วัตถุดิบพื้นบ้านของภาคต่างๆ หน้าตาเป็นแบบไหน หลายคนคงมีภาพดอกงิ้ว หรือส้มป่อยจากภาคเหนือแว่บขึ้นมาในหัว หรือมีชื่อผักชีลาว กับผักเสี้ยนของภาคอีสานแว่บตามขึ้นมาเหมือนกัน หรือแม้แต่ภาคใต้เมื่อคิดถึงวัตถุดิบพื้นบ้าน สตอกับใบเหลียงก็คงเป็นวัตถุดิบที่คิดออกได้ไม่ยาก
แล้วภาคตะวันออกของเราล่ะ ? ถ้าให้คิดถึงวัตถุดิบพื้นบ้านกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งๆ ที่ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่ว่ากันไปแล้วก็อุดมสมบูรณ์เหมือนกัน เพราะเรามีทะเลเป็นหน้าบ้าน ในขณะเดียวกันหลังบ้านเราก็ติดกับภูเขา ดังนั้นวัตถุดิบพื้นบ้านของภาคตะวันออกจึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่มาจากทั้งป่าและทะเล
โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ฝนตกลงมา ยอดอ่อนของผักป่า หน่อสมุนไพร ฝัก ผลและเห็ดก็เผยโฉมให้เห็น ฝนตกลงมาอาหารจากทะเลเมื่อได้รับความเย็นก็ยอมออกมาเล่นน้ำฝน
ฤดูฝนในภาคตะวันออกจึงเปรียบเหมือนช่วงเวลาบุฟเฟ่ต์ที่ EPIGRAM อยากพาทุกคนไปรู้จัก และชวนกินวัตถุดิบแห่งภาคตะวันออกไปด้วยกัน

กระวาน
กระวานจัดเป็นเครื่องเทศที่สำคัญและเป็นที่รู้จักของคนจันทบูร เนื่องจากต้นอ่อน หน่อ ผล และเมล็ดของกระวานมีรสชาติเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมแรง คนจันท์และคนตะวันออกจึงนิยมนำกระวานมาใช้เป็นเครื่องเทศประกอบอาหาร เช่น เมนูต้มยำไก่บ้าน แกงป่า ผัดเผ็ดหมูป่า ผัดเผ็ดกบ หรือใส่ในซุปก๋วยจั๊บเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอม
นอกจากนั้นยังนิยมนำกระวานไปสกัดในรูปแบบน้ำมันหอมระเหยสำหรับแต่งกลิ่นอาหาร และเครื่องดื่มต่างๆ รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตน้ำหอม และเครื่องสำอางค์ด้วย
กระวานเป็นไม้ล้มลุก สูงได้เกือบ 2 เมตร ใบคล้ายต้นดาหลา ดอกมีกลีบสีขาวและสีเหลือง ผลกระวานมีลักษณะค่อนข้างกลม สีจะออกนวล ๆ ข้างในผลมีเมล็ดเล็ก ๆ เมื่อเมล็ดแก่ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ กระวานชอบขึ้นในที่ร่มหรือใต้ต้นไม้อื่น ชอบพื้นที่ที่มีฝนตกชุก ดินมีความชื้นสูง พบกระจายตามบริเวณป่าเขาหรือป่าดงดิบ อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE (วงศ์เดียวกับขิง ข่า)
ในประเทศไทยพบกระวานมากในภาคตะวันออก แถบเขาสอยดาว และเขาระบาป จังหวัดจันทบุรี และภาคใต้ แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรัง ยะลา และนราธิวาส
แต่ ‘กระวานจันทบุรี’ เป็นกระวานที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะผลมีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักต่อผลมาก นิยมส่งออกไปประเทศจีน และฮ่องกง กระวานจะออกผลมากในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
กระวาน สามารถนำมารักษาโรคได้เกือบทั้งต้น เริ่มจากรากของต้นกระวานสามารถนำมาใช้ฟอกเลือด ขับลมได้ ส่วนหัวและหน่อมีสรรพคุณช่วยขับพยาธิ ในขณะที่เปลือกช่วยบรรเทาอาการไข้ รักษาโรคผิวหนัง และขับเสมหะ ส่วนแก่นก็สามารถนำมาขับพิษและรักษาอาการเลือดเป็นพิษ สุดท้ายใบของกระวานมีประโยชน์ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง และใช้รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ช่วยให้ขับลมได้สะดวก
ผักกระชับ
ผักกระชับเป็นผักที่มีชื่อเรียกของตัวเองในภาษาระยอง ซึ่งออกเสียงว่า ‘ผักกระฉับ’ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผักกระชับจะเป็นผักพื้นบ้านที่พบได้ในเขตภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดระยอง แถบลุ่มน้ำประแสร์ อย่างตำบลทางเกวียน ชุมชนบ้านทะเลน้อย ตำบลพังราด ตำบลคลองปูน และตำบลทุ่งควายกิน
เดิมผักกระชับเป็นวัชพืชในท้องนาจะเติบโตขึ้นเองหลังจากการทำนาปี ต่อมาชาวบ้านรู้ว่าสามารถทานได้จึงนิยมนำต้นอ่อนของผักกระชับมาทำเป็นอาหาร จนกลายมาเป็นเมนูขึ้นชื่อที่ถ้าใครผ่านมาแถวแกลงหรือประแสร์ต้องแวะมาทาน เช่น เมนูยำผักกระชับ เมนูแกงส้มผักกระชับ ผักกระชับผัดน้ำมันหอย หรือน้ำพริกกะปิแกล้มผักกระชับ
ต่อมาเมื่อผักกระชับได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเกิดการปลูกผักกระชับขึ้น ทำให้ผักกระชับกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนทะเลน้อย โดยผักกระชับมีราคาสูงถึง 100 – 200 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันสามารถหาทานได้ในฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ไม่ต้องรอหลังทำนาปีในเดือนพฤศจิกายนอีกต่อไป
ต้นอ่อนของผักกระชับมีลักษณะคล้ายต้นอ่อนทานตะวันเพราะจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกัน ในวงศ์ ASTERACEAE-COMPOSITAE ลักษณะเด่นของผักกระชับคือ เป็นผักที่มีความกรอบ มีรสชาติหวานอร่อยและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผักกระชับมีสรรพคุณทางยาช่วยในการลดความดัน ลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยกระชับช่องคลอด
เห็ดขม
ชื่อ เห็ดขม มาจากรสชาติที่มีความขมจนเป็นเอกลักษณณ์ของเห็ดชนิดนี้ โดยนอกจากชื่อเห็ดขมแล้ว เห็ดขมยังมีชื่อเรียกพื้นเมืองว่า เห็ดผึ้งยูคา หรือ เห็ดขมยูคา เนื่องจากเห็ดชนิดนี้ชอบขึ้นในป่ายูคาลิปตัส ในบริเวณที่มีความชื้นสูง และร้อนอบอ้าว โดยจะเริ่มทยอยขึ้นหลังฝนตกราว 2 -3 วัน จัดเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่มาพร้อมกับฤดูฝนเป็นประจำทุกปี สามารถหาทานได้ในเดือนพฤษภาคมจนถึงต้นกรกฎาคม พบเขตกระจายพันธุ์ทั้งในภาคตะวันออกเฉีนงเหนือ และในภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว
เห็ดขมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tylopilus plumbeoviolaceus อยู่วงศ์ BOLETACEAE มักเกิดเป็นดอกเดี่ยวหรือกลุ่มบนพื้นดินในป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง มีลักษณะสัณฐานที่สังเกตได้ง่ายคือ หมวกเห็ดเป็นรูปกระทะคว่ำ สีเทาอมม่วงอ่อน เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร ดอกอ่อนมีขนคล้ายกำมะหยี่ เนื้อสีขาวสานกันแน่น เมื่อฉีกขาดหรือช้ำไม่เปลี่ยนสี ด้านล่างของหมวกมีรูเล็กๆ สีขาวนวลขอบหนา เมื่อดอกบานเต็มที่ รูให้หมวกเห็ดจะเปลี่ยนไปเป็นสีชมพูอ่อนอมน้ำตาล ก้านสีเดียวกับหมวกยาว 5 เซนติเมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เซนติเมตรโคนโป่งเป็นกระเปราะ
ชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีนิยมนำเห็ดขมมาประกอบอาหาร เช่น ก้อยเห็ดขม ต้มเปรอะใส่เห็ดขม หรือเห็ดขมต้มน้ำปลา โดยก่อนนำเห็ดขมไปประกอบอาหารจะต้องนำไปต้มในน้ำเดือดจัด ใส่เกลือ หรือมะเขือพวง หรือใบมะขามอ่อนเพื่อให้เห็ดมีรสจืดขึ้นและให้เนื้อเห็ดนุ่มลื่น จากนั้นค่อยนำไปทำอาหาร โดยชาวบ้านเชื่อว่าเห็ดขมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้
ปัจจุบันนอกจากเพื่อนำไปประกอบอาหารแล้ว ชาวบ้านยังเข้าไปเก็บเห็ดขมเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้อีกด้วย โดยเห็ดขมสดมีราคาที่กิโลกรัมละ 70 บาท แต่ถ้านำไปต้มจะขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท สามารถสร้างรายได้ถึงวันละ 500-1,000 บาท
พะล้ายกวาง
คำว่า ‘พะล้าย’ หรือ ‘พาไล้’ ในภาษาชอง (ชนชาติพื้นเมืองในตะวันออก) แปลว่า กระเพาะ ดังนั้นพะล้ายกวางจึงหมายถึง กระเพาะกวาง เพราะว่า ผลของพืชชนิดนี้มีหน้าตาคล้ายกับกระเพาะของกวาง
พะล้ายกวาง ทะลายกวาง กระเพาะกวาง หรือที่ชาวบ้านแถบจันทบุรีเรียกว่า ‘เงาะป่า’ เป็นพืชเถาเลื้อยยาวได้ 3 – 8 เมตร มีรากสะสมอาหาร อยู่ในวงศ์เดียวกันกับต้นตีนเป็ด มียางสีขาว
พะล้ายกวางเป็นพืชที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มพืชที่ขึ้นในป่าตะวันออก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ หรือรูปหอก ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบมีกลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน กลีบดอกสีครีม ผลมีลักษณะคล้ายผลเงาะอ่อนแต่เป็นรูปกระสวยปลายแหลมมีขนปกคลุมทั่วผล มีเมล็ดเรียงตัวอยู่ภายใน เมล็ดมีขนยาวอ่อนนุ่ม เมื่อแก่จัดผลก็จะแตกทำให้เมล็ดปลิวล่องลอยไปทั่ว ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง
ออกผลปีละสองครั้ง ครั้งแรกในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม และช่วงที่สองคือเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม มีเขตกระจายพันธ์ุอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ บึงกาฬ กาญจนบุรี ระยอง จันทบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และสงขลา
ลูกพะล้ายกวางมีรสชาติฝาดแต่มีความมันและกรอบ นิยมนำมารับประทานกับน้ำพริกทุกชนิด ให้ความรู้สึกคล้ายกินมะระขี้นกแต่รสชาติจืดกว่า หรือนำไปลวกแนมแกงเผ็ดต่าง ๆ โดยแกงหัวกล้วยพะล้ายกวาง กับป่นปลากับแกลมพะล้ายกวาง
เป็นเมนูเด็ดของชาวแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ทุกส่วนของพะล้ายกวางมีสรรพคุณรักษาไตอักเสบ วัณโรค และอาการประสาทแบบไม่รุนแรง
หน่อสับปะรดอ่อน (แขนงสับปะรด)
จริงๆ สับปะรดไม่ได้เป็นพืชพื้นถิ่นแต่เป็นพืชตลาดที่ไม่ได้มีปลูกอยู่เฉพาะในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก แต่จังหวัดที่นำ ‘หน่อสับปะรดอ่อน’ หรือคนในพื้นที่เรียกว่าแขนงสับปะรดมาทำเป็นอาหารพื้นถิ่นคือ จังหวัดระยอง
ที่ระยองสับปะรดไม่ได้เป็นแค่ผลไม้ คนระยองนำเอาหน่อสับปะรดอ่อนมารังสรรค์ กลายเป็นเมนูพื้นบ้านจำพวกแกง เช่น แกงหมูย่างแขนงสับปะรดหรือผัดพริกแกงแขนงสับปะรด โดยหน่อสับปะรดอ่อนมีสรรพคุณทางยาสามารถรักษาโรคนิ่ว ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ระดูขาว และแก้หนองใน
หน่อสับปะรดอ่อน คือ ส่วนหัวจุกสับปะรดที่จะเติบโตขึ้นเป็นต้นอ่อนใหม่ รสชาติคล้ายหน่อไม้ ขมติดปลายลิ้นนิดๆ เวลาเก็บหน่อสับปะรดอ่อนต้องตัดใบออกให้หมด จากนั้นเกลาส่วนแข็งๆด้านนอกออก แล้วหั่นเป็นแว่นหรือหั่นฝอย ก่อนนำไปล้างหรือต้มด้วยน้ำเกลือเพื่อลดความขมออกไป
ช่วงเก็บเกี่ยวหน่อสับปะรดคือช่วงเดียวกันกับฤดูเก็บเกี่ยวสับปะรดซึ่งมีสองช่วงด้วยกัน ได้แก่ กลางเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมในฤดูฝน และช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม
เคย
เคยคือ หนึ่งในวัตถุดิบแห่งฤดูกาลของภาคตะวันออกที่แท้จริง เพราะ เคยจะเริ่มปรากฎให้เห็นอีกครั้งหลังฝนแรกในฤดูฝน ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม
เจ้าของร้านอาหารพื้นถิ่นที่ประแสร์บอกกับเราว่า เคยมักมากับน้ำเย็น โดยปีที่แล้วเป็นปีที่เคยลดน้อยลงมาก และคาดว่าปีนี้ก็จะมีน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเช่นกัน เนื่องจากน้ำทะเลและน้ำในปากแม่น้ำร้อนมาก เพราะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิโลกจากภาวะโลกเดือด
เคยเป็นวัตถุดิบจากทะเลที่ให้รสชาติหวานสดชื่น และมีกลิ่นหอมของความสด ที่ประแสร์ เมนูต้มยำเคย และข้าวเกรียบเคย เป็นหนึ่งในเมนูเด็ดที่ถ้าใครแวะมาต้องมาลองชิม โดยนอกจากเมนูจากเคยสดแล้ว เคยยังเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับทำกะปิด้วย
โดยเคยหรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่าคริลล์ (Krill) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์ขาปล้อง (Arthropoda) เป็นกลุ่มสัตว์ทะเลที่มีลักษะเหมือนกุ้ง แต่ตัวเล็กกว่า ทำให้หลายครั้งเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกุ้ง แต่จริงๆ แล้วเคยคือเคย เคยไม่ใช่กุ้ง สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเคยกับกุ้งได้ที่ เคยไม่มีเปลือกหุ้มส่วนหัวที่เรียกว่าแผ่นปิดเหงือก แต่กุ้งมี
กั้ง
หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ ‘ก๋วยเตี๋ยวกั้งบ้านเพ’ หรือ ‘ก๋วยเตี๋ยวกั้งจันทบุรี’ มาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า กั้ง เป็นหนึ่งในวัตถุดิบท้องถิ่นที่ชาวประมงในภาคตะวันออกคุ้นชิน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด
กั้งเป็นสัตว์ทะเลในกลุ่มเดียวกับกุ้งและปู คือ มีเปลือกหุ้มตัวเป็นลักษณะสำคัญ ลำตัวมีรูปร่างแบนหรือกลม แบ่งเป็นปล้อง ๆ ตอนที่กั้งมีชีวิตอยู่เปลือกจะมีสีเขียวปนน้ำตาล แต่เมื่อผ่านความร้อน เปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูแดง เนื้อกั้งให้ความรู้สึกว่าเป็นส่วนผสมระหว่างเนื้อปูและเนื้อกุ้ง โดยมีลักษณะเป็นเส้นมากกว่าเนื้อปู
กั้งมักอาศัยอยู่ในทะเลโคลน หรือ บริเวณปากแม่น้ำ หรือตามแนวปะการัง และพบได้ถึงระดับความลึกกว่า 1,500 เมตร โดยทั่วไปกั้งมักมีราคาสูงกว่าปูและกุ้ง เมนูเด็ดที่เป็นที่นิยมนอกจากก๋วยเตี๋ยวกั้งแล้ว ได้แก่ กั้งทอดกระเทียมพริกไทย ข้าวผัดกั้ง ข้าวต้มกั้ง เป็นต้น
โดยฤดูกั้งของทะเลอ่าวไทยแถบตราดและจันทบุรี จะเริ่มช่วงเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนมิถุนายนของปี แต่ช่วงที่พบเจอกั้งมากสุดจะเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงหน้าฝนในเดือนพฤษภาคม กั้งที่หาได้ในทะเลตราดมักจะเป็นกั้งขาว ซึ่งลักษณะตัวใหญ่กว่าที่อื่น เพราะเป็นกั้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ
ปลาน้ำดอกไม้
‘ปลาน้ำดอกไม้’ หรือ ‘ปลาสากหางเหลือง’ เป็นปลาเนื้อขาวที่มีไขมันชั้นดีอยู่ในเนื้อเยอะ เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักที่เน้นทานโปรตีนและไขมันดี ข้อดีของปลาน้ำดอกไม้คือ เนื้อแน่น ทานง่าย ไม่ค่อยมีกลิ่นคาว มีความนุ่มเมื่อกินเข้าไปแล้วเนื้อจะละลายในปาก มีโอเมก้า 3 สูง จึงนิยมนำมาประกอบอาหาร
ปลาน้ำดอกไม้สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นเมนูทอด นึ่ง ปิ้ง ย่าง ทอดมัน ห่อหมก ผัดฉ่า ต้มโคล้ง แกงส้ม และยังสามารถนำมาทำเป็นปลาแดดเดียวที่ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสดีได้อีกด้วย โดยเมนูที่ชาวตะวันออกมักนำปลาน้ำดอกไม้มาทำคือ เมนูปลาน้ำดอกไม้พล่ากินกับน้ำจิ้มถั่วแบบภาคตะวันออก
เจ้าปลาน้ำดอกไม้เป็นปลาทะเลที่มีมากทางอ่าวไทยฟากอันดามัน แต่ก็สามารถพบได้ในทะเลอ่าวไทยฝั่งทะเลตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบทะเลตราด และจันทบุรี ได้เช่นกัน ปลาน้ำดอกไม้มีรูปร่างออกกลมๆ ยาวๆ มีฟันอันแหลมคม มีหลังสีเทา ท้องสีขาวนวล เกล็ดละเอียด มักว่ายหากินรวมกันเป็นฝูง
ปลาใบขนุน
‘ปลาใบขนุน’ หรือ ‘ปลาสลิดหินแขก’ หรือ ‘สลิดหินแตงกวา’ เป็นปลาพื้นบ้านที่ชาวประมงรู้จักกันดีนิยมนำมาทอดก่อนที่จะนำไปทำเมนูอื่นๆเช่น ทอดราดพริก ทอดราดกระเทียม และทอดกินกับน้ำพริก
ชาวประมงจะหาปลาใบขนุนได้จากการใช้เบ็ดตก และการลากติดอวนเข้ามากับปลาอื่นๆ ปลาใบขนุนเป็นปลาทะเลชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lactarius lactarius อยู่ในวงศ์ Lactariidae มีรูปร่างโดยทั่วไปคล้ายกับปลาทู คือ มีลำตัวป้อมแบนข้าง หัวโตปากกว้างและเชิดขึ้น มีเกล็ดขนาดใหญ่เรียบบางแต่หลุดง่าย มีครีบหลัง 2 ตอน มีลำตัวสีเงินตลอด ครีบต่าง ๆ สีเหลืองอ่อน และมีสีน้ำเงินแทรกด้านหลังและท้องบริเวณหลัง
ปลาใบขนุนเป็นปลากินเนื้อ มีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง มักหากินตามชายฝั่งซึ่งบางครั้งอาจพบได้ในแถบน้ำกร่อย พบกระจายพันธุ์ในแถบอินโด-แปซิฟิก ส่วนในน่านน้ำไทย พบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน โดยในฤดูฝนนี้เป็นช่วงเวลาทองที่ชาวประมงในภาคตะวันออกก็จะจับปลาชนิดนี้ได้มากที่สุดในรอบปี
ชะมวง
เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘หมูชะมวง’ อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดจันทบุรีและระยอง ซึ่งหมูชะมวงก็ทำให้ใบชะมวงเป็นที่รู้จักในฐานะผักพื้นบ้านของภาคตะวันออกไปด้วย
‘ชะมวง’ เป็นไม้ยืนต้นที่เป็นที่รู้จักกันดีของคนท้องถิ่นแถบภาคตะวันออก พบมากในจังหวัดจันทบุรีและตราด คนตะวันออกนิยมเก็บใบและยอดอ่อน ชะมวงมาทำอาหาร โดยต้นชะมวงมีความคล้ายกับต้นไม้ในสกุลมะเกลือ มีลำต้นขนาดกลาง เปลือกต้นสีดำ ใบรีโคนและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบแก่สีเขียวเข้ม ส่วนยอดอ่อนที่มีสีแดงอมม่วง แตกใบมากในช่วงฤดูฝน
ใบชะมวง ให้รสเปรี้ยว มีฤทธิ์เป็นยาสมุนไพรช่วยลดอาการไอ ขับเสมหะ แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ ก่อนที่จะนำใบชะมวงมาปรุงอาหารบางตำราจะมีการนำใบชะมวงไปเผาเพื่อให้เส้นใยนุ่มขึ้นและฉีกง่าย
โดยนอกจากหมูชะมวงแล้ว ชะมวงยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้อีกหลายเมนู เช่น ต้มส้มปลาใส่ใบชะมวง ต้มยำไก่บ้านใส่ใบชะมวง หรือแกงส้มผักรวมใบชะมวง หรือจะใช้ทานเป็นผักแนมคู่กับน้ำพริกก็ได้
เสม็ด
เสม็ดเป็นอีกหนึ่งต้นไม้ที่เราเห็นได้ทั่วไปเวลาเดินทางไปภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้ทะเล ป่าชายหาด หรือตามขอบของป่าพรุที่ถูกไฟเผาผลาญทำลาย
เสม็ดมีลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดคือ เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 5-25 เมตร มีเรือนยอดแคบเป็นพุ่มทรงสูง ลำต้นมักบิด เปลือกลำต้นเป็นสีขาวนวลจนถึงสีน้ำตาลเทา เปลือกเป็นแผ่นบาง ๆ เรียงซ้อนกันเป็นปึกหนานุ่ม ลอกออกได้เป็นแผ่น ๆ ส่วนเปลือกชั้นในบางและเป็นสีน้ำตาลอ่อน ตามยอดอ่อน ใบอ่อน และกิ่งอ่อนมีขนสีขาวเป็นมันคล้ายเส้นไหมขึ้นปกคุม
เสม็ดให้รสชาติเผ็ดอ่อนแต่ว่ามีกลิ่นหอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ในบางพื้นที่นิยมนำใบไปต้มกับน้ำดื่มแทนน้ำชา ในภาคตะวันออก เราเรียกเสม็ดว่า เสม็ดขาว ชาวบ้านมักเก็บยอดเสม็ดอ่อนไปทานแกล้มกับน้ำพริก เสม็ดมักจะแตกยอดอ่อนมากเป็นพิเศษในฤดูฝน
โดยนอกจากเป็นอาหารของคนแล้วยังสามารถนำเสม็ดมาใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น ควายและแพะได้อีกด้วย
แต้ว
แต้วเป็นชื่อที่คนตะวันออกและคนใต้ใช้เรียกผักชนิดนี้ ในขณะที่คนอีสานมักเรียกผักชนิดนี้ว่า ติ้ว แต่ในความหมายแล้วทั้งผักแต้วและติ้วคือ ชนิดเดียวกัน
แต้วเป็นอีกหนึ่งผักป่าที่ปัจจุบันมีการนำมาปลูกตามครัวเรือน โดยแต้วมักออกยอดอ่อนในฤดูฝน ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม
แต้วให้รสชาติเปรี้ยวอ่อนๆ คนทั่วไปนิยมกินเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริกหรือป่นปลา หรือนำมาต้มกับกระดูกหมูกลายเป็นต้มส้ม หรือนำมาต้มกับปลาโอ หรือใส่ในแกงเห็ด นอกจากใบแล้วดอกของแต้วก็สามารถนำไปกินสด หรือใส่ต้มได้เหมือนใบอ่อน
อ้างอิง
ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ คัดไว้ พิชญกันตกุล , สุภาพร ยอดบริบูรณ์
รายละเอียดข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี “กระวาน”
แนะนำ กระวานเมืองจันท์ รสชาติเผ็ดร้อนชวนหลงใหล
ผักกระชับ ผักพื้นบ้าน ของดีเมืองระยอง
กระชับ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย
มหัศจรรย์ “เห็ดขม” ออกตามป่ายูคาลิปตัส ลดโรคเบาหวานได้
โควิด-19 ชิดซ้าย! ชาวบ้านปราจีนบุรีแห่เก็บเห็ดขมป่ายูคาฯ ป้อนตลาด กก.ละ 100 บาท สร้างรายได้งาม
เห็ดผึ้งยูคา / Tylopilus plumbeoviolaceus
อาหารจันทบูร
แขนงสับปะรด
สับปะรด
พะล้ายกวาง : ภัตตาคารบ้านทุ่ง
#เคยเป็นกุ้งไหม
ปลาน้ำดอกไม้ หรือปลาสากหางเหลือง
https://www.posttoday.com/lifestyle/271785
ปลาน้ำดอกไม้ เนื้อแน่น น่าลิ้มลอง
ใบชะมวง #VeggiePedia
ชะมวง
เสม็ด สรรพคุณและประโยชน์ของต้นเสม็ดขาว 20 ข้อ !
ผักติ้ว ผักแต้ว


