/

เมื่อประชาชนไม่มีสิทธิรับรู้อะไร แม้ภัยจะมาถึงหน้าบ้าน คุยกับเจ้าของบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการถมที่ดินสูงมิดหลังคา

“ไม่รู้ว่าเขาจะทำโรงงานอะไร ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่ ไม่รู้ว่าเป็นโรงงานไทยหรือโรงงานจีน ไม่รู้ว่าเขาจะถมสูงขนาดนี้” 

เหลียง นูน้ำคำ คือเจ้าของบ้านสองชั้นซึ่งอยู่ติดกับภูเขาดินสูงท่วมหลังคาตั้งตระหง่าน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงไร่สับปะรดโล่งๆ  

ลองจินตนาการดูว่า หากภายในเวลาเพียงเดือนเศษ ที่ดินข้างบ้านของคุณถูกถมจนสูงท่วมหลังคาสองชั้น โดยที่คุณไม่รู้ว่าเขาถมไปทำอะไร บ้านที่เคยอยู่อย่างปลอดภัยกลับกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจถูกดินถล่มทับ หรือโดนน้ำฝนไหลหลากเข้าท่วมเมื่อไหร่ก็ได้? เชื่อว่าความรู้สึกของหลายคนคงไม่ต่างจากเหลียง ที่ต้องอยู่กับความกังวลมาตลอดเกือบสองเดือนมากนัก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแล้ว

” ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีดินจะสไลด์ลงมาทับบ้านไหม ไม่รู้ว่าถ้าฝนตกหนักๆ น้ำจะเข้าบ้านอีกหรือเปล่า” คำพูดเหล่านี้สะท้อนความกังวลที่เกาะกินจิตใจของเหลียงและเพื่อนบ้านอีกกว่า 30 ครัวเรือนในตำบลมะขามคู่ อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง มาตลอดๆ ทั้งที่ทุกคนควรได้รับการแจ้งเตือน แต่กลับไม่มีใครบอกอะไรพวกเขาเลย และแม้แต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์แล้ว พวกเขาก็ยังบอกอีกว่า “ไม่รู้ว่าเขาจะมาสร้างกำแพงบ้านให้เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าเขาจะขยับแนวดินไปไกลกว่านี้อีกไหม ไม่รู้ว่าที่เขารับปากจะมาขยายท่อระบายน้ำข้างถนนจะทำเมื่อไหร่”

ยิ่งกว่านั้นแม้แต่เทศบาลเองในตอนแรกก็ยังยอมรับกับเหลียงว่า “ไม่รู้ว่าเขาจะถมสูงขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร” เหมือนกัน

ในช่วงเวลาที่ฝนตกต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน ความกังวลและตื่นตระหนกจากวันแรกที่น้ำท่วมบ้านยังไม่จางหายไปไหน EPIGRAM ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับเหลียงถึงความรู้สึกและผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเธอและครอบครัวในฐานะผู้ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด

เพราะการถมที่สูงเกินแบบนี้อาจไม่ใช่กรณีสุดท้าย อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และคนโชคร้ายคนนั้น…อาจเป็นคุณ

 

ก่อนการเข้ามาของโรงงาน โกดังและบ้านจัดสรร

หลายคนอาจได้ยินชื่อ หรือมีภาพจำของตำบลมะขามคู่ครั้งแรกจากภาพ ‘ถมที่ดินสูงท่วมหลังคาบ้านสองชั้น’ แต่จริงๆ แล้วที่นี่มีเรื่องราวมากกว่านั้น มีผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จริงๆ มาก่อน ที่จะเกิดเรื่องจะมีภาพข่าวไวรัลที่หลายคนให้ความสนใจ

“แถวนี้เขาเรียกนิคมฯ แต่ถ้าย่อลงมาอีกละแวกนี้ก็เรียกมะขามคู่” เหลียงเล่าให้เราฟังพร้อมพาเราย้อนเวลากลับไปรู้จักกับตำบลมะขามคู่ก่อนการเข้ามาของโรงงาน โกดังและบ้านจัดสรร

เธอเล่าว่าตัวเองมาเป็นคนบ้านมะขามคู่ ตั้งแต่เมื่อ 27 ปีก่อน หรือราวปี พ.ศ. 2540 ผ่านการแต่งงานมาเป็นสะใภ้ ตอนนั้นที่ดินแถวนี้เป็นป่ารกชัฏ ก่อนจะถูกบุกเบิกเปลี่ยนไปเป็นไร่สับปะรด ไร่มันสำปะหลัง และสวนยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจพื้นฐานของจังหวัดระยองในอดีต 

“เมื่อก่อนพ่อแม่เขา (พ่อแม่สามี) ก็ถางที่ ใครถางได้ถึงแค่ไหนก็เป็นที่ของคนคนนั้น เชื่อไหมว่าตั้งแต่ถนนเส้นหน้าเข้ามา ที่ใครแปลงไหน รู้จักกันหมดนั่นแหละ”

ภาพแปลงที่ดินที่ยังเป็นไร่สับปะรด ไร่มันสำปะหลัง สวนยางพารา จาก Google Maps

เหลียงเล่าย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนมะขามคู่ โดยถนนเส้นหน้าที่เธอหมายถึง คือ ถนนเส้น 36 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ถนนบายพาสพัทยา – ระยอง ที่คนส่วนใหญ่ที่นี่เดิมเลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตรและเลี้ยงวัว ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายพึ่งพิงธรรมชาติ บ้านใกล้เรือนเคียงผู้คนรู้จักกันหมด นอกจากนั้นเธอยังเสริมให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่า ลักษณะของการอยู่อาศัยสมัยก่อนเป็นอย่างไร 

“ที่แต่ละแปลงแต่ละล็อคที่บ้านไหนถางได้ ก็มีบ้านตั้งอยู่เป็นหลังๆ หลังละล็อค มีไม่กี่หลังหรอก แต่หลังจากคนรุ่นแม่เสียไป เขาก็มีลูกกันหลายคนก็แบ่งที่ให้ลูกแต่ละคน บางคนเขาก็ขายที่ไป ก็เหลือเราที่ยังไม่ได้ขาย” 

ซึ่งตรงจุดนี้เองทำให้ตำบลมะขามคู่เริ่มมีผู้คนย้ายเข้ามาอยู่มากขึ้น แต่เริ่มต้นก็ยังเป็นผู้คนที่ย้ายเข้ามาปลูกบ้าน ค้าขาย ภาพไร่สับปะรด ไร่มันสำปะหลัง และสวนยางพารายังคงมองเห็นได้ทั่วไป 

จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อนที่เหลียงเล่าว่า เธอเริ่มเห็นโกดังบ้าง โรงงานบ้าง เข้ามาตั้งเต็มสองฝากถนน บางโรงงานเธอก็ไม่รู้ว่าเป็นโรงงานอะไร เพราะป้ายหน้าโรงงานไม่ใช่ภาษาไทยหรือมีภาษาไทยก็ขนาดเล็กจนอ่านไม่ออก ตามมาด้วยหมู่บ้านจัดสรรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่เข้ามาก่อสร้าง ผู้คนที่เข้ามาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นผู้คนต่างถิ่น หรือแม้กระทั่งต่างชาติ ที่เห็นหน้าคาดตาแต่ไม่ได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นเพื่อนบ้านสนิทสนมเหมือนเมื่อก่อน 

ซึ่งทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นการเข้ามาของการพัฒนาที่เหลียงเองก็ยังมองไม่เห็นภาพว่าวันหนึ่ง จะกระทบกับตัวเธอ กับครอบครัวของเธอ และเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันที่เคยเรียบง่ายและปกติสุขของเธอไปตลาดกาล 

 

เมื่อ ‘วันหนึ่ง’ คือ ‘วันนี้’ วันที่ที่ดินแปลงข้างๆ ถมสูงท่วมหลังคาบ้าน

แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเหลียงจะเห็นการซื้อขายเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดินมากหน้าหลายตาในตำบลมะขามคู่ ที่เปลี่ยนภาพไร่สับปะรดสีเขียวอ่อนเตี้ยๆ สลับกับไร่มันสำปะหลัง และสวนยางพาราสีเขียวเข้มสูงชะลูดในความทรงจำของเหลียงกลายไปเป็นภาพโกดัง โรงงาน รวมถึงหมู่บ้านจัดสรรที่แน่นถนัด แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่เหลียงยอมรับได้ เธอบอกกับเราว่า 

“เรามันคนโบราณ เราก็ไม่ได้ชอบหลอก แต่ลูกๆ หลานๆ แถวนี้เขาก็ได้มีงานทำ ร้านขายของก็ขายดีขึ้นมั้ง” ซึ่งสะท้อนชัดว่า คนยุคสมัยเก่าอย่างเหลียงก็พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ที่อาจไม่เรียบง่าย ร่มรื่น สบายตาและสนิทสนมเหมือนเดิม

โดยการพัฒนาที่เริ่มทำให้เหลียงไม่สบายใจเริ่มจาก การถมที่สร้างหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ ซึ่งเธอบอกว่า เมื่อก่อนบ้านนี่ไม่เคยน้ำท่วม เวลาน้ำไหลมาก็สามารถไหลผ่านพื้นที่โล่งๆ หรือไร่สับปะรดลงไปยังคลองเล็กๆ ที่อยู่ด้านล่างได้ แต่เมื่อมีหมู่บ้านจัดสรรมาแทนที่ทางไหลของน้ำก็ถูกชะลอลง 

ภาพแนวดินเดิม ก่อนขยับออกและตั้งที่กั้นปูน ภาพจากครอบครัวเหลียง

และในที่สุดการพัฒนาที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาก็เบียดชิดเกือบถึงผนังบ้านทำให้คนที่เริ่มไม่สบายใจไปสู่ความรู้สึกอึดอัด เมื่อวันธรรมดาวันหนึ่งในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ดินแปลงข้างๆ บ้านที่เคยถูกเช่าทำไร่สับปะรดเริ่มมีการเข้ามาเก็บวาดขยะ ถอนต้นไม้ในพื้นที่ เกลี่ยหน้าดิน และเริ่มถมดินในช่วงกลางเดือนมีนาคม 

ในช่วงแรกเหลียงและครอบครัวก็มองอย่างสงสัยว่าเขากำลังจะทำอะไร? โดยมีข่าวลือแว่วมาให้ได้ยินบ้างว่าพื้นที่ด้านข้างบ้านเธอผืนนี้กำลังจะทำโรงงาน แต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะทำโรงงานอะไร เพราะไม่มีใครสักคนทั้งเจ้าของที่ดิน เจ้าของโรงงานและหน่วยงานราชการมาแจ้งหรือขอความคิดเห็นจากชาวบ้านอย่างเหลียง 

ผ่านไปสักพักการมองอย่างสงสัยก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความกังวลใจเมื่อการถมที่ดินเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเธอและชาวบ้านเริ่มได้รับความเดือนร้อนจากฝุ่นละอองและเสียงดังจากเครื่องจักรระหว่างทำงาน 

“แต่เราก็ไม่คิดว่าเขาจะถมแบบผิดกฎหมายไหม อะไรไหมเราก็ไม่รู้หลอก แต่เรารู้ว่าเป็นที่ของเขา เขาก็ถมของเขาไป แต่นึกในใจเหมือนกัน ยังพูดกับลูกว่า เอ้าแล้วทำไมเขาไม่กั้นกำแพงให้เราเน๊อะ แล้วเดี๋ยวถ้าเกิดดินมันถล่มลงมาหาเรา หรือน้ำมาหาเรา เราจะทำยังไง” 

จนกระทั่งราวปลายเดือนมีนาคมต้นเดือนเมษายนการถมดินก็เสร็จสิ้นซึ่งปรากฎเป็นภาพเป็นภูเขาดินถมที่สูงมิดหลังคาบ้านของเหลียง และหมู่บ้านจัดสรรข้างเคียง แม้ลูกชายของเธอจะสอบถามไปยังเทศบาลตำบลมะขามคู่ ซึ่งไม่ได้บอกอะไรกับเธอนอกจากว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ลงมาดูพื้นที่ แต่เหลียงบอกว่าเธอไม่รู้ว่าเขามาดูหรือเปล่า หรือมาดูแล้วแต่ไม่ได้มาพูดคุยกับเรา เป็นอีกครั้งที่เหลียงเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจในฐานะประชาชนธรรมดาที่ไม่รู้อะไรเลยทั้งๆ ที่มีสิทธิ์ 100% ที่จะรับรู้ 

เท่ากับว่าตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนสำหรับกระบวนการขุดถมดินทั้งหมดเหลียงและชาวบ้านอยู่กับความไม่รู้อะไรเลยที่เงียบงัน และเรื่องก็คงจะเงียบอยู่อย่างนั้นถ้าภาพของการถมที่ดิน ที่ใครๆ เห็นก็คงรู้สึกไปในทางเดียวกันว่าเจ้าของพื้นที่ถมสูงเกินไปปรากฎเป็นภาพข่าวไรวัลผ่านสำนักข่าวใหญ่ทั่วประเทศ 

ซึ่งนอกจากเหลียงจะต้องอยู่กับความไม่รู้แล้ว เหลียงบอกว่าตอนนั้นเธอรู้สึกทุกข์มาก 

“กังวลอยู่ตลอด เพราะเดี๋ยวน้ำมันก็จะมาแล้ว หรือไม่รู้ว่าวันดีคืนดีดินจะสไลด์ลงมาทับบ้านไหม ไม่รู้ว่าถ้าฝนตกหนักๆ น้ำจะเข้าบ้านหรือเปล่า” 

และเป็นเรื่องน่าเสียใจที่ความกลัวของเธอเป็นจริง เมื่อน้ำและโคลนไหลหลากลงมาจากภูเขาดินที่ถมสูงกว่า 7 – 10 เมตร เข้าบ้านของเหลียงหลังจากฝนตกหนักในวันหนึ่งตามที่เธอกังวลใจมาตลอด 

นอกเหนือจากความเดือดร้อนที่เหลียงได้รับจากการถมที่สูงแล้ว สิ่งที่น่าสงสัยไม่น้อยไปกว่ากันคือ ‘ความไม่รู้’ ที่ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ 

ไม่รู้อะไรเลย จนภัยพิบัติมาจ่อหน้าประตูบ้าน

หัวค่ำวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568 ที่หลายคนอาจกำลังทานข้าวกับครอบครัว หรือกินเลี้ยงสังสรรกับเพื่อนๆ หลังจากออกไปเล่นน้ำสงกรานต์มาอย่างจุใจมา เป็นช่วงเวลาเดียวที่บ้านของเหลียงกลับกำลังเผชิญหน้ากับการไหลหลากของน้ำและโคลนที่ไหลทะลักจากด้านบนของพื้นที่ที่ถมสูงเข้าท่วมบ้านของเธอหลังฝนตกหนักอย่างรวดเร็ว เหลียงเล่าว่า 

“ฝนมันตกหนักน้ำไหลทะลักมาจากข้างหน้า เขาใช้แม็คโครลากๆ มาหน้าบ้าน ตอนนั้นเขายังไม่ได้ทำทางระบายน้ำ น้ำมันก็ยิ่งทะลักมา ก็เข้าบ้านเรา 3 หลังแถวหน้าบ้านโชคดีที่มีกำแพงเตี้ยๆ เราก็ยกโต๊ะมากั้นไม่ให้น้ำเข้า แล้วเทศบาลเขาก็เอากระสอบทรายมาวางกั้นให้ ” 

ซึ่งถือเป็นความโชคดีในโชคร้ายที่เหลียงได้รับการช่วยเหลือทันท่วงทีจากหลายฝ่าย และโชคดีที่ครั้งนี้สิ่งที่ไหลลงมาเป็นเพียงน้ำและโคลนทั้งยังไหลลงมาตอนที่ทุกคนรู้ตัวและรับมือได้ทัน แต่ถ้าหากการไหลทะลักครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงน้ำและโคลนและเกิดขึ้นในช่วงดึกที่ทุกคนหลับไหล ผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เพียงน้ำและโคลนท่วมบ้านนิดหน่อยที่เพียงต้องทำความสะอาดใหม่เท่านั้น  แต่ถึงอย่างนั้นเหลียงก็บอกว่า 

“มันเหนื่อยนะทำความสะอาดยกของหน่ะ ตอนนี้เราก็ยังไม่ได้ยกกลับเลย กระสอบทรายก็ยังไม่เอาออก เพราะไม่รู้ว่ามันจะมาอีกไหม?” เหลียงเล่าให้ฟังเพิ่มว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์วันที่ 14 ที่โชคดีที่ฝนหยุดไปแล้ว แต่วันที่ 15 ก็มีน้ำและโคลนไหลเข้ามาหน้าบ้านเธอซ้ำอีกครั้ง

 โดยหลังจากนั้นก็มีตัวแทนของเจ้าของที่หรือเจ้าของโครงการที่เธอไม่แน่ใจก็เข้ามาเจรจากับเธอและชาวบ้านโดยรับปากว่า จะเข้ามาทำที่กันดิน ทางระบายน้ำ กำแพงบ้านและขยับแนวขอบของดินออกไปให้ห่างบ้านของเธอ แต่ผ่านมาจนบัดนี้ (15 พฤษภาคม 2568) ทางผู้รับเหมาของเจ้าของที่ดินก็ได้ลงมือทำไป 3 อย่างโดยยังไม่ได้เริ่มทำกำแพงบ้านให้เหลียงตามที่ตกลงกันไว้ 

“เขามาขยับแนวดินออกไปตามที่เห็น ตอนแรกมันชิดหลังบ้านเราเลย แล้วเขาเอาที่กั้นดินมาวางแล้วเฉพาะช่วงหลังบ้านเราที่ไม่มีกำแพง แต่ด้านหลังของหมู่บ้านจัดสรรที่มีกำแพงของตัวเองเขาไม่ได้วางที่กั้นดินสไลด์ เขาบอกว่าเหตุยังไม่เกิด เขาทำเฉพาะส่วนที่เกิดก็คือด้านหลังบ้านเราก่อน” 

เหลือเพียงกำแพงหลังบ้านของเธอและการขยายท่อระบายน้ำด้านหน้าที่เธอก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ (เป็นการไม่รู้อีกครั้ง) ที่ฝั่งนั้นจะมาทำให้ตามที่ตกลงกันไว้ 

ซึ่งถึงแม้หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำและโคลนไหลเข้าท่วมบ้านเหลียงในกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาจวบจนกระทั่งเข้าเดือนพฤษภาคมที่ถือเป็นการเข้าฤดูฝนอย่างเป็นทางการของประเทศไทยที่ฝั่งถมที่และเทศบาลตำบลมะขามคู่จะได้มีการเข้ามาพูดคุยและแก้ไขปัญหาบ้างส่วนแล้ว  แต่ความไม่รู้ที่อยู่กับเหลียงไม่ใช่แค่เรื่องว่า เมื่อไหร่ที่ฝั่งถมที่กับเทศบาลจะมาทำกำแพงบ้านหรือขยายท่อระบายน้ำให้เธอ 

แต่เป็นการที่เธอและครอบครัวยังต้องอยู่กับความไม่รู้ว่า เมื่อไหร่หรือวันดีคืนดีวันไหนที่ที่กั้นดินอาจจะเอาไม่อยู่แล้วเกิดเหตุน้ำและโคลนไหลหลากเข้าท่วมบ้านเธอซ้ำ เหลียงเล่าเพิ่มเติมว่า 

“วันนึงตอนตีสองฝนตกหนัก เราได้ยินเสียงลมอู้ๆ ก็ใจไม่ได้ดี สะดุ้งตื่น สุดท้ายก็ต้องย้ายไปนอนอีกบ้านเพราะกลัวว่าน้ำจะมาอีก แล้วลูกเขาก็อยากให้เราย้ายไปนอนอีกบ้าน”  

แม้เธอจะเล่าด้วยน้ำเสียงติดตลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นตลกร้าย ที่อาจกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลานเธอแทบทุกคืนที่เหลียงนอนหลับในบ้านตัวเองที่เคยนอนได้อย่างสบายใจ ซึ่งนำไปสู่ความคิดที่เธออาจจะต้องขายบ้านและที่ดินผืนนี้เพื่อย้ายไปที่อื่น ที่ทำให้เธอสามารถนอนหลับเต็มตื่นได้

และมันอาจไม่เกิดขึ้นถ้าตั้งแต่แรกในทุกกระบวนการผ่านการพูดคุย ถามความคิดเห็น และแจ้งให้ชาวบ้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับรู้ข้อมูลและมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่

 ‘ความไม่รู้’ ในทุกช่วงที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาหลายเดือนของการถมที่ดินกลายเป็นหลักฐานแสดงความไม่เคารพในสิทธิ์พื้นฐาน และความไม่เคารพกฎหมาย ทั้งยังอาจกลายเป็นเคสตัวอย่างที่ ‘สามารถทำได้’ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ตำบาลมะขามคู่ แต่เป็นของอีกหลายๆ เคสที่ยังไม่ถูกพูดถึง 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR