ทุกวันนี้ หากเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา เราอาจจะไปเพียงแค่ร้านขายยาใกล้บ้าน แล้วซื้อยากินเอง หรือหากเจ็บป่วยหนักขึ้นมาหน่อย เราก็อาจไปคลินิก ไปโรงพยาบาล เข้ารับการดูแลรักษาจากของแพทย์และพยาบาล จากนั้นเราก็จะหายเป็นปกติ นั่นเพราะปัจจุบันเรามีสิ่งที่เรียกว่า ‘การแพทย์สมัยใหม่’ หรือ ‘การแพทย์แผนตะวันตก’ เป็นที่พึ่ง
แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ในยุคสมัยที่การแพทย์และสาธารณสุขสมัยใหม่ยังไม่เป็นระเบียบแบบแผนและเป็นที่นิยมเช่นทุกวันนี้ หรืออาจะเริ่มมีบ้างแล้วในบางพื้นที่ เช่น พระนคร หรือปัจจุบันคือกรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าไหร่ ทำให้การเจ็บป่วยครั้งหนึ่ง ที่แม้จะเป็นเพียงการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร โดยเฉพาะการเจ็บป่วยของคนในพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง เช่นในภาคตะวันออก
การรักษาโรครูปแบบหนึ่งที่ชาวภาคตะวันออกในยุคนั้นนิยมกันมาก โดยเฉพาในแถบอำเภอแกลง จังหวัดระยอง คือการรักษากับหมอพระ หรือพระหมอยา
เราเลยอยากชวนให้มารู้จักกับ หมอพระ – พระหมอยา หรือพระสงฆ์ที่เป็นหมอ ผู้ให้การรักษาโรคที่สำคัญของคนโบราณ และหลวงพ่อโต ติสฺโส หนึ่งในพระหมอยาที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก
ชวนรู้จักโรคภัยและการรักษาของผู้คนในอดีต
ย้อนไปในอดีต เมื่อ 100 กว่าปีก่อน คนไทยส่วนหนึ่งได้เริ่มรับรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขแผนตะวันตกบ้างแล้ว เพราะสิ่งนี้ได้เริ่มแพร่หลายอย่างชัดเจนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และได้กลายเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ชนชั้นปกครองในสมัยต่อๆ มา สนับสนุนและริเริ่มกิจการแพทย์สมัยใหม่ โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการตั้งโรงเรียนแพทย์ และ ‘สุขศาลา’ หรือโรงพยาบาลขึ้น
แต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน การรักษาโรคของผู้คนก็ยังไม่ได้เป็นไปในทิศทางของการแพทย์แผนตะวันตกเสียทั้งหมด ยังคงมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างการรักษาของแพทย์แผนตะวันตกและหมอโบราณ โดยที่หอมโบราณนี้ก็จะประกอบไปด้วย หมอบ้าน หมอหลวงแผนโบราณ และหมอพระ หรือพระหมอยา
สำหรับโรคภัยของผู้คนในอดีต พบว่ามีตั้งแต่โรคทั่วๆ ไป เช่น ไข้หวัด ไข้ป่า ไข้มาลาเรีย โรคจากกรรมพันธุ์ และโรคระบาด หรือที่คนสมัยก่อนเรียกว่า ‘โรคห่า’ ซึ่งหมายรวมถึงโรคระบาดแบบรวมๆ ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่ง จนในภายหลังเมื่อมีการศึกษาประวัติศาสตร์ทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้รู้ว่าโรคระบาดที่คนโบราณเผชิญนั้นมี 3 โรคด้วยกัน คือ กาฬโรค อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ โดยที่แต่ละโรคก็คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก

จิตรกรรมเขียนบนแผ่นไม้คอสอง ศาลาการเปรียญ วัดท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เขียนราวรัชกาลที่ 4 เป็นภาพศพลอยน้ำโดยมีทั้งอีกา และปลามากินซาก ซึ่งน่าจะเป็นภาพสะท้อนการระบาดของโรคห่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
ที่มาภาพ ศิลปวัฒนธรรม
ในส่วนของการรักษาโรค เดิมทีหมอโบราณจะมีบทบาทมาก ซึ่งแต่ละหมอก็มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่นิยมกันมากเห็นจะเป็นการรักษาด้วยพิธีกรรมทางศาสนาประกอบกับการกินยาสมุนไพร ว่าน ยาลูกกลอน หรือน้ำมันต่างๆ เพราะในอดีต คนส่วนใหญ่จะเชื่อกันว่าการเจ็บป่วยและโรคภัยต่างๆ เป็นผลมาจากการกระทำของผี
จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงด้านการแพทย์และการสาธารณสุขขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ราวๆ ปี พ.ศ. 2416 ผู้คนจึงเริ่มรู้จักว่า ‘เชื้อโรค’ เป็นสาเหตุของการเจ็บไข้ได้ป่วย และได้เริ่มหันมานิยมการรักษาแบบแพทย์ตะวันตก ขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้งโรงเรียนแพทย์และมีการขยายตัวของการสร้างสถานพยาบาลขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคต่างๆ
โดยสถานพยาบาลแห่งแรกๆ ในภาคตะวันออก ได้แก่ สถานพยาบาลที่อำเภอศรีราชา ต่อมาคือโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี, สุขศาลาที่จังหวัดจันทบุรี ต่อมาคือโรงพยาบาลพระปกเกล้า, โอสถศาลาที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งสถานที่จำหน่ายยาให้แก่ราษฎร และโรงพยาบาลชลบุรี เป็นต้น
แม้ในช่วง 100 ปีก่อน จะมีการสร้างสถานพยาบาลขึ้นบ้างแล้วในภาคตะวันออก แต่การรักษาโรคตามแผนตะวันตกก็ได้ครอบคุลมไปถึงผู้คนที่อาศัยอยู่นอกเมืองมากนัก พวกเขาเหล่านั้นยังคงพึ่งพาการรักษาแบบดั้งเดิมจากหมอบ้าน ร้านขายยาจีน แต่ที่นิยมกันมากและนับได้ว่าเป็นผู้รักษาที่สำคัญของชาวบ้านในชนบทคือ หมอพระ หรือพระหมอยา
ชวนรู้จัก หมอพระ – พระหมอยา หรือพระสงฆ์ที่เป็นหมอ ผู้ให้การรักษาโรคที่สำคัญของคนโบราณ
ในสังคมไทย พระสงฆ์ไม่ได้มีเพียงแค่บทบาทการดำเนินกิจการต่างๆ ในด้านศาสนา หรือเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทและวิชาเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในด้านการรักษาบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งคนไทยได้ให้การยอมรับนับถือมาช้านาน โดยพระสงฆ์ในกลุ่มที่ทำการรักษาโรคนี้จะเรียกกันว่า หมอพระ หรือพระหมอยา
หมอพระ หรือพระหมอยา คือพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถ มีความชำนาญในการวินัจฉัย ให้ยา และรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งทางกายและจิตใจ โดยที่ความรู้และความชำนาญของหมอพระแต่ละรูปนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าได้เล่าเรียนวิชาความรู้มาจากอาจารย์หมอพระรูปใด สำนักสงฆ์ใด หรือการออกธุดงค์ไปยังที่ใด และนอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับพื้นเพของหมอพระรูปนั้นๆ ด้วย เช่น ถ้าเป็นหมอพระที่มีเชื้อสายจีนก็อาจจะมีความรู้เรื่องยาสมุนไพรเพิ่มเข้ามา เป็นต้น

ภาพพระสงฆ์ในจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระไตรปิฎก วัดบวรนิเวศวิหาร
ที่มาภาพ ศิลปวัฒนธรรม
โดยส่วนใหญ่แล้ว กรรมวิธีในการรักษาของพระหมอยาจะวางอยู่บนพื้นฐานของการใช้ตำรายาที่ตกทอดมากจากหมอพระรุ่นเก่า เช่น คัมภีร์ประถมจินดา ที่เป็นตำรายาแผนโบราณเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารในเด็ก, คัมภีร์โยคสาร ที่ว่าด้วยคุณสมบัติของยาและโรคที่เกิดจากคุณไสย หรือ คัมภีร์ธาตุวิภังค์ ที่เกี่ยวกับโรคตามฤดูกาลต่างๆ เป็นต้น ประกอบกับความรู้เรื่องยาสมุนไพร รากไม้ ว่าน และการใช้คาถาอาคมเพื่อการรักษาและทำยา ซึ่งมักจะได้เรียนรู้มาจากการการออกธุดงค์ด้วยในอีกทางหนึ่ง
สำหรับในภาคตะวันออกเองก็ปรากฏว่ามีหมอพระเช่นกัน โดยเป็นพระหมอที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการรักษา กระทั่งมีคำกล่าวที่ว่า “แม้แต่คนบ้าวิกลจริตก็รักษาหาย” นั่นคือ หลวงพ่อโต ติสฺโส วัดเขากระโดนและวัดเขาบ่อทอง พระหมอยาที่มีคุณูปการอย่างมากต่อชาวบ้านในแถบอำเภอแกลง จังหวัดระยอง
ชวนรู้จัก หลวงพ่อโต ติสฺโส หนึ่งในพระหมอยาที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก
หลวงพ่อโต หรือพระครูนิวาสธรรมสาร อดีตเจ้าอาวาสวัดเขากระโดน และเจ้าคณะตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ท่านมีนามเดิมว่า โต รัตนวิจิตร และได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสวพัสตร์ตั้งแต่เด็ก คือเมื่อราวปี พ.ศ. 2425 โดยได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ก่อนที่จะได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งท่านได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เถราจารย์นักพัฒนา’ เพราะได้สร้างโรงเรียนทั้งสำหรับภิกษุสามเณรและลูกหลานชาวบ้าน รวมถึงสำนักสงฆ์ต่างๆ ขึ้นมากมายในละแวกตำบลเนินฆ้อ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

ในอีกทางหนึ่ง หลวงพ่อโตยังได้ชื่อว่าเป็นพระหมอยาที่มีชื่อเสียง ด้วยความที่เป็นพระในเขตชนบทและในยุคสมัยนั้น การแพทย์แผนตะวันตกยังไม่ขยายตัวไปถึงถิ่นที่ห่างไกลจากตัวเมือง เมื่อชาวบ้านหรือลูกหลานเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ก็จะพากันไปหาอาศัย ‘หมอกลางบ้าน’ ที่อาจเป็นได้ทั้งพระและคนธรรมดา ให้ช่วยรักษา ซึ่งหมอกลางบ้านนี้ก็จะรักษาด้วย ‘ยากลางบ้าน’ หรือยาสมุนไพรเป็นหลัก
โดยหลวงพ่อโตท่านก็ได้สนใจเรื่องสมุนไพรรักษาโรคเป็นอย่างมาก ท่านมักจะศึกษาค้นคว้าเรื่องของสมุนไพร อ่านตำรับตำราการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ รวมถึงไปศึกษาจากผู้รู้อีกหลายคน กระทั่งมีความเชี่ยวชาญสามารถปรุงยาและรักษาผู้ได้ป่วยได้ โดยหลวงพ่อโตจะทำยาดองลูกกลอนเอาไว้มากๆ เมื่อมีคนเจ็บป่วยมาหา ท่านก็จะให้ยาไปกิน

ในส่วนของการทำยา หลวงพ่อโตท่านจะใช้เครื่องบดยาโบราณแบบที่ต้องใช้แรงคนในการบด และเมื่อบดยาต่างๆ จนเป็นผงเสร็จแล้ว ท่านก็ปรุงยาตามสูตรของท่าน และจะทำเป็นยาลูกกลอนเอาไปดองใส่ไว้ในตุ่มน้ำ และเมื่อมีคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยมาหา ท่านก็จะตักน้ำยาลูกกลอนนั้นใส่ขวดให้เอากลับไปกินที่บ้าน
มีเรื่องเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ว่าในช่วงที่หลวงพ่อโตเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังด้านการเป็นหมอยา ผู้คนก็แห่พากันมาให้ท่านรักษาโรคกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวบ้านแถบอำเภอแกลงที่ต่างก็พากันไปให้ท่านช่วยรักษาทั้งสิ้น ทำให้ในการทำยาครั้งหนึ่ง หลวงพ่อโตท่านต้องไปเกณฑ์เอาลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่อยู่ข้างวัดมาช่วยกันบดยา นอกจากนี้ยังเล่ากันสืบต่อมาอีกว่าหลวงพ่อโตท่านสามารถรักษาได้ครอบจักรวาล ไม่เว้นแม้กระทั่งแต่คนบ้า คนวิกลจริต ท่านก็สามารถรักษาให้หายได้
นอกเหนือไปจากการเป็นพระนักพัฒนาและพระหมอยาแล้ว หลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง ยังมีชื่อเสียงในด้านวิชาอาคมและวัตถุมงคลต่างๆ อีกด้วย โดยท่านมักจะได้รับการนิมนต์จากวัดต่างๆ ให้ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกนั่งปรกอธิษฐานจิตอยู่เสมอ กระทั่งในงานพุทธาภิเษกพระกริ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ที่วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 หลวงพ่อโตท่านก็ได้รับนิมนต์ให้ไปร่วมด้วย
ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่องวัตถุมงคลของหลวงพ่อโตนั้น มีข้อมูลท่านไม่นิยมสร้างมากนัก มีเพียงไม่กี่รุ่น แต่มีสิ่งหนึ่งที่พลวงพ่อท่านได้ริเริ่มสร้างเอาไว้ ก่อนจะถ่ายทอดวิชาให้แก่หลวงปู่คร่ำ ยโสธโร แห่งวัดวังหว้า ผู้เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของท่าน และสิ่งๆ นั้นก็ได้กลายเป็นของดีประจำถิ่นอย่างหนึ่งของอำเภอแกลงมาปัจจุบัน ก็คือ ผ้ายันต์ธงพัดโบก นั่นเอง
.


