ต้องเกริ่นไว้สักนิดก่อนว่า ‘เทศกาลหนังเมืองฮิ๊’ ที่เพิ่งมีการเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา คงอาจจะเรียกเป็นเทศกาลก็คงไม่ได้ เพราะเมื่อดูภาพรวมแล้ว ดูเหมือนเป็นงานเปิดตัวภาพยนตร์สั้น จำนวน 3 เรื่อง ที่ทำขึ้นโดยคนระยอง และแสดงโดยเด็กๆ ในพื้นที่ของ ‘แคปฟิล์ม’ มากกว่า
เพราะปกติแล้วกระบวนการของเทศกาลภาพยนตร์ทั่วไป มักจะมีการวางโปรแกรมที่หลากหลายและพ่วงมาด้วยกิจกรรมอื่นๆ (นอกเหนือจากพรมแดง)
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ปฎิเสธพลังงานอันแรงกล้าถึงการอยากผลักดันทักษะความสามารถ การเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ลองมาแสดงภาพยนตร์ หรือกระทั่งการหยิบจังหวัดออกมาชูไม่ได้เลยจริงๆ
‘ระยอง เลิฟ สตอรี่’ อันเป็นไลน์อัพธีมเพียงหนึ่งเดียวของงาน ‘เทศกาลหนังเมืองฮิ๊’ ประกอบด้วยภาพยนตร์สั้น 3 เรื่องที่มี ‘ความรัก’ และ ‘ระยอง’ เป็นสององค์ประกอบหลัก ซึ่งจะขอพูดถึงสั้นๆ ในภาพรวมว่า แต่ละเรื่องล้วนมีไอเดียที่น่าสนใจ ปรุงรสออกมาได้แตกต่าง บางเรื่องก็มีคอนเซ็ปต์โดดเด่น รวมไปถึงมีการแสดงที่ยอดเยี่ยมและสร้างสีสันจากเหล่าเด็กๆ
แต่บาดแผลที่เห็นได้ชัดในทุกๆ เรื่อง คือ การบันทึกเสียง การเกรดสี และการตัดต่อ ที่หากฉายยูทูปอาจจะไม่ติดใจอะไร แต่เมื่อได้ฉายในโรงภาพยนตร์บนจอใหญ่ๆ มีระบบเสียงรองรับดีๆ กลับกลายเป็นว่าได้เปิดปากแผลไปมากกว่าเดิม
‘คนเร่หนัง (Road Movie)’ โดย อมรวัฒน์ พุทธเลิศศักดิ์

คงจะถือได้ว่าเป็นจุดสตาร์ทที่อาจไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เมื่อเรื่อง คนเร่หนัง กลายเป็นภาพยนตร์เปิดของงาน เพราะถึงแม้จะมีการโปรโมทไว้อย่างน่าสนใจภายใต้คอนเซ็ปที่ว่า “เมื่อคนเร่หนังได้พบกับวัฒนธรรมที่กำลังจะหมดไป” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านวิธีการฉายภาพยนตร์จากระบบฟิล์มมาสู่ดิจิทัล ทั้งยังตั้งคำถามไปถึงการเปลี่ยนผ่านของผู้ชมกับความสะดวกสบาย ตลอดไปจนถึงเรื่องที่ว่าเมื่อโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์เจ้าต่างๆ ได้เข้ามากินพื้นที่ในธุรกิจฉายหนังจนแทบจะทั้งหมด แล้วการฉายหนังกลางแปลงยังจะสามารถเป็นอาชีพได้อยู่หรือไม่?
ปัจจุบัน ประเทศไทยเหลือหน่วยฉายหนังกลางแปลงเพียงไม่กี่เจ้า พวกเขากระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ และได้หันมาใช้เครื่องฉายหนังแบบดิจิทัลแทนแบบฟิล์มกันหมดแล้ว ด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวกสบาย และรวมไปถึงว่าบ้านเราได้เลิกผลิตฟิล์มไปเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว บรรดาฟิล์มที่เราอาจะได้เห็นผ่านๆ ตากันอยู่นั้นก็ล้วนแต่เป็นฟิล์มเก่าเก็บทั้งสิ้น
ถึงแม้โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์แบบสมัยใหม่จะกลายมาเป็นทางเลือกหลักของผู้ที่ชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์ แต่สำหรับในบางพื้นที่ของภาคตะวันออก เช่น จังหวัดตราด กลับไม่มีโรงภาพยนตร์แบบดังกล่าวอยู่เลย ก็คือถ้าคนตราดต้องการชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หรือหนังที่มีกระแสแรงๆ ก็จะมีทางเลือกเพียงแค่การถ่อไปยังโรงภาพยนตร์ในพื้นที่ใกล้เคียงแทน หรือไม่ก็ต้องรอจนกว่าเรื่องนั้นๆ จะเปิดให้รับชมได้ผ่านระบบสตรีมมิ่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ
และในกรณีอย่างเช่นจังหวัดตราด หน่วยฉายหนังกลางแปลงเองก็ไม่ถือเป็นทางเลือกที่ผู้ชมหนังจะเลือกใช้บริการได้ เพราะตัวหน่วยฉายหนังมักจะติดเงื่อนไขในเรื่องระบบกลไกการฉาย คือหน่วยเหล่านี้จะไม่ได้สิทธิ์ในการฉายภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ พร้อมกันกับโรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์ จะฉายได้ก็ต่อเมือโรงหนังสมัยใหม่นำหนังเรื่องนั้นๆ ออกจากโปรแกรมของตนเองแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หน่วยฉายหนังเป็นทางเลือกที่ผู้ชมภาพยนตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะเหลียวตามอง
เว้นเสียแต่ว่าหน่วยฉายหนังกลางแปลงจะเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในงานอีเวนต์อื่น เช่นที่งาน ‘กรุงเทพกลางแปลง’ หรือ ‘Skyline Film’ ที่ได้ทำให้เห็นบทบาทของหน่วยฉายหนังกลางแปลงไว้อย่างน่าสนใจ แต่สำหรับหน่วยฉายหนังโดยตัวมันเองแล้ว ก็อาจจะพูดได้ว่าเสน่ห์ของหนังกลางแปลงแบบเดิมคงจะต้องจางหายไปตามกาลเวลา
ย้อนกลับมาที่ คนเร่หนัง แม้ว่าเนื้อหาตลอดทั้งเรื่องจะชวนให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง กลางแปลง ที่กำกับโดย มรกต แก้วธานี ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งได้เล่าถึงประเด็นคล้ายๆ กัน หากแต่มีความต่างพื้นที่ ทว่า คนเร่หนัง กลับเล่าเรื่องอย่างไร้จุดหมาย มีการตัดต่อที่กระโดดไปมาจนตัวละครที่เป็นจุดสายตาของผู้ชมเริ่มผลักจะผู้ชมออกไปเรื่อยๆ เอง จนสุดท้ายแล้ว คนเร่หนัง ก็ถูกลืมอย่างรวดเร็วเมื่อภาพยนตร์อีก 2 เรื่องของเทศกาลหนังเมืองฮิ๊ ได้แสดงให้เห็นประเด็นที่แข็งแรงกว่า รวมไปถึงความสามารถที่จะ ‘ขยี้’ มันออกมาได้โดนใจผู้ชมมากกว่า
21160 The Love Story โดย เชษฐา มานตรี

21160 The Love Story ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และได้ตัดสินใจใช้เวลาช่วงสุดท้ายของการอยู่ที่จังหวัดระยองไปกับการตามหาเด็กชายในความทรงจำ ผู้ที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะแต่งงานด้วยกัน ก่อนที่ทั้ง 2 คนขาดการติดต่อไป
เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ว่าด้วยช่วงเวลาแห่งการตามหารักแรก โดยที่หญิงสาวมีโปสการ์ดที่มีรอยเจาะปากกาตรงกลางพร้อมด้วยรหัสไปรษณีย์ 21160 ในพื้นที่บ้านเพเป็นตัวกลาง
ในแง่ของกระบวนการเล่าเรื่อง 21160 The Love Story ถือว่ามีสไตล์การเล่าเรื่องที่โดดเด่น แม้จะยังไม่แข็งแรงนัก แต่ก็หวือหวาที่สุดในบรรดาทั้ง 3 เรื่อง ไม่ว่าจะการใช้สถานที่เดิมมาสร้างความรู้สึกถวิลหา หรือ ‘นอสตัลเจีย’ โดยใช้เส้นแบ่งระหว่างวัยเด็กกับวัยผู้ใหญ่ของตัวละครในเรื่อง
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงของภายนตร์เรื่องนี้คือการนำประเด็นเรื่อการรื้อถอนพื้นที่เพื่อพัฒนาเมืองมาผูกกับชะตากรรมความรักของตัวละครทั้งสอง ที่สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนาเมืองที่ทำให้ทั้งสองต้องพลัดพรากจากกัน
แม้หลายโลเคชั่นอาจจะยังขาดการผูกโยงด้านยุคสมัยที่ชัดเจน ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจของผู้สร้างหรือข้อจำกัดทางเงื่อนไขใดๆ ทำให้ภาพของบ้านเพในอดีตและปัจจุบันที่เล่าดูมีความร่วมสมัยปรากฏอยู่ลางๆ คล้ายกับกำลังจะบอกแก่เราอ้อมๆ ว่าความเป็นบ้านเพนั้น แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย นอกเสียจาก โฆษณาติดตามกำแพงที่ซีดลงตามไปเวลา ขณะที่ตัวละครในเรื่องที่กลับเติบโตขึ้นผิดกับบ้านเพที่ยังคงสงบนิ่งอยู่ในกาลเวลา ราวกับว่าพื้นที่เหล่านี้ แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย
เมื่อการมาถึงของซีนตามหาของทั้ง 2 คน ก็ทำให้เรารู้สึกอึ้งและประทับใจคือ งานวิชวล งานภาพ และเทคนิคการผลิตของเรื่องนี้ที่คล้ายประหนึ่งว่ากำลังชม ‘โปรแกรมหนังสั้นมาราธอน’ ที่จัดขึ้นโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากอนิเมชั่นจากฝั่งญี่ปุ่นมาอย่างชัดเจน แม้ทั้งหมดที่กล่าวจะยังไม่สมบูรณ์แบบดีนัก แต่เราก็รู้สึกชื่นชมในความกล้าฉีกแนวทางวิชวลที่ดูท้าทายเช่นนี้
Once Love กาลครั้งหนึ่ง โดย อนุพงษ์ บุญอารีย์

หากลองนึกเร็วๆ ถึงภาพยนตร์แนวโรแมนติก – คอเมดี้ (หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า รอมคอม) ที่ใช้ประโยชน์ผ่านโลเคชั่นในภาคตะวันออกบ้านเรา ที่ทำให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวไปตามรอยโลเคชั่นต่างๆ ก็คงจะต้องเป็น 2 เรื่องล่าสุดของผู้กำกับ เป้ นฤบดี เวชกรรม คือ Low Season สุขสันต์วันโสด ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2563 และ 14 อีกครั้ง I Love You Two Thousand ในปี พ.ศ. 2566
แต่สำหรับภาพนตร์ที่ฉายในงานเทศกาลหนังเมืองฮิ๊ ก็ต้องยกให้เรื่อง Once Love รักครั้งหนึ่ง ที่ใช้องค์ประกอบของพื้นที่อย่างเมืองระยองและอำเภอแกลงได้อย่างแยบยล ทำให้เนื้อหาดูเหมือนว่าตัวละครหลักมาฮีลใจที่ต่างจังหวัด ทั้งที่จริงๆ ก็อยู่ในจังหวัดเดียวกัน แต่คนละอำเภอกันนี่แหละ รวมไปถึงการใช้องค์ประกอบโดยรอบหยอดมาทีละนิดละหน่อย ทั้งสถานที่ ภาษาถิ่นระยอง หรือรถสองแถว
แม้ว่าในทางหนึ่ง ด้วยเงื่อนไขด้านระยะเวลาที่อาจจะทำให้หนังไม่สามารถผลิดอกออกผลได้ดีนัก ทั้งยังต้องเล่าถึงความสัมพันธ์ของตัวละครด้วยกลวิธีในการเล่าเรื่องที่ตรงไปตรงมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสามารถสร้างซีนน่าจดจำได้ไม่ต่างกับเรื่อง 21160 The Love Story และหากได้รับการพัฒนาต่องจนเป็นภพยนตร์เรื่องยาวก็เชื่อได้ว่าจะน่าสนใจไม่แพ้กับหนังรอมคอมเรื่องอื่นๆ อีกทั้งทีมนักแสดงเองก็ยังสามารถบริหารเสน่ห์ให้พอเหมาะพอเจาะ เรียกได้ว่า ‘ทำถึง’ และทั้งหมดนี้ทำให้ Once Love กาลครั้งหนึ่ง เป็นภาพยนตร์ปิดที่น่าพอใจเลยทีเดียวจาก 3 เรื่องที่ฉายในงาน
แม้จะพูดด้วยความน่าเสียดาย แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้ เพราะกว่าจะได้งานในรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องพึ่งแรงสนับสนุนจากทุกฝ่าย ถึงแม้ครั้งแรกของ “เทศกาลหนังเมืองฮิ๊” จะยังเป็นเช่นที่เราได้เล่าให้ฟังนี้ แต่ก็ใช่ว่าครั้งต่อไปจะเป็นแบบเดิม และเราในฐานะคนที่ชอบดูหนัง ก็จะเอาใจช่วย และคาดหวังว่าจะได้เห็นระบบนิเวศของหนังในท้องที่ที่สามารถส่งดาวดวงใหม่ให้เปล่งประกายในวงการเช่นนี้อีก


