/

คราบน้ำตาบนคราบน้ำมัน : เมื่อน้ำมันที่รั่วอ่าวชลบุรี เปลี่ยนทุกอย่างที่เคยอุดมสมบูรณ์

ถ้าทะเลที่เราเคยมองเห็นทุกวันตอนนี้กลับกลายเป็นสีดำไม่สวยงามเหมือนเคย?  

 

ในอดีตภาพจำของทะเลชลบุรีที่เราเคยเห็นเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกได้เลยว่าทะเลสวย ทรายสะอาด ลมเย็นสบาย เหมาะกับการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ แต่เมื่อพูดถึงทะเลชลบุรีแล้วไม่ได้มีแต่เพียงบางแสนเท่านั้น ยังมี ศรีราชา พัทยา เกาะสีชัง อ่าวบางละมุง และรวมไปถึงอ่าวอุดมด้วยเช่นเดียวกัน

อ่าวอุดม เป็นเมืองชายทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างที่เรียกตามชื่อ น้ำใส สัตว์น้ำแหวกว่ายไปมา ชาวประมงหากุ้ง หอย ปู ปลา ตามวิถีชีวิตของตนเองได้สบาย ไม่ต้องดิ้นรน เรียกได้ว่าทุกอย่างดีอย่างไม่ต้องขวนขวาย “นี่มันคือบ้านเกิดของเรา เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ 50 กว่าปีมาแล้ว แต่ก่อนผมอยากกินอะไร ผมเดินลงมาปุ๊บ กลางคืนใช้ขี้ใต้จุดเดินออกไปอยากจะกินอะไรเดินไปดู ปลาอะไรจะกินได้ ปูอะไรจะจับได้ เราเลือกกิน เลือกใช้ได้เลย” เสียงจากหนึ่งในชาวประมงเล่าให้ฟังถึงบรรยากาศของชายฝั่งก่อนการเปลี่ยนแปลงจะซัดสาดเข้ามา

เมื่อเวลาเปลี่ยนอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามา ความเจริญก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่ใครจะรู้ว่าความเจริญนี้กลับสร้างปัญหาอันใหญ่หลวงให้กับทะเล  “น้ำมันรั่วไหล” แค่กล่าวถึงชื่อก็แสดงถึงความหดหู่แล้ว เพราะ ปัญหาน้ำมันรั่วไหลได้สร้างความเสียหายให้แก่สภาพแวดล้อมทางทะเล สัตว์น้ำทั้งหลาย ประชาชนที่ไม่เพียงแต่ในพื้นที่เท่านั้นแต่เป็นประชาชนทุกๆคน

จากสถิติน้ำมันรั่วไหลลงทะเลในจังหวัดชลบุรี บันทึกโดยกรมเจ้าท่า พบว่าน้ำมันรั่วไหลมีถึง 53 ครั้ง และครั้งที่สร้างปัญหาเป็นอย่างมากให้แก่พื้นที่อ่าวอุดมนั่นคือเหตุการณ์น้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันรั่วไหลถึง 45,000 ลิตร แม้ว่าจะไม่ได้รั่วโดยตรงในพื้นที่แต่ผลกระทบนั้นขยายเป็นวงกว้างที่ลงมาถึงอ่าวอุดมซึ่งทางอุตสาหกรรมเองก็ยังคงเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของชาวบ้านที่ตะโกนออกไปมากเท่าไหร่ก็ยังคงไม่ดังพอต่อการจัดการแก้ไขเยียวยาจากปัญหานี้ และนี่คือภัยเงียบของคนชลบุรี ที่ไม่เคยมีการพูดถึงเสมอมา

 

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

ร่องรอยปัญหาที่ถูกเก็บเงียบกับเสียงตะโกนของผลกระทบ

ที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่อ่าวชลบุรีต้องเผชิญคราบน้ำรั่วหลายหมื่นลิตรและตามมาด้วยปัญหาอีกร้อยอย่าง โดยเฉพาะด่านแรกที่ต้องเจอคือการกำจัดคราบน้ำมันที่ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น 

ซึ่งทั่วไป การกำจัดคราบน้ำมันจะใช้สารเคมี Dispersant โดยการพ่นลงไปใกล้ฝั่งในระยะน้อยกว่า 5 กิโลเมตร   จะทำให้หยดน้ำมันย่อยสลายไม่ทันและจะจับตัวกลายเป็นก้อนน้ำมันเหลว (Sedimentation) จมลงใต้ทะเล ซึ่งดูจะเป็นการซ้ำเติมทะเลมากกว่าแก้ปัญหา เนื่องจากการใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันในทะเล อาจทำให้ก้อนน้ำมันไปปกคลุมหญ้าทะล ปะการัง และเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ก็อาจจะพัดเข้าฝั่งจนกลายเป็นก้อนน้ำมันเหนียวจำนวนมาก 

จากการพูดคุยกับ ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย EEC Watch กล่าวว่า “สารเคมีน่ากลัวกว่าคราบน้ำมัน ดังนั้นการใช้สารคววรเป็นขั้นตอนท้าย ๆ การกำจัดน้ำมัน ควรใช้ Boom มาล้อมก่อน และใช้ skimmer ดูดน้ำมันขึ้นไป และนำไปกำจัดให้ถูกวิธี แต่จะเห็นได้ว่ามันเป็นวิธีการที่ยุ่งยาก” 

“ในการกำหนดระดับความรุนแรงของน้ำมันรั่วเป็นการตัดสินใจระดับชาติ เมื่อการตัดสินใจหลุดไปจากคนในท้องที่ ก็มักจะมีการใช้สารเคมีเสมอเพราะเมื่อทิ้งสารเคมีแล้วน้ำมันก็จมลงทะเลหายไป ดีกว่าปล่อยให้คราบน้ำมันขึ้นฝั่ง พอคราบน้ำมันขึ้นฝั่งก็เห็นชัด สู้ทำให้มันจมไปก่อน นี่คือวิธีคิดของราชการ แต่ลืมไปว่าสักพักมันก็ขึ้นมา รัฐก็ใช้วิธีนี้มาตลอด” 

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

ซึ่งการใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันเป็นสิ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้ดีถึงผลกระทบที่ตามมา “ตอนน้ำมันรั่วเขาจะขอฉีดสารเคมีเราไม่ให้ฉีด เพราะไปฉีดสารเคมีให้มันจมลงทะเลนั่นแหละผลกระทบมันจะหนัก ชาวบ้านทุกคนรู้ว่าการฉีดสารเคมีเพื่อกำจัดคราบน้ำมันจะส่งผลกระทบหนักต่อทะเล การใช้สารเคมีเหมือนส่วนหนึ่งจะเป็นการรับผิดชอบ แต่ส่วนหนึ่งเป็นการปกปิดความผิดมากกว่า” นี่คือเสียงบอกเล่าของ รังสรรค์ สมบูรณ์ ประธานกลุ่มประมงต้นแบบบ้านบางละมุง 

ส่วนปัญหาอีกด้านที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเจอคือการเยียวยาที่ไม่สามารถชดเชยการสูญเสียที่ได้รับ 

“น้ำมันรั่วแต่ละครั้งไม่มีใครคอยช่วยชุมชนในการคำนวนค่าเยียวยาเลย ชุมชนต้องคำนวนกันเอง จากการคิดว่าได้รับความเสียหายเท่าไหร่ กว่าทะเลจะคืนตัวเป็นยังไง แต่พอไปเรียกร้องกับเอกชน ก็จะถูกมองว่าจำนวนที่เรียกร้องมันสูงเกินไป แล้วก็ปล่อยเราให้ไปสู้ต่อในชั้นศาล แต่พอเรื่องเข้าสู่ชั้นศาลก็กลายเป็นว่าเรื่องค้างคาอยู่ในขั้นตอนศาลและไม่ได้เงินเยียวยาสักที” 

“บางทีชาวบ้านก็ต้องยอมรับเงินเยียวยามาแม้ว่ามันจะไม่สามารถทดแทนชีวิตและถิ่นทำกินของพวกเขาได้ แต่มองในมุมของรัฐ ถ้ารัฐเรียกร้องมาเท่าไหร่ เอกชนก็จ่ายได้หมด ตรงนี้ก็คงต้องทิ้งเป็นเครื่องหมายคำถามเอาไว้” ดร. สมนึก จงมีวศิน อธิบายถึงขั้นตอนการเยียวยาเมื่อเกิดภัย และตั้งคำถามทิ้งไว้ถึงหน้าที่ของรัฐบาลที่ควรเข้ามาช่วยเหลือประชาชน

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

EIA ที่เป็นเพียงสายลม

แม้ต้องเผชิญกับปัญหามากมายที่เกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม ซึ่งในปัจจุบันได้มีการทำ EIA เพื่อประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาแต่การทำ EIA นี้กลายเป็นเงื่อนไขที่เขียนขึ้นแต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง

Environmental Impact Assessment หรือย่อว่า EIA คือการประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสุขภาพหรือความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและทางลบ รวมทั้งความเสี่ยงที่จะมีผลต่อสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติและผลกระทบที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่มีต่อข้อเสนอการพัฒนาใด ๆ ก่อนที่จะมีการตัดสินใจให้ลงมือดำเนินได้ สิ่งนี้เป็นการประกันว่า ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบของโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนทำการอนุมัติให้ดำเนินโครงการที่มีผู้ขออนุญาตดำเนินการ แต่คำนิยามนี้กลับสวนทางเมื่อนำมาใช้จริง

โดย อมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรีดิ์ ประธานชมรมประมงพื้นบ้านชลบุรี กล่าวถึง EIA ว่า “EIA มันไม่ใช่กฎหมายที่สามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการได้ แต่เป็นเพียงแค่เงื่อนไขหนึ่งที่ทางภาครัฐกำหนดขึ้นมาให้ต้องทำ แต่ถามว่าทำหรือไม่ทำ มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับชาวประมง มันขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการ ที่หากว่าผู้ประกอบการไม่ทำตามข้อตกลงก็อาจจะไม่ได้ใบประกอบการในการทำกิจกรรมนั้น ๆ” 

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

ซึ่งเท่ากับว่า การเกิดขึ้นของ EIA ไม่ได้มีผลทางบวกกับชาวบ้านในพื้นที่เลย เพราะข้อกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่ได้กำหนดชัดเจนและเงื่อนไขไม่ได้ครอบคลุมความต้องการของชาวประมงที่เมื่อหากเกิดการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมทางทะเลที่อาจส่งผลกระทบกับชาวบ้านในพื้นที่หรือชาวประมง ก็ไม่ได้มีกฎหมายตายตัวชัดเจนในการเอาผิดผู้ประกอบการ ไม่มีบทลงโทษ 

“ถ้ามันมีเรื่องของการทำแล้วมันต้องมีกฎหมายควบคุม EIA ด้วยว่าถ้าเกิดคุณไม่ได้ทำตามเงื่อนไขที่คุณทำเอาไว้ตั้งแต่แรก อันนี้มันต้องมีบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการ ไม่งั้น EIA มันก็เป็นแค่ตุ๊กตาตัวหนึ่งตั้งขึ้นมา” 

 

เมื่อคราบน้ำมันตามมาด้วยคราบน้ำตา

ย้อนกลับไปถึงจำนวนครั้งที่น้ำมันรั่วไหลในอ่าวชลบุรี กี่ครั้ง กี่ปี ที่จากคราบน้ำมัน นำมาสู่คราบน้ำตาของชาวบ้าน ที่แม้บางครั้งจะไม่ได้รับผลกระทบในจุดเกิดเหตุ แต่ระบบนิเวศก็ต่อถึงกัน และเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความไม่ปลอดภัยในอาหารทะเลก็ส่งต่อถึงกัน

“ก็ไม่สามารถนำไปขายแบบปกติได้ คนทั่วไปไม่กล้าเข้ามาซื้อเพราะคิดว่าอาจจะปนเปื้อนแต่ในความเป็นจริงแล้วคือน้ำมันมาไม่ถึง จุดตกไม่ได้อยู่ในบริเวณนี้ไง ซึ่งถามว่าเป็นผลกระทบทางตรงมั้ยก็ไม่แต่ก็ไม่ได้อ้อมซะทีเดียว ทำให้ชาวบ้านเขาขายไม่ได้ไปช่วงหนึ่งจากคำบอกเล่าของอมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรีดิ์ ประธานชมรมประมงพื้นบ้านชลบุรี ที่ทำให้เห็นว่าผลกระทบไม่ใช่เพียงแค่สัตว์น้ำและระบบนิเวศที่ต้องตาย แต่การดำรงชีวิตของชาวบ้านก็ต้องดิ้นรนไปด้วย

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

นอกเหนือจากปัญหาคราบน้ำมัน ความรู้สึกของชาวบ้านที่ถูกผลักไสจากการพัฒนาอุตสาหกรรมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังถูกรุกราน“จริง ๆ การพัฒนามันควรพัฒนาให้ถูกที่ถูกทางเท่านั้นแหละ รัฐเขามองแต่ทุนเป็นหลัก แต่เขาไม่ได้มองในมิติของสิ่งแวดล้อมเลย โดยพวกเขา(นายทุน/ผู้ประกอบการ) จะกันชาวบ้านออก เวลามีปัญหาอะไรเขาก็จะโยนให้รัฐ สุดท้ายรัฐก็จะให้เราไปเรียกร้องกันเองอีก ก็รู้สึกหดหู่ใจ แต่ก็ต้องสู้ เพราะมันบ้านเรา เราอยู่มาตั้งแต่เราเกิด” อมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรีดิ์กล่าว ผลจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตของชาวบ้าน สิ่งที่เคยเป็นบ้านและแหล่งทำกินของพวกเขากลับถูกทำลายทีละน้อย เสียงตะโกนของชาวบ้านที่ร้องขอความเป็นธรรมจึงไม่เคยได้รับการรับฟังอย่างแท้จริง

แม้ปัญหาจะรุนแรงแค่ไหน ชาวบ้านก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ การรับมือกับปัญหาน้ำมันรั่วเริ่มต้นจากความสามัคคีในชุมชน พวกเขาลดการจับสัตว์ทะเลให้น้อยลงเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นฟู พร้อมทั้งปลูกฝังแนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติในกลุ่มชาวประมงด้วยกัน เช่น การมีธนาคารสัตว์น้ำ ที่ช่วยให้ชุมชนยังคงมีชีวิตรอด “ก็มันบ้านเรา ไปไหนไม่ได้” อมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรีดิ์กล่าว แม้ว่าจะเผชิญปัญหามากมาย ชาวประมงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก็ยังคงยืนหยัดอยู่กับอาชีพนี้ต่อไป เพราะการเปลี่ยนอาชีพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย “ก็คงจะทำประมงจนกว่าจะทำไม่ไหว”

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

เสียงชุมชนที่ก้องกังวานในอ่าวชลบุรี

“เมื่อก่อนท้อนะ แต่หลังๆ ไม่ท้อ จะท้อได้ยังไงละ แล้วคนรุ่นหลังจะอยู่กันยังไง? เราจะส่งประเทศนี้ให้ลูกหลานยังไง?”

คำถามที่เต็มไปด้วยความหวังและความกล้าหาญจากชาวประมงในพื้นที่ เป็นเสียงที่สะท้อนถึงการดิ้นรนต่อสู้เพื่อทะเลที่ไม่ใช่แค่ผืนน้ำ แต่เป็นบ้าน เป็นชีวิต และเป็นอนาคตของลูกหลาน 

ในวันที่อุตสาหกรรมล้อมรอบบ้าน คลื่นน้ำมันที่ซัดเข้ามาทำลายทั้งทะเลและวิถีชีวิต น้ำมันที่รั่วไหลอาจดูเป็นเพียง “เรื่องเล็ก” ในสายตาของนายทุนเจ้าของอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับทะเล ทุกหยดน้ำมันที่ตกค้างในผืนน้ำคือ “เรื่องใหญ่” ที่ทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้ในชีวิตของพวกเขา 

แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรจะเป็นเพื่อให้ผลกระทบจากกรณีน้ำมันรั่วไม่จบลงด้วยการเยียวยาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งสิ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่คาดหวังคือการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุ

“ถ้าถามว่าต่อไปมันควรจะเป็นยังไง จริง ๆ ชาวบ้านเขาได้รับความเดือดร้อนคุณจะต้องลงมาหาเขา เพราะคุณสร้างปัญหาให้เขา ไปหาตามบ้านเลย และจ่ายค่าเยียวยาตามจริง ซึ่งก็ต้องมีกรมธรรม์ระดับนึง สังเกตว่าบริษัทจะทำกรมธรรม์ด้านทุ่น ด้านท่อ กันสูงมากแต่กรมธรรม์ด้านการเยียวยาเพื่อดูแลประชาชนค่อนข้างต่ำ และไม่สามารถน้ำมาปรับใช้กับการเยียวยาพวกนี้ได้ โดยเฉพาะการฟื้นฟูทะเลเพราะกฎหมายเราไม่ได้กำหนดส่วนนี้ไว้”

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

จากที่ ดร. สมนึก จงมีวศิน กล่าวมาจะเห็นได้ว่ากฎหมายในตอนนี้ไม่สามารถรองรับกับปัญหาที่ชาวบ้านต้องเจอได้ กฎหมายจึงต้องมีการพัฒนาควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน “ควรต้องมีการบัญญัติกฎหมายในรูปของพรบ.มลพิษน้ำมัน ในอเมริกามีกฎหมายนี้มานานแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 แต่ไทยยังไม่มีเลย อยากให้มีกฎหมายแบบนี้โดยกำหนดให้อุตสาหกรรมดังกล่าวต้องทำประกันภัยเพื่อการขจัดน้ำมัน การจ่ายค่าชดเชย รวมทั้งการสำรวจและฟื้นฟูทรัพยากรที่ได้รับความเสียหาย”

“และภายใต้กฎหมายฉบับนี้ต้องจัดให้มีกองทุนเฉพาะกิจว่าด้วยความรับผิดชอบต่อเหตุน้ำมันรั่ว โดยเขาจะเก็บเงินมาเป็นกองทุนจากผู้ประกอบการที่นำเข้าน้ำมันดิบหรือขุดเจาะน้ำมันดิบในประเทศ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อมาสะสมเข้ากองทุนนี้ไว้ใช้เป็นเงินทุนให้ภาครัฐเข้าไปกำจัดคราบน้ำมันและใช้ในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหายหรือนำมาใช้เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อีก เรียกได้ว่านอกจากจะให้เอกชนทำกรมธรรม์แล้ว ก็ต้องให้รัฐกำหนดเป็นกฎหมายด้วย ก็จะครอบคลุมหมดเลยทั้งการกำจัดคราบน้ำมัน ฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบ”

จากเสียงตะโกนจนแหบแห้งของพวกเขาที่ไม่เคยได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง แต่มาถึงวันนี้เราต้องฟังให้ชัดว่าคนในพื้นที่แท้จริงแล้วเขาต้องการอะไร

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

“เราก็รู้แล้วว่า Eastern seaboard มันสร้างปัญหาให้เรามากมายแต่เราก็ยังเหลือสิ่งดีๆ อยู่ในภาคตะวันออกเราก็คงไม่ได้มองแต่ด้านที่แย่อย่างเดียวเนอะ เรามองสิ่งที่ดี ๆ ที่เหลืออยู่ เราควรจะรักษาสิ่งดีๆ ที่เหลืออยู่เก็บเอาไว้ สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องลดลงด้วย ถ้าเราอยากอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็ต้องไม่สร้างผลกระทบเพิ่มขึ้น แล้วก็ต้องลดผลกระทบที่มันมีให้มันน้อยลง การพัฒนาที่ยั่งยืนใคร ๆ ก็พูดได้ จริง ๆ แล้วการพัฒนาที่ยั่งยืนมันก็หมดไปได้ มีแต่ว่าเราจะรักษาสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างไร และต้องมีให้คนรุ่นหลังด้วย” ดร.สมนึก จงมีวศินกล่าว

และเสียงสะท้อนจากอมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรีดิ์ “ต้องบอกว่าเรานี่เป็นแหล่งอู่ข้าว อู่น้ำนะ การที่เรามีอุตสาหกรรมกับแหล่งอาหารเราจะเลือกอะไร อาหารมันกินได้แล้วมันก็ขายต่อได้ อุตสาหกรรมเราไปกินอะไรกับเขาละถ้าเราไม่ทำงานให้เขา ผมแฮปปี้กับกับอาหารมากกว่า บางเดือนได้ดีกว่าทำอุตสาหกรรมเป็นปี ๆ ด้วยนะ เราไม่ต้องหวังอะไรเลย โบนัสเราอยู่ในน้ำนี่แหละถ้าเราทำสต็อกไว้ได้ดีเดี๋ยวเราก็ได้โบนัส”

“อุตสาหกรรมเนี่ยวันหนึ่งมันหมดประโยชน์แล้วเราก็ไม่รู้จะไปสู้รบยังไง อย่างอาหารสัตว์น้ำเนี่ยมันพัฒนาเรื่อย ๆ เราก็พัฒนาตาม สมัยก่อนเราเลือกกินเลือกใช้ได้เลยตามทะเล ท้องไร่ ท้องนา แต่เวลาเปลี่ยนอะไรมันก็เปลี่ยน มันควรจะมีการจัดหมวดหมู่มิติของผังเมืองใหม่อันไหนมันควรจะเป็นเขตเพาะเลี้ยง อันไหนมันควรจะเป็นบ้านเรือน มันต้องเอาให้ชัดเจน ประเทศไทยยังสมบูรณ์อยู่เพียงแต่ว่าเราเดินไปผิดทางแค่นั้นเอง”

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

รังสรรค์ สมบูรณ์กล่าวว่า “ภาคตะวันออกตั้งแต่ยุคก่อนจนถึงตอนนี้แค่การเกษตรและการท่องเที่ยวเราก็อยู่ได้สบายแล้ว จะเป็นเมืองที่มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ด้วยซ้ำ  แต่ก็กลับไปมองผิดทิศผิดทางว่าอุตสาหกรรมมันจะมาเหนือกว่าแล้วชาวบ้านจะมีงานทำ แต่กลายเป็นว่าชาวบ้านอดอยากขึ้น สิ่งแวดล้อมเสียขึ้น แล้วถามว่าเราจะเหลืออะไร ถ้าไม่มีอุตสาหกรรมภาคตะวันออกจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ทุกอย่างมันเสียหมดจากการลงทุน จากอุตสาหกรรมที่ขาดความรับผิดชอบถ้าถามว่าการพัฒนานี้มันดีมั้ย มันดีนะ ถ้าคนรู้จักการรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมมันก็จะอยู่ด้วยกันได้หมดทุก ๆ ที่”

นี่คือถ้อยคำของผู้คนที่กำลังต่อสู้เพื่อรักษาทะเลที่เป็นเหมือน “บ้าน” ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความห่วงใยคนรุ่นหลัง เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิถีชีวิตและธรรมชาติที่สูญเสียไปคือสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้ แต่การรักษาสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไปคือสิ่งที่เรายังคงทำได้ การพัฒนาที่ดีควรควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และเคารพเสียงของคนในพื้นที่

 

หวังว่ากระบอกเสียงนี้จะกลายเป็นลำโพงขนาดใหญ่ที่กระจายเสียงของคนในพื้นที่ให้ดังออกไป ฟังเสียงให้ได้ยิน จะได้รู้ว่าภาคตะวันออกที่พวกเขาอยากอยู่เป็นอย่างไร ดังนั้นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาเพื่อชาวตะวันออกอย่างแท้จริง

 


บทความโดย ชลดา โรงอ่อน, ปรียานุช รังผึ้ง และวรัญญา แจ่มจันทร์
ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี
นิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชั้นปีที่ 4
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Where we belong : ภาคตะวันออกที่เราอยากอยู่ ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, Land Watch และ Local PBS (ThaiPBS)
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR