ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา หากใครได้ตามโซเชียลมีเดีย อาจได้เห็นภาพของ พะยูนร่างกายซูบผอม ซึ่งเกิดขึ้นที่เกาะลิบง จ.ตรังซึ่งกลายเป็นภาพที่ถูกแชร์ไปอย่างกว้างขวาง
โดยเจ้าของโพสต์ต้นเรื่องอย่างเพจ ขยะมรสุม ก็เขียนบอกว่า”จะร้องแล้ว พะยูนผอมมาก ท่าเรือบ้านพร้าว เกาะลิบง ไม่มีใครสนใจ รอให้ตายหมดก่อนเหรอคับ หญ้าก็หาย ตะกอนจากการก่อสร้างก็ไม่มีใครทำอะไร บอกใครก็ไม่สนใจ มารวมกันช่วยหน่อยได้ป่าว หลายเดือนแล้วไม่บูมเลย พะยูนตายทุกคนก็เฉยๆ สภาพแย่ลงไปทุกวัน หญ้าเหลือน้อยแล้วนะ ขอความสนใจหน่อย ปีนี่ตายไปหลายตัวแล้วนะ” พร้อมกับแท็กไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชน
จากเหตุการณ์นี้ทำให้คนหลากหลายฝ่ายหันมาให้ข้อมูลมากมาย โดยหนึ่งในนั้นคือวิกฤตหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน
กลับมาที่ภาคตะวันออก หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำว่าหาดพะยูนกันมาบ้าง แน่นอนว่าในสมัยก่อนตะวันออกเองก็เคยมีพะยูนอยู่ชุุมเช่นกัน โดยคนท้องถิ่นจะเรียกกันว่า ‘หมูดุดหรือหมูน้ำ’
EPIGRAM ออกเรือไปกับชาวประมงปากน้ำประแสร์ เพื่อตามหาพะยูนและแหล่งหญ้าในทะเลในภาคตะวันออก และอยากชวนมาสำรวจเหล่าหญ้าทะเล แหล่งอาหารสำคัญของหมูน้ำไปพร้อมๆ กัน

หญ้าทะเล บุฟเฟ่ต์สุดหรูและแหล่งโภชนาการชั้นดีชายฝั่งทะเล
อย่างที่เราเล่าไปว่าหญ้าทะเลเป็นแหล่งอาหารโปรดของพะยูน แต่นอกจากพะยูนแล้วหญ้าทะเลก็เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลอีกหลายชนิดอย่างเต่าทะเล (หญ้าทะเลเป็นแหล่งอาหารของพะยูนและเต่าทะเลโดยตรง) ปลาทะเล กุ้งทะเล ปูม้า และเป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เป็นปกติที่ถ้าทะเลที่ไหนมีแหล่งหญ้าทะเลอันอุดมสมบูรณ์เราก็จะยิ่งพบสัตว์ทะเลนานาชนิดวนเวียนแวะมากินและพักอาศัยใกล้ๆ ในบริเวณนั้นเสมอ
จนเกิดเป็นระบบนิเวศหญ้าทะเลที่มีความหลากหลาย เพราะนอกจากเป็นแหล่งอาหารแล้วหญ้าทะเลยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลน้อยใหญ่ และเป็นแหล่งอนุบาลให้สัตว์น้ำได้วางไข่และหลบซ่อนศัตรู โดยในระบบนิเวศหญ้าทะเลยังมีทั้งแพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ สาหร่าย และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศทางทะเลเป็นอย่างมาก
หญ้าทะเลเป็นกลุ่มของพืชที่มีดอกเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวจนสามารถเติบโตอยู่ในทะเลได้ และมีการแพร่กระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง หนาแน่น สามารถเจริญได้ดีในบริเวณน้ำตื้นที่มีแสงแดดส่องถึง หญ้าทะเลมีโครงสร้างของใบที่ซับซ้อน
ในประเทศไทยพบหญ้าทะเลได้ในหลายพื้นที่ เช่น แหล่งน้ำกร่อย หรือปากแม่น้ำที่ติดป่าชายเลน ชายฝั่งน้ำตื้นที่มีพื้นทรายหรือทรายปนโคลน และที่ลึกติดกับแนวปะการัง สภาพแหล่งหญ้าทะเลโดยทั่วไปทางฝั่งทะเลอันดามันมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าทางฝั่งอ่าวไทย โดยฝั่งทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นทะเลของภาคตะวันออกนั้นจะพบหญ้าทะเลทั้งหมด 12 ชนิดเช่นกัน โดยมีชนิดที่เจอได้ในอ่าวไทยเท่านั้นคือ หญ้าตะกานน้ำเค็ม (Ruppia maritima) ซึ่งจะไม่พบในฝั่งอันดามัน

หญ้าทะเลเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ในทะเล และเป็นด่านหน้าสู้โลกร้อนให้มนุษย์
หญ้าทะเลเป็นแหล่งอาหาร เป็นที่อยู่ของอาศัยของสัตว์น้ำ เป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้าน หญ้าทะเลยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นผู้ผลิตออกซิเจนช่วยลดมลพิษในทะเล ปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้นและช่วยป้องกันการพังทลายของชายฝั่งได้เป็นอย่างดีเพราะมีระบบรากที่คอยยึดจับ ระบบนิเวศหญ้าทะเลจึงจัดเป็นดัชนีชี้วัดสมบูรณ์ของระบบนิเวศในท้องทะเลไทย
แต่นอกจากนั้นหญ้าทะเลยังเป็นหน้าด่านที่สู้โลกร้อนได้ยอดเยี่ยม เนื่องจากหญ้าทะเลถือเป็นระบบนิเวศที่ดูดซับคาร์บอนได้ดีที่สุด แม้ว่าจะมีพื้นที่เพียงร้อยละ 0.2 ของพื้นที่มหาสมุทรทั้งหมด แต่กลับกักเก็บคาร์บอนไว้ได้สูงถึง 50 เท่า เพราะหญ้าทะเลมีรากเหง้าที่สลับซับซ้อนทับถมกันจนกลายเป็นชั้นหนาช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้พื้นทะเล โดยเมื่อตะกอนจากแผ่นดินไหลจากแม่น้ำลงสู่ทะเลตามปกติหากไม่มีหญ้าทะเลคอยดักตะกอนไว้ ตะกอนก็จะลอยออกไปในทะเลย่อยสลายเข้าสู่วัฏจักรคาร์บอน
แต่เมื่อมีหญ้าทะเลคอยดักตะกอนไว้ ตะกอนเหล่านั้นก็จะค่อยๆ สะสมลงไปในระบบรากของหญ้าทะเลจมลงไปข้างล่าง และอยู่ในนั้นเป็นร้อยๆ ปี ทำให้หญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดักจับและเป็นความหวังในการช่วยกักเก็บคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อมนุษย์โดยตรงเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการแก้ปัญหาโลกรวนในอนาคต

สถานการณ์หญ้าทะเลในภาคตะวันออก
ทว่าจากการสำรวจและติดตามสถานการณ์ของแหล่งหญ้าทะเลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่า ปี พ.ศ. 2564 พบแหล่งหญ้าทะเลมีพื้นที่รวม 99,325 ไร่ แบ่งเป็นมีสถานภาพสมบูรณ์ดี-ดีมาก 28%สถานภาพสมบูรณ์ปานกลาง 52% และมีสถานภาพสมบูรณ์เล็กน้อย 20% ในฝั่งอ่าวไทยพบหญ้าทะเลทั่วไปตามจังหวัดชายฝั่งทะเล 13 จังหวัดและเกาะบางแห่ง โดยในส่วนของภาคตะวันออกได้แก่ จังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี
จากข้อมูลของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล มีการสำรวจหญ้าทะเลในสองจังหวัดในภาคตะวันออกได้แก่ จังหวัดตราด และจังหวัดระยอง(ยังอยู่ในช่วงการสำรวจ) มีภาพเปรียบเทียบของแหล่งหญ้าทะเลในจังหวัดตราด โดยอาจารย์ธรณ์ระบุว่า
“ตรังไม่ใช่ที่เดียวที่หญ้าทะเลโดนโลกร้อน จึงนำตัวอย่างจากภาคตะวันออกมาให้ดู #ก่อนตรังยังมีตราด ช่วงที่หญ้าทะเลที่ตราดหายไปคือ 2020-2021 (2563-2564) เพียง 2 ปีเท่านั้น และไม่ใช่เป็นที่นี่ที่เดียวแต่เป็นเกือบหมดตามจุดต่างๆ รอบเกาะที่ตราด แถวนี้ไม่มีการพัฒนาชายฝั่งมากมายสะพานที่เห็นก็มีไว้เที่ยวถ่ายภาพแทบไม่มีเรือเข้าออกด้วยซ้ำ หากเทียบไทม์ไลน์กับที่ตรัง จะเห็นว่าตราดเกิดก่อนนิดหน่อย (ตรังเริ่มเห็นชัดปี 65 และหายเกือบหมดปี 66-67)”
“ตรังกับตราดอยู่ห่างกันสุดไกล อยู่ต่างมหาสมุทรด้วยซ้ำ (ตรัง อินเดีย ตราด แปซิฟิก) แต่สถานการณ์ที่เกิดคล้ายกัน จึงยืนยันว่าวิกฤตหญ้าทะเลหนนี้ไม่ใช่เกิดเฉพาะที่ แต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดตรงนั้นตรงนี้ในทะเล ไม่ใช่แต่บ้านเรา”

“แหล่งหญ้าทะเลแต่ละแห่งต่างกัน จึงไม่ตายพร้อมกัน บางแห่งอยู่น้ำลึกหน่อยหรืออยู่ในพื้นที่สิ่งแวดล้อมเสถียรกว่าอาจไม่เป็นปัญหา รวมถึง DNA ของหญ้าในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน” อาจารย์ธรณ์กล่าว
แม้หญ้าทะเลจะมีความเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล หรือบางครั้งเพิ่มขึ้นลดลงในช่วง 1-3 ปี แต่ก็สันนิษฐานได้ว่าโลกร้อนมีส่วนสำคัญที่ทำให้หญ้าทะเลเสื่อมโทรมและลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว
โดยอาจารย์ธรณ์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากโลกร้อนที่มีต่อทะเลมีหลายอย่าง เช่น ทำให้น้ำร้อนจัด ทำให้กระแสน้ำและคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำแห้งกว่าปรกติ ทำให้ปริมาณน้ำจืดน้ำใต้ดินเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดส่งผลต่อหญ้าทะเล เนื่องจากหญ้าทะเลมีความอ่อนไหวสูงและมีลักษณะที่ถ้าชอบพื้นที่ไหนที่แบบไหนและอยู่ได้ก็จะขึ้นและเติบโตอยู่เฉพาะพื้นที่นั้น
แต่เมื่อโลกร้อนทะเลเดือดเกิดความแปรปรวนอาจไปกระตุ้นให้หญ้าทะเลอ่อนแอ ใบไหม้ เป็นโรค หรืออื่นๆ จนตายเป็นวงกว้าง รวมถึงจุดที่ว่าดีที่เหมาะสมกับหญ้าทะเลในอดีตอาจจะไม่ใช่พื้นที่ที่เหมาะสมที่หญ้าทะเลชอบอีกแล้วในปัจจุบัน
ปัจจุบันแหล่งหญ้าทะเลกลายเป็นระบบนิเวศที่ถูกภัยจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศคุกคามมากที่สุดของโลก ซึ่งในแต่ละปีพื้นที่หญ้าทะเลจะลดลงถึงร้อยละ 1.5 และในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาพบว่า แหล่งหญ้าทะเลทั่วโลกได้ถูกทำลายและตายลงไปแล้วกว่าร้อยละ 29 ของพื้นที่หญ้าทะเลทั้งหมด
ตามหาแหล่งหญ้าทะเลที่ยังจัดว่า ‘สมบูรณ์’ ในภาคตะวันออก ที่เนินฆ้อ ระยอง
อย่างที่บอกไปว่าในภาคตะวันออกเองมีแหล่งหญ้าทะเลกระจายตัวอยู่หลายแห่ง โดยจากข้อมูลพบว่า แหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่จังหวัดระยองที่แหล่งหญ้าทะเลตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ยังนับว่ามีความสมบูรณ์อยู่
ภัทร กิตติอุดมสุข นักวิชาการประมงและคนในพื้นที่ อธิบายเพิ่มว่าแหล่งหญ้าทะเลที่เนินฆ้อมีอยู่สองจุดด้วยกัน ได้แก่ ที่แหล่งหญ้าทะเลหาดน้ำแดง และแหล่งหญ้าทะเลชาดหาดทุ่งคา ซึ่งอยู่ห่างกันเพียงไม่ถึง 5 กิโลเมตร โดยแหล่งหญ้าทะเลทั้งสองมีลักษณะกระจายตัวกันเป็นแถบๆ ในแนวยาวระนาบไปกับหาด มีทั้งแถบใหญ่และแถบเล็กไม่ได้รวมกันเป็นผืนใหญ่
จากการสังเกตุพบว่าบริเวณที่มีหญ้าทะเลขึ้นจะมีลักษณะเป็นเนินทรายที่นูนขึ้นจากบริเวณอื่นเล็กน้อย แหล่งหญ้าทะเลหาดน้ำแดงมีหญ้าทะเลขึ้นค่อนข้างยาวและเขียวชอุ่มกว่าแหล่งหญ้าทะเลที่ชายหาดทุ่งคา แต่แหล่งหญ้าทะเลทุ่งคามีลักษณะไม่แหว่งเป็นหย่อมและขึ้นติดกันเป็นผืนมากกว่าแหล่งหญ้าทะเลหาดน้ำแดง นอกจากนั้นแหล่งหญ้าทะเลหาดนำแดงก็เป็นแหล่งหญ้าทะเลที่มีการเข้ามาปลูกโดยกรมประมงและชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย
ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่ยืนยันว่า แหล่งหญ้าทะเลทั้งสองแห่งเป็นแหล่งอาหารของพะยูนในพื้นที่ รวมถึงเต่าทะเลที่เมื่อก่อนชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่มักพบเห็นได้บ่อยครั้ง

“เมื่อสิบปีที่แล้วยายก็เห็นมันนะ 3 ตัว บางทีก็เห็นเป็นคู่ แต่เดี๋ยวนี้ยายไม่ค่อยเห็น ต้องถามชาวบ้านอ่าวมะขามป้อม แถวนั้นเขายังเห็นกันประจำ หลายวันก่อนก็มีคนเห็นว่า เข้ามาติดร่องน้อยอยู่เหมือนกัน” ยายก้อย (นามสมมุติ) เล่าให้ฟัง
“มันมากิน เห็น ถ้านับๆ ดูน่าจะ 4 – 5 ตัวได้ แต่เราก็แยกมันไม่ออกหรอกจำตำหนิไม่ได้ แต่มีแน่นๆ หมูน้ำ มากินหญ้าเป็นรอยดุนๆ ไป แถวนี้มันมีหญ้าสองชนิด มีแบบที่เป็นเส้นยาวๆ กับที่เป็นใบๆ ก็ชอบกินทั้งสองชนิด ตัวใหญ่มากเห็นจะถึง 300 กิโลได้ ใหญ่เกือบเท่าเรือ สีแดงๆ ถ้าเห็นจะเห็นชัดเลย เป็นคู่ตัวเล็กตัวใหญ่ก็เคยเจอ แต่ตอนนี้ไม่เห็นละ ตัวเล็กมันเพิ่งโดนใบพัดเรือไป” กุ่ย ชาวประมงจากอ่าวมะขามป้อมเล่าให้ฟังเพิ่ม
โดยอีกสิ่งที่ชาวบ้านยืนยันตรงกันก็คือ
“แหล่งหญ้าทะเลที่เนินฆ้อ เมื่อก่อนขึ้นยังไงตอนนี้ก็ยังมีอยู่อย่างนั้น”
จากการสอบถามชาวบ้านให้ความเห็นว่า
“แหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่ของพวกเขายังสมบูรณ์เหมือนเดิม เพราะไม่มีใครไปทำอะไรมัน”
ร่วมกับข้อมูลจากเฟสบุ๊กของภัทร กิตติอุดมสุข นักวิชาการประมง ทำให้ยืนยันได้ว่ายังเหลือแหล่งหญ้าทะเลที่ยังอุดมสมบูรณ์และยังไม่ได้รับความเสียหายจากโลกร้อนอยู่อีกหนึ่งแห่ง ณ เนินฆ้อ ทะเลระยองแห่งนี้

ซึ่ง ภัทร กิตติอุดมสุข นักวิชาการประมง เคยให้ข้อมูลไว้ว่า “ภาพทั้งสองแสดงให้เห็นภาพว่า แหล่งหญ้าทะเลมักไม่ได้รวมกันเป็นผืน แต่จะกระจายตัวเป็นหย่อมๆ ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ แตกต่างกัน ตามสภาพพื้นที่ Beach profile ที่เป็นตัวกำหนด เช่น ความลาดชัน สันทรายที่จะโผล่พ้นน้ำนานเกินไปจนหญ้าทะเลไม่สามารถอยู่ได้ และแอ่งน้ำที่เกิดเมื่อน้ำทะเลลดลงต่ำสุดที่จะเป็นแหล่งความชุ่มชื้นให้แก่หญ้าทะเลในช่วงน้ำทะเลลดลงต่ำสุด
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคงเป็นการแสดงให้เห็นว่า แม้จะผ่านระยะเวลาไป 2 ปี และหญ้าทะเลแหล่งนี้โชคดีที่ปัจจุบันยังไม่เกิดความเสียหายแบบแหล่งหญ้าทะเลอื่นๆ แหล่งหญ้าทะเลแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักร เพิ่มขึ้นและลดลงตามฤดูกาล ซึ่งแม้แต่รูปร่าง และตำแหน่ง ของหย่อมหญ้าทะเลในบริเวณนั้นๆ ในช่วงเวลาเดิม”

เสียงเล่าจากชาวบ้านอ่าวมะขามป้อมกับจุดพบหมูน้ำ 5 จุดในทะเลเนินฆ้อ
เมื่อพูดถึงแหล่งหญ้าทะเลแล้ว จะไม่พูดถึงหมูน้ำหรือพะยูนก็คงเป็นไปไม่ได้ เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อมีแหล่งอาหารอย่างแหล่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์อยู่ที่เนินฆ้อ เหล่าพะยูนก็ต่างมาหากินบริเวณนี้เป็นครั้งคราว ซึ่งตามคำบอกเล่าของทั้งชาวบ้านอ่าวมะขามป้อม ชาวประมงเนินฆ้อ ไล่ไปจนถึงปากน้ำประแสร์ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามีพะยูนจนถึงตอนนี้ก็ยังมีการพบเห็นพะยูนหรือที่ชาวบ้านท้องถิ่นที่นี่เรียกว่า หมูน้ำ อยู่
โดยข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ได้คาดไว้ว่าในทะเลระยองไล่จากอ้าวมะขามป้อม เนินฆ้อ ไปจนถึงประแสร์น่าจะมีพะยูนอยู่หลักหน่วย หรือคือประมาณ 4 – 6 ตัว ตามที่ชาวประมงยืนยัน โดยพี่กุ่ย ชาวประมงจากอ่าวมะขามป้อมพาเราลงเรือไปชี้จุดที่ตนและเพื่อนชาวประมงมักพบเจอเจ้าหมูน้ำเป็นประจำ 5 จุดด้วยกัน
“ชาวประมงที่เขาลงดำน้ำงมหอยเจอกันประจำ ตัวใหญ่มาก สีแดงๆ บางครั้งก็มาอยู่ใกล้ๆ เรือ มาแอบกับเรือ ไม่กลัวคนเลยเพราะไม่เคยมีใครไปทำอะไรมัน บางทีก็เหมือนแกล้งเล่นเอาพวกกันไม่กล้าลงน้ำ มาใกล้ชนิดที่เห็นรูขุมขนบนผิวหนังเป็นจุดๆ” กุ่ยเล่าให้ฟังระหว่างพาเราไปดูจุดต่างๆ
ระหว่างทางตามรอยเจ้าหมูน้ำบนทะเลเราเจอชาวประมงที่มาเก็บอวนปูอีกหลายลำ ซึ่งทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกตนเคยเจอ อย่างน้อยก็คนละสองถึงสามตัว ซึ่งเพียงพอที่จะยืนยันว่าทะเลระยองภาคตะวันออกของเรายังเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของพะยูนอยู่

แม้หญ้าทะเลจะอุดมสมบูรณ์ไม่ได้แปลว่าจะไม่หายไป
จากการออกเดินทางตามหาหญ้าทะเลในภาคตะวันออก ก็อาจจะทำให้เราใจชื้นขึ้นมาได้บ้างว่ายังมีพื้นที่หนึ่งที่ยังคงรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลที่สำคัญไว้ได้
ยังไงก็ตามไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ตลอดไป เหมือนดั่งหญ้าทะเลที่จ.ตราดที่ลดน้อยถอยลงทุกวัน หากวันนี้ยังไม่เกิดการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรมจากทุกหน่วยงาน วันหนึ่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์ และชีวิตของเหล่าหมูน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกก็อาจเหลือเป็นเพียงแค่ควาทรงจำ


