/

บทเรียนจาก ‘ดีทรอยต์’ : เมืองอุตสาหกรรมที่ล่มสลาย

หากจะลองจินตนาการดูในอีกสิบถึงสามสิบปีข้างหน้า เมื่อแฟร์จากปล่องไฟ และแสงไฟที่เคยสว่างไสวตลอดทั้งคืนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดดับสนิทลง เมื่อท่าเรือแหลมฉบังที่เคยคร่ำคราไปด้วยยานยนต์และผู้คนจะกลับกลายเป็นเงียบเหงา เมื่อเมือง EEC แห่งอนาคตที่รัฐวาดหวังว่าจะโชติช่วงชัชวาลย์ขึ้นอีกครั้งกลายเป็นเมืองร้างที่มีแต่บ้านเรือนทรุดโทรม อาคารและที่ดินว่างเปล่า ตลาดร้างลาผู้คน อัตราการว่างงานสูง ตามมาด้วยหนี้สินและความยากจน ผู้คนย้ายถิ่นฐานออกจากเมืองจนระบบราชการล้มเหลว

 

นี่คือ ภาพการเสื่อมสสลายที่อาจจะเกิดขึ้นกับภาคตะวันออกของเราเฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับดีทรอยต์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหานครแห่งอุตสาหกรรมอันรุ่งโรจน์ 

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2013 ดีทรอยต์ เมืองแห่งอุตสาหกรรมขึ้นชื่อได้ยื่นล้มละลาย ก่อนจะหันมาเปลี่ยนบ้านแปงเมืองเสียใหม่ ผ่านไป 11 ปี ดีทรอยต์สามารถฟื้นฟูจากเศษซากอุตสาหกรรม เติบโตขึ้นมาจากเถ้าถ่านของความล้มเหลวและล้มละลายบนแหล่งรายได้เพียงทางเดียวและกลายเป็นตัวอย่างของการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมที่สามารถนำมาเป็นบทเรียนและแนวทางในการพัฒนา

ที่หวังว่าเราจะยังไม่ไปถึงจุดนั้น และยังฟื้นฟูได้ทัน

จากเมืองอุตสาหกรรมสู่การล่มสลาย

หลายคนอาจคุ้นเคยภาพดีทรอยต์จากหนังบางเรื่อง หรือเกมที่เคยโด่งดังเมื่อหลายปีมาแล้วอย่าง Detroit: Become Human ซึ่งดีทรอยต์นับเป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในรัฐมิชิแกน มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอยู่ใจกลางเมือง รวมถึงยาวตลอดริมฝั่งแม่น้ำ

ที่นี่ได้กลายเป็นเมืองท่าแห่งสำคัญและฐานการผลิตของ Ford Motor, General Motors และ Chrysler เจ้าของรถยนต์แบรนด์ Ford และ Chevrolet ต้นตำรับยานยนต์สัญชาติอเมริกันมาตั้งแต่ปี 1903 ซึ่งทำให้ดีทรอยต์ได้ฉายาว่า เมืองแห่งยานยนต์ (The Motor City)

จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริการ่วมกับความต้องการใช้รถยนต์ที่มากขึ้น ทำให้ทั้งสามบริษัท (Big 3) ก็เติบโตตามไปด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาสู่ดีทรอยต์ จากที่ปี ค.ศ.1900 ประชากรในเมืองดีทรอยต์ที่มีจำนวนเพียง 285,704 คน ก็พุ่งทะยานขึ้นจนมีจำนวนถึง 1,849,568 คน ในปี ค.ศ.1950

นั่นทำให้เมืองดีทรอยต์ฝากชีวิตไว้กับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเต็มที่

แต่แล้วการปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นที่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถยนต์แบรนด์อเมริกันได้ในราคาต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า จนกระทั่งเข้ามาตีตลาดรถยนต์ในอเมริกาสำเร็จ นอกจากนี้ในปี ค.ศ.1973 เกิดวิกฤตน้ำมันทำให้กลุ่ม OPEC ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ราคาน้ำมันจึงพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า ประชาชนจำเป็นต้องใช้รถน้อยลง อุตสาหกรรมยานยนต์ของดีทรอยต์จึงค่อยๆ ตกต่ำลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

สถานการณ์ในเมืองเริ่มย่ำแย่ลง หลายบริษัทเริ่มปิดตัว ลดฐานการผลิต ประชาชนตกงานไม่มีรายได้และเริ่มย้ายออกไปหางานทำที่เมืองอื่น ปล่อยบ้านเรือนทรุดโทรม อาคาร และที่ดินว่างเปล่า เกิดอัตราการว่างงานสูงและตามมาด้วยความยากจน รัฐบาลจึงไม่มีภาษีเข้ามาดูแลเมือง และจ่ายสวัสดิการต่างๆ ในเมือง 

จนในที่สุดปี ค.ศ.2013  รัฐบาลท้องถิ่นของดีทรอยต์จึงยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอความคุ้มครองการล้มละลายด้วยหนี้สินกว่า 600,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการล้มละลายของรัฐบาลท้องถิ่นที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และเป็นการปิดฉากมหานครแห่งยานยนต์แห่งนี้

หลังจากการยื่นล้มละลายกว่า 6 ปี ในปี ค.ศ.2019 ดีทรอยต์เหลือประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 670,031 คน จากเกือบสองล้านคน ซึ่งลดลงกว่า 4 เท่า ทำให้บ้านและอาคารต่าง ๆ หลายพันหลังถูกทิ้งร้าง โครงสร้างอุตสาหกรรมบางส่วนถูกทำลาย

ซึ่งนั่นมาสู่การฟื้นคืนของธรรมชาติ เพราะเริ่มมีพื้นที่ว่างเปล่าให้พืชและสัตว์ได้อยู่อาศัย ระบบนิเวศของดีทรอยต์ค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ถูกรบกวนจากมนุษย์มากเกินไป สอดคล้องกับข้อมูลจาก จอห์น ฮาร์ทิก (John Hartig) หัวหน้าศูนย์ Detroit River International Wildlife Refuge มหาวิทยาลัย University of Windsor ที่อธิบายว่า 

“ดีทรอยต์เป็นตัวอย่างที่ดีของการฟื้นฟูระบบนิเวศ เมื่อมีการสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่ดี สิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้น สัตว์สายพันธุ์พื้นเมืองต่าง ๆ ก็กลับมาอยู่ในพื้นที่ เช่น นกอินทรีหัวขาว ปลา ตัวบีเวอร์ และพืชพื้นเมืองอย่างต้นขึ้นช่าย” 

และนี่คือจุดเริ่มต้นของประกายความหวังในเมืองดีทรอยต์ ที่อยากพลิกฟื้นความพังทลายของอุตสาหกรรม สู่เมืองที่นึกถึงคุณภาพชีวิตของคนและสิ่งแวดล้อมขึ้น

เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ คัดเลือกอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จัดวางคุณภาพชีวิตของผู้คนเป็นสำคัญ

การฟื้นฟูดีทรอยต์เกิดขึ้นในหลายมิติ จากหลายๆ องค์กรและหน่วยงาน โดยมีหลักการเน้นไปที่การใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสานที่รวมทั้งพื้นที่เกษตร อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์เข้าด้วยกัน และให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเมือง โดยพัฒนา  บนพื้นฐานของเมืองที่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและเชื้อชาติ และมีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 

สร้างความหลากหลายของอาชีพ เช่น ผู้ประกอบการ เกษตรกร สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี ศิลปิน นักบริหาร พนักงานราชการ และนักพัฒนา โดยมีเป้าหมาย คือ การรวบรวม สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่นและฟื้นคืนเศรษฐกิจที่มีรายได้จากหลายทาง 

โดยมีหลากหลายไอเดียที่ดีทรอยต์ได้ทดลอง ทำไม่ว่าจะเป็น 

  • ฟื้นฟูย่านต่างๆ และเพิ่มความหลากหลายให้กับย่านใจกลางเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของเมือง โดยการปรับปรุง ฟื้นคืนพื้นที่พาณิชย์และเปลี่ยนอาคารสำนักงานเป็นที่อยู่อาศัย สนับสนุนธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบันเทิง ศิลปะและวัฒนธรรมโดยให้ใช้สถาปัตยกรรมเดิมเช่น where house หรือโรงงาน สนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัฒกรรม เช่น ย้ายส่วนนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย สถานพยาบาล และสถาบันหลักอื่นๆ เข้ามาใจกลางเมือง เชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน เช่น ยานยนต์ ชีววิทยาศาสตร์ และฟินเทค และธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียน และการขนส่งสมัยใหม่
  • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและบริการชุมชน เช่น ไฟส่องสว่างสำหรับคนเดินเท้า ทางข้ามถนนที่ปลอดภัย การปรับปรุงสวนสาธารณะ เลนจักรยานสาธารณะ สร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ำที่เคยเป็นของโรงงานอุตสาหกรรม ให้เป็น Riverfront ที่มีทั้งสวนสาธารณะ ลานกว้าง และทางเดินเลียบชายฝั่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ 3 ล้านคนต่อปี และดึงดูดผู้อยู่อาศัยหลายพันคนให้เข้ามาอยู่ในละแวกใหม่ที่น่าอยู่ขึ้นนี้
  • วางระบบการจัดการน้ำ เช่น ปรับปรุงพื้นที่ดาดแข็งให้กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถซึมซับน้ำได้ ตลอดจนการสร้างทางระบายน้ำธรรมชาติ (bioswell) หรือ rain garden
  • สร้าง ‘ชุมชน 20 นาที’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินหรือขี่จักรยานไปได้ในเวลา 20 นาทีจากความต้องการและบริการพื้นฐาน เช่น ร้านขายของชำ ร้านอาหาร โรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ และระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตให้กับผู้อยู่อาศัย และสร้างเงื่อนไขที่ผู้คนทุกระดับรายได้สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้

  • ฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างโครงข่ายพื้นที่สีเขียว (Green corridor) สำหรับสัตว์ขนาดเล็กๆ และแมลง โดยให้องค์กรไม่แสวงผลกำไรต่างๆ เข้ามาปลูกต้นไม้และพืชที่เป็นมิตรต่อแมลงผสมเกสร รวมถึงเข้มงวดในการห้ามใช้ดีดีทีและยาพิษกำจัดแมลงชนิดอื่นๆ และกฎหมายต่อต้านการปลดปล่อยมลพิษและการเปิดเผยข้อมูลการกำจัด บำบัด ชำระล้างสารเคมีที่สนับสนุนโดยรัฐบาลซึ่งทำให้แม่น้ำในบริเวณใกล้เคียงดีทรอยต์ดีขึ้น
  • ทำสวนเกษตรคนเมือง (urban agriculture) ให้คนในพื้นที่เมืองมีแห่งอาหารของตัวเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยทำในรูปแบบสวนครัวขนาดเล็กกระจายตัวแทรกเข้าไปในพื้นที่ว่างเปล่าที่เป็นของรัฐ การศึกษาวิจัยในปี 2010 ประเมินว่าเมืองดีทรอยต์มีศักยภาพในการผลิตผักได้ประมาณ 75% ของการบริโภคต่อปี และผลไม้ 40% ของการบริโภคต่อปี โดยการปลูกโดยใช้วิธีธรรมดา
  • สร้างกองทุน Strategic Neighborhood Fund หรือ SNF ซึ่งรวบรวม ทุนจากภาคเอกชน องค์กรการกุศลและสาธารณะ เป็นมูลค่ามากกว่า 181 ล้านดอลลาร์จากผู้ให้ทุน 24 ราย
  • ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก (SME) และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Start Up) โดยการตั้ง TechTown Detroit ศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพในดีทรอยต์มากกว่า 3,000 แห่ง ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2550 โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เป็นเจ้าของโดยผู้ประกอบการที่เป็นคนผิวสี(แอฟฟริกัน – อเมริกัน) ในฐานะผู้ขับเคลื่อนโอกาสและการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยการมอบสินเชื่อต้นทุนต่ำและการเข้าถึงความช่วยเหลือทางเทคนิคในการร่างโครงการ
  • ดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมาตราฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเข้ามาโดยใช้โครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม อย่างเช่น การเข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของบริษัท Flex-N-Gate บนเมืองใกล้ฝั่งตะวันออกในปี พ.ศ. 2561 หรือการเข้ามาของโรงงานประกอบรถยนต์บริษัทเฟียต ไครสเลอร์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
  • เปิดรับนวัฒกรรมใหม่ๆ เมืองดีทรอยต์กำลังเปิดรับและสร้าง ‘เขตนวัตกรรม’ สามแห่งด้วยกัน คือ ศูนย์กลางของเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกีฬา ศูนย์กลางสำหรับทางเลือกในการเดินทางแบบอัจฉริยะ  และศูนย์การแพทย์สำหรับฝึกอบรมแพทย์ชั้นนำ

เหลียวหลังมองภาคตะวันออกของไทย

เรื่องนี้เกี่ยวกับภาคตะวันออกและประเทศไทยตรงไหน? เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่าประเทศไทยถูกเรียกขานเป็น ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ด้วยเหตุที่ภาคตะวันออกของเรา เป็นฐานการผลิตและมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกมาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยองที่เศรษฐกิจกว่า 90% ต้องพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเพราะนโยบายของรัฐที่สนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาแหล่งรายได้ทางเดียว

ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่ยุค Eastern seaboard จวบจน EEC ซึ่งเบียดเบียนต้นทุนทางเศรษฐกิจและทรัพยากรเดิมในพื้นที่ทั้งที่เดิมภาคตะวันออกมีเศรษฐกิจ 3 ขา อันประกอบด้วยรายได้จากภาคอุตสาหกรรมจากต้นทุนในพื้นที่ 30% ภาคเกษตร 30% และภาคการท่องเที่ยวและบริการ 30% ซึ่งเคยสมดุลและสร้างอาชีพที่หลากหลายให้กับคนตะวันออก

ด้วยจุดร่วมหรือจะเรียกว่าจุดอ่อนเดียวกันนี้เองทำให้อนาคตข้างหน้าของภาคตะวันออกมีความเสี่ยงไม่น้อยไปกว่าดีทรอยต์ในยุควิกฤต โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์ EV (รถยนต์ไฟฟ้า) เข้ามาปฏิวัตวงการยานยนต์สันดาปของโลก จากรายงานของ The Standard เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า

“9 เดือนที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว โดยเดือนกันยายนที่ผ่านมาลดลงทุกเซ็กเตอร์ ทั้งยอดผลิตที่ลดลง 25.48% ส่งออกลดลง 17.67% ยอดขายทั้งสันดาปและ EV ทรุดลงอีก 37.11% ถือเป็นตัวเลขการขายที่ต่ำสุดในรอบ 4 ปี 5 เดือน” ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่น่าสนใจจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ระบุว่า

“แม้ตั้งแต่ปี 2560 ไทยจะครองตำแหน่งแชมป์ส่งออกรถยนต์ในอาเซียนมาโดยตลอด ทว่าหลังผ่าน 7 เดือนแรกของปี 2567 กลับพบจีนและญี่ปุ่นขยับส่วนแบ่งขึ้นนำไทยได้เป็นครั้งแรก”

พร้อมด้วยคู่แข่งที่เพียบพร้อมด้วยทรัพยากรในดินโดยเฉพาะแร่สำคัญที่ใช้ทำแบตเตอรี่รถยนต์ได้เหลือแหล่อย่างอินโดนีเซียที่เร่งเครื่องตามประชิดหลังมาติดๆ

นำไปสู่การตั้งคำถามว่า หากเราย้อนดูบทเรียนของดีทรอยต์แล้ว เราจะเดินหน้าต่ออย่างไร ในวันที่สภาพเศรษฐกิจ และสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามพาภาคตะวันออกมุ่งหน้าไป ปลายทางอาจเป็นเพียงความว่างเปล่าจากการพนันหมากไว้แค่ตัวเดียว

ดีทรอยต์คือตัวอย่างของบทเรียนราคาแพงจากความล้มเหลวที่พึ่งพาแหล่งรายได้จากอุตสาหกรรมเพียงแหล่งเดียว ก่อนจะพลิกฟื้นได้ด้วยการเห็นคุณค่าของพื้นที่ และกระจายรายได้ด้วยความเข้าใจผู้คนในเมืองอย่างแท้จริง ผ่านกลยุทธ์การเชื่อมโยงเมืองเอาไว้ด้วยกันและสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมเสริมสร้างเศรษฐกิจจากฐานรากของผู้ที่อยู่อาศัยเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจสามขาแบบดั้งเดิมของภาคตะวันวันออกเรา 

แน่นอนว่าการฟื้นฟูของดีทรอยต์ที่เป็นไปได้จริงเช่นทุกวันนี้คือ การทำงานอย่างใกล้ชิดกับนายกเทศมนตรีของดีทรอยค์ ผู้มีอำนาจในการบริหารและตัดสินใจอย่างเต็มที่ รวมถึงความร่วมมือจากผู้นำในท้องถิ่น พันธมิตรจากภาครัฐ เอกชน และองค์กรการกุศลต่างๆ  

และที่สำคัญคือ ชุมชน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดที่ละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตนและทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง 

 

อาจจะถึงเวลาที่ภาคตะวันออกของเราต้องลองย้อนกลับมาทบทวนว่าเราจะปล่อยให้ภูมิภาคนี้เดินตามดีทรอยต์ หรือจะแก้ไขก่อนสายไป


อ้างอิงจาก
How Detroit Became a Model for Urban Renewal
Detroit’s Downfall
Extinctions, shrinking habitat spur ‘rewilding’ in cities
Urban agriculture in Detroit
Smart City in Detroit
Detroit Future City 
Green Alleys: Detroit’s Opportunity for Innovation
The Land + Water WORKS Coalition
INDUSTRIAL DISTRICTS Rethinking Strategies for Adaptive Reuse
Moving Detroit Future
Detroit knows a thing or two about revival — other cities should take notes
Urban Renewal
ไทยจะรักษาฉายา ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ได้หรือไม่? เมื่ออินโดนีเซียท้าชนด้วยจุดเด่น ‘แหล่งแร่’ มากมายที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ 
ดีทรอยต์ จากเมืองแห่งยานยนต์ สู่เมืองแห่งล้มละลาย
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR