หลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับ แจ็ก สแปร์โรว์ (Jack Sparrow) กัปตันโจรสลัดขี้เมาจากเรื่อง Pirates of the Caribbean และหลายคนก็อาจเป็นแฟนตัวยงของ ลูฟี่ กัปตันโจรสลัดยางยืด ผู้ที่มีความใฝ่ฝันว่า “ฉันเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เลย” จากเรื่อง One Piece แต่รู้หรือไม่ว่าภาคตะวันออกเองก็เคยมีโจรสลัด!
ในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา หน้าโซเชี่ยลมีเดียของเรามักมีคอนเทนต์เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่มีการถ่ายทำในภาคตะวันออกโผล่ขึ้นมาอยู่บ่อยๆ และแต่ละเรื่องก็จะระบุสถานที่ถ่ายทำเอาไว้ชัดเจน ซึ่งในบรรดาภาพยนตร์เหล่านั้น ปืนใหญ่จอมสลัด ภาพยนตร์ที่กำกับโดย นนทรีย์ นิมิบุตร ออกฉายในปี พ.ศ. 2551 เป็นเรื่องที่ดึงดูดความสนใจของเรามากที่สุด
เพราะนอกจากภาพยนตร์ดังกล่าวจะถ่ายทำที่เกาะสีชังในจังหวัดชลบุรีแล้ว ยังมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ชวนให้คิดถึง ‘นายซ่องนายโจร’ และ ‘โจรสลัด’ ตามหัวเมืองต่างๆ ในแถบภาคตะวันออกนั่นเอง
เมื่อความสนใจเกิดขึ้น ความสงสัยก็เริ่มทำงาน และนำไปสู่การไล่สืบข้อมูลค้นเกี่ยวกับโจรสลัดในภาคตะวันออกจากแหล่งต่างๆ จนพบว่ามีเรื่องราวของนายซ่องและโจรสลัดแห่งภาคตะวันออกปรากฏอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ไทยใน 2 ช่วงเวลาด้วยกัน คือ ตอนปลายสมัยอยุธยาถึงสมัยพระเจ้าตาก และช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7
เพราะเธอคนนั้นคือฉันอีกคน : โจรสลัดแห่งยุโรป และ นายโจรนายซ่องแห่งภาคตะวันออก
จากหนังสือเรื่อง คู่มือศึกษาโจรสลัด ข้อเท็จจริง เอกสาร และการตีความทางประวัติศาสตร์ เขียนโดย โรเบิร์ต เจ. แอนโทนี (Robert J. Antony) กล่าวถึงคำว่า ‘โจรสลัด’ (Pirate) และ ‘การกระทำอันเป็นโจรสลัด’ (Piracy) เป็นคำศัพท์ของชาวยุโรปยุคล่าอาณานิคม หรือเมื่อราวปี พ.ศ. 2300 ทว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแถบๆ บ้านเรานั้น จะมีการใช้คำพื้นเมืองในการเรียกหรือนิยามคนกลุ่มนี้
และในการศึกษาของ กำพล จำปาพันธ์ นักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาเกี่ยวกับ ‘เมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก’ ชี้ว่าในเอกสารทางประวัติศาสตร์ไทย เรื่องราวของโจรสลัดและการกระทำอันเป็นโจรสลัดจะไม่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมา คือเราจะไม่มีทางเจอเรื่องราวของพวกเขาในเอกสารทางการอย่างพระราชพงศาวดารต่างๆ เป็นแน่ แต่ในการตามรอยเรื่องราวของพระเจ้าตากจะทำให้เราได้พบเรื่องราวของพวกเขา ภายใต้คำเรียกที่ว่า ‘นายโจรนายซ่อง’ ผู้ทำการ‘ปล้นสะดม’ และ ‘ยึดเรือ’ อยู่ตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งชื่อเรียกเหล่านี้ก็มีความหมายเทียบเคียงได้กับคำว่าโจรสลัดและการกระทำอันเป็นโจรสลัดนั่นเอง
กำพล จำปาพันธ์ ยังชี้อีกว่าบรรดานายโจรนายซ่องนั้น มักมีภาพลักษณ์เป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง อำนาจ บริวาร บารมี ได้รับการยกย่องนับหน้าถือตาจากคนในชุมชน และบ่อยครั้งก็ได้รับการยกย่องเป็น ‘วีรุบุรษ’ ผู้มีความกล้าหาญและเสียสละ เพราะ ‘การปล้นสะดม’ หรือ ‘การปล้นเรือ’ เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ไพร่สามัญชนหลุดพ้นจากระบบเจ้าขุนมูลนาย สามารถดำรงชีพได้อย่างอิสระ และสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กันได้

ภาพเรือสินค้าที่แล่นไปมาในแถบเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก
จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มีการกล่าวถึงนายโจรนายซ่องและโจรสลัดคนสำคัญประจำท้องถิ่นภาคตะวันออกไว้หลายคนด้วยกัน เช่น นายทองอยู่นกเล็ก, ขุนรามหมื่นซ่อง, หลวงพลแสนหาญ, ขุนจ่าเมือง และอีกคนหนึ่งคือ เสือผ่อน โจรสลัดชื่อดังของภาคตะวันออกที่มีชีวิตโลดแล่นในช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7
นอกจากนี้ ข้อมูลยังบอกอีกว่าพวกเขาเหล่านี้ได้พากันสร้างถิ่นฐานและวางขอบเขตอิทธิพลเรียงรายเลียบชายหาดภาคตะวันออกเรื่อยไป นับได้ตั้งแต่บริเวณบ้านบางปลาสร้อย บ้านนาเกลือ วัดลุ่มฯ เมืองระยอง ปากน้ำประแส กระทั่งไปถึงบริเวณอ่าวมะขามป้อม บ้านกร่ำ เมืองแกลง

ภาพถ่ายทางอากาศ เมืองบางปลาสร้อย
แน่นอนว่าเมื่อตั้งตัวขึ้นเป็นนายโจรนายซ่องและโจรสลัดแล้ว ก็ย่อมเป็นที่จับตามองของทางการ ซึ่งเรื่องราวของบรรดานายโจรนายซ่องแห่งภาคตะวันออกกับผู้มีอำนาจจากส่วนกลางนั้น ก็ไม่ได้มีเพียงว่าทางการส่งเจ้าพนักงานมากำราบแล้วก็สูญสิ้นไป หากแต่มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงสมัยพระเจ้าตาก ที่ปรากฏว่ามีนายโจรนายซ่องจำนวนหนึ่งได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ท้ายภารกิจกู้บ้านกู้เมืองด้วย
นายทองอยู่นกเล็กแห่งบางปลาสร้อย โจทย์แรกอันท้าทาย (แต่แก้ได้) ของพระเจ้าตาก
จากการสืบค้นเราไม่พบชีวประวัติของนายทองอยู่นกเล็กมากนัก รู้กันเพียงว่ามีชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2310 และใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึงว่า “เป็นนายซ่องสุมผู้คนอยู่ ณ เมืองชลบุรี” โดยขอบเขตอิทธิของนายซ่องผู้นี้จะเริ่มตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำบางปะกง ลุ่มน้ำพานทองตอนล่าง เขาบางทราย เลียบชายฝั่งไปจนอ่างศิลา เขาสามมุข และเกาะสีชัง
อย่างที่รู้กันว่า ภายหลังจากการเสียกรุงศรีฯ พระเจ้าตากทรงมาพำนักอยู่แถบหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อรวบรวมกำลังคนสำหรับขับไล่พม่า แต่ในระหว่างนั้นได้ทรงประสบกับ ‘โจทย์ที่ท้าทาย’ คือบรรดาโจรสลัด นายโจร นายซ่องทั้งหลายที่ซ่องสุมกำลังคนและก่อตั้งชุมนุมของตนขึ้น พร้อมกับทำการปล้นสะดม ยึดเรือ ปล้นอาวุธ และเสบียงอาหาร ซึ่งนายทองอยู่นกเล็กคือหนึ่งในนั้น
ในการแก้ไขโจทย์ที่ท้าทาย พระเจ้าตากทรงใช้วิธีเจรจาก่อนเป็นลำดับแรก คือส่งให้นายบุญรอดแขนอ่อนและนายชื่นบ้านค่าย สองสหายที่รู้จักกันกับนายทองอยู่นกเล็กเป็นตัวแทนพระองค์ไปเจาจร ซึ่งปรากฏว่านายทองอยู่นกเล็กยินยอมที่จะอ่อนน้อมต่อพระเจ้าตาก แต่มีเงื่อนไข 2 ประการ คือ หนึ่ง ทรงต้องแต่งตั้งนายทองอยู่นกเล็กให้เป็น พระยาอนุราชบุรีศรีมหาสมุทร ซึ่งหมายถึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองชลบุรี และสอง ทรงต้องแต่งตั้งให้บรรดาลูกน้องของตนได้เป็นขุนนางตามอย่างธรรมเนียมราชสำนักสมัยอยุธยาด้วย
พระเจ้าตากก็ทรงยินยอมตามเงื่อนไขทั้งสอง เพราะต้องการสร้างแรงจูงใจให้นายซ่องนายโจรอื่นๆ ให้มาอ่อนน้อมต่อพระองค์ และเมื่อแต่งตั้งแล้วก็ได้ทรงพระราชทานโอวาทสั่งสอนนายทองอยู่นกเล็กให้ละทิ้งพฤติการณ์ของโจรสลัดเสียด้วย
แต่บรรดาศักดิ์และโอวาทที่ได้รับมากลับไม่ทำให้นายทองอยู่นกเล็กละเลิกวิถีของโจรสลัดแต่อย่างใด เขายังคงวางตัวเป็นนายซ่องโจรที่ออกปล้นสะดมทางทะเลอยู่ร่ำไป จนกระทั่งพระเจ้าตากทรงไม่ทนและเลือกใช้วิธีแก้ที่รุนแรงขึ้น คือภายหลังจากที่ตีเอาเมืองจันท์ได้และเตรียมยกกองทัพเรือเข้าไปกู้กรุงศรีอยุธยานั้น ทรงได้จับกุมนายทองอยู่นกเล็กมาไต่สวนและประหารชีวิตฐานเป็นโจรสลัด ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้อยู่ปรากฏใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และ พระราชพงศาวดาร ฉบับหมอบรัดเล
อย่างไรก็ดี แม้ว่านายทองอยู่นกเล็กจะเป็นนายซ่องที่เข้มแข็ง มีอิทธิพล กำลังคน และบารมีมาก กระทั่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่งของพระเจ้าตาก แต่อย่างนั้นก็ยังถือว่าเป็นรองขุนรามหมื่นซ่อง นายโจรนายซ่องแห่งบ้านปากน้ำประแส
ขุนรามหมื่นซ่องแห่งปากน้ำประแส ‘คนอาสัจอาธรรม’ ที่พระเจ้าตากมีดำริว่า ‘ละเว้นเอาไว้ไม่ได้’
ขุนรามหมื่นซ่องคืออีกหนึ่งนายซ่องนายโจรที่เป็นโจทย์ท้าทายภารกิจกู้บ้านเมืองของพระเจ้าตาก ในระหว่างพำนักอยู่ที่เมืองในภาคตะวันออก และถือเป็นอริคนสำคัญ เพราะนายซ่องผู้นี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าเมืองจันทบุรีคิดต่อต้านแข็งข้อต่อพระเจ้าตาก
ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และ พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ ได้อธิบายไว้ตรงกันว่า ‘หมื่นซ่อง’ ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งทางการเมืองแต่เป็นสมญานาม เพราะขุนรามนี้เป็นผู้มีอิทธิพลคุมหลายบ้านหลายซ่อง ตลอดลำน้ำคลองบ้านค่ายไปจนถึงปากน้ำประแส ซึ่งเป็นย่านที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น จึงได้มีสมญานามดังกล่าว

ชุมชนปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อปี พ.ศ. 2479 ถ่ายโดย ดร. โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน (Dr. Robert Larimore Pendleton) นักวิทยาศาสตร์ทางดินและการเกษตร ชาวอเมริกัน
พระราชพงศาวดาร ฉบับหมอบรัดเล ได้กล่าวถึงขุนรามหมื่นซ่องไว้ว่าระหว่างที่พระเจ้าตากกำลังเดินทัพเพื่อเกลี้ยกล่อมผู้คนอยู่ตามบ้านต่างๆ ขุนรามหมื่นซ่องก็ได้ส่งลูกน้องมาลักขโมยกระบือ ช้าง และม้า จากกองทัพของพระองค์อยู่เสมอๆ
ในการกำราบขุนรามหมื่นซ่อง พระเจ้าตากทรงเลือกใช้วิธีการรุนแนงตั้งแต่ต้น ไม่ใช้การเจรจา เพราะตัวขุนรามหมื่นซ่องไม่ได้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ และไม่มีอุดมการณ์ที่กู้บานกู้เมือง พอใจอยู่กับการดักปล้นและเก็บส่วยจากบรรดาพ่อค้าและผู้ที่เดินทางผ่านพื้นที่ของตนไปมาเท่านั้น ซึ่งส่วนนี้เองที่ทำให้พระเจ้าตากมองว่าขุนรามหมื่นซ่องเป็น ‘คนอาสัจอาธรรม’
ดังนั้น พระเจ้าตากจึงใช้วิธีการรบอย่างเต็มรูปแบบ โดยทรงยกทัพไปตั้งค่ายที่บ้านทะเลน้อย (ที่บริเวณวัดราชบัลลังก์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในปัจจุบัน) และทำการสู้รบกับขุนรามหมื่นซ่อง แต่ถึงแม้ผลการสู้รบจะปรากฏว่าพระเจ้าตากชนะ แต่ก็ได้สูญเสียทหารไปมากกว่า 400 นาย โดยที่ขุนรามหมื่นซ่องก็สามารถหลบหนีไปพึ่งพิงเจ้าเมืองจันทบุรีได้ และได้ขึ้นเป็นนายทัพของที่นั่น
เมื่อได้ขุนรามหมื่นซ่องมาเป็นนายทัพ เจ้าเมืองจันบุรีก็แข็งข้อต่อพระเจ้าตากทันที โดยเมื่อกองทัพของพระเจ้าตากที่ไล่ตามขุนรามหมื่นซ่องมาถึงประตูเมือง เจ้าเมืองจันทบุรีก็ใช้กลอุบายให้พระสงฆเ์ชิญพระเจ้าตากเข้าไปในเมือง แต่พระองค์ทรงรู้ทันและบ่ายเบี่ยง ก่อนจะส่งคนไปเจรจากับเจ้าเมืองจันทบุรีให้ส่งตัวขุนรามหมื่นซ่องมาให้ แล้วพระองค์จะไม่ตีเมืองจันทบุรี แต่ฝ่ายเจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอม จึงนำไปสู่การพุ่งกันจนพระเจ้าตากสามารถตีเมืองจันท์ได้ในที่สุด
แต่น่าเสียดายว่า ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ปรากฏเรื่องราวของขุนรามหมื่นซ่องในเอกสารใดๆ อีก ทำให้ไม่อาจรู้ได้ว่าฉากสุดท้ายของนายซ่องใหญ่แห่งปากน้ำประแสผู้นี้เป็นอย่างไร

จิตรกรรมฝาผนังในพระราชวังเดิม แสดงการรบที่จันทบุรี
นอกเหนือจากสมัยพระเจ้าตากแล้ว พื้นที่ภาคตะวันออกยังมีนายโจรนายซ่องและโจรสลัดปรากฏอยู่เรื่อยมา และหนึ่งในโจรสลัดที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วคือ เสือผ่อน แห่งอ่าวมะขามป้อม บ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ผู้สร้างวีรกรรมอยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงสมัยรัชกาลที่ 7 นั่นเอง
เสือผ่อน โจรสลัดชื่อดังแห่งภาคตะวันออก
เรื่องราวของเสือผ่อนเป็นที่รับรู้กันในหมู่ชาวบ้านแถบอ่าวมะขามป้อม ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เรื่อยไปจนถึงแถบจังหวัดจันทบุรีและตราด โดยถูกถ่ายทอดผ่านทั้งคำบอกเล่า และ ‘ลำตัด’ ที่แต่งโดย หะยีเขียด ในชื่อว่า อ้ายเสือจอมโจรชลบุรี ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์เขษมพานิช ปี พ.ศ. 2472 และได้รับการแต่งใหม่อีกครั้งโดยเสมียนทอง เจริญสุข ในชื่อว่า ลำตัดเสือผ่อน ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์ศรีจันทร์ จังหวัดจันทบุรี เมื่อราวสมัยรัชกาลที่ 7 ช่วงหลังปี พ.ศ. 2474
โดยเนื้อหาของลำตัด ไม่ปรากฏว่าชื่อบิดามารดาของเสือผ่อน ทราบแต่เพียงว่ามีพี่น้อง 5 คน เป็นชาย 2 และหญิง 3 ครอบครัวอาศัยอยู่ที่แหลมแม่พิมพ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และประกอบอาชีพประมง อีกทั้งยังไม่ปรากฏด้วยว่าเพราะเหตุใดนายผ่อนจึงได้ผันตัวเองมาเป็นท้าทายกฎหมายด้วยการเป็นโจรสลัด
ภายหลังจากการตั้งตัวเป็นโจรสลัด เสือผ่อนได้เทียวไปมาอยู่ระหว่างเกาะมันใน แหลมแม่พิมพ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และเขาหมูดุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในบรรดาเสือที่ได้เรียนวิชาอามคมจากหลวงพ่อเปรม เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดท่าแคลง อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพระที่มีชื่อเสียงเรื่องอยู่ยงคงกะพันในเวลานั้น และมีเรื่องล่าว่าเสือผ่อนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการสร้างอุโบสถหลังเก่าของวัดท่าแคลง
ในการออกปล้น เสือผ่อนจะออกไปพร้อมลูกน้องประมาณ 4 – 5 คน อาวุธคือปืนสั้นและใช้เรือใบยาวประมาณ 3 – 4 วา เป็นพาหนะ โดยจะดูฤกษ์ยามพร้อมกับทำพิธีบวงสรวงเทวดาก่อนเสมอ โดยวิธีการปล้นก็จะมีทั้งบนบกและในน้ำ แต่ส่วนมากเป็นการปล้นบ้านเรือนบนเกาะหรือชายฝั่งที่ติดทะเล ซึ่งผู้เฒ่าหลายคนที่เคยได้ยินเรื่องเสือผ่อนต่างเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า “เสือผ่อนเวลาปล้นนี้ดุร้ายมาก ฆ่าไม่เลือก”
อีกทางหนึ่งนอกจากการปล้น เสือผ่อนยังให้การอารักขาแก่คหบดีบางคนในภาคตะวันออก ซึ่งเมื่ออารักขาแล้วก็จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินทอง บ้างก็เป็นสิ่งของ เช่น ฝิ่น
ชื่อเสียงของเสือผ่อนนั้นเป็นที่ยำเกรงและโจษจันกันไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่ข้าราชการตำรวจ มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเสือผ่อนไปตัดผม มีตำรวจนายหนึ่งเดินมาคนเดียวมาเจอเสือผ่อน ก็ไม่กล้าจับ เพราะไม่มีพวก กลัวว่าจะถูกเสือผ่อนยิง และจากชื่อเสียงเช่นนี้ทำให้บรรดาเสือลูกน้องทั้งหลายมักขอให้เสือผ่อนเป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอผู้หญิงให้ ขณะที่ลูกน้องบางส่วนก็มักเอาชื่อเสือผ่อนไปอ้างเพื่อสวมรอยเวลาปล้นด้วย
นอกจากนี้ เสือผ่อนยังเป็นผู้มีชื่อเสียงด้านอาคม โดยมีเรื่องเล่าว่า จู่ๆ เสือผ่อนก็หายตัวไปขณะกำลังหนีตำรวจอยู่ที่เกาะมันใน และอีกเรื่องคือ ครั้งหนึ่งเสือผ่อนเคยใช้ขอนไม้เป็นพาหนะข้ามทะเลไปที่เกาะมันใน และปรากฏว่ามีโลมา 2 ตัว ว่ายคุ้มกันขนาบข้างอยู่ตลอด

ภาพปัจจุบันของเกาะมันใน ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
แต่ไม่ว่าเสือผ่อนจะเป็นมหาโจรสลัดที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถหามิตรแท้ในหมู่โจรด้วยกันได้ ซึ่งจุดจบของเสือผ่อนนั้นก็เนื่องมาจากการหักหลังของของลูกน้องคนหนึ่งที่ผันตัวไปเป็นไส้ศึกให้แก่ทางการ เล่ากันว่าลูกน้องคนดังกล่าวให้เมียของตนนำอาหารผสมระดูมาให้เสือผ่อนกิน ซึ่งเมื่อกินเข้าไปแล้วตะกรุดที่เป็นเครื่องรางประจำตัวก็ลั่นแตก ทำให้เสือผ่อนรู้ได้ว่าวิชาอาคมของตนนั้นสูญสิ้นไปเสียแล้ว ต่อมาทางการส่งเจ้าหน้าที่มาจับกุม มีการยิงต่อสู้กันที่อ่าวคุ้งกระเบน ผลก็ปรากฏว่าเสือผ่อนถูกกระสุนปืนของ สิบตรีฟุ้ง ระงับภัย และ ขุนภูมิประศาสน์ จนถึงแก่ความตาย เป็นอันปิดตำนานโจรสลัดผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคตะวันออก
อ้างอิงจาก
โรเบิร์ต เจ. แอนโทนี, เขียน. ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล, แปล. (2555). คู่มือศึกษาโจรสลัด ข้อเท็จจริง เอกสาร และการตีความทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์คบไฟ.
กำเนิดระบอบนายซ่องหัวเมืองตะวันออก ถึงพระเจ้าตากปราบนายซ่อง-โจรสลัดลงราบคาบ
พระเจ้าตาก ปราบ “นายทองอยู่นกเล็ก” นายโจรอยู่เป็น แห่งบางปลาสร้อย
“ขุนรามหมื่นซ่อง” แห่งปากน้ำประแส ขุนโจรผู้ชักนำจันทบุรีเป็นอริพระเจ้าตาก
ร่องรอย “เสือผ่อน” โจรดังสมัย ร.5-7 จากลำตัดเก่าแก่ที่สาบสูญ ชีวิตวัยเด็ก ถึงจุดจบน่าเศร้า


