เวลาพูดถึงผักปลอดสารพิษออร์แกนิค เรามักนึกถึงผักจากเชียงใหม่ จากภาคเหนือ แต่รู้ไหมว่าภาคตะวันออกของเราก็มีพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษชั้นดี อยู่ที่เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรานี่เอง
ที่นี่คือพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี ที่หล่อเลี้ยงคนตะวันออก และคนในประเทศไทย ผ่านข้าว ผักนานาชนิด เนื้อสัตว์ต่างๆ หรือปลาในแม่น้ำ
แต่ทว่าหลังจากฉะเชิงเทราถูกรวมอยู่ในพื้นที่ EEC ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมถูกเบียดบังโดยการพัฒนาที่เข้ามาในนามอุตสาหกรรม และทำให้หลายพื้นที่ต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือพื้นที่เกษตรกรรมในต.เขากินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ที่เกือบถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน
แต่ด้วยความต้องการของคนในพื้นที่ที่อยากรักษาพื้นที่เกษตรกรรมเอาไว้ ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องพับโปรเจ็กต์ไป อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จนี้ อะไรทำให้คนในชุมชนได้ออกแบบบ้านของตัวเอง เราพาไปสำรวจกันผ่านบทความนี้

ในน้ำมีปลา ในเขาหินซ้อนมีผักชั้นดี
พื้นที่ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่ถูกเรียกว่ามีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และการเกษตรเป็นอย่างมาก ได้รับการขนานนามว่า “เป็นแหล่งผลิตผักคุณภาพดีของประเทศไทย” เปรียบเสมือนสำนวน “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เพราะ “ในเขาหินซ้อนมีผักชั้นดี”
ที่นี่ไม่ได้เพียงแต่มีดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่มีความมั่นคงทางอาหาร ที่หมายถึง การเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของประชากรในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในด้านการผลิตหรือการจัดหาอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก
อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ที่อาหารชั้นดีเพื่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรในพื้นที่ได้พัฒนาวิธีการปลูกผักที่เน้นการทำเกษตรที่รักษาสมดุลระหว่างการผลิตอาหารและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้เขาหินซ้อนกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ

โดยตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา เครือข่ายกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขตได้พยายามเปลี่ยนจากหัวมันหนึ่งลูกที่เป็นพืชหลักที่คนในพื้นที่เลือกปลูก สู่พืชเกษตรที่หลากหลาย และเริ่มสนใจขยายพืชผักท้องถิ่นสู่ตลาดอินทรีย์ เพราะมองว่า การทำเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนไม่สามารถขึ้นอยู่ที่ข้าวหรือพืชชนิดใดชนิดหนึ่งได้ จึงมีการขยายการผลิตให้ครบวงจร โดยส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรเพิ่มความหลากหลายในการผลิต ด้วยการปลูกพืชผักพื้นบ้านที่มีความหลากหลายในระบบนิเวศท้องถิ่น เป็นการบุกเบิกตลาดทางเลือก หรือตลาดสีเขียว ซึ่งก็ทำให้เกิดความตื่นตัวอย่างมากของผู้คนในพื้นที่
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้ ทำให้ผู้คนเริ่มตื่นตัวมากขึ้น เริ่มมีการสำรวจความต้องการสินค้า และได้เริ่มรณรงค์ให้ผู้บริโภครู้จักผักพื้นบ้านมากขึ้น เช่น ผักกูด, ผักแต้ว, ชะมวง, เสม็ด, หน่อข่า, ผักบุ้งไทย ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็ขยายการขายสินค้าอินทรีย์เข้าสู่ตลาดท้องถิ่นมากขึ้น โดยได้นำพืชผักผลไม้อินทรีย์ไปขายในตลาดเขียวต่าง ๆ เช่น ที่โรงพยาบาลประจำท้องถิ่น เป็นต้น
จากที่เล่ามาทั้งหมด อาจจะพอเห็นภาพว่า ภาคการเกษตรเขาหินซ้อน เป็นพื้นที่ผลิตผักคุณภาพดีอันดับต้นๆ ของประเทศอย่างแท้จริง
แต่แล้วก็มีข่าวการเข้ามาของ ‘โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน’ โดยบูรพาพาวเวอร์ ที่เตรียมก่อตั้งในพื้นที่

เมื่อถ่านหินเตรียมกลืนกินพืชผักของเขาหินซ้อน
ลองนึกภาพพื้นที่ปลูกผักชั้นดี ปลอดภัย ไร้สารพิษ กินอร่อย แต่อยู่ๆ ก็จะมีตัวสร้างมลพิษมาจ่อประตูบ้าน แน่นอนว่าเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เน้นเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนเลือกที่จะลุกขึ้นสุ้กับโรงงานไฟฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้ เพราะหากมีการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง 600 เมกะวัตต์ ในตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทราขึ้นจริง จะมีการสร้างผลกระทบต่อพื้นที่ และผลผลิตอาหารจากเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างมาก
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะเครือข่ายกลุ่มเกษตรอินทรียสนามชัยเขต มีบทเรียนจากการที่มีโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อยในพื้นที่ที่ใช้ถ่านหิน จากบริษัทในเครือเดียวกัน ได้ส่งผลกระทบต่อสวนมะม่วงจนต้องโค่นทิ้ง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากมี 56 โรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนที่ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จะทำให้สูญเสียผลผลิตทางอาหาร และน้ำจำนวนมาก
ความน่ากลัวจากภัยมลพิษนี้เองนำมาสู่การเข้าร่วมเคลื่อนไหวต่อต้าน และคัดค้านการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งพวกเขาร่วมต่อสู้กันตั้งแต่ปี 2550 – 2561 ร่วมกัน 12 ปี เนื่องจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขตพัฒนาการเกษตร และสร้างความเข้มแข็ง ศึกษาผลกระทบการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งที่กระบวนการเข้าถึงข้อมูลนั้นยากมาก กลุ่มทุนได้อ้างกฎหมายเอกชน เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรับรู้ข้อมูล และชาวบ้านยังถูกนักการเมืองท้องถิ่นข่มขู่ และกีดกัน

แต่ทว่าในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีอยู่ เมื่อตัวโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ได้ทำตามรัฐธรรมนูญปี 50 ในมาตราที่เกี่ยวข้อง ทำให้กลุ่มตัวแทนชุมชนเขาหินซ้อน ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อปกป้องพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 600 เมกะวัตต์
โดยตัวรายงาน EHIA ของทางโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ไม่มีการพูดถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งที่พื้นที่ฉะเชิงเทราเป็นแหล่งที่มีระบบนิเวศขนาดใหญ่ และเป็นหน่ออ่อนของภาคการเกษตรอินทรีย์ระดับต้น ๆ และนั่นคือชัยชนะของคนทำเกษตรที่สามารถต่อสู้เพื่อบ้าน และสิ่งแวดล้อมได้พลังของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ใน จ.ฉะเชิงเทรา ได้สร้างบทเรียนให้สังคมตระหนักถึงสิทธิเกษตรกรที่จะมีความมั่นคงอาหาร สิทธิผู้บริโภคที่จะได้รับอาหารปลอดภัย สิทธิชุมชนที่จะปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิพลเมืองที่ตื่นตัวสร้างสรรค์ประชาธิปไตย
จากสิ่งกล่าวมา อาจเป็นตัวอย่างที่สังคมสามารถใช้บทเรียนของเครือข่ายฯ ร่วมขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่ายกว้างขวางไปทั่วประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งความมั่นคงและปลอดภัยด้านอาหารตลอดห่วงโซ่ บนฐานเกษตรกร ชุมชน ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพื่อให้เรายังมีผักอร่อย ปลอดสารพิษ และมีสิ่งแวด้อมที่ยั่งยืนต่อไปด้วย

การลุกขึ้นสู้ของคนในชุมชน
จากเรื่องราวความยากลำบาก กว่าจะเป็นพื้นที่เกษตรที่คนในชุมชนสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเอง และครอบครัวได้ จึงไม่แปลกใจที่ทำไมพวกเขาเหล่านี้ ต้องยอมออกมาต่อสู้เพื่อปกป้อง สิ่งที่เรียกว่า “บ้าน” ของพวกเขา จากเงื้อมมือของเหล่านายทุน และภาครัฐบางหน่วยงาน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง “ภาพฝันของพวกเขา” ที่ได้กลายเป็นจริงไปแล้ว สิ่งที่พวกเขาได้ทำไป ก็เพื่อปกป้องภาพฝันของพวกเขาเพียงเท่านั้น การต่อสู้ของพวกเขาอาจจะไม่ได้ดูยิ่งใหญ่เหมือนในภาพยนตร์ดังที่เราดูกัน แต่สำหรับพวกเขาที่อยู่ในชุมชนแห่งนี้ มันคือ “ความภาคภูมิใจ” ที่พวกเขาพยายามจะดำรงไว้ เพื่อลูกหลานของพวกเขา หรือผู้คนที่สนใจต่อภาคเกษตร ดังคำพูดของ นันทวัน หาญดี ตัวแทนสมาคมกลุ่มเกษตรทางเลือก หรือคนส่วนใหญ่จะเรียกว่า พี่นัน โดยพี่นันเป็นแกนนำในการต่อต้านการสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ที่ได้บอกไว้ว่า
“ภาคเกษตรเป็นภาคส่วนสำคัญที่จะมารองรับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจ วิกฤตต่างๆ โรงงานเดินต่อไม่ได้ต้องเลิกจ้าง ลูกหลานกลับมา เกษตรอินทรีย์สามารถรองรับได้ ทำให้ชัดเจนวันที่ลูกหลานกลับมาสามารถเดินต่อได้เลย”

ในอดีตเขาหินซ้อน เคยเป็นพื้นที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ทั้งพืชผัก และผลผลิตทางการเกษตรที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในชุมชน ชาวบ้านเริ่มเกิดความกังวลใจหากอุตสาหกรรมถ่านหินจะเกิดขึ้นจริง ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังแย่งชิงพื้นที่ทำกินของชาวบ้านและความมั่นคงทางอาหาร
การเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับความต้องการอนุรักษ์วิถีชีวิตและธรรมชาติของชาวบ้าน จึงทำให้ชาวเขาหินตระหนักถึงการเกิดขึ้นของโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ยกตัวอย่างเช่น “กรณีโรงงานไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ” ที่มีการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินสำเร็จ และเป็นหนึ่งในโรงงานถ่านหินที่สำคัญของประเทศไทย สามารถผลิตไฟฟ้าในปริมาณมาก ช่วยสนับสนุนความต้องการไฟฟ้าในประเทศไทย แลกกับผลกระทบที่ตามมาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศการเผาถ่านหินปล่อยสารพิษ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการทำลายระบบนิเวศและพื้นที่เกษตรกรรมรอบโรงงาน และความขัดแย้งในชุมชนความไม่พอใจของชาวบ้านเกี่ยวกับการขยายตัวของโรงงานและผลกระทบต่อวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อคนในพื้นที่แม่เมาะ
ดังนั้น กลุ่มตัวแทนเกษตรอินทรีย์ที่อยู่ในเขาหินซ้อน จึงไม่ปล่อยให้เกิดการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน 600 เมกะวัตต์ เพราะทราบถึงสภาพปัญหา และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากปล่อยผ่าน หรือปล่อยให้เกิดการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินในพื้นตรงนี้ จึงได้นำมาสู่การจัดตั้งเวที เพื่อให้ความรู้ และพูดคุยภายในชุมชน เพื่อปกป้องพื้นที่ของตน ดังคำพูดของพี่นันที่กล่าวว่า
“ทุกพื้นที่มีผลต่อการตัดสินใจ เกิดการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ เราเข้าไปทุกพื้นที่ เพื่อไปเเสดงจุดยืน เข้าไปปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับศักยภาพในพื้นที่ ให้เห็นคุณค่าของเกษตรอินทรีย์ และไม่ด้อยค่าอาชีพเกษตรกร เปลี่ยนมุมมองเกษตรกรที่ลำบาก ยากจน กลายเป็นผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ มีรายได้ที่มั่งคง มีสุขภาพที่ดี มีความมั่งทางอาหาร มีสังคมที่เรียนรู้ร่วมกันของกลุ่มสมาชิกเกษตรอินทรีย์ทำให้ชุมชนเเข็งเเรง”
โดยการต่อสู้ของชาวบ้าน เพื่อปกป้องบ้านของตนเอง ในการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่ออุดมคติของตนเองนั้น ก็มีการลองผิดลองถูก ล้มลุกคุกคานกันอยู่บ้าง แต่ว่าพวกเขาไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค หรือการถูกข่มขู่ใด ๆ จนมาถึงผลสำเร็จที่ใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้ ซึ่งก็คือ การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “Community Health Impact Assessment : CHAI หรือ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน” และการรวมตัวภาคีเครือข่ายในการต่อต้าน ยาวนานถึง 12 ปี ดังนั้นมิติการต่อสู้ในครั้งนี้ จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงพลังงานกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของชุมชน
โดยชุมชนอยากให้การพัฒนาเป็นไปในทางที่สอดคล้องกับศักยภาพ และความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งการใช้เครื่องมือตัวนี้ยังส่งผลประโยชน์ต่อชาวบ้านในชุมชน ให้หันกลับมามองบ้านของตัวเองว่า เรามีอะไรบ้าง หรือหาจุดดี จุดเด่นของตน ในการที่จะผลักดัน และปกบ้านของตัวเอง ทำให้ชุมชนเขาหินซ้อนกลายเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่เรียกได้ว่าเป็น “ชุมชนเข้มแข็ง” และน่าติดตามต่อไปในอนาคต

ความฝันที่จับต้องได้ด้วยมือของคนเขาหินซ้อน
ภาพฝันของภาคเกษตรอินทรีย์คือ การสร้างระบบเกษตรที่ยั่งยืน และปลอดภัยสำหรับทุกคน เกษตรกรจะใช้วิธีการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย และคำนึงถึงการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพสูง มีคุณค่าทางโภชนาการ และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค ภาคเกษตรอินทรีย์ยังช่วยสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นด้วยการสร้างรายได้ที่มั่นคง และส่งเสริมการสร้างงานที่มีคุณค่า โดยมีความมุ่งหวังในการลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติ
เกษตรอินทรีย์ เปรียบดั่งแหล่งอาหารของคนในชุมชน รวมไปถึงสังคมไทย ที่มีความมั่นคง และยั่งยืน ซึ่งก็เป็นจุดเด่นของชุมชนเขาหินซ้อน
“ทำเกษตรอินทรีย์ เงินเดือนไม่แพ้ป.ตรี” ป้านุช หนึ่งในชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์บอกเอาไว้



