/

จากปล่องแฟร์ที่ไม่เคยดับของระยอง สู่เมืองที่ผลิตพลาสติกกว่า 9 ล้านตันต่อปี คุยกับ ปุณญธร จึงสมาน จาก EJF

ปล่องแฟร์ในนิคมอุตสาหกรรม

ถังเก็บสารเคมีที่อาจระเบิด

น้ำมันรั่วซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สิ่งเหล่านี้ที่คนระยองกำลังเผชิญ อาจเชื่อมโยงได้กับ ‘พลาสติก’ ที่ถูกผลิตขึ้นในพื้นที่ระยองและส่งกระจายไปทั่วโลก เพราะที่นี่คือพื้นที่ต้นกำเนิดของพลาสติกกที่อยู่ในถุงแต่ละใบที่เราได้จากการซื้อของ กล่องโฟมที่เราซื้อจากร้านกับข้าว รองเท้าที่เราใส่ หรือโทรศัพท์ที่เราใช้

วันที่ 3 กรกฎาคมของทุกปีเป็น ‘วันปลอดถุงพลาสติกสากล (International Plastic Bag Free Day)’ กำหนดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึง ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีต้นเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง 

แต่ถ้าเราคิดว่าการเลิกใช้แค่ถุงพลาสติกจะช่วยหยุดปัญหาพลาสติกได้ทั้งหมด อาจต้องมองใหม่ เพราะแท้จริงแล้วปัญหามลพิษพลาสติกที่เรามองไม่เห็น ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่อคนระยองและคนภาคตะวันออก เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ ‘การผลิต’ 

เพราะมลพิษพลาสติกไม่ใช่แค่ขยะพลาสติกที่อยู่‘ปลายน้ำ’ แต่มันเริ่มต้นตั้งแต่ที่เรายังไม่ทันเลือกใช้ ทาง มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในระดับนานาชาติที่ทำงานอย่างจริงจังในเรื่องมลพิษพลาสติกในทะเล  โดยมีแนวคิดสำคัญหลักในการเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมกับสิทธิมนุษยชน เพื่อความยุติธรรมต่อทั้ง ‘ธรรมชาติ’ และ ‘มนุษย์’

เราจึงชวนมาฟังเสียงจากคนที่มองพลาสติกแบบทั้งระบบ กับ อาร์ม – ปุณญธร จึงสมาน นักวิจัยโครงการพลาสติก จากมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) เพื่อเข้าใจว่าการแก้ปัญหาพลาสติก อาจไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเริ่มจากรัฐบาลในวันนี้

เวลาเราพูดถึงพลาสติก  อะไรบ้างที่เป็นพลาสติก แล้วแบบอะไรบ้างที่คนไม่นึกว่าเป็นพลาสติก? 

ถ้าพูดถึงตัวพลาสติกเราต้องนึกก่อนว่าวัสดุมันทํามาจากอะไร ตอนนี้ประมาณ 99.6% ของพลาสติกในโลกทํามาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด อันนี้รวมพลาสติกที่นํามารีไซเคิลได้ด้วย 

พลาสติกก็คือ การเอาตัวเชื้อเพลิงฟอสซิลมาผสมกับสารเคมีเพื่อที่จะทําให้เกิด วัสดุที่มีคุณลักษณะ ต่างๆไม่ว่าจะเป็นความคงทน ความสามารถในการกันน้ํา หรือคุณลักษณะใดๆ ก็ตามที่มีประโยชน์ ทีนี้พอคํานิยามเป็นแบบนี้แล้ว มันก็จะไปไกลกว่าแค่ตัวถุงพลาสติกหรือว่ากล่องข้าวที่เรารู้จักกันอยู่ทุกวัน 

ขอบเขตของคําว่าพลาสติกก็เลยจะขยายไปได้หลายแบบอย่างเช่นเสื้อผ้า หรือรองเท้าที่คนน่าจะพอรู้อยู่แล้วว่าเป็นพลาสติก แต่อย่างอื่นที่ใกล้ๆ ตัวที่คนอาจจะนึกไม่ออกว่ามีพลาสติกอยู่ก็คือ โทรศัพท์มือถือ หรือที่หุ้มสายไฟที่สามารถหน่วงการติดไฟได้  

นอกจากนั้นก็จะมีสิ่งที่เริ่มเข้าข่ายคํานิยามที่เบลอ เช่น พวกยางสังเคราะห์ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ยังโต้แย้งกันอยู่ แต่เวลาที่พูดถึงผลกระทบเรื่องพลาสติก ผมก็อยากให้รวมยางรถยนต์ไปด้วย เพราะว่าจริงๆ แล้วโดยพื้นฐานมียางสังเคราะห์หลายประเภทก็ทํามาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะฉะนั้นต้นตอของมันเหมือนกัน 

 

แล้วอย่างนี้พลาสติกที่ว่ากันว่าย่อยสลายได้หรือว่าหลอดไบโอต่างๆ นับเป็นพลาสติกไหม? 

ใช่ครับ อันนี้ก็เลยเป็นประเด็นที่ทําให้คํานิยามมันเพิ่มความซับซ้อนขึ้นไปอีก คือ ถ้าเอาคำนิยามว่าพลาสติกมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แล้วถ้าเป็นกรณีของพลาสติกที่ทําจากพืชหล่ะ มันก็เลยจะย้อนกลับไปที่กระบวนการเกิดพลาสติกที่เป็นการเอาอะตอมหลายๆ อันมาเชื่อมต่อกันจนมันมีความคงทนและมีคุณลักษณะทางเคมีที่ชัดเจน ซึ่งเนื่องจากว่าสุดท้ายพืชก็เป็นคาร์บอนเหมือนกัน ดังนั้นสำหรับผมมันก็ไม่ต่าง 

คือ อย่างที่บอกว่าคํานิยามมันขยับได้ สุดท้ายเราจึงต้องมาตั้งคําถามว่า จะใช้คํานิยามไหน ส่วนตัวผมคิดว่าพลาสติกที่ทํามาจากพืชยังต้องอยู่ในจําแนกของพลาสติกอยู่ เพราะว่า ผลกระทบของมันยังคล้ายกับพลาสติก เช่น การมีสารเคมีอันตรายที่สามารถปลดปล่อยได้ 

พลาสติกที่ทําจากพืช บางครั้งเราจะเข้าใจว่ามันสามารถย่อยสลายได้อัตโนมัติ ซึ่งอันนี้ไม่จริง จริงที่มีพลาสติกที่ทําจากพืชบางส่วนที่ย่อยสลายได้ แต่ก็มีที่ย่อยสลายไม่ได้เช่นกัน

การผลิตพลาสติกมีปัญหาอย่างไร?

ก่อนอื่น คือ ผมคิดว่าทั้งหมดมันกลายเป็นขยะหมดนะ ในท้ายที่สุดไปแล้ว เพราะว่าการรีไซเคิลเนี่ยก็ยังคงกลายเป็นขยะแบบไม่รู้จบ เพียงแต่ว่าขยะจะเกิดช้าลงเพราะว่ารีไซเคิลเท่านั้นเอง ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดวงจรชีวิตของพลาสติก

อันแรกก็คือว่า ในวงจรชีวิตพลาสติกทั้งหมด ขั้นของการขุดเจาะน้ํามัน และการผลิตพลาสติก สร้างก๊าซเรือนกระจกประมาณ 94% ส่วนขยะก็แค่ 6% เท่ากับพื้นที่ระยองเกิดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด  

EJF เคยไปคํานวณออกมาว่าก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อผลิตพลาสติก เท่ากับ 27.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งเท่ากับการปลดปล่อยของรถยนต์ 5.9 ล้านคัน

ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกันแล้วการผลิตพลาสติกปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 7.3 % ส่วนการจัดการขยะทั้งหมดปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 4.5% เอง คือ เท่ากับจัดการขยะทั้งหมดปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการผลิตพลาสติกอีก

ผมว่าในเชิงของผลกระทบเนี่ยมันก็คือ ออกมาในมุมของความไม่เสถียรของอากาศ เชื่อมไปกับเรื่องของน้ําท่วม เรื่องของความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอุตสาหกรรมพลาสติกก็มีส่วนต้องรับผิดชอบในส่วนนี้เช่นเดียวกัน 

 

อุตสาหกรรมพลาสติกในภาคตะวันออกเริ่มต้นตอนไหน? 

จริงๆ แล้วถ้าย้อนไปพูดถึงประวัติศาสตร์พลาสติกในประเทศไทย ต้องเริ่มตั้งแต่การถูกนําเข้ามาใช้งานช่วงประมาณปี พ.ศ. 2500 ในลักษณะของการเป็นวัสดุของใช้หรือผลิตภัณฑ์ที่ชนชั้นสูงกรุงเทพฯ ใช้เป็นส่วนใหญ่ เช่นพวกกล่องสบู่ หรือวิทยุ 

ปี พ.ศ. 2500 มีการนําเข้าพลาสติกเข้ามาขายครั้งแรกที่สําเพ็ง และมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ ถ้าเราไปที่สำเพ็งเราก็จะเห็นป้ายเก่าๆ ของพวกบริษัทขายพลาสติก เช่น ศรีกรุงวัฒนา ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการนำเข้าพลาสติกเข้ามาเป็นคนแรก โดยเป็นการนําเข้ามาจากประเทศตะวันตกหรือไม่ก็จากญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปก่อนแล้ว

การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของพลาสติกในไทย ก็เลยกลายเป็นว่าเรานําเข้าผลิตภัณฑ์มาก่อน แล้วก็เริ่มมีการนําเข้าเม็ดพลาสติกมาเพื่อไปหลอมเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งนับว่าก็เป็นอุตสาหกรรมพลาสติกขั้นกลาง ยังไม่ใช่ปิโตรเคมี

ตอนแรกๆ โรงงานเอาเม็ดพลาสติกเข้ามาหลอมก็ไม่ได้อยู่ที่ระยองนะ ผมรู้สึกว่าโรงงานแรกที่ผลิตเม็ดพลาสติกในเมืองไทยโดยการนำเข้าสารตั้งต้นมา ตั้งอยู่ที่สมุทรปราการ แต่พอนิคมอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดโต เขาถึงจะขยายโรงงานที่ 2 ไปที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นโรงงานที่ระเบิดเมื่อปีที่แล้ว (SCG ซื้อไป)

แต่ทีนี้โรงงานพลาสติกส่วนใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นมันก็เลยทําให้อุตสาหกรรมยังโตได้ไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่างไปก็คือ การเอาก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ พอเราขุดก๊าซธรรมชาติขึ้นมาได้ปุ๊บความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมพลาสติกก็ติดสปีดทันทีเลย เพราะว่าตอนนี้มีวัตถุดิบเองแล้ว

สิ่งที่บริษัทพลาสติกทําก็คือ บอกให้เปิดประมูลจัดตั้งการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกลางของประเทศไทย ในชื่อ บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ขึ้น เพราะว่า ถ้าคุณเป็นคนที่อยู่ตรงปลายน้ํา คุณก็คงอยากถือหุ้นในบริษัทนี้ด้วย เพราะคุณจะได้มีส่วนในการควบคุมการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ กับการซื้อขายวัตถุดิบ ต่างๆ จากปตท. ในฐานะผู้ที่ขุดเจาะก๊าซธรรมชาติขึ้นมา กลายเป็นสามารถมีบทบาทในห่วงโซ่อุปถัมภ์ทั้งหมดการเติบโตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็เลยทําได้ง่ายมาก โดยคนที่จะเข้ามาถือหุ้นในบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติอีก 50% (อีก 50% เป็นของ ปตท.) ก็คือบริษัทพลาสติก 4 บริษัทใหญ่ ที่เรารู้จักกันทุกวันเลยคือ ทีพีไอ (TPI) และเอสซีจี (SCG) และก็อีก 2 บริษัทที่ก็เป็นที่รู้จักกัน

ทีพีไอเป็นเจ้าแรกที่เหมือนกับพอเขาได้ยินว่าจะมีการนําก๊าซธรรมชาติขึ้นมา ก็บอกเลยว่าต้องขึ้นที่ระยองแน่ๆ เขาเลยเป็นคนแรกที่ไปซื้อที่ดินตรงเชิงเนิน หรือก็คือ ที่ตั้งของไออาร์พีซี(IRPC) ในปัจจุบัน 

ถ้าถามในมุมสมมติผมเดาว่า ก็น่าจะมีความเคลื่อนไหวที่ชี้ว่าน่าจะไปทางระยองพอสมควร ช่วงนั้นมีการเจรจากันหลายครั้งว่าท่าเรือที่จะสร้างเพื่อจะมารองรับตัวก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมเนี่ยจะอยู่ที่ระยองหรือจะอยู่ที่ชลบุรี ซึ่งผู้ให้เงินทุนในการที่จะขยายท่าเรืออย่างทางธนาคารโลก(World Bank) แล้วก็ทางญี่ปุ่นด้วยไม่ค่อยแน่ใจกับการสร้าง แต่สุดท้ายโมเมนตัมของประเทศไทยก็ไปที่มาบตาพุดในที่สุด ซึ่งอันนี้ผมก็ยังพยายามหาคำตอบอยู่ว่าทําไมถึงเป็นอย่างนั้น

ตอนนี้ระยองผลิตพลาสติกจํานวนเท่าไหร่ในหนึ่งปี แล้วผลิตอะไรมากที่สุด 3 อันดับแรก? 

พลาสติกทั้งหมดที่ผลิตใหม่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะถูกใช้ในประเทศหรือว่าส่งออกไปเกิดที่ระยองทั้งหมด เพราะว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นศูนย์รวมอยู่แค่ที่นี่เท่านั้น ผมชอบใช้คําว่าคอขวด คือ มันเหมือนกับอยู่ดีๆ ก๊าซธรรมชาติก็ถูกดึงขึ้นมาที่จังหวัดนี้จังหวัดเดียว ก่อนแปรงสภาพเป็นเม็ดพลาสติกก็กระจายไปสู่โรงงานพลาสติกอีกหลายแห่งทั่วประเทศ 

ซึ่งก็ผลิตอยู่ที่ปีละ 9 ล้านตัน แต่ปี พ.ศ. 2567 ปีที่แล้วลงมาหน่อยเป็น 8.8 ล้านตัน ผมเดาว่าอาจจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับว่าช่วงนี้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซบเซาจากผลกระทบของราคาน้ํามัน เพราะว่าความไม่เสถียรของเศรษฐกิจโลก การผลิตก็เลยลดลงน้อย ซึ่งที่ผลิตมากที่สุดก็คือ พอลิเอทธิลีน

(PE /PETE/PET) หรือที่นำมาทำเป็นถุงพลาสติกเน๊อะ หรือในพวกกล่องข้าวพลาสติกบางๆ หรือ พอลิเอทธิลีนที่มีความหนาแน่นสูง (HDPE) ก็จะนำมาผลิตเป็น ขวดสีขุ่นหนาๆ  ไม่ใช่แค่เยอะสุดแต่ประเทศไทยนะ แต่ว่าทั่วโลกเนี่ยก็เป็นปิโตรเคมีที่ใช้มากที่สุดแล้วก็ใช้เยอะสุดด้วย

รองลงมาคือ พอลิโพรพิลีน (PP) ก็จะเป็นพลาสติกอีกประเภทหนึ่งที่ใช้สำหรับพวกขวดเหมือนกัน แต่เป็นพวกขวดแข็งๆ หรือถ้าง่ายที่สุดคือ ฝาขวดน้ําดื่ม 

ส่วนอันดับสุดท้ายหรืออันดับที่3 คือ โพลีไวนิล คลอไรด์ (PVC) เป็นพวกท่อพีวีซีสีฟ้าๆ หรือในอุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิด พลาสติกจากระยองประมาณมากกว่า 50% ส่งไปต่างประเทศ แล้วก็ 40%ขายในประเทศไทย 

 

ทําไมถึงสนใจที่จะสื่อสารเรื่องพลาสติกในภาคตะวันออก โดยเฉพาะระยอง แล้วสิ่งที่อยากสื่อสารออกไปคืออะไร

ไอเดียเริ่มจากการทํางานกับชุมชนประมงที่ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติก เพราะทะเล คือ จุดที่ทุกอย่างไหลมารวมเป็นปลายน้ําที่สุด จากการทํางานตรงนั้นเราพบทันทีเลยว่า มันแก้ไขไม่ได้อย่างถาวร คือ เราจะเก็บขยะตรงปลายน้ําไปเท่าไหร่ มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดว่าการผลิตยังอยู่เท่าเดิมแล้วก็กระจายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ประเทศไทยเราจะจมอยู่ในขยะพลาสติกอยู่แล้ว แต่เขายังคงผลิตพลาสติกในอัตรา 9 ล้านตันต่อปี 

โดยไม่ได้พยายามมองที่ต้นน้ําเลย พอมามองกลับขึ้นไปที่ต้นน้ําแล้ว เราก็พบว่า ไอ้พลาสติกเนี่ยมันก่อปัญหาตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว  ไม่ได้เพิ่งมีผลกระทบแค่ตอนที่เป็นขยะ 

ตอนที่อยู่ที่ระยอง ตอนที่ยังเป็นก๊าซธรรมชาติ มันก็ก่อผลกระทบในรูปของการขยายท่าเรือ ส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้าน ทั้งเรื่องน้ํามันรั่วที่รั่วปีแล้วปีเล่า อย่างปีที่ผ่านมาที่มีข่าวแท็งก์เก็บสาร C-4 ที่ระเบิดในมาบตาพุด สารตัวนี้ก็เป็นผลพลอยได้จากการผลิตพลาสติกเช่นกัน  

มันเริ่มตั้งแต่ตรงนั้นเลย ดังนั้นสิ่งที่เราอยากให้คนเห็นมากขึ้น คือ 

หนึ่งหันมาสนใจว่าปัญหาพลาสติกไม่ใช่แค่ขยะ แต่มันเริ่มต้นที่การผลิต ปล่องแฟร์ที่ไม่เคยดับของระยองเป็นผลมาจากการใช้พลาสติกของพวกเรา การที่คนระยองต้องทุกข์ทรมานกับสารเคมีเหล่านั้นมาจากการใช้พลาสติกของพวกเราด้วย สิ่งหนึ่งที่EJF พยายามจะทําให้ได้ก็คือ ว่าเราจะทํายังไงให้คนเห็น ถังก๊าซเหล่านั้นแล้วก็นึกถึงว่า ฉันต้องเลิกใช้ถุงพลาสติก มันจะได้หมดสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่ต้นทาง 

ปฏิญญาของ EJF เรามองเลยว่า สิ่งแวดล้อมคือ พื้นฐานของทุกสิ่ง สิทธิมนุษยชนทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานสิ่งแวดล้อมที่ดี ถ้าเราเสียตรงนี้ไปแล้ว เศรษฐกิจของสังคมก็จะเสียไปด้วย 

การที่ระยองเป็นแหล่งผลิตพลาสติกส่งผลอย่างไรบ้าง แล้วมันคุ้มค่าไหม? 

อุตสาหกรรมพลาสติกจะพูดเสมอว่า เขาคือผู้ สร้างจีดีพี (GDP) ให้กับประเทศไทยประมาณ 7%  ถ้าผมจําไม่ผิด เขาจะพูดบ่อยมาก ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสร้างรายได้ให้กับประเทศเท่านี้ มีการจ้างงานคนเท่านี้ 

แต่ประเด็นคือ จีดีพีเนี่ยเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตที่แท้จริงรึเปล่า?  คือ มันเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวม แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งประเทศ คนที่ได้กําไรที่สุดก็เป็นบริษัทใหญ่ๆ และแน่นอนที่สุดก็คือ บริษัทปิโตรเคมี เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเป็นคําถามว่า มันลงมาถึงคนทั่วไปขนาดไหน 

ประเด็นที่ 2 คือ การจ้างงานของคน ต้องยอมรับว่าการจ้างงานคนในปิโตรเคมีเนี่ย มันไม่ได้เยอะเท่ากับภาคส่วนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะไปเน้นเรื่องของการใช้เครื่องจักรเยอะเพราะฉะนั้นมันมีผลจริงไหมครับ?  ถ้ายิ่งในมุมของคนในพื้นที่ที่ผมเคยคุยมาเนี่ยก็รู้อยู่แล้วว่า คนที่ทํางานในโรงงานไม่ได้เป็นคนระยองส่วนใหญ่ แต่เป็นคนที่มาจากจังหวัดอื่นด้วย 

ต่อมาเรื่องของการจ้างงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มันมีวัฏจักรของมัน จะมีช่วงนึงที่อุปสงค์ความต้องการของตลาดสูงมากแล้วช่วงนั้น ทุกคนจะแข่งกันลงทุนเพื่อสร้างโรงงานใหม่ สร้างท่าเรือใหม่ สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วพอสร้างกันทั้งหมดอุปทานก็จะสูงมากตาม 

แต่เมื่อวัฏจักรวนเข้าสู่ช่วงที่ความต้องการต่ำ ซึ่งช่วงนี้เราอยู่ในไซเคิลที่ความต้องการของปิโตรเคมีต่ํามาก ตรงจุดนี้โรงงานก็เริ่มปิดตัว เพราะว่ามีโรงงานที่สู้ไม่ได้ และในการปิดตัวของโรงงานคนก็จะสูญเสียงานไปด้วย ในสภาวะที่โลกกําลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนผมว่าวัฏจักรนี้มันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วยิ่งในความไม่เสถียรของสงคราม เพราะฉะนั้นงานในปิโตรเคมีเนี่ยเป็นงานที่มีความเสี่ยงในเชิงของการถูกให้ออกอยู่เหมือนกัน 

หรือโอเคที่อุตสาหกรรมบอกว่า GDP มันโตเพราะว่าการผลิตพลาสติก แต่คําถามคือ ถ้ามองในระดับรากหญ้าที่ระยอง พอขยายท่าเรือครั้งนึง ชาวประมงสูญเสียพื้นที่ทํากิน สูญเสียพื้นที่ในการที่จะวางอวน สูญเสียพื้นที่ต่างๆ อันนี้ก็คือ การสูญเสียขานึงของเศรษฐกิจด้านการเกษตรเน๊อะ แล้วเกิดการขยายท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 เนี่ยเข้าไปอีก ชาวประมงก็ต้องออกเรือไปไกลกว่าเดิมอีก มันก็มีแนวโน้มว่าจะต้องไปหา ที่อื่นที่ที่ชุมชนประมงอื่นหาอยู่แล้ว ซึ่งก็อาจจะเกิดเป็นความขัดแย้งทางสังคมร่วมไปด้วย 

แล้วก็ในระดับของอุตสาหกรรมทั่วไปทั้งการใช้น้ําที่แย่งชิงจากภาคการเกษตร การใช้สารเคมีเหล่านี้เห็นผลกระทบชัดอยู่แล้ว ผมว่าตรงนี้มันสูญเสียทั้งเศรษฐกิจทั้งสังคมแน่ๆ 

และความไม่คุ้มที่ที่ใหญ่ที่สุด คือ ว่ามีงานวิจัยขององค์กรระหว่างประเทศที่ทําการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของเงินอุดหนุนที่ให้กับผู้ผลิตพลาสติกในโลก เขาพบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 4 ในเรื่องของการอุดหนุนทางการเงินได้และวัตถุดิบ คือ หมายถึงว่ารัฐบาลไทยช่วยอุดหนุนในการหาวัตถุดิบในเรื่องของการผลิตพลาสติก รองจากแค่ จีน ซาอุดีอาระเบีย กับเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่มาก เงินที่เขียนไว้ คือ 1.5 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 51,000 ล้านบาทต่อปี อันนี้คือแค่ที่ในส่วนของวัตถุดิบนะครับ 

ถ้าเกิดว่าเอาเรื่องของทุนทางการเงินด้านพลังงานในการผลิตด้วยเนี่ยก็จะเติมอีก 1,800 ล้านบาททั้งหมดก็ประมาณเกือบ 60,000 ล้านบาทต่อปี ที่เราฟีดเข้าไปให้กับอุตสาหกรรมเพื่อที่ให้เขาทํางานต่อไปได้ 

เป็นไปได้แค่ไหนที่ระยองจะเลิกทําอุตสาหกรรมพลาสติก

มันต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ผมว่ามันเป็นไปได้ และมันจะเป็นไปได้ที่สูงมาก ถ้าเกิดว่ารัฐบาลเริ่มมองการผลิตพลาสติกในแบบให้เห็นผลกระทบองค์รวมของมัน 

เริ่มตั้งแต่ตั้งคําถามก่อนว่าการผลิตพลาสติกจะต้องทํายังไงมันถึงยั่งยืนกว่าเดิม ถ้ามันตั้งนโยบายนี้ได้ ผมว่าเป็นไปได้ที่จะทําให้เกิดการปรับเปลี่ยนปริมาณการผลิต ปรับเปลี่ยนขนาดของอุตสาหกรรมในพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการจริงๆ  

ผมว่ารัฐบาลไทยเห็นด้วยนะว่าพลาสติกเนี่ยมีประโยชน์แต่มันไม่จําเป็น ต้องผลิตเยอะขนาดนี้ ถ้ามันลดทั้งหมดได้อุตสาหกรรมที่ระยองก็จะลดลงตามไปด้วย

 

เป็นไปได้ไหมที่ภาคตะวันออกจะเลิกเป็นอุตสาหกรรมผลิตพลาสติก

ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ขนาดที่ว่าจะไม่มีเลย แต่สมมติว่า การผลิตพลาสติกถูกลดลงมาให้อยู่ในลักษณะที่ยั่งยืนไม่มีการขยายไปมากกว่านี้ สมมติว่ามันสามารถกลับไปอยู่ในระดับที่พออยู่กับคนในพื้นที่ได้

ผมว่ามันจะเปิดโอกาสที่จังหวัดอย่างระยองถูกฟื้นฟูกลับมาให้เป็นเหมือนที่เคยเป็นก่อนที่จะเกิดอุตสาหกรรมนี้จะเข้ามา 

ถ้าพูดในบริบทของการขยายตัวของอุตสาหกรรม มันเหมือนเรามองภาคตะวันออกโดยเฉพาะระยองเป็นไข่แดง เป็นเหมือนกับพื้นที่ที่ฟื้นฟูไม่ได้แล้ว เสียหายไปแล้ว ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นมาตลอดว่าระยองเนี่ยคล้ายๆ กับเมืองมินามาตะที่ญี่ปุ่น ซึ่งเคยเจอผลกระทบรุนแรงจากอุตสาหกรรมเดียวกันเลยนะ คือ ปิโตรเคมี 

เพราะฉะนั้นมินามาตะมันแทบจะเป็นภาคหนึ่งของระยองเลย 

ผมว่าคนไม่ได้มองมันเป็นแค่เมืองที่เป็นภาพสมมติของบาดแผล เมืองมินามาตะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง สถานที่ที่สามารถใช้เป็นที่เรียนรู้จาก ประวัติศาสตร์ และในขณะที่ตัวเมืองก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม 

มีเงินทุนมากมายลงไปช่วย มันก็กลายเป็นเหมือนที่ท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง แล้วก็ ทุกวันนี้ก็มีตัวอนุสัญญามินามาตะ คือ ผมไม่ได้บอกว่ามินามาตะสมบูรณ์แบบนะ แต่ผมคิดว่า ชีวิตของเมืองๆ หนึ่ว มันสามารถมีชีวิตต่อจากความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมได้ ถ้ารัฐบาลมองมันเป็นมากกว่าสิ่งที่มันเป็นในตอนนี้ 

ประเทศไทย รัฐบาลไทยกําหนดนโยบายขนาดใหญ่เหมือนมองระยองว่า เป็นพื้นที่ที่ถูกอุตสาหกรรมทำสิ่งแวดล้อมเสียหายไปแล้ว ขยายตรงนี้ก็ไม่เป็นไรเพราะว่า มันแย่อยู่แล้วก็ทําไป แต่อยากเชียร์ให้รัฐบาลมองให้ต่างจากสิ่งที่มันเป็น มองภาคตะวันออกทั้งหมดเลย มองให้เห็นว่า ถ้าเปลี่ยนแปลงตอนนี้ชีวิตของภาคตะวันออกอาจจะไปในอีกทิศทางนึงเลยก็ได้

พลาสติกอะไรที่ควรเลิกผลิตได้แล้วหรืออะไรที่เรายังพอใช้ได้

เพื่อจะตอบคําถามนี้ EJF มีเกณฑ์ หมายถึงข้อเสนอต่อรัฐบาลรัฐบาลเพื่อตั้งเกณฑ์ของการผลิตพลาสติกขึ้นมา 

ข้อที่ 1 คือ การผลิตพลาสติกจะต้องอยู่ในระดับที่ไม่ก่อวิกฤติต่างๆ มากไปกว่าเดิม คือ ต้องไม่เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและไม่ทำให้สูญเสียความหลากหลาย 

ข้อที่ 2 คือ เรื่องของสิทธิมนุษยชน สําหรับผม การผลิตพลาสติกในพื้นที่ระยองไม่ควรจะเกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าระยองมันเต็มแล้วถ้าเกิดทําอีก มันจะยิ่งละเมิดสิทธิด้วยขนาดปริมาณ การผลิตพลาสติกตอนนี้มันก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนระยองไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามันจะยั่งยืนต้องไม่กระทบชีวิตคนที่อยู่ตรงพื้นที่ตรงนั้น 

ข้อที่ 3  เนี่ยจะชัดเจนที่สุดเราอาจจะต้องยุติการผลิตพลาสติกที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัย เช่น PVC ที่ใช้ผลิตท่อน้ำสีฟ้า หรือในตุ๊กตาของเล่นเด็ก อีกอันคือ โฟม โฟมมีหลายประเภทที่ไม่จําเป็นนะครับ เช่น โฟมที่ใช้กับอาหารที่มันอันตรายแน่ๆ อยู่แล้ว อันเนี้ยควรยุติจัง

ข้อที่ 4 คือ ยุติการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic)  อาจจะยังจําเป็นต้องใช้ในบางกรณี แต่ผมว่ากว่า 70% น่ะมันทดแทนได้ด้วย ระบบการใช้ซ้ํา เปลี่ยนมาพัฒนาระบบ ถ้าเกิดใกล้ชิดใกล้เคียงที่สุดนะ ถ้าคุณนั่งในร้านอาหารปุ๊บทําได้ไหมว่า ถ้านั่งในร้านอาหารร้านกาแฟ นั่งกินห้ามใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวให้ใช้แก้วแบบแก้วใช้ซ้ําที่ร้านได้ ถ้าเราออกกฎหมายได้ปุ๊บเนี่ยมันก็เลิกใช้พลาสติกประเภทหนึ่งได้แล้วนะ 

แล้วค่อยคุยกันต่อว่าโอเค อันนี้ต้องใช้ไหม ถุงพลาสติกยังต้องใช้ไหม ถ้าเราซื้อกับข้าวเนี่ยมันมีกี่ชั้นที่เราเอาถุงพลาสติกออกไปได้ ผมว่าถ้าเกิดเราค่อยๆ เริ่มจากอย่างงั้นทีละนิด มันก็ลดไปได้เยอะมากแล้ว 

 

ตอนนี้เรามักจะได้เห็นแคมเปญที่รัฐบาลออกมาว่าแบบให้ประชาชนงดหรือลดใช้พลาสติก คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้

ผมว่าคนส่วนใหญ่พยายามอยากจะเลิกใช้พลาสติกแหละ แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะตัดพลาสติกออกจากชีวิตทั้งหมดตอนนี้ คือ เราจะพกปิ่นโตไปได้ยังไงทุกวัน ถ้าวันนึงเกิดฝนตกรุนแรงแล้วเราจะจําเป็นต้องสั่งแกร็บขึ้นมา เราก็คงไม่สามารถสั่งให้แกร็บมาหาเรา เอาปิ่นโตเอาไปใส่ข้าวแล้วกลับมาส่งเราอีกที เพราะว่าระบบมันไม่ได้เอื้อ หมายถึงว่า การให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรม โดยที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเนี่ยไม่มีประโยชน์อะไร  

เราก็เลยโฟกัสมากกว่าว่ารัฐบาลจะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สร้างระบบการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ํา สร้างระบบการเติม เช่น การมีจุดเติมน้ําสาธารณะ การมีระบบกินเสร็จแล้วเราสามารถเอาบรรจุภัณฑ์ไปคืนที่จุดรับคืนที่รัฐบาลกําหนดไว้ว่า ต้องมีในทุกๆ เทศบาลทุกๆ เมือง ซึ่งก็คือระบบเดียวกันกับที่ที่โค้กเคยใช้กับขวดแก้ว มันถึงจะแก้ไขปัญหาจริงๆ แทนที่จะไปบอกว่าให้ผู้บริโภคให้หยุดใช้พลาสติก ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ภายใต้ระบบจริงๆ 

สุดท้ายแล้วเราจะแก้ปัญหานี้ยังไง

รัฐบาลไทยจะต้องรีบกําหนดให้มีกฏหมายเฉพาะที่มุ่งจัดการวัสดุ แล้วก็พลาสติกตลอดวงจรชีวิต ซึ่งอันนี้อาจจะออกมาในรูปของกฎหมายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนก็ได้ ซึ่งตอนนี้ก็มีร่างกฎหมายขึ้นมาอยู่ 2 ร่าง ร่างหนึ่งที่เป็นร่างของสถาบันวิจัยจุฬาฯ อีกร่างหนึ่งที่เป็นร่างของพรรคประชาชน ซึ่งร่างนี้รออยู่บนโต๊ะของนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ได้ทําการเซ็น  ผมคิดว่าเราจะต้องรีบผลักดันให้เกิดกฎหมายทั้งสองร่างนี้ 

อันนี้หนึ่งก็คือ สนธิสัญญาพาสติกโลก ที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเข้าร่วม เพราะถ้าเกิดมันเกิดการออกคําสั่งในระดับโลกว่า โลกทั้งใบต้องงดการผลิตพลาสติกเท่านี้เท่านี้ประเทศไทยเซ็นไป รัฐบาลก็จำเป็นต้องทํา มันก็จะช่วยให้รัฐบาลไทยในการวินิจฉัยว่าทําไมจะต้องงด ทําไมต้องควบคุมการขยายอุตสาหกรรม

และต้องมีแรงหนุนจากมีกฎหมายอีกชิ้นนึง ซึ่ง้คือ กฎหมายอีพีอาร์ (EPR) ที่ว่าด้วยการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งกําลังจะเข้าสภาอีกไม่นาน อันนี้เป็นอีกอันที่รู้สึกว่าถ้าเกิดว่าเข้าไปในสภาแล้วภาคประชาสังคมต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR