เคยสงสัยกันไหมว่า เบื้องหลังภาพความเจริญก้าวหน้าที่เราเห็น มีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่บ้าง?
ลองนึกภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยนับร้อยปี เสียงนกร้อง เสียงลำธารไหล และรอยเท้าของสัตว์ป่านานาชนิด แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และน่าตกใจไหม เมื่อรู้ว่าในภาคตะวันออกมีอ่างเก็บน้ำถึง 58 แห่ง และในจำนวนนี้ 23 แห่ง ถูกผันน้ำเพื่อสนับสนุนโครงการ EEC หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งเราอาจเคยได้ยินคำว่า “เพื่อประโยชน์ส่วนรวม”
แต่ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์? และใครที่ต้องสูญเสีย?
วันนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจเบื้องหลังโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล มาร่วมเดินทางไปด้วยกัน เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ และตั้งคำถามกับการพัฒนาที่อาจไม่ได้คำนึงถึงทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินนี้

ทำความรู้จักลุ่มน้ำคลองวังโตนด
บ้านของคนและสัตว์หลายหมื่นหลายพันชีวิต
บริเวณลุ่มน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาสลับซับซ้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะช้างป่า นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่สำคัญ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและระบบนิเวศท้ายน้ำมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม ความสมบูรณ์และคุณค่าของพื้นที่แห่งนี้กำลังถูกท้าทายด้วยแผนการพัฒนา เมื่อปี พ.ศ. 2557 ได้มีการจัดทำโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพแหล่งเก็บกักน้ำ และมีไว้เพื่อรองรับแผนยุทธศาสตร์โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC)

โดยแนวคิดการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เกิดขึ้นในปี 2535 ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดภัยแล้งและไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ ทางเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีจึงได้มีการร้องขอให้กรมชลประทานพัฒนาแหล่งน้ำสำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในเวลาที่เกิดความแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนาน
แต่ในปัจจุบัน พ.ศ. 2564 ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุรวม 209 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเทียบเท่าได้กับ 29,300 สนามฟุตบอล

และจากเอกสารในการคัดค้านโครงการ ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ให้ความเห็นว่า “หากต้องการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งของลุ่มน้ำคลองวังโตนด ทั้งในภาคการเกษตร การรักษาสมดุลระบบนิเวศท้ายน้ำ รวมถึงน้ำในการอุปโภคบริโภค ถ้ามีการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม อ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่งในพื้นที่น่าจะมีปริมาณที่มากเพียงพอต่อประชาชนทั้งลุ่มน้ำวังโตนดในจังหวัดจันทบุรีแล้ว”
นอกจากนี้หากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดขึ้น แม้สันเขื่อนจะอยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ แต่จะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จำนวน 7,503 ไร่ เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยบูรพา 12 แห่ง และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง จำนวน 7,097 ไร่ เทียบเท่ากับประมาณ 22,710 สระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก โดยเป็นพื้นที่หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุด 2 อันดับแรกของป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนพันธุกรรม การอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นอาศัย และเพิ่มพูนประชากรของสัตว์ป่า
ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 2562 ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมี โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กลาง และเล็กมากถึง 12,405 โครงการ หากมีระบบการกระจายน้ำที่ทั่วถึงและมีธรรมาภิบาลจะสามารถจัดสรรและกระจายน้ำได้อย่างเพียงพอต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำ นอกจากนี้ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์แสดงผลออกมาชัดเจนว่า หากจะส่งน้ำส่วนเกินไปยังพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

เมื่อความเจริญทับถมวิถีชีวิตและธรรมชาติ
จะเห็นได้ว่าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ทำให้เกิดปัญหาที่ตามมามากมายต่อทั้งคนในพื้นที่และสัตว์ป่า โดยคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือชาวบ้านในหมู่บ้านโป่งเกตุหมู่ที่ 1 ตำบลขุนซ่อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ที่บ้านของพวกเขาจะจมอยู่ใต้น้ำ เนื่องจากจะถูกน้ำท่วมหากเกิดการสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้น ไม่ว่าจะพืชผัก หรือพื้นที่ทำกินสำคัญและเป็นอาชีพหลักของผู้คนที่นี้อย่างสวนยางพาราก็จะจมหายไป แม้สวนยางพาราส่วนใหญ่เป็นของคนนอกพื้นที่ แต่นั่นก็คือแหล่งรายได้ของชาวบ้านที่เป็นลูกจ้างในการทำสวนยางพารา
นอกจากนี้ชาวบ้านโดยรอบอาจจะประสบปัญหาเรื่องช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่ป่าเข้ามาหากินในหมู่บ้าน เพราะแม้แต่ ‘บ้าน’ ของสัตว์ป่าก็หายไป และต้องเข้ามาบริเวณพื้นที่ทำกินของผู้คน ส่งผลให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้าน แม้จะมีหลายภาคส่วนพยายามแก้ไขปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ เพราะจำนวนป่าที่น้อยลงทุกปี แต่หากป่าตรงนี้ต้องกลายสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำไปแล้ว นอกจากจะแก้ไขปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ตามที่ตั้งเป้าไว้ไม่ได้แล้ว ยังทำให้สูญเสียป่าพื้นราบขนาดใหญ่ ที่มีศักยภาพรองรับการอพยพกลับมาของช้างป่า ปิดกั้นทางเดินไม่ให้ช้างกลับคืนสู่ป่าอีกด้วย
เราจะเห็นได้จากข้อมูลจากการสำรวจเส้นทางหากินของช้างป่าสำนักอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นและบริเวณใกล้เคียง ที่พบว่าช้างป่าหากินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นบริเวณพื้นที่โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดนั้น เป็นช้างโขลงเดียวกันกับช้างป่าที่พบในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวฝั่งตะวันตก

บ้านของเรา…หายไปในอ่างเก็บน้ำ
ลองนึกภาพบ้านของเราถูกจมอยู่ใต้น้ำ โดยที่เราไม่ได้เลือกดู และลองนึกภาพว่าเราถูกบังคับให้ย้ายออกไปจากบ้านเกิด จากพื้นที่ที่เราเติบโต วิ่งเล่น คุ้นเคย นั่นคงไม่ต่างจากความรู้สึกของชาวบ้านที่อาจต้องเสียพื้นที่ให้อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ในการสร้างอ่างเก็บน้ำนี้จะบังคับให้ชาวบ้านหมู่บ้านโป่งเกตุหมู่ที่ 1 ต้องอพยพย้ายออกจากถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ที่อื่น เพราะบ้านต้องถูกน้ำท่วมหากโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเกิดขึ้น รวมถึงต้องหาอาชีพใหม่
จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ได้กล่าวว่า “ชาวบ้านส่วนใหญ่มีเพียงที่อยู่อาศัย ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง และหากโดนเวนคืนที่ดิน ก็จะทำให้กลายเป็นคนไร้บ้าน ไร้หนทางหากิน เนื่องจากสวนยางก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ต้องใช้เวลาในการตั้งตัวใหม่และแม้จะได้รับค่าชดเชยก็ไม่เพียงพอต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น”

นอกจากนี้การสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดยังกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์และถูกคุกคามหลายชนิด จากข้อมูลจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสำรวจพื้นที่ป่า ได้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความสำคัญของสัตว์ป่าในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนและบริเวณใกล้เคียง โดยพบสัตว์ป่าอย่างน้อย 136 ชนิดจาก 25 วงศ์ ซึ่งรวมถึงช้างป่า หมาใน ลิ่นชวา ชะมดแผงสันหางดำ เสือลายเมฆ เต่าหกดำ กระทิง วัวแดง หมีควาย หมีหมา และกวางป่า นอกจากนี้ยังพบสัตว์ป่ากินเนื้ออย่างน้อย 14 ชนิดที่อยู่ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าที่มีสถานภาพทางการอนุรักษ์ตาม IUCN
ในพื้นที่ก่อสร้างยังปรากฏรายงานผลการศึกษาชนิดพันธุ์พืชหายาก พืชเฉพาะถิ่น และพืชที่ถูกคุกคามอย่างน้อย 16 ชนิด 10 วงศ์ และนี่เป็นเพียงผลที่ดำเนินศึกษาในพื้นที่ศึกษาตัวอย่างแค่ 1,800 ตารางเมตร แต่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าความโดดเด่นในความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ป่าและพืชป่าในพื้นที่แห่งนี้อย่างมากมาย ดังนั้นการรักษาพื้นที่อนุรักษ์ที่มีในปัจจุบันจึงเป็นการเก็บ รักษาทรัพยากรธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ไว้ ไม่ให้บ้านของสรรพสัตว์ต้องหายไปเพราะความเจริญที่มีแต่อุตสาหกรรมเป็นผู้ได้ผลประโยชน์

หยุดสร้างใหม่ ต่อยอดในสิ่งที่มี
เพื่อรักษาชุมชนและป่าไม้
เชื่อว่าไม่มีใครอยากสูญเสียบ้านเกิดของตัวเองไป ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าหรือเปล่า?
ทางออกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคือการหยุดสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ที่มองว่า
“ควรทบทวนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ 3 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพะวา และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ให้สามารถกักเก็บน้ำได้ตามเป้าหมาย เพื่อที่จะไม่ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่ขึ้น”

การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของธรรมชาติและการดำรงอยู่ของวิถีชีวิตชุมชน นอกจากนี้ ควรมีการส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำและการฟื้นฟูป่าเพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ
อีกสิ่งที่อาจจะสำคัญไม่แพ้กัน คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการน้ำ โดยการสร้างกลไกให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ของตน การจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำชุมชน และการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างชุมชนต่าง ๆ จะช่วยให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การดูแลรักษาแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน
บ้านคือหัวใจแห่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นของมนุษย์หรือสรรพสัตว์ การปกป้องบ้านของผู้อื่นก็คือการรักษาบ้านของเราเอง เพราะในที่สุดแล้ว เราทุกคนล้วนอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่เดียวกัน – โลกใบนี้



