ่านการทำหนังสั้นที่เน้นเล่าเรื่องราวของระยอง การจัดงานเทศกาลหนังเมืองฮิ๊ (ระยอง เลิฟ สตอรี่) และการประกวดหนังสั้น Rayong Flime Festival
แน่นอนว่าเหล่านี้คือสิ่งใหม่ที่อาจไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีภาพจำว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมอย่างระยอง รวมไปถึงการพยายามผลักดันวงการคนทำหนังในพื้นที่เองก็เป็นเรื่องค่อนข้างที่ท้าทายมากพอควร เลยเป็นความน่าสนใจที่ว่าแล้วทำไมอนุพงษ์จึงลุกขึ้นมาทำสิ่งเหล่านี้ แถมยังมีแผนการขยับขยายโครงการไปอีก
และต่อจากนี้คือบทสนทนากับ เป้ง-อนุพงษ์ บุญอารีย์ จาก แคปฟิล์ม (CAP FLIM Production) ว่าด้วยเส้นทางการทำตามแพสชั่นในทางภาพยนตร์ นับตั้งแต่การเป็นนักแสดง การทำหนัง และที่สำคัญ การกลับมาทำหนังและผลักดันวงการคนทำหนังที่บ้านเกิดอย่างจังหวัดระยอง
คือโรงหนังใหญ่ในเมือง โรงหนังแถวบ้าน หนังกลางแปลง และร้านเช่าวิดีโอ สถานที่จุดประกายความหลงใหลในสิ่งที่เรียกว่าหนังและความฝันว่าอยากเป็นนักแสดง
“จำได้ว่าผมเริ่มชอบดูหนังช่วง ม.ปลาย พอดีตอนนั้นห้างแหลมทองเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ แล้วพ่อผมพามาดูหนังเรื่องจูราสสิค ปาร์ค มันทำให้ผมรู้สึกว่าหนังที่ดูบนจอใหญ่ๆ แบบนี้มันสนุกดี คือผมเป็นคนบ้านเพครับ ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยได้เข้ามาดูหนังหรือเข้ามาเที่ยวในเมืองบ่อยนัก พ่อกับแม่เขาไม่ค่อยปล่อยให้มา ยุคนั้นเมืองระยองกับบ้านเพก็ค่อนข้างไกล แต่ที่บ้านเพ บ้านผมก็มีโรงหนังโลคอลนะ ชื่อ ‘’บ้านเพราม่า’ เหมือนโรงหนังแบบเทศบันเทิงในเมืองระยองเลย คือเป็นโรงหนังที่มีรั้วแดงๆ และมีห้องจ่ายตั๋ว ที่พอเราเข้าไปข้างในแล้วจะนั่งตรงไหนก็ได้ มีพัดลมเป่าดังๆ และถ้าจำไม่ผิดคือตั๋ว 20 บาท ผมก็ไปดูหนังที่นั่นบ่อยมาก”
อนุพงษ์เล่าว่าหนังที่ได้ดูจากโรงหนังบ้านเพราม่า ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นหนังไทยที่ค่อนข้างมีกระแส แต่ก็ไม่ใช่หนังฮิตหรือหนังยอดนิยมอย่างที่ฉายกันในโรงหนังของเมืองระยอง หรือที่ห้างแหลมทอง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เขาได้เพลิดเพลินไปกับการดูหนังมากพอสมควร

“ผมได้ไปดูที่โรงหนังแถวบ้านได้พักหนึ่ง พ่อกับแม่เขาก็ห้ามไม่ให้ไป เพราะว่าโรงหนังสมัยนั้นเราจะทำอะไรก็ได้ แล้วแถวบ้านผมคนเขาสูบบุหรี่ในโรงหนังกันเยอะ พ่อแม่เขาก็ห้าม หลังๆ ผมเลยไปดูหนังกลางแปลงแทน”
อนุพงษ์เล่าถึงบรรยากาศการดูหนังในยุคของเขา ซึ่งการไปดูหนังกลางแปลงกับการไปเที่ยวงานวัดถือเป็นอย่างเดียวกัน เพราะหนังกลางแปลงที่มาฉายส่วนใหญ่ก็มาพร้อมๆ กับการจัดงานวัด และในยุคนั้นหนังกลางแปลงมีราคาตั๋วเพียง 5 – 10 บาท รวมกับค่าหนังสือพิมพ์สำหรับใช้เป็นที่รองนั่งก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“ผมดูหนังในโรง ดูหนังกลางแปลง ผมดูหนังกลางแปลงบ่อยมากจนมันเหมือนการเสพติด แต่นั่นมันก็ทำให้ผมมั่นใจแล้วว่านี่คือสิ่งที่ผมชอบ ผมชอบการดูหนัง แล้วพอพ่อผมซื้อเครื่องเล่นวิดีโอมาไว้ที่บ้าน ผมก็ไปเช่าวิดีโอจากร้านข้างๆ บ้านมาเปิดดู เรียกได้ว่าผมดูหนังครบทุปรูปแบบของยุคนั้นเลย ทั้งโรงหนัง หนังกลางแปลง และเช่าวิดีโอ ผมชอบดูหนังเพราะผมมองว่ามันเป็นความบันเทิง มันเป็นการฆ่าเวลาที่ดี เคยสังเกตไหมว่าถ้าเราทำอะไรที่ชอบ เวลาจะลดลงเร็วเสมอ สมมติว่าผมอยากให้ถึงหกโมงเย็นเร็วๆ ผมดูหนัง แป๊ปเดียวเองถึงหกโมงแล้ว ผมว่าการดูหนังมันง่ายมันเลยอยู่คู่กับการใช้ชีวิตมาตลอด แต่ถ้าถามว่าชอบดูหนังแล้วมีความคิดจะทำหนังหรือยัง ก็ยัง”
อนุพงษ์เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าความชอบดูหนังตั้งแต่วัยเด็กไม่ใช่สิ่งที่ผลักดันให้เขาเข้ามาสู่วงการคนทำหนัง หากแต่คือประสบการณ์ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยและเหตุผลด้านเศรษฐกิจต่างหากที่เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ
“สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็ยังไม่มีความคิดเรื่องทำหนัง ผมไม่ได้เลือกเรียนภาพยนตร์ แต่ผมมีแฟนอยู่สาขาภาพยนตร์ มันก็ทำให้ผมเห็นมาบ้างเขาเรียน เราทำงานอะไรกันยังไง แต่ความคิดผมในตอนนั้นก็ยังไม่มีเรื่องการทำหนัง มากสุดก็คือการอยากเป็นนักแสดง เพราะว่ามันจะทำให้เรามีฐานะดีขึ้น”

แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากจบมหาวิทยาลัยแล้ว อนุพงษ์ก็เล่าวว่าเขาไม่ได้เข้าสู่วงการบันเทิงหรือวงการภาพยนตร์ในทันที เส้นทางชีวิตของเขามุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ และผันไปสู่อาชีพการเป็นพนักงานขายประกันผ่านทางโทรศัพท์ โดยสาเหตุที่เขาเลือกทำงานนี้ก็เพราะคำชวนของเพื่อนและเหตุว่ามันเป็นงานที่ได้เงินเดือนราว 6,500 บาท แถมยังมีค่าคอมมิชชั่นอีกต่างหาก
“ผมทำงานขายประกันจนได้ขึ้นเป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการ แต่ยิ่งขึ้นตำแหน่ง งานก็ยิ่งเยอะและเครียดมาก ต้องอยู่กับตัวเลข ต้องขาย ต้องคิดเรื่องการขายตลอดเวลา ผมทำงานได้ช่วงหนึ่งก็เริ่มไม่อยากทำ ตัดสินใจลาออก ไปเปิดร้านอาหารตรงตลาดนัดข้างๆ ที่พักแถวอ่อนนุช ช่วงแรกมันไปได้ดีนะ แต่พอโควิดมา ก็เจ๊ง เป็นหนี้ ช่วงชีวิตผมตอนนี้ห่างจากหนังไปเลย ผมดูหนังน้อยลงเพราะวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงชีพ ความฝันที่อยากจะเป็นนักแสดงผมก็ไม่ได้คิดถึงมันเลย ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือเรื่องความอยู่รอด ผมคิดว่าเราและครอบครัวต้องอยู่รอด ต้องอยู่กับความเป็นจริงก่อน”
อนุพงษ์เล่าว่าชีวิตของเขาในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ผ่านพ้นไปอย่างค่อนข้างลำบาก สาเหตุหลักๆ ก็เนื่องมาจากเรื่องเศรษฐกิจ การขาดทุน การเป็นหนี้ จนในที่สุดเขาก็กลับไปทำงานขายประกันอีกครั้ง จนกระทั่งสามารถปลดภาระหนี้สินของตนเองลงได้ แต่ในคราวนี้อนุพงษ์เลือกที่จะผันตัวไปเป็นวิทยากรผู้ให้ความรู้เรื่องการขายประกันและอยู่ภายใต้สังกัดของธนาคารแห่งหนึ่ง และนั่นก็ทำให้เขามีเวลาชีวิตเหลือมากพอที่จะหวนกลับไปสู่ความฝันที่อยากจะเป็นนักแสดงอีกครั้ง
และแล้วเส้นทางการทำตามความฝันในฐานะ ‘นักแสดง’ ก็ปรากฏ พร้อมกับความเจ็บใจที่กลายเป็นแรงผลักดันให้ผันมาทำหนัง
อนุพงษ์เล่าว่าในช่วงปี 2566 หลังจากชีวิต หน้าที่การงาน เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาได้ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นนักแสดงในซีรี่ส์เรื่องหนึ่งที่กำลังประกาศรับสมัครนักแสดงผ่านทาง Tiktok ณ ตอนนั้น
“ผมเห็นประกาศแล้วผมก็สนใจ เลยทักไปสอบถามเขาว่าผมเนี่ยอายุจะ 40 ปีแล้วพอจะสมัครเป็นนักแสดงได้ไหม ซึ่งผู้กำกับคนที่เขาเปิดรับสมัคร ที่ต่อมาเขาเป็นครูของผม ก็ตอบมากลับมาว่า ‘นักแสดงจะอายุเท่าไหร่ก็เป็นนักแสดง เพราะคำว่านักแสดงไ่จำเป็นต้องเป็นพระเอกเสมอไป แต่ถ้ายึดติดว่าจะต้องเป็นพระเอก ก็อาจจะหมดเวลาไปแล้ว’ คำพูดนี้ของครูผมฟังแล้วรู้สึกดีมากเลยนะ ผมก็เลยสมัคร ได้ไปแคสติ้งแล้วก็ผ่าน ได้รับบทนำของซีรี่ส์เรื่องนี้ด้วย”

เขาเล่าต่อไปว่าหลังจากได้เล่นซีรีส์เรื่องนั้นแล้ว ก็ตัดสินใจลงเรียนคลาสการแสดงกับครูคนดังกล่าว โดยในโรงเรียนสอนการแสดงนี้จะเปิดรับนักเรียนเข้ามาเป็นรุ่นๆ มีการเก็บเงินค่าสมัครเข้ามาเรียน แล้วเอาเงินนั้นมาให้นักเรียนในรุ่นทำหนังสั้น เพื่อเป็นการฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ
“ผมได้เป็นนักแสดงนำของหนังสั้นเรื่องแรกของโรงเรียน ส่วนรุ่นที่สองและสามผมได้ขยับไปช่วยงานเบื้องหลัง และก็ทำให้ผมสนใจการทำงานโปรดักชั่นตั้งแต่ตอนนั้น แล้วผมบอกเขาว่าผมไม่อยากเป็นนักแสดงแล้ว ผมอยากช่วยเรื่องโปรดักชัน ครูเขาก็บอกทำได้เลย ผมก็เริ่มจากการไปช่วยเขาถือกล้องแล้วดูมุมไหน เขาทำอะไรกันยังไง จนกระทั่งถึงตอนทำหนังสั้นเรื่องที่สี่ของโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้าย ผมก็ได้บอกกับครูว่าเรื่องสุดท้ายถ้าอยากให้ปังต้องทำหนังรัก แล้วแนะนำไปว่าผมรู้โลเคชั่นสวยๆ นะ ที่ระยอง บ้านผมเอง แล้วโลเคชั่นที่ได้ก็คือ เกาะเสม็ด”
ในระหว่างที่ร่วมงานอยู่ครูที่เป็นผู้สอนการแสดง อนุพงษ์เล่าว่าเขาได้ขยับขยายบทบาทจากนักแสดงมาสู่การทำงานโปรดักชันเบื้องหลัง รวมถึงได้เริ่มรับงานทำหนังสั้นบ้างแล้ว โดยมีทีมงานเป็นเพื่อนที่เคยอยู่ในโรงเรียนสอนการแสดงด้วยกัน แต่การรับงานในครั้งนั้นก็นำมาสู่ข้อพิพาทระหว่างครูและศิษย์จนเป็นเหตุให้ต้องแยกย้ายกัน
“คือมันมีเหตุการณ์ที่ผมต้องมาดีลงานให้ครู ซึ่งผมก็ทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมด แต่ทีนี้คนที่มาดีลงานด้วยเขาบอกผมว่าเขาสนใจจะทำหนังสั้นโปรโมทร้านของเขา ผมก็บอกว่าผมรับทำนะ เขาก็ตกลงจ้างผมและเพื่อนๆ ทำงานนี้ แต่ว่ามันก็กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันจนผมถูกเชิญให้ออกจากโรงเรียนสอนการแสดง
ช่วงที่ออกมาแล้วผมก็ไปตระเวนสมัครเป็นนักแสดงสมทบตามกองถ่ายต่างๆ เพราะผมอยากรู้ว่าเวลาทำงานโปรดักชันใหญ่ๆ เขาทำกันแบบไหน เพราะก่อนหน้านั้นผมใช้แค่กล้อง mirrorless ตัวเดียว ไมค์ก็ยังเป็นแบบเหน็บเสื้อ เหน็บหน้าออกอยู่เลย ผมไปสมัครที่บริษัทสามเศียรด้วย ตอนนั้นผมมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว ผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์จากอ่อนนุชไปเล่นหนังให้สามเศียรที่ลาดหลุมแก้ว ได้ค่าตัว 480 บาท เพราะได้นักแสดงเดินผ่าน แต่ผมก็โอเคเพราะผมได้เรียนรู้การทำงานโปรดักชันไปด้วย”

อนุพงษ์เล่าว่าเขาได้ร่วมแสดงกับบริษัทสามเศียรอยู่หลายครั้ง จนสามารถทำแฟ้มผลงานเพื่อเอาไปสมัครงานนอกตามกองถ่ายต่างๆ ได้ และในระหว่างที่ตระเวนสมัครงานนอกนั้น เขาก็ทั้งได้และไม่ได้งาน
“ผมได้แสดงในซีรีส์ดังๆ หลายเรื่อง และผมก็โดนปฏิเสธเยอะมาก เช่น งานโฆษณาบางตัว เขาเลือกเราแล้วนะ รูปถ่ายผ่านแล้ว แต่พอไปถึงหน้ากล้องไม่ผ่าน เพราะตัวเตี้ยบ้าง ไม่ตรงปกบ้าง จนเกิดความเจ็บใจ ผมเจ็บใจนะ เพราะผมมองว่าทำไมหนังต่างประเทศ นักแสดงฝั่งเขามีหน้าตาหลากหลายมากและคนดังๆ หลายคนก็ไม่ได้เป็นแค่คนที่สวยที่สุดหรือหล่อที่สุด แต่เขาดูกันที่ความสามารถ ความเจ็บใจที่สองคือคนที่เป็นนักแสดงแบบผม ที่หน้าตาก็ธรรมดา มันเป็นเรื่องยากมากเลยที่จะได้บทสำคัญๆ สักครั้ง”
สำหรับอนุพงษ์ เขามองว่ามาตราฐานเรื่องความสวยความงามในวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความสิ่งนี้ควรจะเป็นทั้งหมดของการตัดสินว่าใครควรจะได้หรือไม่ได้งานแสดง เพราะที่จริงการตัดสินเช่นนี้มีที่มาจากความรู้สึกของคนอื่นๆ ที่มีต่อรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินจากความสามารถ
“ผมมีความเจ็บใจ มีความโกรธ ผมรู้สึกว่าแบบนี้มันไม่แฟร์ แล้วมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องทางทำหนัง แล้ว เพื่อที่ผมจะมานั่งกำกับมันแทน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมสนใจมาทำงานโปรดักชั่นจริงจัง”
จาก ‘ห้าวเป้งสตูดิโอ’ สู่ ‘แคปฟิล์ม’ และการกลับมาทำหนังที่บ้านเกิด
เมื่อคิดกับตัวเองได้แล้วว่าอยากจะเป็นคนทำหนัง อนุพงษ์เล่าว่าเขาก็ยังคงรับงานเป็นนักแสดงอยู่ เพื่อที่จะเรียนรู้การทำงานของกองถ่าย ผ่านวิธีการแบบ ‘ครูพักลักจำ’ ขณะเดียวกันก็ได้เริ่มต้นทำงานโปรดักชัน ซึ่งในตอนนั้นเขาได้รวมทีมกับเพื่อนๆ ที่รู้จักกัน และเริ่มรับงานโปรดักชันตามแต่จะมีคนจ้าง ทั้งงานโฆษณา งานรีวิวร้าน รวมไปถึงทำช่องหนังสั้น

“ตอนแรกๆ ที่เริ่มทำโปดักชันมันยากมากๆ กับการที่จะทำให้มีคนมาจ้างเรา ผมมีทีมที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอยู่กับครู เรามารวมตัวและทำงานด้วยกัน ผลงานที่ผมกับทีมทำมีหลายอย่างมาก เราทำกันทั้งงานจ้าง งานฟรี แต่ว่าตอนนั้นที่ทำก็มีลูกค้าอยู่โซนกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ เพราะที่ระยองผมยังไม่รู้จักใคร ผมอาจจะเป็นคนระยองจริง แต่จะให้ผมมาบอกเขาว่าผมรับถ่ายหนังนะ อะไรแบบนี้ผมไม่กล้า ส่วนที่กรุงเทพฯ ผมได้ลูกค้ามาเพราะคอนเนคชั่น คือตอนนั้นกรุงเทพฯ คือพื้นที่ทำงานครับ ส่วนระยองยังเป็นบ้านที่เราแค่กลับมาเที่ยว กลับมาพักผ่อน ยังไม่ได้เอางานกลับมาทำที่นี่ และ ณ เวลานั้นก็ยังไม่ได้คิดด้วยว่าจะเอางานนี้กลับมาทำที่บ้าน”
แม้จะทำงานมาหลากหลายรูปแบบ ที่งานประเภทหนึ่งที่อนุพงษ์มองว่าเป็นงานที่ได้ทำแล้วสนุก คืองานประเภทหนังสั้น
“มีงานประกวดหนึ่ง เป็นงานประกวดหนังสั้นที่ไม่มีเงินรางวัลให้นะ แต่ถ้าหนังเข้ารอบก็จะได้ไปฉายที่โรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ผมมองว่าเป็นงานที่มีเกียรติ ก็เลยตัดสินใจส่งหนังเข้าประกวด และนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมทำหนังสั้นเลย แล้วผมก็ค้นพบว่าการทำหน้างานจริงๆ มันสนุกมาก จากนั้นผมก็ทำหนังสั้นกัน เน้นหนังที่เป็นการกระกวดทั้งหมด ซึ่งในการทำผมก็เน้นชวนคนที่ผมรู้จักมาทำด้วยกัน และจุดนั้นก็ทำให้คนในบ้านเพและในระยองรู้จักผม เพราะผมใช้ที่นี่เป็นโลเคชั่นหลัก คือผมอาศัยถามพ่อว่าถ้าผมจะไปทำหนังที่นั่น ที่นี่ พ่อรู้จักใครบ้างไหม เขาก็จะแนะนำและคนอื่นๆ ก็จะแนะนำกันต่อๆ ไป”
อนุพงษ์เล่าในช่วงแรกเขาทีมโปรดักชันของเขาใช้ชื่อว่า ห้าวเป้งสตูดิโอ เพราะเป็น ห้าวเป้ง มาจากชื่อเล่นว่า เป้ง และเป็นชื่อที่หลายคนเรียกจนกลายเป็นภาพจำของตัวเขาเอง แต่ตอนมาได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า แคปฟิล์ม (CAP FLIM)
“คือมันมีคำว่าcapability ที่แปลว่าพลังในการขับเคลื่อนหรือทำอะไรบางอย่าง ซึ่งถ้าย่อๆ มันก็จะเป็น CAP เราก็เอามาเป็นชื่อแคปฟิล์มให้คนจำง่ายๆ และในความหมายของผมคือเราเป็นกลุ่มที่เราเอาความสามารถของแต่ละคนมาทำงานด้วยกัน ก็เลยเป็นชื่อนี้

ผมและทีมก็ทำหนังสั้นแบบลองผิดลองถูก ทำกันไปเรื่อยๆ จน 6 – 7 เรื่องได้ ก็รู้สึกว่าโปรดักชั่นเรามันดีขึ้นเรื่อยๆ และผมก็คิดว่าพร้อมแล้ว มีพล็อตในหัวแล้ว และมีโครงการที่อยากจะทำอะไรเพื่อสนับสนุนประชาชนและเยาวชนในระยองที่เขาอยากจะทำหนัง คือผมนึกย้อนไปถึงความเจ็บใจที่ผมเจอมา มันก็เลยกลายเป็นที่มาของเทศกาลหนังเมืองฮิ๊ และงานประกวดหนังสั้น Rayong Flim Festival”
ทั้งนี้ เกี่ยวกับงานเทศกาลหนังเมืองฮิ๊ และงานประกวดหนังสั้น Rayong Flim Festival อนุพงษ์กล่าวว่าทั้งสองงานนี้อยู่ภายใต้โครงการเดียวกัน คือเป็นโครงการที่เขาต้องการทำให้คนระยอง ทั้งประชาชนทั่วไปและบรรดานักเรียนนักศึกษา ที่มีความฝันอยากทำหนังได้มีพื้นที่และโอกาสสำหรับการทดลองฝีมือ และผลลัพธ์ของงานก็เป็นไปเกินกว่าที่คาดหมายเอาไว้ โดยเฉพาะในแง่ของกระแสตอบรับและการส่งผลงานเข้าร่วมประกวด
อนุพงษ์เล่าว่าหลังจากงานเทศกาลหนังเมืองฮิ๊จบลง เขาได้รับข้อความเยอะมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นสอบถามถึงหนังที่เป็นภาษาระยอง หนังที่อื่นๆ ที่ถ่ายทำในจังหวัดระยอง และก็มีบ้างที่แสดงความประสงค์ว่าอยากเป็นนักแสดงให้กับหนังของเขา ส่วนในงานประกวดหนังสั้น เขาก็เล่าว่ามีความประทับใจอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการจัดงานนี้ นั่นคือหนังสั้นจากทีมหนึ่งในรุ่นนักเรียนที่ใช้ภาษาระยองในการเล่าเรื่อง โดยเป็นการใช้ภาษาระยองที่เป็นธรรมชาติและสวยงาม
“ตรงนี้มันเหมือนเป็นบอยเลอร์ที่จุดพลังในตัวผมมาก มันทำให้ผมคิดได้ว่าก่อนหน้านี้ผมวิ่งตามแพสชันที่ว่าผมต้องการทำหนัง ผมอยากทำหนัง แต่ตอนนี้แพสชันของผมคือการทำให้คนรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘หนังตะวันออก’ แบบคนรู้จักว่าไทบ้านคือหนังอีสาน แคปฟิล์มก็หนังตะวันออกไง หนังที่พูดภาษาระยอง หนังที่พูดเรื่องประมง หนังเกี่ยวกับงานผ้าป่ากลางน้ำ หนังที่พูดเรื่องอัตลักษณ์ของพวกเราที่นี่ นั่นแหละหนังตะวันออก”

และในช่วงท้ายของบทสนทนา อนุพงษ์เผยกับเราว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เขามีแผนโครงการที่จะขับเคลื่อนวงการทำหนังพื้นที่ภาคตะวันออกต่อไป โดยจะเริ่มจากระยองก่อน และเขาตั้งใจที่จะทำให้ที่นี่กลายเมืองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เป็นสถานที่ที่มีคนยกกองมาถ่ายหนังกันอย่างคับคั่ง โดยเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำตามแพสชันของตัวเองนี้จะกลายเป็นก้าวแรกหรือเป็นบันไดช่วยสนับสนุนให้การทำตามความฝันในด้านการทำหนังของใครๆ อีกหลายคน และในอีกทางหนึ่งก็อาจจะช่วยทำให้เศรษฐกิจของบ้านเกิดเมืองนอนมีความคึกคักขึ้นมาบ้าง จากการเข้ามาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์นั่นเอง


