/

แค่ลดอาจไม่พอ ต้องปิดก๊อก ‘วงจรชีวิตพลาสติก’ : สรุปวงเสวนา UNMASKED : ใต้เถ้าธุลีพลาสติก 

เมื่อคนระยองกำลังแบกรับมลพิษพลาสติกครบวงจรตั้งต้นน้ำยันปลายน้ำ แล้วทางออกคืออะไร

ในวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา การขับเคลื่อนประเด็นมลพิษพลาสติกของโลกเดินทางมาถึงอีกหมุดหมายสำคัญ เมื่อกระบวนการเจรจา ‘สนธิสัญญาพลาสติกโลก’ (Global Plastics Treaty) ดำเนินมาเป็นปีที่ 4 หลังจากกว่า 190 ประเทศร่วมกันลงมติในเวทีสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEA) ให้มีข้อตกลงทางกฎหมายระดับโลกเพื่อควบคุมมลพิษจากพลาสติก 

แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี การเจรจายังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น โดยหนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดของเวทีโลกคือ ‘เราควรลดการผลิตพลาสติกตั้งแต่ต้นทางหรือไม่?’ คำถามนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นระดับนานาชาติ หากแต่เชื่อมโยงโดยตรงกับจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกสำคัญของประเทศไทย

เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปีของกระบวนการเจรจา มูลนิธิยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (EJF) ร่วมกับ EPIGRAM จึงจัดนิทรรศการ วงเสวนา ฉายสารคดี และภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะ ผ่านงาน UNMASKED : ใต้เถ้าธุลีพลาสติก ชวนมองระยองผ่านเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติก และตั้งคำถามถึงอนาคตที่ประชาชนควรมีส่วนร่วมกำหนด 

โดยงานแบ่ง 2 ช่วง เช้าและบ่าย กับ 3 วงเสวนาหลากหลายรสชาติด้วยวิทยากรจากหลากลายมิติของการผลิตพลาสติก ปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์พิเศษจากผู้กำกับผีใช้ได้ค่ะ

ว่าด้วยเรื่องการผลิตพลาสติกในความหมายและบทบาทของแต่ละคน

สำหรับวงเสวนาแรกอย่าง ‘ประเทศไทยกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก : จากการพัฒนาปิโตรเคมีและพลาสติก สู่อนาคตกำหนดโดยประชาชน’ เป็นการพูดถึงเรื่องอนาคตของพลาสติกที่ไม่ใช่เพียงประเด็นระดับโลก แต่เป็นคำถามที่กระทบโดยตรงต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะกับคุณภาพชีวิตของผู้คนในจังหวัดระยอง ที่ชวนทั้งคนในพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ภาคประชาสังคม ตัวแทนภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของพลาสติกและสนธิสัญญาพลาสติกโลกร่วมกัน วงเสวนาเปิดด้วยการแนะนำตัวของวิทยากรทั้ง 5 ท่าน

เริ่มด้วย แป๊ะ – รณรงค์ ท้วมเจริญ หนึ่งในคนในพื้นที่ผู้ผลักดันให้เกิดเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด และทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดระยองมาอย่างยาวนาน ต่อด้วย พี – ฐิติกร บุญทองใหม่ ผู้จัดการแผนงานมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) โดยงานหลักของมูลนิธิบูรณะนิเวศจะเน้นไปที่ประเด็นมลพิษจากอุตสาหกรรม ตามมาด้วยวิทยากรท่านที่สามจาก กรีนพีซ ประเทศไทย หมิว – พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก ผู้มีเป้าหมายในผลัดดันการลดการผลิตพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง ต่อด้วยวิทยากรท่านที่สี่ ไก่ – วาสนา แจ้งประจักษ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ เธอมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องการจัดทำแผนและนโยบายเกี่ยวกับการลดมลพิษพลาสติก และมีโอกาสได้เข้าร่วมการประชุมสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่ผ่านมา และท่านสุดท้าย กฤช กฤช ศิลปชัย ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขต 2 ที่ผ่านมาเขาเคยทำงานในฐานะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการผลิตพลาสติก

แป๊ะเป็นท่านแรกที่ได้ให้ความหมายของการผลิตพลาสติก โดยเขามองว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะพลาสติกมีทั้งประโยชน์และผลกระทบควบคู่กันไป  กฤชเสริมว่าเราต้องหาทางออกและสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่

ขณะที่พีผู้ที่ทำงานด้านกากของเสียและมลพิษจากกากอุตสาหกรรมมาตลอดชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งของปัญหา นั่นคือการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งมีถึง 16,000 ชนิด ซึ่งปนเปื้อนและจะคงอยู่ตลอดวงจรของชีวิตพลาสติก ตามงานวิจัยนอกจากคนที่ทำงานในโรงงานและคนทั่วไปก็มีโอกาสได้รับสารเหล่านี้เช่นกัน นอกจากลดการผลิตพลาสติกตั้งแต่ต้นทางแล้วเขาและมูลนิธิยังผลักดันการลดใช้สารเคมีอันตรายในการผลิตไปพร้อมกัน

หมิวให้เหตุผลสมทบว่า ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมลพิษและสารเคมีอันตรายเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกนำมาประนีประนอม และเปรียบเทียบให้เห็นว่า การจัดการขยะพลาสติกที่ปลายทางเหมือนกับการใช้ช้อนวิดน้ำออกจากอ่างที่กำลังล้น ขณะที่ทางออกที่แท้จริงคือการ ‘ปิดก๊อกน้ำ’ หรือการลดการผลิตพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง

ในฝั่งนโยบายภาครัฐ ไก่ได้พยายามผลักดันแนวคิดการจัดการมลพิษพลาสติกตลอดวงจรชีวิต ผ่านแผนและกฎหมายหลายระดับ  โดยเฉพาะการลดการผลิตพลาสติกที่ไม่จำเป็นหรือใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อย่างไรก็ตามพลาสติกก็ยังเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและของโลก ทำให้รัฐต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้าน และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในคำถามสำคัญของวงถูกถามไปยังว่าที่กฤชว่า  ‘หากมองจากภาพรวมที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาพลาสติก โดยเฉพาะในระดับการผลิตต้นทางเพียงพอแล้วหรือไม่’

กฤชมองว่า นโยบายของรัฐเน้นไปที่การรณรงค์และการสร้างความตระหนัก แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เห็น มาตรการเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าการกำหนดนโยบายต้องพิจารณาหลายมิติ เพราะแรงงานในพื้นที่จำนวนมากอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมที่เข้มงวดและทันที ดังนั้นนอกจากมาตรการกำกับแล้ว รัฐจึงควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความตระหนักให้ประชาชนร่วมลดการใช้พลาสติก โดยคนในพื้นที่อย่างแป๊ะ เสริมให้เห็นข้อเท็จจริงของความไม่ชัดเจนในมาตรการรัฐว่า ตอนนี้ระบบการจัดการพลาสติกแบบครบวงจรยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติจริง

สำหรับการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลก หมิว ตัวแทนจากกรีนพีซมองว่า เป็นนิมิตหมายสำคัญที่จะช่วยให้ภาครัฐมีทิศทางชัดเจนในการปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มของโลก ขณะเดียวกันภาคประชาสังคมมองว่าสนธิสัญญานี้เป็นความหวังใหม่ในการแก้ปัญหาพลาสติก ซึ่งเชื่อมโยงกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พีเห็นด้วยว่า หากสนธิสัญญาพลาสติกโลกถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง จะเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมกระบวนการผลิตและการลดการใช้สารเคมีอันตราย และเสริมอีกว่าสนธิสัญญาอาจเปิดโอกาสให้เกิดการแบ่งปันเทคโนโลยีด้านการรีไซเคิลและการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ

ในการประชุมสนธิสัญญาครั้งล่าสุด ไก่เล่าถึงรายละเอียดประเด็นการลดการผลิตพลาสติกตั้งแต่ต้นทางว่าได้มีการถูกหยิบยกขึ้นตั้งแต่การประชุมครั้งแรก แต่ยังมีความเห็นต่างระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่กังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเจรจายังคงเข้มข้น โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติกให้หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ การลดการใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต และแนวคิดความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ที่ให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบต่อพลาสติกตลอดวงจรชีวิต

ในระดับประเทศ กรมควบคุมมลพิษได้เสนอร่างกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันระบบการเก็บคืน การใช้ซ้ำ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ แม้กระบวนการจะหยุดชะงักหลังการยุบสภา แต่ยังมีแผนนำกลับมาผลักดันอีกครั้ง

สำหรับท่าทีของไทยในเวทีโลก ไก่เล่าว่า ไทยสนับสนุนแนวคิดการลดการผลิตและการบริโภคพลาสติกอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอประเด็น ผลกระทบต่อสุขภาพ ขยะทะเล และการลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวเข้าไปในการเจรจา โดยยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านต้องเกิดอย่างเป็นขั้นตอน และต้องสร้างระบบรองรับควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมของสังคม

วงเสวนาดำเนินมาถึงช่วงท้ายๆ ที่แต่ละฝ่ายต่างมองถึงหนทางไปต่อของการยุติปัญหามลพิษพลาสติกในวันที่จังหวัดระยองเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ แม้เศรษฐกิจจะเติบโตสูง แต่กลับมีความกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของกฤชตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติเองมองว่า หากโลกมีมาตรการควบคุมการผลิตพลาสติกอย่างจริงจังจะเป็น ‘จุดเริ่มต้นที่ดี’ ของการเปลี่ยนทิศทางจังหวัดระยอง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนาน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านอาจนำไปสู่เศรษฐกิจวงจรใหม่ที่ทดแทนเศรษฐกิจเดิมได้ นอกจากนี้การติดขัดในทางปฏิบัตินั้นเกิดจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งในตอนนี้ภาคประชาชนได้ผลักดันกฏหมายใหม่ เช่น  พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ พ.ร.บ. PRTR (การรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ) ที่กำลังรอการเดินหน้าต่อในสภาชุดใหม่

ในขณะที่พีเชื่อว่า การบังคับใช้สนธิสัญญาพลาสติกโลกอย่างจริงจังจะช่วยให้สุขภาพของคนระยองมีแนวโน้มดีขึ้น และอาจทำให้อัตราป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษรวมถึงมะเร็งลดลงได้ อย่างไรก็ตาม เขาย้ำ การบังคับใช้สนธิสัญญาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ สิ่งที่ต้องทำไปควบคู่กันคือการปรับตัวของผู้ประกอบการตามกระแสโลก

ไก่อธิบายเพิ่มว่า หากสนธิสัญญาถูกบังคับใช้จริง จะทำให้อุตสาหกรรมในระยองต้องปรับตัวจากการผลิตใหม่ไปสู่ธุรกิจที่ หมุนเวียนมากขึ้น ในอนาคตแรงกดดันจากกติกาการค้าและมาตรฐานต่างประเทศจะทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ขณะเดียวกันประชาชนเองก็ต้องปรับตัวกับสินค้าที่จะมีราคาสูงขึ้นจากต้นทุนสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบแยกและเก็บคืนที่จริงจัง ซึ่งหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ต้องช่วยจัดระบบในพื้นที่และการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น

สำหรับแป๊ะ สนธิสัญญาคุมการผลิตพลาสติกคือโอกาส เพราะอาจทำให้เกิดอุตสาหกรรมสีเขียวและวัสดุทดแทนจากธรรมชาติ ซึ่งจะสร้างงานใหม่และช่วยชุมชน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น ความท้าทาย เพราะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอาจต้องปรับตัวหรือบางส่วนอาจปิดตัว งานบางประเภทอาจเปลี่ยนไป ทว่าเขาย้ำว่า ระยองมีคนทำงานในนิคมเพียงส่วนหนึ่ง แต่ผลกระทบกลับกระจายไปถึงภาคเกษตร ประมง และท่องเที่ยวจำนวนมาก

หมิวเสริมว่า  นี่เป็นโอกาสที่จะร่วมกันออกแบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นสุขภาพและความปลอดภัยของคนระยอง ภายใต้แนวคิดการใช้ซ้ำ เธอเล่าประสบการณ์คุยกับเยาวชนในระยองที่รู้สึกว่าตัวเอง ‘ไม่มีทางเลือก’ นอกจากต้องเข้าไปทำงานในนิคม ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจแบบเดิมกำลังจำกัดอนาคตของคนรุ่นใหม่ และอุตสาหกรรมพลาสติกกำลังกลายเป็น “อุตสาหกรรมที่ล้าสมัย หรือ sunset industry” ในขณะที่โลกกำลังหันไปหาทางเลือกใหม่ นั่นก็คือการจัดการตลอดวงจรชีวิตของพลาสติก’ เช่น การรีไซเคิลหรือการกำจัดอย่างปลอดภัย เพื่อหยุดยั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร

ตลอดเวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาพลาสติกในระยองจำเป็นต้องขยับจากการรณรงค์ปลายทาง ไปสู่ การออกแบบกฎหมายและระบบเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบตลอดทั้งวงจรชีวิตของพลาสติก พร้อมทั้งต้องพิจารณาความเป็นธรรมเชิงพื้นที่ เนื่องจากระยองกำลังแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมแทนคนทั้งประเทศ และการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องทำให้ระบบสามารถนำทรัพยากรกลับมาดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ความจริงของพื้นที่ กับความจริงที่สังคมเชื่อ เสียงจากชุมชน

วงเสวนาต่อมาเป็นบทสนทนาแลกเปลี่ยนของ ‘นักสื่อสารจากชุมชน’ ได้ชวนให้ผู้แทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมลพิษและอุตสาหกรรมได้เล่าประสบการณ์ของการพยายามสื่อสารปัญหาของตนเองออกไปยังหน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และสังคมภายนอก โดยมีผู้เข้าร่วมวงสนทนาได้แก่ ภักดี เทพจร ตัวแทนชาวประมงจากชุมชนอ่าวระยอง สุเมธ เหรียญพงษ์นาม จากกลุ่มคนรักกรอกสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาขยายเป็นเครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง ทำงานด้านปัญหาขยะและมลพิษ และ สนิท มณีศรี ตัวแทนจากชุมชนหนองพะวา อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

แม้ทั้งสามพื้นที่จะเผชิญปัญหาคนละรูปแบบ แต่เรื่องเล่าของพวกเขากลับสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือ การที่ชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับผลกระทบจากห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ไปจนถึงปลายทางของระบบจัดการขยะและพลาสติก เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างอุตสาหกรรมพลาสติกที่ชุมชนต้องรับผลกระทบในแต่ละช่วงของห่วงโซ่เดียวกัน

ชุมชนพยายามสื่อสารความเดือนร้อนของพวกเขาต่อสาธารณะ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ไปจนถึงรัฐบาลมาโดยตลอด แม้ทุกความพยายามจะไร้ซึ่งสัญญาณตอบกลับภักดีเล่าว่า ในอดีตทะเลระยองอุดมสมบูรณ์มากพอที่ชาวประมงจะเลี้ยงครอบครัวและส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยได้แต่หลังจากอุตสาหกรรมขยายตัวตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2530 ทรัพยากรทางทะเลค่อยๆ ลดลง ก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์น้ำมันรั่วในปี 2556 และ 2565 เขาเล่าต่อว่า ถึงแม้จะมีหลักฐานจากกลุ่มชาวประมงที่ดำน้ำสำรวจความเสียหาย แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่เชื่อพวกเขา แม้ชุมชนได้ผลัดดันไปถึงการฟ้องร้อง แต่กลับถูกศาลชั้นต้นยกฟ้อง โดยคนในชุมชนไม่ต่ำกว่า 625 ครอบครัว เห็นตรงกันว่า ต่อให้จะผลักดันอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี

การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนทางของการแสดงพลังชุมชน แต่ถึงกระนั้นเสียงก็ยังส่งไปไม่ถึง สุเมธเล่าประสบการณ์ให้เราฟังว่า การเคลื่อนไหวของเครือข่ายเริ่มต้นจากการค้นพบบ่อขยะขนาดใหญ่กว่า 200 ไร่ ในพื้นที่  โดยที่ในตอนแรกชาวบ้านเห็นเพียงรถบรรทุกจำนวนมากนำของเสียเข้ามาทิ้ง  ก่อนจะพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับระบบกำจัดของเสียอุตสาหกรรม

“ตอนนั้นต้องบอกว่าแทบจะไม่มีใครรู้จักเลยว่าไอ้รหัส 105 106 เนี่ยมันคืออะไร สุดท้ายเรามารู้ว่าเป็นบ่อฝังกลบกับรีไซเคิล พอเราไล่มาจริงๆ มันก็มีคำตอบจากเลขาธิการ EEC คนแรกบอกว่ามันเป็นบ่อที่รองรับขยะจาก 3 จังหวัด EEC ทั้งที่ตอนนั้นปราจีนบุรีไม่ได้เป็น EEC จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เป็น”

เขาและชาวบ้านจึงรวมตัวกันยื่นหนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมรายชื่อประชาชนกว่า 700 คน แต่แทนที่ปัญหาจะได้รับการแก้ไข กลับเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ชุมชนต้องเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ เขาถูกโรงงานฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ทั้งคดีแพ่งและอาญา สุเมธเสริม จากความตั้งใจในการสื่อสารของพวกเขาถึงราชการที่ควรจะเป็นคุณกับชาวบ้าน กลับเป็นหอกทิ่มแทง ทำให้หลังจากนั้นการสื่อสารของชุมชนหยุดชะงัก

สถานการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นในชุมชนหนองพะวา จังหวัดระยอง สนิทเล่าว่า ตลอดเวลากว่า 10 ปี ชาวบ้านพยายามสื่อสารและยื่นข้อเสนอการปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้หน่วยงานรัฐจะรับฟัง แต่ข้อเสนอขกลับไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริง เขาชี้ว่าการร้องเรียนของชุมชนเพียงลำพังมักไม่สามารถสร้างแรงกดดันได้ จนกว่าจะมีสื่อมวลชนจากส่วนกลางเข้ามานำเสนอ เพราะเสียงของชาวบ้านในพื้นที่มักถูกมองข้าม

ข้อท้าทายและปัญหาด้านการสื่อสารจากฝั่งชุมชนได้นำทางไปสู่คำถามถัดไปที่ว่า นักสื่อสารควรเล่าเรื่องชุมชนอย่างไร ซึ่งผู้แทนชุมชนต่างชี้ไปยังคำตอบเดียวกัน คือ การรับฟังความจริงของคนที่อยู่กับพื้นที่อย่างเป็นธรรม’

ภักดีบอกว่า สิ่งที่ชาวประมงต้องการไม่ใช่อะไรซับซ้อน เพียงแค่อยากให้ความจริงของทะเลถูกพูดออกมา

เขาเล่าว่า หลังเหตุการณ์น้ำมันรั่วในปี 2565 เขาได้ดำน้ำสำรวจพื้นที่ใต้ทะเลที่เคยเต็มไปด้วยสาหร่าย ปะการัง และสัตว์น้ำ สิ่งที่พบคือพื้นที่โล่งว่าง เหลือเพียงหินเปล่า “มันเหมือนภูเขาที่ถูกไฟไหม้” อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวประมงนำข้อมูลเหล่านี้ไปสื่อสาร กลับถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ ขณะที่ข้อมูลจากบริษัทกลับได้รับการยอมรับมากกว่า

สุเมธเองก็เห็นว่าปัญหาขยะอุตสาหกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนที่คนทั่วไป รวมถึงนักสื่อสารจำนวนมากยังไม่เข้าใจ ตั้งแต่ระบบกำจัดของเสีย รหัสอุตสาหกรรม ไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิลที่ซ่อนอยู่หลังโรงงานหรือบ่อขยะขนาดใหญ่ และที่สำคัญคือ บทบาทของสื่อที่มีอภิสิทธิ์มากกว่าชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกตน เช่นเดียวกับสนิทที่สะท้อนให้เห็นทิศทางเดียวกันว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมมักไม่ได้รับความสนใจมากในโลกออนไลน์ การทำให้เรื่องเหล่านี้ถูกมองเห็นจึงต้องอาศัยทั้งสื่อและชุมชนร่วมกันสื่อสาร เขายกตัวอย่างเหตุไฟไหม้โรงงานวินโพรเซส ซึ่งคลิปแรกที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะมาจากเขาที่เป็นในคนพื้นที่เอง

เรื่องเล่าจากผู้แทนทั้งสามชุมชนสะท้อนตรงกันว่า การต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ไม่ได้ยากเพียงเพราะต้องเผชิญผลกระทบจากอุตสาหกรรม แต่ยังต้องต่อสู้กับข้อจำกัดของการสื่อสาร ตั้งแต่การไม่ถูกเชื่อถือ การขาดหลักฐานทางวิชาการ ไปจนถึงแรงกดดันทางกฎหมาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประสบการณ์ของพวกเขาก็ชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารที่เป็นธรรมต้องเริ่มจากการรับฟังคนที่อยู่กับพื้นที่จริง และต้องมีสื่อทำหน้าที่ขยายเสียงของชุมชนให้ไปถึงสังคมวงกว้าง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ไม่ได้กระทบเฉพาะคนในชุมชน แต่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม อาหาร และสุขภาพของทุกคนในสังคม

เมื่อการสื่อสารคือหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

เมื่องานได้ดำเนินมาถึงวงเสวนาวงสุดท้ายของวัน ซึ่งเป็นวงที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ทำงานด้านการสื่อสารจากหลากหลายบทบาทไม่ว่าจะเป็น ปาล์ม – ภานุมาศ สงวนวงษ์ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว Thai News Pix, เปา – สุกฤษฎิ์ ปัจจันตดุสิต ช่างภาพอิสระ, แยม – ศลิษา ไตรพิพิธสิริวัฒน์ นักรณรงค์อาวุโส มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) และ พลอยรุ้ง สิบพลาง บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM ได้มาร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของการสื่อสารในการกำหนดอนาคตของสังคมและสิ่งแวดล้อมไทย ที่สะท้อนผ่านนิทรรศการและการฉายภาพยนตร์ภายในงาน

ปาล์มเริ่มเล่าถึงผลงานว่า ภาพที่เขานำมาจัดแสดงเป็นภาพข่าวจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วบริเวณหาดแม่รำพึง เมื่อปี พ.ศ.2565 ซึ่งเกิดจากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริงราว 3 – 4 วัน เขาเล่าว่าภาพชุดนี้เริ่มต้นจากการติดตามคราบน้ำมันตั้งแต่ก่อนขึ้นฝั่ง จนกระทั่งชาวบ้านในพื้นที่เริ่มได้กลิ่นน้ำมันและช่วยกันค้นหาตามแนวชายหาด ก่อนจะพบคราบน้ำมันที่เริ่มซัดขึ้นฝั่ง 

อีกหนึ่งภาพสำคัญของปาล์มที่หลายคนให้ความสนใจคือภาพปูลม ซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของผลกระทบทางระบบนิเวศ สื่อให้ผู้ชมเข้าใจว่าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับภูมิทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่กระทบต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ด้วย สำหรับเขา แล้วแม้ภาพถ่ายอาจไม่สามารถอธิบายผลกระทบทั้งหมดได้ แต่สามารถทำหน้าที่เป็นหลักฐานของช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ และอย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้คนรับรู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นจริง

ช่างภาพอีกท่านที่จัดแสดงภาพถ่ายคือเปา โดยเขาเล่าว่า ผลงานที่เขานำมาจัดแสดงประกอบด้วยภาพฟิล์ม 2 ภาพ และภาพที่ผสมกระบวนการระหว่างดิจิทัลกับฟิล์มอีก 1 ภาพ ซึ่งทั้งหมดถ่ายในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม เปาชี้ให้เห็นว่าจุดเด่นของภาพชุดนี้คือความเบลอและบิดเบี้ยวของภาพ ซึ่งเกิดจากการทดลองนำฟิล์มไปแช่ในน้ำที่เก็บจากท่อระบายน้ำบริเวณหาดหนองแฟบซึ่งมีท่อบำบัดน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมออกสู่ทะเลก่อนนำไปล้างตามกระบวนการปกติ ผลลัพธ์คือ ภาพที่เกิดร่องรอยทางเคมีบนแผ่นฟิล์ม สะท้อนผลกระทบของอุตสาหกรรมผ่านตัวภาพเอง เขาตั้งชื่อผลงานชุดนี้ใช้ว่า ‘Something in Everything’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดที่ว่าบางสิ่งนำไปสู่บางสิ่งเสมอ เพื่อสื่อว่าในทุกสิ่งล้วนมีบางอย่างซ่อนอยู่

“ตอนแรกที่มาเห็นโรงงานที่มาบตาพุด เรารู้สึกว่าทำไมมันอลังการงานสร้างขนาดนี้ ทำไมโครงสร้างมันดูน่ากลัวจังเลย แล้วก็มีหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่ข้างๆ  พอได้เข้าไปคุยกับชาวประมงเขาก็บอกว่าจริงๆ เขาอยู่มาก่อน แต่ว่าโรงงานพิ่งเข้ามา แล้วเขาก็ไม่สามารถย้ายไปไหนได้ เขาก็ต้องอยู่เพราะทำมาหากินอยู่ตรงนี้ หดหู่ทุกครั้งที่ได้มาระยองเลย ไม่อยากให้สิ่งนี้มันเกิดขึ้น ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย”

สำหรับนิทรรศการของ EPIGRAM ที่ร่วมจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของทริป Human Made ที่พลอยรุ้งอธิบายถึงที่มาว่า เธอเห็นงานภาพเป็นเหมือนประตูทางเข้า ของการสื่อสารในภาคตะวันออก เธอเลยรู้สึกว่าอยากหาเพื่อนมาช่วยกันเล่าเรื่องนี้ด้วยกัน และลองเปิดรับสมัครช่างภาพข่าว ให้มาร่วมทริป มาร่วมมองพื้น และร่วมกันถ่ายทอดผ่านสายตาที่หลากหลาย โดยหัวข้อ Human Made เกิดจากที่พลอยรุ้งรู้สึกว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระยองจำนวนมาก คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน หรือการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเหล่านี้ ก็กลับมาส่งผลกระทบต่อมนุษย์ด้วยกันเองอีกที ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ภาพที่มีมุมมองหลากหลาย จากสายตาที่ต่างกัน โดยเธอเองก็ได้ไอเดียใหม่ๆ จากเพื่อนที่มาร่วมทริปด้วยเหมือนกัน ซึ่งหลายมุมมองมันสามารถนำไปต่อยอดเป็นเรื่องราวอื่นๆ ได้อีกไม่รู้จบ 

อีกหนึ่งในไฮท์ไลท์ของงานในครั้งนี้คือ ภาพยนตร์สารคดีสั้นเรื่อง UNMASKED : ใต้เถ้าธุลีพลาสติก โดย EJF โดยแยมเล่าว่า หากพูดถึงมลพิษพลาสติก คนส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงกับภาพขยะในทะเล สัตว์ทะเลที่ตายจากพลาสติก หรือแม้แต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการปฏิเสธถุงพลาสติก ซึ่งเธอมองว่าแม้การเชื่อมโยงเช่นนี้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากมองปัญหาพลาสติกผ่านมิติสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียว ก็อาจทำให้มิติอื่นของปัญหาหายไป ดังนั้นเราควรทำทั้งการสื่อสารและการผลักดันเชิงนโยบายไปร่วมกัน

จากประสบการณ์ทำงาน แยมพบว่าเสียงของคนในพื้นที่เกี่ยวกับปัญหาพลาสติกที่เชื่อมโยงกับผลกระทบต่อพวกเขานั้นหายไป  อย่างไรก็ตาม แยมมองว่าตัวเองในฐานะนักรณรงค์ไม่ใช่คนในพื้นที่ จึงไม่ควรพูดแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่ทำได้คือช่วยเชื่อมโยงและสื่อสารประเด็นเหล่านี้ออกมาผ่านเป็นภาพยนตร์สารคดีสั้น ด้วยความตั้งใจที่อยากสื่อให้ผู้ชมได้เห็นทั้งภาพและได้ยินเสียงของที่แท้จริงผู้คนในพื้นที่

อย่างไรก็ตามโจทย์สำคัญของงานสื่อสารย่อมมีความท้าทายเมื่อสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม แต่ละคนได้ให้ความเห็น โดย เปาและปาล์มมองว่าการเล่าเรื่องผ่านภาพคือความท้าทายของการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม พวกเขาต้องเล่าภาพปัญหาที่เกิดซ้ำด้วยวิธีการใหม่ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ เช่นการผสมผสานกับงานศิลปะ  นอกจากนี้ปาล์มยังคิดว่า เวลาเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะเหตุการณ์ข่าวมักเกิดขึ้นรวดเร็ว บางครั้งต้องเดินทางไกลแต่มีเวลาบันทึกภาพเพียงไม่กี่นาที รวมไปถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อทำงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีหรือมลพิษ ซึ่งหลายครั้งผู้ทำงานเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเผชิญกับสารอะไรอยู่

พลอยรุ้ง ได้แลกเปลี่ยนอีกมุมของความปลอดภัยว่า ความท้าทายสำคัญของการทำงานสื่อ โดยเฉพาะสื่อภูมิภาคคือ ‘ความจริงมีราคาที่ต้องจ่าย’ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองสื่อจากการฟ้องร้องปิดปากหรือ SLAPP ทำให้การรายงานข้อเท็จจริงมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องอยู่เสมอ สื่อจึงต้องหาสมดุลระหว่างการพูดความจริงกับการดูแลความปลอดภัยของทีมงาน ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ เพราะเนื้อหาที่กระทบต่ออุตสาหกรรมบางประเภทอาจทำให้หาผู้สนับสนุนได้ยาก 

ในขณะที่แยมได้เสนออีกหนึ่งความท้าทายของการทำงานคือ การจัดการความคาดหวังของผู้ได้รับผลกระทบ เพราะหลายคนหวังการเปลี่ยนแปลงที่ทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง การผลักดันประเด็นสาธารณะจำเป็นต้องใช้เวลา อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของแหล่งข่าวและชุมชน เพราะแม้ผู้ทำงานจะออกจากพื้นที่ได้ แต่คนในพื้นที่ยังต้องเผชิญผลกระทบในระยะยาว

มาสู่คำถามสุดท้ายของวงที่ว่า การสื่อสารแบบใดสามารถสร้างอิมแพ็คต่อสังคมได้ ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า การสื่อสารไม่ใช่หน้าที่ของคนเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยเครือข่ายของผู้คนจำนวนมาก

ปาล์มเชื่อว่า การสื่อสารที่สร้างอิมแพ็คต้องเริ่มจากการหามุมมองใหม่ในการเล่าเรื่อง และการทำงานร่วมกันระหว่างสื่อ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ ส่วนเปามองว่า การสื่อสารเป็นพลังสำคัญของสังคม เพราะหากไม่มีใครพูด ความจริงก็จะมีเพียงด้านเดียว เขายกคำพูดของสุเมธที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของพลังเสียงในสังคมจากวงเสวนาที่ผ่านมาว่า

“เสียงของคนจนตะโกนดังแค่ไหน ก็ไม่ดังเท่าเสียงกระซิบของกลุ่มทุน”

สำหรับพลอยรุ้ง อิมแพ็คของการสื่อสารไม่ได้อยู่ที่ยอดแชร์หรือยอดเอนเกจเมนต์เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ชุมชนรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว และมีคนรับฟังเรื่องราวของพวกเขา ขณะที่แยมมองว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมมักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่อาจเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ เช่น การที่ผู้คนเริ่มพูดถึงประเด็นนั้นมากขึ้น ท้ายที่สุด เธอเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการสื่อสารคือ ‘อย่าหยุดสื่อสาร’ เพราะการเปลี่ยนแปลงของสังคม มักเกิดขึ้นจากเสียงเล็กๆ จำนวนมากที่ค่อยๆ สะสมและขยายตัวในระยะยาว

“เราไม่ค่อยจำได้ว่าเรามีการต่อสู้หลายครั้ง” บทสนทนากับผู้กำกับ ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ ที่สะท้อนถึงปัญหาท้องถิ่น

หลังเสวนาจบลง ภายในงานได้มีการเปิดฉายหนัง ‘ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)’ และทางมูลนิธิยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (EJF) ได้มีโอกาสนทนากับผู้กำกับหนังอย่าง รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ก่อนวันงาน และกลายมาเป็นบทสนทนาพิเศษที่พูดถึงประเด็นประวัติศาสตร์สังคมไทยได้น่าสนใจ และเราได้สรุปมาเพื่อบอกเล่ากัน

รัชฏ์ภูมิ เปิดบทสนทนาว่าภาพยนตร์คือเครื่องมือเปิดบทสนทนาเรื่องผีของสังคม ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงมุมมองเรื่องอุตสาหกรรม แรงงาน สิ่งแวดล้อม เพศสภาพ และอำนาจนิยม เขาไม่ได้มองผีแค่ในฐานะสิ่งน่ากลัวหรือเรื่องเล่าบาปบุญแบบเดิม แต่ผีในหนังเรื่องนี้ถูกใช้เป็นภาพแทนของสิ่งที่สังคมพยายามกดทับ หลงลืม และลบเลือนความเจ็บปวดและบาดแผลของความไม่เป็นธรรมในฐานะผู้กำกับ รัชฏ์ภูมิต้องการให้หลังออกจากโรงแล้ว คนดูไม่เพียงคุยกันเรื่องผี 

“ผีมันไม่ได้เป็นเรื่องของปัจเจก หมายถึงว่าผีมันไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะหลอกคนใดคนหนึ่ง แต่ว่ามันเป็นผีที่เราในฐานะสมาชิกในสังคมถูกหลอกหลอนร่วมกัน”

สำหรับเขาหนังเรื่องนี้จึงใช้ผีเป็นภาษาทางการเมืองและสังคม มากกว่าความสยองขวัญแบบตรงไปตรงมา

หนังดำเนินเรื่องด้วยประเด็นของ ‘ความทรงจำกับการลืม’  โดยรัชฏ์ภูมิมองว่า การลืมทำให้สังคมไม่มีอนาคต เพราะถ้าจำไม่ได้ว่าเคยผิดพลาดอะไร เราก็มีแนวโน้มจะทำซ้ำอีก การจดจำจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงของสังคม ขณะเดียวกัน คนบางกลุ่มก็เลือกจะลบอดีต เพราะอดีตนั้นเกี่ยวข้องกับความผิดหรือสิ่งที่ตัวเองไม่อยากรับผิดชอบ หนังจึงตั้งคำถามว่า การลืมอาจทำให้เราอยู่รอดแบบหนึ่ง แต่ก็แลกกับการสูญเสียความสามารถในการมีชีวิตอย่างแท้จริง

ในมิติของพื้นที่ หนังยังเล่าถึงระยองและเขตอุตสาหกรรมในฐานะตัวแทนของพื้นที่นอกกรุงเทพฯ ที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้และผลกระทบจากการพัฒนา แต่กลับไม่ค่อยถูกบันทึกในภาพยนตร์ไทย เขามองว่า

“ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ เนี่ยมันก็ชอบถูกตีว่าเป็นประวัติศาสตร์ไทยไปด้วย คือ จริงที่อะไรหลายๆ อย่างที่สำคัญเกิดในกรุงเทพฯ ทำให้หลายครั้ง ไอ้พื้นที่ข้างนอกออกไปเนี่ยก็จะไม่ค่อยมีใครรู้ ถ้าไม่ตั้งใจออกไปหาเอง” 

รัชฏ์ภูมิจึงตั้งใจทำให้พื้นที่ในหนังมีลักษณะเป็นที่ใดก็ได้ เพื่อให้คนจากหลายพื้นที่เอาประสบการณ์ของตัวเองมาซ้อนทับได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าหนังไทยยังขาดเสียงจากนอกศูนย์กลาง และขาดการเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างจริงจัง

ยิ่งไปกว่านั้นผีใช้ได้ค่ะยังสื่อสารเรื่องแรงงาน ชนชั้น และสิ่งแวดล้อมอย่างเด่นชัด เพราะโรงงานในหนังไม่ใช่แค่ฉาก แต่เป็นภาพแทนของสังคมที่มีคนจำนวนมากทำงานอยู่ในระบบที่ไม่เท่าเทียม มีเจ้าของ มีผู้ได้ประโยชน์ และมีคนที่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากกว่า 

ความไม่ปลอดภัย ฝุ่น มลพิษ และการเจ็บป่วยจึงไม่ได้เกิดกับทุกคนเท่ากัน คนที่ไม่มีต้นทุน ไม่มีการปกป้อง หรืออยู่ใกล้ปัญหาก่อน มักได้รับผลกระทบก่อนเสมอ หนังจึงชี้ให้เห็นว่ามลพิษไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องชนชั้นและความเหลื่อมล้ำด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่หนังหยิบยกขึ้นมาเล่าคือ เรื่องเพศและเพศสภาพ ผู้กำกับมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผีมีลักษณะคล้ายความสัมพันธ์ที่ ผิดบรรทัดฐานในสายตาสังคม เช่น ความรักของคนเพศเดียวกัน เขาใช้ตำนานผีมาเล่าใหม่เพื่อชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวความสัมพันธ์ แต่อยู่ที่สังคมที่ไม่อนุญาตให้ความต่างนั้นมีที่ยืน อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้โรแมนติไซส์ (Romanticise) ว่า LGBTQ+ จะต้องอยู่ฝั่งก้าวหน้าเสมอ เพราะในบริบทไทย คนชายขอบทางเพศก็อาจไปอยู่ข้างอำนาจได้เหมือนกัน หนังจึงซับซ้อนกว่าการพูดเรื่องตัวแทนทางเพศแบบผิวเผิน

สิ่งที่หนังต้องการสื่อสารต่อสังคมคือการชวนให้กลับไปมองสิ่งที่ถูกกดทับหรือถูกทำให้เงียบ ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การต่อสู้ของแรงงาน ชีวิตของคนนอกระบบ คนชายขอบ หรือคนที่ไม่เข้ากับบรรทัดฐาน หนังอยากให้สังคมเห็นว่าอดีตไม่ได้มีแบบเดียว และคนไทยไม่ได้มีแต่ภาพจำว่าอ่อนน้อม ยอมจำนน หรือไม่เคยต่อสู้ 

“จริงๆ ผมว่าคนไทยไม่ค่อยมองว่าเราเป็นประเทศนักสู้ ประชาชนมันก็สู้ นักศึกษาก็สู้ ชาวนาก็สู้ แรงงานก็มีสู้ เพียงแต่ว่าเราไม่ค่อยจำได้ว่าเรามีการต่อสู้หลายครั้ง แล้วพอเราไม่มีประวัติศาสตร์หรือความทรงจำส่วนนั้นมันก็เหมือนกับว่าปัจจุบันเราเป็นคนไม่สู้ 

ผมรู้สึกว่าอำนาจอาจจะพยายามออกแบบอดีตเพื่อให้ราอยู่กันเป็นแบบนี้ เพราะว่าเราอยู่กันแบบนี้มาเรื่อยๆ ดังนั้นเราไม่ควรจะเปลี่ยนอะไร ทั้งๆ ที่ 50 ปีที่แล้วมันมีโมเมนต์ที่เราไม่ได้เป็นอย่างนี้ แต่ว่าเราเลือกที่จะเอาเอาลิควิดป้ายแล้วทำเป็นเหมือนกับว่าอดีตที่มันไม่ได้เข้ากับแพทเทิร์นของอำนาจมันไม่มีอยู่” แต่จริงๆ มีประวัติศาสตร์ของการต่อต้านและความเป็นไปได้อื่นอยู่เสมอ เพียงแต่หลายอย่างถูกลบออกจากความทรงจำส่วนรวม

สำหรับเขาถ้าจะสรุปสั้นที่สุด ภาพยนตร์เรื่อง ผีใช้ได้ค่ะ กำลังบอกว่า ‘ผี’ คือสิ่งที่สังคมพยายามลืม แต่ยิ่งลืม มันยิ่งหลอกหลอนเรา และการจดจำ คือหนึ่งในวิธีสำคัญที่สุดในการต่อต้านอำนาจ สร้างความเป็นธรรม และจินตนาการอนาคตที่ต่างไปจากเดิม

written by
photo by

ก้องกนก นิ่มเจริญ

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR