‘ค่าไฟแพง’ กลายเป็นสถานการณ์ที่คนไทยหลายคนต่างต้องแบกรับแบบจำยอมกันมาโดยตลอด ยิ่งคนภาคตะวันออกเองที่นอกจากจ่ายค่าไฟแพงเหมือนกับทุกคนแล้ว ยังกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องสละทรัพยากรเพื่อกลายเป็นพื้นที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้คนเกือบทั้งประเทศ
และหนึ่งในสิ่งที่กำหนดชะตากรรมเหล่านี้คือแผนพลังงานชาติ (NEP) ที่หนึ่งในนั้นจะมีแผนย่อยที่เรีกยว่า แผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan) หรือที่อาจจะได้ยินกันคุ้นหูว่า PDP
PDP คือแผนแม่บทที่ใช้กำหนดทิศทางการจัดหาและผลิตพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไม่ว่าจะผลิตในประเทศ หรือนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ไหน ใช้เชื้อเพลิงอะไรในการผลิต หรือจะมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกี่โรง PDP นี่แหละคือหนึ่งในตัวกำหนดชะตากรรมค่าไฟของเราทุกคน
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากประเทศไทยใช้แผน PDP2018 มาอย่างยาวนาน ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ภายใต้กระทรวงพลังงาน ก็ได้เผยโฉมแผน PDP2024 ฉบับย่อออกมา และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น ในระยะเวลาไม่ถึง 15 วัน
โดยการรับฟังความคิดเห็นก็จะเน้นไปที่ข้าราชการและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมไปถึงภาคธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรม ในขณะที่ประชาชนมีการเปิดรับฟังผ่านทางออนไลน์ โดยจำกัดจำนวนเฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น และจำกัดอยู่แค่สี่ภาค คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมเสียงผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นต่อแผนเพียง 1173 คน เท่านั้น ไม่มีภาคตะวันออกที่แม้จะเป็นภูมิภาคที่มีโรงไฟฟ้ามากที่สุดก็ตาม
ทั้งๆ ที่เรื่องพลังงานกระทบต่อคนไทยทุกคน และคนตะวันออกยังต้องแบกรับมากกว่าค่าใช้จ่าย แต่คือวิถีชีวิต ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมที่หายไป
เราชวนไปแกะแผน PDP2024 ที่สร้างขึ้นโดยมีเป้าหมาย เน้นความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ – ต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม – ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ว่าอะไรทำให้แผน PDP ในครั้งนี้ ไม่มีทางตอบโจทย์เป้าหมายที่รัฐบาลเป็นคนนำเสนอได้ และคนตะวันออกรวมถึงคนไทยทุกคนต้องแบกรับอะไร หากแผน PDP 2024 ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

Security : แผนพลังงานใหม่ ชาติหรือใครที่มั่นคง?
หลายๆ ครั้งที่เรื่องพลังงานถูกนำมาพูดในฐานะความมั่นคงของประเทศ แต่ทุกวันนี้เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ความมั่นคง นั้นหมายถึงอะไรกันแน่
รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ จาก SDG Move ได้มีการอธิบายเรื่องความมั่นคงในแผน PDP2024 ไว้ในหัวข้อ ‘แผนพลังงานใหม่ ชาติหรือใครที่มั่นคง?’ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ในงานA Better world is Possible: ถกถามแผน PDP2024 เพื่อประชาชนและโลกที่ดีกว่าเดิม
โดยเริ่มต้น รศ.ดร.ชาลี ชวนเข้าใจหลักการสำคัญที่ใช้ร่าง ‘แผน PDP ที่ดี’ ซึ่งมีด้วยกันสามหลักการ ได้แก่
- หลักการแรกคือ ความมั่นคงด้านพลังงานหรือหมายถึงการที่เรามีไฟฟ้าใช้ 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน โดยไม่มีไฟฟ้าดับ หรือกระตุก
- หลักการที่สองมีราคาค่าไฟฟ้าที่คนทั่วไปจะต้องจับต้องได้และส่งเสริมการแข่งขันกับประเทศอื่น
- และหลักการสุดท้ายคือ ความยั่งยืน กล่าวคือการผลิตไฟฟ้าของเราจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่เบียดเบียนวิถีชีวิต
ซึ่ง รศ.ดร.ชาลี ได้อธิบายเพิ่มว่า ตามร่างแผน PDP 2024 เมื่อมองจากสัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าโดยแยกตามประเภทของเชื้อเพลิง ในปี 2580 ก็ยังมีการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 41%
ในขณะที่แต่ละปี ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดน้อยลงเรื่อยๆ จาก 55% -> 35% หมายความว่าเราจะต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศสูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนั้นในสัดส่วน 51% ของพลังงานสะอาด ยังประกอบไปด้วยพลังงานน้ำจากต่างประเทศ 15% อย่างเขื่อนในแม่น้ำโขงซึ่งเป็นโครงการที่ทั้งกระทบวิถีชีวิตชุมชนเดิม กระทบสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ ซึ่งนับว่าไม่มีความมั่นคง เพราะไม่มีความแน่นอนว่าเราจะได้ไฟจากต่างประเทศตลอดเวลาหรือไม่ เหมือนที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ผลกระทบราคา LNG จากสงครามรัสเซีย – ยูเครน
ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ในแผน PDP2024 มีสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์ แต่ไทยเองไม่สามารถสร้างพลังงานนิวเคลียร์ได้เอง จึงต้องนำเข้าอยู่ดี และแม้พลังงานนิวเคียร์จะไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์แต่กากที่เหลือจากการผลิตก็ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีที่ยากต่อการจัดการ ซึ่งทั้งหมดไม่ตอบโจทย์แผน PDP ที่ดีในเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน
ต่อมาเมื่อนำร่างแผน PDP จากหลายๆ สำนักมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นว่าร่างแผน PDP 2024 โดยรัฐบาลมีสัดส่วนของการใช้ก๊าซธรรมชาติที่สูงกว่าแผน PDP จากภาคประชาชน สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่หน่วยวิจัยของบริษัท ซึ่งแผน PDP จากสำนักอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนพลังงานสะอาดสามารถสูงขึ้นมากกว่า 51% ได้ แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติอาจไม่ได้มอบความมั่นคงให้ประเทศและคนไทยอีกต่อไป
นอกจากนั้นยังมีเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อมารองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG อย่างท่าเรือ T3 ที่มาบตาพุด จังหวัดระยองทั้งที่ท่าเรือ T1 , T2 มีความสามารถรองรับปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในปี 2580 ได้อยู่แล้วซึ่งถ้าท้ายสุดแม้ท่าเรือ T3 ไม่ถูกใช้งานต้นทุนการก่อสร้างก็ถูกนำไปบวกเข้าไปในต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าซึ่งจะทำให้ค่าไฟที่เราต้องจ่ายสูงขึ้นไปอีกโดยไม่จำเป็น
“เราต้องหยุดกรอบแนวคิดที่ว่าความมั่นคงทางพลังงานจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่” นี่คือสิ่งที่ รศ.ดร.ชาลี เน้นย้ำ โดนเฉพาะโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เพราะเราสามารถสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานได้โดยการเพิ่มยืดหยุ่นในกระบวนการผลิตไฟฟ้า วางแผนกำลังผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ หรือขอความร่วมมือจากผู้ใช้ไฟรายใหญ่ให้ลดการใช้ไฟช่วงพีคเพื่อที่จะไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม หรือการสร้างระบบกักเก็บไฟฟ้า รวมถึงพัฒนาโมเดลการกักเก็บไฟฟ้าแบบกริดร่วมกับเอกชน และพัฒนาสายส่งเพื่อรองรับแหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์ได้
สุดท้ายเพื่อการร่างแผน PDP ที่ดีขึ้นในมิติด้านความมั่นคง อาจารย์ชาลีเสนอให้มีการประเมินการใช้ไฟรูปแบบใหม่เพื่อไม่ให้เกิดการประเมินการใช้ไฟสูงเกินจริงอย่างที่ผ่านมา และให้มีการพัฒนาสายส่งที่สามารรองรับพลังงานหมุนเวียนในระดับสูงได้ รวมถึงตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียนเติบโตให้มากกว่า 51% เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และหยุดเขื่อนพลังงานน้ำจากประเทศลาว ที่แพง ไม่มั่นคงและไร้ความโปร่งใส

Economy : แผนเพิ่มโครงการพลังงานใหม่ ใส่ท่ายาก แล้วค่าไฟจะถูกกี่โมง?
ประเด็นถัดมาที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่คนเฝ้าจับตาที่สุดคือเรื่องของราคา ซึ่งใน PDP2024 บอกไว้ว่าได้ออกแบบเพื่อให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม
แต่ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ จาก Climate Finance Network Thailand ซึ่งมาพูดในหัวข้อ ‘แผนเพิ่มโครงการพลังงานใหม่ ใส่ท่ายาก แล้วค่าไฟจะถูกกี่โมง?’ มองว่าร่างแผน PDP 2024 ไม่ตอบโจทย์แผน PDP ที่ดีในเรื่องราคาต้นทุนค่าไฟ โดย CFNT เสนอประเด็นน่าจับตาสามข้อได้แก่ ราคาผันผวน ต้นทุนแฝงแพง และเขียวไม่พอ
ในส่วนของ ราคาผันผวน รพีพัฒน์อธิบายว่า ในปี 2580 ตามร่างแผน PDP 2024 จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอีก 6,300 MW ซึ่งส่งโดยตรงต่อราคาที่ค่าไฟที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเนื่องจาก ราคา Energy Poor Price ผันผวนมากตามราคา LNG ที่ผันผวนสูงตามตลาดโลก โดยจากเดิมในปี 2567 เรานำเข้า LNG เพียง 19% แต่ถ้าดำเนินตามแผน PDP 2024 ในปี 2580 เราจะต้องนำเข้า LNG สูงขึ้นถึง 37.9%
นอกจากนั้นหากรวมความเสี่ยงที่จะมาจากการหาแหล่ง Potential Gas 13.4 ไม่ได้ จะเท่ากับว่าเราต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG จากต่างประเทศสูงถึง 50% ซึ่งในอนาคตความเสี่ยงเรื่องการผันผวนของ LNG จะยังคงอยู่เนื่องจากความต้องการและความสามารถในการผลิต (Demand-Supply )ไม่สมดุลกัน รวมถึงอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้อย่างกรณี รัสเซียและยูเครน
สองปัจจุบันการซื้อขาย LNG ไม่มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบกำหนดราคาจึงทำให้ราคาของ LNG ผันผวนได้ตลอดเวลาโดยไม่มีหลักประกัน
และสามความผันผวนตามฤดูกาลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ทำให้คนใช้ไฟมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ช่วงหน้าหนาวในยุโรปที่หนาวขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว ก็จะมีความต้องการใช้ไฟเพื่อทำความร้อนมากขึ้น เช่นเดียวกับในประเทศไทยเมื่อเราต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนเราก็จะมีปริมาณการใช้ไฟเพื่อทำความเย็นมากขึ้นเช่นกัน

ในขณะที่ประเด็น ราคาต้นทุนแฝงแพง รพีพัฒน์เล่าว่า เวลาคิดต้นทุนของราคาไฟฟ้าคิดจาก ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า หารด้วย ปริมาณไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ ออกมาเป็นหน่วย LCOE (Levelized Cost of Energy) ซึ่งตามร่างแผน PDP 2024 ค่าไฟจะอยู่ที่ 3.87 บาท แต่ราคานี้ยังไม่รวมการผันผวนของ LNG และยังไม่ได้รวมต้นทุนแฝงหากมีการบังคับใช้กลไกราคาคาร์บอนตามกฎหมายพรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งจะทำให้ราคาค่าไฟขึ้นไปอยู่ที่ 4.44 บาท
เรื่องนี้ยังไม่รวมต้นทุนจากเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (CCS) ตามคำสัญญาว่าเราจะเป็น Net Zero ในปี 2065 ซึ่งต้นทุนดังกล่าวอาจถูกผลักมาที่ผู้บริโภคและจะทำให้ค่าไฟขึ้นไปที่ 4.66 บาท ซึ่งแพงกว่าที่อยู่ในร่างแผน PDP 2024 ในขณะที่เรามีศักยภาพความเป็นไปได้ในการพัฒนาโซลาร์สูงขึ้นมาก เช่นเรามีต้นทุนในการพัฒนาโซลาร์ต่ำที่สุดอันดับสองในอาเซียน
นอกจากนั้นในปี 2566 ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่ของไทยก็เทียบเท่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติแล้ว ส่วนในปัจจุบันปี 2567 โซลาร์บนหลังคาขนาดเล็กๆ ก็มีต้นทุนเทียบเท่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและในอีกสิบปีข้างหน้าต้นทุนการผลิตโซลาร์พร้อมแบตเตอรรี่จะต่ำลงเทียบเท่าต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินเลยทีเดียว ทำให้เห็นชัดว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ต่ำและผันผวนน้อยกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซะรรมชาติ
ส่วนสุดท้ายคือความ เขียวไม่พอ
จากร่างแผน PDP 2024 จะเห็นว่าการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเขียวไม่พอ เพราะยังคงมีการเพิ่มโรงงานไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลที่ปลดปล่อยคาร์บอนไดร์ออกไซด์สูงจะทำให้ประเทศไทยไม่ตอบโจทย์ NDC ที่เราได้สัญญาว่าจะลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลง 30% ภายในปี 2030 และเป็น Net Zero ในปี 2065 ซึ่งช้ากว่าประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกันและจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาคและระดับโลก เนื่องจากบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Google Microsoft amazon มีเป้าหมาย Net Zero ที่ปี 2030 – 2040
โดยเหตุผลที่จำเป็นต้องเริ่มที่ภาคพลังงานนอกจากภาคพลังงานมีสัดส่วนในการผลิตก๊าซคาร์บอนมากที่สุดแต่สามารถเปลี่ยนได้ง่ายที่สุดจากการรวมศูนย์และมีต้นทุนเทคโนโลยีทางเลือกต่ำที่สุด
ในอนาคตอันใกล้หากไฟฟ้าของไทยยังเขียวไม่พอ เราอาจสูญเสียโอกาสในการแข่งขันและต้องเสียต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้นเนื่องจากการเก็บภาษีคาร์บอนหรือการสร้างกำแพงภาษีเช่นที่ในยุโรปที่มี EUBAM และกำลังจะเกิดกำแพงภาษีคาร์บอนตามมาในอีกหลายประเทศเช่น สหรัฐอเมริก แคนนาดา และออสเตรเรีย

Ecology : ‘แผนเพิ่มพลังงานสะอาดแบบใดห์ แล้วเมื่อไหร่จะ Net zero?’
ในยุคนี้จะไม่พูดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเกิดวิกฤตภาวะโลกเดือดอย่างหนัก และ ‘พลังงาน’ คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ส่งผลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน
ธารา บัวคำศรี จาก Greenpeace Thailand ได้นำเสนอประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมองว่า โครงสร้างระบบพลังงานที่เป็นระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ ซึ่งเป็นระบบพลังงานที่ใช้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าแบบเก่าทำให้มีการสูญเสียพลังงานระหว่างทางทั้งจากสายส่งและกระบวนการแจกจ่าย พลังงานจาก 100% สามารถไปถึงผู้บริโภคเพียง 33% – 35%
โดยธารายกตัวอย่างการปรับปรุงพัฒนาโรงไฟฟ้าแบบเก่าของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ดูว่า สามารถยกระดับพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติได้เพียง 30% ในขณะที่โรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ แทบไม่สามารถปรับปรุงพัฒนาได้เลย
เมื่อพูดถึงความยั่งยืนสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตพลังงานตราบใดที่เรายังพึ่งพึงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งตามร่างแผน PDP 2024 (ปี 2567 – 2580) เทียบกับแผน Net Zero ของประเทศไทยปี 2568 – 2608 จะเห็นว่ามีการลดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลและมีการลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากภาคการผลิตไฟฟ้าลงแต่ก็เป็นไปอย่างล่าช้าเกินไป
เช่น ในปี 2578 – 2588 ถึงจะเริ่มมีการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินและเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 68% ทั้งที่สามารถดำเนินการได้เลยในทันที นอกจากนั้นแม้ไปถึงปี 2608 ที่รัฐบาลวางแผนว่าจะเป็นปีที่ประเทศไทย Net Zero ได้สำเร็จ วิธีการคิดคำนวณสัดส่วนระหว่างการปลดปล่อยคาร์บอนกับการดูดซับก็ไม่เป็นที่ยอมรับ และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือทั้งแผน PDP 2024 และแผน Net Zero ไม่มีรายละเอียดที่มาที่ไปของแผนอย่างชัดเจนและไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่
โดยตามไทม์ไลน์ Net Zero ในภาคการผลิตไฟฟ้าของไทยนับตั้งแต่ปี 2568 – 2573 มีรายละเอียดระบุว่า จะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า การใช้พลังงานหมุนเวียน การปลดระวางโรงไฟฟ้าน้ำมัน และเริ่มมีระบบกักเก็บพลังงานจากแสงแดดและลม
ต่อมาที่ปี 2578 – 2588 จะเริ่มมีการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินและเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 68% จากเดิมที่ 51% รวมถึงมีการใช้เทคโนโลยีในการดักจับคาร์บอนและเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น CCS/CCU/BECCS
จนกระทั่งถึงปี 2598 ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ 74% มีการใช้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมกับก๊าซฟอสซิล และมีการปล่อยคาร์บอนจากภาคการผลิตพลังงานเหลือเพียง 41.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิในภาคการผลิตพลังงาน
แต่เนื่องจาก Net Zero มีความเกี่ยวข้องกับภาคการผลิตอื่นๆ นอกจากภาคพลังงานด้วย ทำให้เมื่อรวมกับภาคอื่นๆ เราจะมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ราว 120 ล้านตัน และเมื่อคำนวณโดยการนำภาคป่าไม้และที่ดินมาหักลบ สุดท้ายประเทศไทยจะเข้าสู่ Net Zero ได้ในปี 2608 แต่อย่างไรก้ตามแผน Net Zero ฉบับนี้ยังคงถูกตั้งคำถามเนื่องจากแม้ผืนป่าในประเทศไทยจะดูดซับคาร์บอนแต่ก็ปลดปล่อยคาร์บอนในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าสามารถนำภาคป่าไม้และที่ดินมาหักลบการปลดปล่อยคาร์บอนจนการปลดปล่อยเป็นศูนย์ได้ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

ข้อสังเกตอีกข้อคือ การขยายตัวของการใช้แก๊สฟอสซิลโดยเฉพาะในเอเชีย จนอาจเรียกได้ว่า เป็นการตื่นของยุคสุดท้ายของการใช้แก๊ซฟอสซิล โดยในปี 2568 จะเป็นปีที่ทั่วโลกจะถึงจุดสูงสุดของการใช้แก๊สฟอสซิลที่ไม่อาจสูงไปมากกว่านี้ก่อนจะมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่แม้ว่าในอนาคตจะมีการใช้แก๊สฟอสซิลที่ลดลงเนื่องจากปริมาณที่จำกัดของแก๊สฟอสซิลแต่นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ตลอดกระบวนการได้มาของแก๊สฟอสซิลตั้งแต่การขุดเจาะไปจนถึงการกลั่นแยกและส่งต่อมีก๊าซมีเทนหลุดรอดออกมาจากระบบสูงถึง 60% โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าวไทย ซึ่ง UN ได้มีการตรวจพบและแจ้งเตือนการปลดปล่อยแก๊สมีเทนที่เกิดจากการเผาไหม้ก๊าซเหลือทิ้งซึ่งจำเป็นจะต้องลดปริมาณลง
ถึงแม้ว่าร่างแผน PDP 2024 และแผน Net Zero จะยังเต็มไปด้วยคำถาม และข้อสงสัย แต่ธาราเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนทั้งทางด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยหลักการของเมือง ชานเมืองและชนบทแห่งอนาคต โดยเริ่มจากการจัดการพลังงานแบบกระจายศูนย์ สร้างเมืองใช้พลังงานต่ำและสนับสนุนการติดโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าทั้งในระดับบ้านเรือนและในอาคารสาธารณะ รวมถึงพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ
จากการให้ข้อมูลในสามประเด็นที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ว่า ร่างแผน PDP 2024 ไม่ตอบโจทย์ทั้งทางด้านความมั่นคงหรือการมีไฟฟ้าที่เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ตอบในเรื่องราคาที่เข้าถึงได้และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่มีมีความยั่งยืน ซึ่งในฐานะประชาชนผู้ใช้ไฟสามารถรวมลงชื่อแสดงเจตจำนงค์ในการขอให้รัฐบาลทบทวนร่างแผน PDP 2024 ได้ที่ https://act.gp/pdp-petition

บทความนี้สรุปจากเสวนา “ชวน ‘Talk’ ทวงถาม: ภัยความมั่น…หลักทำแผน PDP2024” ในงาน A Better World is Possible : ถกถามแผน PDP2024 เพื่อประชาชนและโลกที่ดีกว่าเดิม 31 กรกฎาคม 2567 ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ


