หลายคนคงอาจจะได้เห็นโพสภาพ ชายหาดวอนนภาโฉมใหม่ จากทางเพจ ที่นี่บางแสน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ซึ่งกลายเป็นไวรัลที่ถูกพูดถึง โดยมีประชาชนทั่วไปมาแสดงความคิดเห็นมากถึง 2000 ความคิดเห็น รวมถึงมีการแชร์ไปมากกว่า 2000 ครั้ง จนกลายเป็นข่าวที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงไม่น้อยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซึ่งความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปที่มีต่อภาพชายหาดวอนนภาโฉมใหม่ที่มีลักษณะเป็นเขื่อนป้องกันตลิ่งแบบขั้นบันได ก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในฝั่งของคนในพื้นที่พ่อค้าแม่ค้าให้ความเห็นว่า เขื่อนป้องกันตลิ่งดังกล่าวช่วยชะลอการกัดเซาะพื้นที่หาดวอนนภาทำให้พื้นที่หลังแนวเขื่อนที่มีลักษณะเป็นโครงสร้างทางเดิน ที่นั่งพักผ่อนริมทะเลและถนนที่อยู่ถัดไป ไม่ถูกคลื่นเซาะทำลายไปมากกว่าเดิม ทำให้พ่อค้าแม่ค้ายังสามารถดำรงอาชีพค้าขายและตั้งชุดเก้าอี้เช่าให้นักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดได้
ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวบางส่วนให้ความเห็นว่ากังวลในเรื่องความปลอดภัยเนื่องจากการออกแบบและวัสดุพื้นผิวของเขื่อนป้องกันตลิ่งแบบขั้นบันไดเสี่ยงต่อการลื่นและทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้โดยเฉพาะเมื่อเกิดการสะสมของตะไคร่น้ำหรือสาหร่าย ในขณะที่เสียงทางโซเชี่ยลมีเดียแตกออกไปส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นไปในทางไม่เห็นด้วยเนื่องจากการทำเขื่อนป้องกันตลิ่งที่เป็นโครงสร้างหนักมีผลเสียตามมาคือหาดทรายจะหายไปอย่างที่มีตัวอย่างให้เห็นในพื้นที่อื่น
ประเด็นดังกล่าวจึงถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคม แต่สุดท้ายยังไม่มีข้อสรุปว่าหาดวอนนภาโฉมใหม่นี้แท้จริงแล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือจริงๆ แล้วจำเป็นต้องสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งนี้จริงหรือไม่ ผูกโยงและเกี่ยวข้องกับใครบ้างและส่งผลอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงของชายหาดบางแสนในอนาคต
จนไปถึงการตั้งคำถามว่าการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งสามารถป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้จริงหรือไม่ในวันที่มีตัวอย่างของความล้มเหลวของการพยายามเอาชนะธรรมชาติให้เห็นมามากมาย

ชายฝั่งชลบุรีและหาดบางแสน
หนึ่งในระบบนิเวศชายฝั่งที่มีความหลากหลายที่สุดในประเทศไทย
หลายๆ ครั้งเมื่อพูดถึงชายหาดบางแสน หลายคนคงนึกถึงชายหาดสีขาวยาวตลอดแนวกับแนวต้นมะพร้าวที่ถูกปลูกอย่างสวยงามทั้งหมดนี้ทำให้ชายหาดบางแสนกลายเป็นหนึ่งในชายหาดท่องเที่ยวและที่พักตากอากาศของคนที่มีกำลังทรัพย์มาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบันยิ่งมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ชายหาดบางแสนก็พัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดชลบุรี ทำให้เริ่มมีอาคารสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ แนวเก้าอี้นั่งชายหาด รถเข็นขายอาหารและอื่นๆ อีกมากมายเพื่อสนับสนุนและรองรับการเติบโตทางด้านการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ

หากเราลองแบ่งหาดบางแสนทั้งจากลักษณะของชายหาดและระบบนิเวศ รวมถึงลักษณะการเติบโตทางเศรษฐกิจเราจะสามารถแบ่งหาดบางแสนออกได้เป็น 3 ช่วงด้วยกัน ได้แก่ 1.ส่วนแหลมแท่นและหาดบางแสนบน 2.ส่วนหาดบางแสนกลาง และ3.ส่วนหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภา
แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น ในสายตาของธรรมชาติ หาดบางแสนนั้นเต็มไปด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศชายหาดที่สูงมาก เพราะมีทั้ง หน้าผา หาดเลน หาดหินปนทราย และหาดทราย โดยส่วนเหนือสุดของหาดบางแสนที่เราเรียกกันว่า เขาสามมุกมีลักษณะเป็นหน้าผาริมทะเล โดยปากแม่น้ำบางช่วงมีลักษณะเป็นป่าชายเลนที่มีหาดเลน
ตามมาด้วยบริเวณแหลมแท่นที่มีลักษณะของโขดหินและหาดบางแสนบนทำให้บริเวณนี้มีลักษณะเป็นหาดหินปนทราย ก่อนจะกลายมาเป็นหาดทรายสีขาวที่ยาวต่อเนื่องในบริเวณหาดบางแสนส่วนกลาง และถัดไปเป็นบริเวณหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภาซึ่งมีลักษณะเป็นชายหาดที่มีหน้าหาดสั้นเนื่องจากการถูกกัดเซาะ ซึ่งถ้านับทั้งระบบนิเวศชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่อ่าวตัว ก เม็ดทรายเม็ดแรกและหาดทรายแห่งแรกเกิดขึ้น ณ หาดบางแสน

ธรรมชาติของหาด ธรรมชาติของชายฝั่ง ธรรมชาติของทราย
ถ้าพูดถึงธรรมชาติของหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภา ต้องย้อนกับไปในช่วงก่อนการพัฒนาทั้งหมด ซึ่งลักษณะตามธรรมชาติของชายหาดทุกที่ล้วนใกล้เคียงกันถ้าไล่เรียงจากนอกชายฝั่งเข้ามาสู่ชายหาดจะมีลำดับคือ นอกฝั่ง สันดอนใต้น้ำ ชายหาดส่วนหน้าหรือชายหาดเปียก (ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด) ตามมาด้วยสันทรายถัดไปเป็นชายหาดส่วนหลังหรือชายหาดแห้งและป่าชายหาด
ตามธรรมชาติหาดทรายมีคุณสมบัติเฉพาะมีความยืดหยุ่นเคลื่อนไหวได้ตามแรงพัด
ของน้ำ บางครั้งหาดทรายบริเวณนี้อาจจะโดนคลื่นซัดพัดพาไปเติมเต็มบริเวณอื่น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อคลื่นลมเปลี่ยนทิศทางทรายจากบริเวณอื่นก็จะถูกพัดพากลับมา จนเกิดเป็นสมดุลพลวัตรของทรายทั่วทั้งชายฝั่ง หาดทรายและสันทรายจึงทำหน้าที่เป็นกำแพงกันคลื่นตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันชายฝั่งให้ปลอดภัยจากคลื่นลมที่แปรปรวนอยู่เสมอ
ปัจจุบันพื้นที่หาดบางแสนตอนล่างจากวงเวียนบางแสนถึงหาดวอนนภามีลักษณะเป็นชายหาดหน้าแคบ ชายหาดเรียบตั้งแต่ขอบชายฝั่งทะเลไปจนถึงแนวระหว่างน้ำขึ้นน้ำลง ชายหาดส่วนหน้ามีความลาดชันไม่มาก ชายหาดส่วนหลังเป็นแนวแคบๆ และถูก เปลี่ยนแปลงเป็นพื้นดาดแข็ง ถนน และสิ่งก่อสร้าง ทำให้ไม่เหลือรอยต่อระหว่างชายหาดส่วนหน้าและชายหาดส่วนหลัง พื้นที่ส่วนใหญ่ของชายหาดมีการก่อสร้างแนวกำแพงหินป้องกันคลื่นริมชายหาด (seawall) ตลอดแนว

จุดเริ่มต้นการกัดเซาะชายหาด
จุดเริ่มต้นของการกัดเซาะชายหาดของหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภารวมถึงชายหาดอื่นๆ ในประเทศไทยเริ่มจาก ‘การตัดถนนหน้าหาดทับสันทราย’ ซึ่งนำพาการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเข้ามาสู่พื้นที่ชายหาดส่วนหน้าซึ่งควรเป็นพื้นที่สงวนในการก่อสร้างหรือเกิดกิจกรรมใดๆที่ส่งผลรบกวนต่อระบบนิเวศ เช่นการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่อย่างโรงแรม ร้านอาหาร ทางเดินริมน้ำ พื้นที่นั่งริมน้ำ จนไปถึงเขื่อนกันตลิ่งตลอดหน้าหาด ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้เป็นน้ำหนักมหาศาลที่กดทับลงบนสันทรายและหาดทราย
สำหรับหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภา นอกจากการเข้ามาพัฒนาของรัฐ ยังตามมาด้วย กรรมสิทธิ์การถือครองที่ดินที่เป็นของเอกชนหลายเจ้า ทำให้การตัดถนนของหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภาเกิดขึ้นติดริมหาดแตกต่างจากหาดบางแสนบนและหาดบางแสนกลางที่กรรมสิทธิ์ที่ดินถือครองโดยรัฐจึงมีการเว้นระยะในการตัดถนนออกมาไกลจากหาดส่วนหน้า ทำให้ยังคงรักษาหน้าหาดที่สวยงามและระยะของสันทรายไว้ได้บางส่วน
หลังจากมีการตัดถนนชิดหน้าหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภาร่วมกับมีการสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น การกัดเซาะชายหาดบริเวณหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภาก็เริ่มขึ้น
ราวปีพ.ศ. 2547 เทศบาลในขณะนั้นจึงมีการสร้างเขื่อนกันตลิ่งแนวตั้งและทิ้งหินในลักษณะของคลื่นกันตลิ่งแบบหินใหญ่เรียงตลอดแนวหาด รวมถึงมีการทิ้งหินในลักษณะของเขื่อนกันคลื่นยื่นลงไปในทะเล แต่ไม่สามารถหยุดการกัดเซาะบริเวณหน้าหาดบางแสนส่วนล่างและหาดวอนนภาได้ ทำให้กลับกลายเป็นยิ่งสร้างเพื่อหยุดยั้งการกัดเซาะมากขึ้นเท่าไหร่ การกัดเซาะก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
ทำให้ต่อมาก็ได้มีการมองหาวิธีป้องกันในแบบรัฐ ที่นำไปสู่การสร้างเขื่อนกันตลิ่งแบบบันไดอย่างที่กำลังเป็นข่าวในปัจจุบัน

สิ่งที่ผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่ชายหาดบางแสนบอกไว้
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2560 มีการจัดทำ ‘โครงการจัดทำผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่ชายหาดบางแสนเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี’ โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมืองภายใต้สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ต่อเนื่องมาจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาลเมืองแสนสุข พ.ศ. 2558-2562 โดย นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข
ซึ่งผังแม่บทฯ ได้เขียนข้อแนะนำในส่วนของการพัฒนาชายหาดบางแสนอย่างยั่นยืน โดยยึดมั่นในหลักการของการพัฒนาไว้ว่า
“ควรรักษาระยะชายหาดส่วนหน้าและชายหาดส่วนหลัง โดยเว้นระยะให้มีหาดแห้ง สำหรับพืชคลุมดินเพื่อรักษาสันทรายชายหาด รักษาความลาดของชายหาดส่วนหน้าไว้เพื่อลดแรงกระแทกจากคลื่นที่จะพัดพาทรายชายหาดออกไป”
“สิ่งก่อสร้างเพื่อป้องกันชายฝั่ง ได้แก่ กำแพงและเขื่อนกันคลื่นต้องไม่ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างบกและทะเล เพื่อเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตชายหาดและกิจกรรมชายหาดของมนุษย์ และควรอยู่ในพื้นที่หาดส่วนหลังเนื่องจากอิทธิพลจากคลื่นจะกระแทกและพาตะกอนออกไปสู่ทะเลมากกว่านำตะกอนกลับมาสะสม รวมถึงต้องเว้นระยะถนนและการก่อสร้างอาคารที่มีน้ำหนักกดทับบนพื้นที่หาดเพื่อลดอัตราการทรุดตัวของชายฝั่ง”
นอกจากนั้นผังแม่บทฯ ยังมีการแนะนำลักษณะของเขื่อนกันตลิ่งหรือเขื่อนกันคลื่นไว้ด้วยโดยระบุว่า
“ควรใช้รูปแบบที่ผสมผสานเทคนิคทางวิศวกรรมและนิเวศวิทยาโดยได้กำหนดรายชื่อและแนวทางการใช้พืชพรรณพื้นถิ่นชายหาดทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่มและไม้คลุมดินเพื่อช่วยสร้างร่มเงาและพื้นที่สีเขียวในบริเวณชายหาด”

แม้ผังแม่บทฯ เองจะแนะนำลักษณะของเขื่อนกันตลิ่งแบบบันได แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะอยู่ในส่วนของการปรับปรุงจากแนวเขื่อนกันคลื่นเดิมที่มีลักษณะเป็นแนวตั้งเท่านั้น โดยให้ปรับรูปแบบเป็นเขื่อนกันคลื่นแบบบันไดที่มีความลาดชันน้อย มีแนวของหินทิ้งขนาดเล็กอยู่ก่อน
ให้หน้าเขื่อนเลียนแบบระบบนิเวศเพื่อลดแรงกระแทกของคลื่นและเพิ่มโอกาสในการทับถมของตะกอนทราย นอกจากนั้นบางส่วนของบันไดยังเว้นเป็นกระบะทรายและปลูกพืชชายฝั่งเป็นระยะ ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความเป็นไปได้และประนีประนอมที่สุดกับการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว
นอกจากคณะจัดทำผังแม่บทฯ ยังแนะนำให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาซื้อหรือเวนคืนที่ดินบางส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้มีการพัฒนาสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่ชาดหาดส่วนหน้าและพื้นที่ชายหาดส่วนหลังเพิ่มมากขึ้น

ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
แม้จะมีการจัดจ้างทำผังแม่บทฯ อย่างไรก็ตาม จากสรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็น ‘โครงการฟื้นฟูบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พื้นที่ชายฝั่งทะเลชุมชนหาดวอนนภา’ เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564 ทาง นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข ก็ได้ออกมาให้ความเห็นการก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งแบบขั้นบันไดที่เราห็นกันในปัจจุบันไว้ ว่า “ขอสนับสนุนโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ในรูปแบบของเขื่อนคอนกรีตขั้นบันไดเนื่องจากมีความสวยงาม สอดคล้องกับสภาพชายหาด และก่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่ชายหาดและชุมชนมากที่สุด”
ทำให้ 7 ปีผ่านไป ภาพเขื่อนกันตลิ่งแบบบันไดที่เราเห็นและกำลังก่อสร้างในปัจจุบันมีระยะราว 300 – 400 เมตร เริ่มตั้งแต่บริเวณหน้าร้าน สกาล่าดินเนอร์ ไปจนถึงบริเวณหน้าบางแสนซอย 8 กลับมีลักษณะเป็นเขื่อนกันตลิ่งแบบบันไดที่มีความชันมาก
จากการสอบถามคนในพื้นที่พบว่า แต่ละลูกตั้งของบันไดมีความสูงต่อขั้นประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร ซึ่งจากความชันของขั้นบันไดที่ไม่สอดคล้องกับผังแม่บทฯ และการไม่มีการวางหินทิ้งขนาดเล็กเลียนแบบระบบนิเวศชายหาดหินปนทราย ทำให้มีการปะทะกันระหว่างคลื่นกับโครงสร้างอย่างแรงและนำไปสู่การกัดเซาะและการหายไปของทรายที่อยู่หน้าเขื่อนกันตลิ่ง ส่งผลให้ในอนาคตระยะความห่างของพื้นทรายกับบันไดขั้นแรกจะห่างขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งตัดขาดความเชื่อมต่อระหว่างทะเลและบกและตัดขาดกิจกรรมของมนุษย์และชายหาดในที่สุด

ซึ่งจากประวัติศาตร์ที่ผ่านมา การรวบรวมข้อมูลของ Beach For Life และนักวิชาการนิเวศชายฝั่งมากมาย ก็ได้ออกมาคัดค้านการสร้างเขื่อนกันตลิ่งหรือเขื่อนกันคลื่นแบบใด เพราะโครงสร้างเหล่านี้ไม่อาจหยุดยั้งการกัดเซาะและพลวัตรของชายหาด คลื่น และกระแสน้ำได้
แต่ในวันที่ติดกระดุมผิดเม็ดแรก การพัฒนาพื้นที่ของหาดบางแสนล่างและหาดวอนนภาจึงทำได้เพียงชะลอการกัดเซาะให้เกิดช้าที่สุด แต่ทั้งนี้ทุกอย่างจะหมดความหมายหากยังเกิดการพัฒนาสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกดลงสู่สันทราย และไม่มีการแก้ไขปัญหายังจุดเริ่มต้นซึ่งคือ การรักษาระยะชายหาดให้พื้นที่กิจกรรมและสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของมนุษย์อยู่ในพื้นที่หาดส่วนหลัง
ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามยังจุดเริ่มต้นและความคุมเครือในเรื่องสิทธิ์การถือครองที่ดินของเอกชน รวมถึงการเอื้อหรืออนุญาตให้มีการการพัฒนาพื้นที่ของเอกชนทั้งที่ส่งผลเสียอย่างถาวรแก่ระบบนิเวศชายหาดที่เหลืออยู่ไม่มากนัก รวมถึงส่งผลให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงขึ้น

หาดวอนนภา ที่วอนว่าชายหาดจะไม่หายไป
จากทั้งหมดนั้น อาจยิ่งช่วยทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่าการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของมนุษย์โดยไม่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาตินำไปสู่อะไร?
‘หายนะ’ คงเป็นคำตอบสุดท้าย
สำหรับการพัฒนาและการสร้างเขื่อนกันตลิ่งแบบบันไดที่หาดบางแสนล่างและหาดวอนนภา ชัดเจนว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตคือ การปะทะกันของคลื่นและโครงสร้างของเขื่อนกันตลิ่งที่จะแรงขึ้น ซึ่งแรงของคลื่นที่ปะทะจะวกพัดเอาทรายที่อยู่บริเวณฐานรากหน้าเขื่อนกันตลิ่งไป ทำให้ทรายหน้าเขื่อนกันตลิ่งหายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งส่งผลต่อโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างใดก็ตามที่อยู่ต่อจากเขื่อนกันตลิ่งและเสี่ยงต่อการทรุดพังของทางเดินริมน้ำ และถนน
ส่วนผลกระทบในระยะยาวที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อสมดุลพลวัตรของการพัดพา กัดเซาะ และสะสมของหาดทรายเปลี่ยนแปลงไป คือ การเปลี่ยนแปลงของลักษณะของระบบนิเวศชายหาดทั้งระบบ ซึ่งหมายรวมถึงชายหาดบางแสนส่วนกลางที่อาจจะมีระยะของชายหาดลดสั้นลง หรือส่งผลกระทบไปถึงหาดบางแสนส่วนบนและแหลมแท่น ต่อไปในอีก 10 – 50 ปีข้างหน้าถ้าเรายังไม่หยุดการสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ รบกวนบริเวณชายหาดส่วนหน้าเราอาจจะไม่มีชายหาดบางแสนที่ทั้งขาวสะอาด และยาวสุดลูกหูลูกตาให้เล่นน้ำและทำกิจกรรมริมชายหาดอีกแล้ว

ซึ่งปัจจุบันแม้จะมีการออกแบบเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในหลายรูปแบบ แต่จริงๆ แล้วมีรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยสุด คือ การเติมทราย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในหลายพื้นที่ เช่น ชายหาดพัทยา ชายหาดแหลมเจริญ ที่จังหวัดระยอง แต่การเติมทรายเป็นเพียงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งที่ปลายเหตุและจำเป็นต้องทำซ้ำเรื่อยๆ
แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่านั้น แต่กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกมองข้ามไปในหลายๆ การพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นชายฝั่งทะเล ริมแม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือพื้นที่อ่อนไหวอื่นๆ คือ การมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบนิเวศเข้ามาเป็นที่ปรึกษาสำคัญ เพื่อประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ร่วมถึงมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน (sustainable development) ในอนาคตร่วมกันกับนักออกแบบหรือวิศวกร โดยใช้เทคนิคทางวิศวกรรมและนิเวศวิทยา ร่วมถึงคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ด้วยกันเอง
มันถึงเวลาหรือยังที่เราออกแบบโดยไม่เบียดบังธรรมชาติ ในฐานะที่ธรรมชาติได้มอบอะไรให้เรามากมาย แล้วเราจะกอบโกยกันไปถึงเมื่อไหร่?



