การระบาดของปลาหมอคางดำ ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง
จากที่ในบทความ ปลาหมอคางดำ : ภัยอันตรายต่อ ระบบนิเวศ 3 น้ำของตะวันออก เราได้ชวนไปสำรวจต้นตอ และผลกระทบต่อประมงพื้นบ้านในจังหวัดระยอง ในบริเวณอำเภอแกลง ที่ประสบภัยกับเอเลี่ยนสปีชีส์นี้มาประมาณกว่า 9 ปี อีกทั้งยังมีความน่าเป็นห่วงต่อระบบนิเวศแบบ 3 น้ำ (น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม) อันเป็นเอกลักษณ์ของภาคตะวันออก สืบเนื่องมาจากการที่ปลาหมอคางดำ เป็นปลาชนิดที่สามารถปรับตัวและอยู่อาศัยอยู่ได้ทั้ง น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม (และอยู่อาศัยได้ดีที่สุดในระบบนิเวศแบบชายฝั่งหรือน้ำกร่อย)
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้กระทบเพียงสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อม ๆกันอีกด้วย เราเลยอยากชวนไปดูว่าการระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบบนิเวศ 3 น้ำของภาคตะวันออก ทำให้คนตะวันออกเองต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง และใครที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย

การปรากฎตัวของ ‘ปลาหมอคางดำ’ ผ่านหน้าสื่อครั้งแรก
กลายเป็นประเด็นไวรัลทางโซเชียลมีเดีย เมื่อมีคลิปวิดีโอแชร์ให้เห็นฝูงปลาขนาดใหญ่ ลอยคออยู่ในคลองของเขตบางขุนเทียนเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะทราบภายหลังว่าปลาชนิดนั้นคือ ‘ปลาหมอสีคางดำ’ หรือ ‘ปลาหมอคางดำ’ นั่นจึงทำให้เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2567 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่สถานีสูบน้ำและประตูเรือสัญจร คลองสนามชัย-บางขุนเทียน ติดตามปัญหาปลาหมอคางดำระบาด ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ มีการแพร่ระบาดในเขตบางขุนเทียน ทุ่งครุ บางบอน ส่งผลให้เกษตรกรกว่า 900 คน ผู้เลี้ยงกุ้ง-เลี้ยงปลา ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำที่กินไข่ปลาและปลาเล็ก ส่งผลต่อราคาและร้านอาหาร
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า จะร่วมมือและหาทางเยียวยาเกษตรกรที่รายได้ลดลง จากนี้จะเปิดลงทะเบียนและหามาตรการสกัดไม่ให้ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดเข้าไปในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งอาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม กทม.จะต้องรับฟังความเห็นจากกรมประมงเป็นหลัก เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ประกอบกับการนำเสนอข้อมูลโดย เดลินิวส์ ออนไลน์ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2567 เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีการพบเป็นจังหวัดแรกนั้น ณัฏฐพล เข็มกำเนิด เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่หมู่ 4 ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ตนเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติพื้นที่กว่า 500 ไร่ จับสัตว์น้ำพื้นถิ่นได้ เช่น กุ้ง ปลากระบอก ปลาดุก ปลาหมอเทศ และปลาธรรมชาติได้มากมาย
แต่เมื่อปี 2554 หลังชาวบ้านพบปลาหมอคางดำเริ่มระบาด มันกินลูกกุ้ง ลูกปลาจนหมด ผู้เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงสัตว์น้ำขาดทุนกันถ้วนหน้าเพราะต้องจ่ายค่าเช่าทุกปี แต่ปล่อยลูกกุ้ง ปลา ไปกี่ครั้ง พอเปิดบ่อมาก็เต็มไปด้วยปลาหมอคางดำ ที่ผ่านมาเคยพยายามสู้กับปลาหมอคางดำ โดยพัฒนาบ่อให้เป็นเชิงพาณิชย์จัดระบบกรองน้ำเข้าและจับปลาขึ้นให้หมด จากนั้นตากบ่อใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จนดินแห้งแตกระแหงเป็นฝุ่น แล้วนำรถแบ๊กโฮเข้าไปดันไถบ่อปรับพื้นแต่งบ่อใหม่ และตากบ่อต่ออีกอีกระยะหยึ่ง คิดว่าจะฆ่าปลาหมอคางดำให้หมด
“แต่เมื่อฝนตกลงมา สังเกตเห็นว่ามีอะไรดำผุดในน้ำ แรกๆ คิดว่า ลูกอ๊อด แต่เข้าไปดูใกล้ๆ พบว่าเป็นลูกปลาหมอคางดำ ยังงงว่ามันมาได้อย่างไร ชาวบ้านเชื่อมั่นว่า ปลาหมอคางดำมันน่าจะคายไข่ทิ้งไว้ในบ่อ มันอดทนมาก พอมีน้ำเข้ามามันก็ฟักเป็นตัวกลับมาอีก ไม่ยอมตายง่ายๆ จึงไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงก็เลยเลิกเลี้ยงไปเยอะ ตอนนี้เหลือไม่กี่ไร่และก็ลองเปลี่ยนมาเลี้ยงปลากะพง แต่ราคาก็ไม่ดี สู้ราคากุ้ง ราคาปลากระบอกไม่ได้” ณัฏฐพล กล่าว

เมื่อ ‘ปลาหมอคางดำ’ เข้าสู่สภา
ด้าน ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน (พรรคก้าวไกล ณ ขณะนั้น) ในฐานะรองประธานอนุกรรมมาธิการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ในกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ของสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ปัญหาปลาหมอคางดำส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่กู้ยืมเงินมาลงทุนเลี้ยงสัตว์น้ำ เพราะถูกปลาหมอคางดำกินสัตว์เลี้ยงทำให้ขาดทุนจนต้องนำโฉนดที่ดินไปจำนอง ซึ่งตนได้รับเรื่องร้องเรียนในประเด็นนี้จึงนำไปสู่การอภิปรายตั้งกระทู้ถามต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมาและรัฐบาลรับเรื่องไปแก้ไขปัญหา ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 16 ก.ค.2567 พร้อมฝากให้ผู้ว่าฯ กทม.เยียวยาเกษตรกรกว่า 800 คนที่ได้รับผลกระทบด้วย
ก่อนที่ในวันที่ 25 ก.ค.2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรส่งข้อเสนอในการแก้ไขการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลไปพิจารณาดำเนินการแก้ไข เสนอโดยนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาสาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ เพื่อการวิจัย และพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย ที่จากเดิมได้เสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาปัญหาการแพร่ระบาดฯ แต่ได้ขอแก้ไขเป็นญัตติฯ ดังกล่าวข้างต้น
โดยนายณัฐชา อภิปรายว่า ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2566 ตนลงพื้นที่ไปพบกับเกษตรกรบ่อเลี้ยงกุ้งในพื้นที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. และได้ไปแซวเกษตรกรบ่อเลี้ยงกุ้งว่า ในบ่อมีปลาเต็มเลย อุดมสมบูรณ์มาก แต่เกษตรกรต่อว่าตนกลับมาอย่างรุนแรงว่า กำลังถูกปลาหมอคางดำรุกรานในบ่อกุ้ง จะมาบอกว่าอุดมสมบูรณ์ไม่ได้ หากปลาเต็มบ่อแสดงว่ากุ้งไม่เหลือแล้ว ตนจึงศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังมาโดยตลอด ล่าสุดปลาหมอคางดำระบาดไปแล้ว 17 จังหวัด ตนอยากให้เรื่องนี้ได้รับการแก้ปัญหาโดยเร็ว ตนได้รับเสียงแว่วๆ มาว่าไม่อยากให้มีการเสนอญัตติ ตนบอกว่าไม่ได้ เพราะปลาหมอคางดำระบาดทุกวินาที ถ้าไม่เสนอวันนี้รัฐบาลคางเหลืองแน่นอน ตนจึงไม่ยอม และได้มีการนำเสนอญัตติ
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ในสังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้โยงไปถึงกลุ่มทุนใหญ่ หรือการนำเข้ามาโดยผิดกฎหมายแล้วเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง จนไม่มีใครรับผิดชอบ ไม่มีต้นตอสาเหตุ และไม่รู้ไม่เห็นว่าเป็นไปอย่างไรถึงมาระบาดในบ่อของเกษตรกรได้ ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่ามีผู้รับอนุญาตให้นำเข้าปลาหมอคางดำเพียงรายเดียว ผู้นำเข้าก็บอกว่าทำตามเงื่อนไขที่ตั้งเอาไว้ ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลก็บอกว่าไม่ได้รับตามเงื่อนไข ข้อมูลจึงไม่ตรงกัน จึงเป็นที่มาในการตั้งอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาสาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ เพื่อการวิจัย และพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย ดำเนินการทุกสรรพกำลังเพื่อแก้ไขปัญหา เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล

เมื่อพื้นที่แนวชายฝั่งตะวันออกโดนรุกราน
จากการเปิดเผยข้อมูลผ่านวงเสวนาออนไลน์ “แนวคิด แนวทางและเครื่องมือประเมินมูลค่า เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหายทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ กรณีปลาหมอคางดำ” โดยมูลนิธิชีววิถี (ฺBioThai) ในวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2567 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ผ่านมา โดย ผศ.ดร.สนธยา กูลกัลยา สาขาวิชาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี พบว่า พื้นที่การระบาดของปลาหมอคางดำที่มีผลกระทบมากที่สุดในภาคตะวันออก จะอยู่ในบริเวณพื้นที่ระหว่างแนวชายฝั่งของ ต.เพ เรื่อยมาจนถึงอ่าวคุ้งกระเบน (ระหว่างจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี) ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายทอดยาวลงสู่ทะเล ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำประแสร์ แม่น้ำพังราด เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว พื้นที่บริเวณนั้นเป็นระบบนิเวศน์แบบน้ำนิ่ง เป็นแหล่งหลบภัยชั้นดีให้แก่ปลาหมอคางดำ
ผศ.ดร.สนธยา ตั้งข้อสังเกตว่า แหล่งหลบภัยและอนุบาลปลาหมอคางดำชั้นดี นั้น อาจจะเป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการทิ้งร้าง และไม่ได้มีการบำบัดน้ำ เพราะเมื่อดูจากการการแพร่กระจายแล้ว ค่อนข้างสัมพันธ์กับพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำนิ่ง และมีขนาดกว้างมากพอ
ข้อเสนอจาก ผศ.ดร.สนธยา คือการเข้าไปจัดการปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่กล่าวไปในข้างต้นเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะขยับไปยังพื้นที่ทีมีการระบาดน้อยกว่าเป็นลำดับถัดไป

การประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จากการะบาดของ ‘ปลาหมอคางดำ’
วินิจ ตันสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้เปิดเผยข้อมูลและทำให้ทราบได้ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของ ‘ปลาหมอคางดำ’ ในภาคตะวันออก อาจสร้างผลกระทบต่อเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลตามใน 6 จังหวัดของภาคตะวันออกตามชายฝั่งอ่าวไทยได้ ซึ่งหากให้ลงรายละเอียดพื้นที่การแพร่ระบาดที่คาบเกี่ยว/ซ้อนทับ กับพื้นที่การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล จะสามารถไล่เรียงได้ดังนี้;
- จังหวัดตราด พบเกษตรกรจำนวน 462 ราย ที่มีพื้นที่เลี้ยงรวมกัน 10,775 ไร่ ให้ผลลิตรวมกันได้จำนวน 18,264 ตัน/ปี มูลค่ารวมกันกว่า 2,620 ล้านบาท/ปี
- จังหวัดจันทบุรี พบเกษตรกรจำนวน 1,125 ราย ที่มีพื้นที่เลี้ยงรวมกัน 22,724 ไร่ ให้ผลลิตรวมกันได้จำนวน 28,949 ตัน/ปี มูลค่ารวมกันกว่า 4,062 ล้านบาท/ปี
- จังหวัดระยอง พบเกษตรกรจำนวน 264 ราย ที่มีพื้นที่เลี้ยงรวมกัน 5,967 ไร่ ให้ผลลิตรวมกันได้จำนวน 8,476 ตัน/ปี มูลค่ารวมกันกว่า 1,202 ล้านบาท/ปี
- จังหวัดชลบุรี พบเกษตรกรจำนวน 446 ราย ที่มีพื้นที่เลี้ยงรวมกัน 5,965 ไร่ ให้ผลลิตรวมกันได้จำนวน 2,130 ตัน/ปี มูลค่ารวมกันกว่า 274 ล้านบาท/ปี
- จังหวัดฉะเชิงเทรา พบเกษตรกรจำนวน 4,490 ราย ที่มีพื้นที่เลี้ยงรวมกัน 40,499 ไร่ ให้ผลลิตรวมกันได้จำนวน 28,570 ตัน/ปี มูลค่ารวมกันกว่า 3,806 ล้านบาท/ปี
- จังหวัดปราจีนบุรี พบเกษตรกรจำนวน 904 ราย ที่มีพื้นที่เลี้ยงรวมกัน 10,000 ไร่ ให้ผลลิตรวมกันได้จำนวน 8,849 ตัน/ปี มูลค่ารวมกันกว่า 1,071 ล้านบาท/ปี
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจที่กล่าวถึงไปในข้างต้นนี้ อาจไม่เป็นเช่นนี้ได้อีกต่อไป หากไม่มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด หรือนโยบายที่ช่วยเหลือ หรือสนับสนุนเกษรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ซึ่งนี่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจอันมหาศาลที่จะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรรมของภาคตะวันออก

เมื่อดูถึงมาตรการจากภาครัฐที่มีอยู่ พบว่ามีการกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยให้กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในพื้นที่ที่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ดังนี้;
ด้านประมง ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประสบภัยพิบัติที่สัตว์ตายหรือสูญหาย ให้ดำเนินการช่วยเหลือเป็นเงินดังนี้
- กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ไร่ละ 11,780 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่
- ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นนอกจากข้อ 1 ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าวหรือร่องสวน (คิดเฉพาะพื้นที่เลี้ยง) ไร่ละ 8,682 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่
- สัตว์น้ำตามข้อ 1 และข้อ 2 ที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ หรือที่เลี้ยงในลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกัน ตารางเมตรละ 368 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร ทั้งนี้ หากคิดคำนวณพื้นที่เลี้ยงแล้ว ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประสบภัยพิบัติรายใด จะได้รับการช่วยเหลือเป็นเงินต่ำกว่า 368 บาท ให้ช่วยเหลือในอัตรารายละ 368 บาท
ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มาตรการในการชดเชยเยียวยาจากภาครัฐ ไม่สอดคล้องกับมูลค่าความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะมีการกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยได้ไม่เกินรายละ 5 ไร่ เมื่อพิจารณาดูจากจำนวนไร่ของรายจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดแล้ว การเยียวยาที่เกิดขึ้น ยังไม่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวนไร่รวมกันทั้งหมด ของ 6 จังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในภาคตะวันออก

ทั้งนี้ ข้อเสนอจากวินิจ คือแนวทางการประเมินความเสียหายจากการระบาดของปลาหมอคางดำในรายประเด็น โดยมีวิธีการดังนี้;
มูลค่าผลผลิตสัตว์น้ำที่สูญเสีย
- สำรวจชนิดและจำนวนสัตว์น้ำที่ถูกทำลายหรือสูญเสียไปจากการรุกรานของปลาหมอคางดำ
- คำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจของสัตว์น้ำที่หายไป โดยใช้ข้อมูลการจับสัตว์น้ำในช่วงก่อนและหลังการรุกราน
- ใช้ข้อมูลราคาตลาดของสัตว์น้ำเหล่านั้นมาประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป
ความเสียหายต่ออาชีพชุมชน
- สำรวจอาชีพที่พึ่งพาสัตว์น้ำในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และผู้ค้าสัตว์น้ำ
- เปรียบเทียบรายได้ของชาวบ้านก่อนและหลังการรุกราน โดยพิจารณาถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการหาสัตว์น้ำ การเปลี่ยนแปลงของราคา และต้นทุนในการหาทางเลือกอื่น ๆ
- ผลกระทบทางสังคม พิจารณาผลกระทบที่ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ เช่น การสูญเสียอาชีพ การโยกย้ายถิ่นฐาน และความเครียดในชุมชน
ความเสียหายต่อระบบนิเวศ
- ประเมินการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรสัตว์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบ
- วิเคราะห์ผลกระทบระยะยาวที่ปลาหมอคางคำมีต่อระบบนิเวศทั้งหมด รวมถึงการลดลงของสัตว์น้ำพื้นเมือง การเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อาหาร และการทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำอื่น ๆ
- การประเมินทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การคำนวณมูลค่าเศรษฐกิจของบริการจากระบบนิเวศที่หายไป หรือการคำนวณต้นทุนในการฟื้นฟูระบบนิเวศ
กำหนดแนวทางการชดเชยและฟื้นฟู
- วิธีการชดเชยให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยพิจารณาจากความเสียหายที่ประเมินได้ เช่น การจ่ายเงินชดเชย การสนับสนุนในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การฝึกอบรม การส่งเสริมอาชีพใหม่ หรือการจัดหาแหล่งทุนสนับสนุนการฟื้นฟู กำหนดแนวทางการชดเชยและฟื้นฟู
- วางแผนการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ได้รับความเสียหาย เช่น การกำจัดปลาหมอคางดำ การสร้างแหล่งที่ อยู่อาศัยใหม่สำหรับสัตว์น้ำพื้นเมือง และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
ซึ่งวินิจ ย้ำว่า การประเมินและการชดเชยในกรณีนี้ต้องใช้ข้อมูลที่มีความละเอียดสูง และการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย อีกทั้งยังได้เน้นย้ำถึงหลักการ รัฐบาลต้องกำหนดแนวทางการชดใช้ค่าเสียหายบนหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle : PPP / UNCED, 1992) อีกด้วย
จะเห็นได้ว่า ประเด็นปัญหาของปลาหมอคางดำนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจแต่เพียงเท่านั้น หากลงลึกในรายละเอียด จะเห็นได้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น ส่งผลเป็นปัญหาเชิงลูกโซ่ ก่อนที่ก่อร่างเป็นปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป้นปัญหาทางทรัพยากรธรรมชาติ หรือสังคม สังเกตได้จากแนวทางการประเมินความเสียหายที่ถูกนำเสนอโดยนักวิชาการ ที่จะระบุถึงการประเมินปัญหาด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว
ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ต้องยืนยันร่วมกันจากสังคมก็คือ การเรียกร้องให้ผู้นำเข้าปลาชนิดนี้ ต้องเป็นผู้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น และมีแนวทางกำหนดโทษเพื่อไม่ให้ปัญหาทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำมาซ้ำไป
และสุดท้ายคนที่ต้องแบกรับทุกสิ่งคือประชาชนเสียเอง


