/

First Jobber จ่ายค่าไฟเดือนละเท่าไหร่? : ต้นทุนที่ต้องแบกรับของคน (เริ่ม) ทำงาน ภาคตะวันออก

เมื่อเวลาเวียนมาบรรจบในช่วงต้นปี ฤดูกาลแห่งความร้อนของประเทศไทยก็เริ่มต้นขึ้น…

ประเทศไทย มีที่ตั้งอยู่ในโซนเขตร้อนใกล้กับเส้นศูนย์สูตร จึงลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มีช่วงฤดูร้อนยาวนานประมาณ 3 เดือน (ช่วงเดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม) แต่หากขยายความให้มากกว่านั้น โดยข้อมูลจาก Greenpeace สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทย ‘ร้อน’ ได้ขนาดนี้ มาจาก “ดัชนีความร้อน (Heat Index)” คิดจากอุณหภูมิอากาศ (Air Temperature) และเปอร์เซ็นต์ของความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity%) ที่ทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าสภาพภูมิอากาศจริงของประเทศไทย (ที่อยู่ราวๆ 40 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน) ประกอบกับการเข้าสู่ ‘ภาวะโลกเดือด’ ที่ในวันนี้ ประเทศไทยดูจะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง สังเกตได้จากอากาศที่ร้อนขึ้นในทุกๆ ปี

เมื่ออากาศร้อนขนาดนี้ สิ่งที่จะช่วยบรรเทาจากภัยความร้อนได้ก็คงจะเป็นการพาตัวเองไปอยู่ในที่เย็นๆ เช่นการเดินห้างฯ หรือนั่งคาเฟ่ แต่สุดท้ายแล้วคงไม่มีที่ไหนที่สบายใจเท่ากับ ‘บ้าน’ หรือที่พักอาศัยที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเราอย่างเป็นแน่ เพราะฉะนั้น การนอนอยู่บ้านและเปิดแอร์ฉ่ำๆ ก็นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มนุษย์ทำงานเลือกที่จะทำหลังจากผ่านวันหรือสัปดาห์อันเหน็ดเหนื่อยกันมา ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นคือบิลค่าไฟ ที่ระบุราคา ‘ค่าไฟฟ้า’ อันมหาโหด…

ในมุมของเหล่าผู้เริ่มต้นทำงาน (ที่ผ่านวัยเรียนมาหมาดๆ) อย่าง First Jobber สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่หนักเอาการณ์ ทั้งความพยายามจัดการตัวเองให้เข้ารูปเข้ารอยจากการทำงานครั้งแรก และการที่ต้องพึ่งพาตนเองเรื่อง ‘ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน’ แบบร้อยเปอร์เซนต์ เรียกได้ว่าเมื่อมองดูค่าครองชีพในประเทศไทยแล้ว เป็นอะไรที่ยากเหลือเกินที่คนเริ่มทำงานเหล่านี้ จะสามารถมีเงินเก็บ และสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตได้อย่างเหมาะสม

Epigram ชวนทุกคนไปสำรวจค่าใช้จ่ายในเรื่องของ ‘ค่าไฟ’ ของเหล่าผู้เริ่มต้นทำงาน หรือ First Jobber ของพื้นที่ภาคตะวันออกว่า ในแต่ละเดือน ค่าครองชีพที่พวกเขาต้องเสียไปกับเรื่อง ‘พลังงาน’ เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่เดือนละเท่าไหร่ และสิ่งนั้นสอดคล้องกับ ‘เงินเดือน’ ที่ได้รับหรือไม่ ประกอบกับในปัจจุบันนี้ ที่ค่าครองชีพของประเทศไทย ได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่มีมาตรการใดรองรับอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่อง ‘ค่าไฟฟ้า’

ภาพจาก : ผู้จัดการออนไลน์

First Jobber #1

ซี (นามสมมติ) อายุ 24 ปี อาชีพ พนักงานโรงงาน จังหวัด ฉะเชิงเทรา

เงินเดือน 14,000 บาท จ่ายค่าไฟเดือนละราวๆ 1,800-2,200 บาท (คิดเป็น 14% ของรายได้)

“ปกติเวลาอยู่บ้านหลังจากทำงานหรือในวันหยุด เราก็เปิดแอร์ เปิดทีวีดูยูทูปตลอด เหนื่อยๆ มาก็อยากพักผ่อนให้มันเต็มอิ่ม แต่พอเห็นค่าไฟแต่ละเดือนก็จุกอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องจำใจจ่าย เพราะเขาก็เรียกเก็บมาแล้วเนอะ จะให้ไปต่อราคาเขาก็คงไม่ได้ (หัวเราะ)”

“หลังๆ ก็ซักผ้า ทำกับข้าวบ่อย ก็ไม่รู้ว่ามันเปลืองไฟด้วยไหม แต่หลักๆ คิดว่าน่ามาจากค่าแอร์นี่แหละ เพราะเวลาเปิดแอร์ แล้วลองเดินไปดูมิเตอร์ก็เห็นมันหมุนติ้วๆ เลย แบบหมุนเร็วมาก”

ซี เล่าถึงชีวิตประจำวันที่ข้องเกี่ยวกับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา หลังจากมีเวลาว่างจากการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการพักผ่อน และจัดการเรื่องส่วนตัวของตนเอง

“เราก็ไม่ค่อยมีความเข้าใจในเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ แต่ก็เห็นเขาบ่นกันว่ามันแพงขึ้น ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันแพงจริงๆนะ เงินเดือนเท่านี้ แต่มาจ่ายค่าไฟราคาเท่านี้มันก็หนักเอาเรื่องอยู่ ก็อยากให้รัฐบาลช่วยลดค่าไฟหน่อย แบบให้มันถูกกว่านี้ซักนิดนึงก็ยังดี เราจะได้เอาเงินที่เหลือไปดูแลตัวเองให้มากขึ้น (หัวเราะ)”

แม้ว่าซี จะไม่มีข้อมูลมากนัก แต่สิ่งที่ซีรู้สึกเหมือนกันกับคนอื่นๆ คือราคาค่าไฟที่แพงขึ้น ซึ่งหากนำมาเทียบกับเงินเดือนแล้ว ก็ดูจะไม่มีความสมดุลย์ซักเท่าไหร่ สิ่งที่ซีเสนอจึงเป็นเรื่องนโยบายการลดค่าไฟจากภาครัฐที่มากกว่านี้ เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลดลง ซึ่งนั่นหมายความว่า ซีจะสามารถใช้เงินไปกับเรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต

ภาพจาก : iie.fti.or.th

First Jobber #2

เอส (นามสมมติ) อายุ 23 ปี อาชีพ พนักงานประจำ จังหวัด ระยอง

เงินเดือน 16,000 บาท จ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละราวๆ 3,000 – 3,500 บาท (คิดเป็น 20% ของรายได้)

“ตัวเราอาศัยอยู่บ้านกับพี่ แล้วเป็นห้องส่วนตัว เวลาเปิดแอร์ก็จะเปิด 2 ห้องเนอะ เราเป็นคนที่รับผิดชอบเรื่องค่าไฟ ส่วนใหญ่มันจะไปหนักเรื่องเปิดแอร์นี่แหละ ที่ทำให้เราต้องจ่ายแพง แต่ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ บ้านเรามันอากาศร้อนมากๆ ดีหน่อยก็ช่วงหน้าหนาวที่ไม่ต้องเปิดแอร์ได้อยู่ แต่ตอนกลางวันก็ร้อนอยู่ดี (หัวเราะ) เมื่อปีก่อนๆ นู้นมันถูกกว่านี้นะ ไม่ได้แพงขนาดนี้ มันน่าจะเป็นเพราะ ค่า Ft ที่แพงนี่แหละ”

เอส เล่าถึงปัญหาของการที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงนั้น มาจากสภาพอากาศที่ร้อน และการอาศัยอยู่ร่วมกันกับญาติของตน ทำให้มีการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ เอก ได้เจาะจงไปยังประเด็นค่า Ft ที่มีราคาต่อหน่วยสูงขึ้น ในขณะที่ปีก่อนๆ นั้น ไม่ได้สูงขนาดนี้

“อยากให้ภาครัฐควบคุมบริษัทเอกชนที่ได้สัมปทานผลิตไฟฟ้า เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่ากระบวนการมันจะเป็นยังไงได้บ้าง แต่เท่าที่เข้าใจคือเขาเอาเงินเราไปช่วยจ่ายบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าในส่วนที่ไม่ได้กำไร เพราะดันไปรับปากกับเขาก่อน มันไม่ควรมีการใช้เหลี่ยมในทางกฎหมายอ่ะ รัฐไม่ควรเห็นดีเห็นงามกับอะไรแบบนี้”

“มันแพงเกินไป แล้วมันเหมือนจะแพงขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ แล้วค่าไฟต่อครอบครัวนึง ใช้ขนาดนี้มันก็ไม่ควรเกิน 1,000 บาท รัฐควรต้องมีมาตรการหรือสวัสดิการอะไรก็ได้ มาสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าของคนอย่างเราๆ”

เอส สรุปในตอนท้ายว่า รัฐบาลควรต้องมีมาตรการในการแทรกแซงกลไกราคา ควบคุมดูแลบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานในการผลิตไฟฟ้าไม่ให้เกิดการผูกขาดขึ้น อีกทั้งยังเสนอเรื่องนโยบายในการสนับประชาชนในเรื่องค่าไฟฟ้าจากภาครัฐ ที่ควรเป็นไปในรูปแบบสวัสดิการเพื่อสนับสนุนค่าไฟให้มีราคาที่ถูกลง ต่อคนที่มีรายได้ไม่มากนักอย่าง First Jobber

ซึ่งสิ่งที่เอสสะท้อนในเรื่อง ‘ค่า Ft’ นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะเห็นได้ว่าช่วงเดือน กันยายน – ธันวาคม 2566 ค่า Ft ตกอยู่ที่ 20.48 สตางค์/หน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานแล้ว ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยจะตกอยู่ที่ 3.99 บาท/หน่วย ก่อนที่ในเดือน มกราคม – เมษายน 2567 ค่า Ft จะตกอยู่ที่ 39.72 สตางค์/หน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยจะตกอยู่ที่ 4.68 บาท/หน่วย ก่อนที่จะเป็น 4.18 บาท/หน่วย ในภายหลัง จากการที่รัฐบาลมีมาตรการลดค่าไฟฟ้าตามมา

ภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์

First Jobber #3

แซน (นามสมมติ) อายุ 25 ปี อาชีพ ฟรีแลนซ์ จังหวัด ชลบุรี

เงินเดือน 18,000 บาท จ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละราวๆ 1,500-1,800 บาท (คิดเป็น 9% ของรายได้)

“เราอยู่คอนโดเนอะ ที่ทำงานมันก็คือห้องเรานี่แหละ ซึ่งเวลาเราทำงานก็ต้องใช้ไฟ ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้แอร์ อะไรแบบนี้ ซึ่งผมก็รู้สึกว่ามันแพงเกินไป เวลาเปิดแอร์ก็ต้องมานั่งคำนวณว่าเปิดได้กี่ชั่วโมงต่อวัน เพราะมันเปิดทั้งวันไม่ได้ ไม่งั้นได้จ่ายค่าไฟบาน วิธีการคือเปิดให้เย็นแล้วใช้พัดลมช่วย แต่พอผ่านไปไม่นานมันก็ร้อนอีก ก็ต้องเปิดใหม่”

“ช่วงเดือนเมษาฯ ใช้ไฟกระหน่ำจริง เพราะมันร้อนมากๆ ร้อนเกินไป แต่ค่า Ft ก็พุ่งอีก เราเข้าใจว่าค่า Ft มันคือส่วนที่รัฐเก็บจากเรา ไปอุดหนุนโรงไฟฟ้าจากสัญญาการลงทุน อะไรประมานนี้ มันก็เหมือนเป็นการผลักภาระให้ประชาชนอ่ะ ถ้าคุณทำกำไรไม่ถึงก็มาเก็บเอากับพวกเราแบบนี้เหรอ มันไม่แฟร์เลย”

แซน เล่าถึงชีวิตประจำวันที่ต้องใช้ห้องของตนเป็นพื้นที่ทำงาน ซึ่งนั่นส่งผลให้ต้องมีการจัดการตัวเองที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านค่าไฟฟ้าลง พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนถึงความเข้าใจในเรื่องค่า FT ที่รัฐหรือการไฟฟ้า เรียกเก็บจากประชาชน ว่ากระบวนการทำนองนี้ไม่มีความยุติธรรม ซึ่งสาเหตุและที่มาของปัญหา มาจากการจัดการโดยรัฐ

“โห ถ้าค่า Ft มันไม่ได้เท่านี้ ก็จะประหยัดไปอีก 300-400 บาทได้อยู่ ซึ่งนั่นคือค่าอาหารหลายมื้อเลยนะ (หัวเราะ) เราทำกับข้าวเองไง 300-400 บาทนี่ต่อเวลาได้หลายวันเลย อีกอย่าง พอหน้างานเรามันคือการ work from home ก็แปลว่าเราต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ เป็นต้นทุนที่เราต้องรับไป”

“ถ้าจะให้แก้ไข เอาแบบใกล้ๆ ก็คงสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันในตลาดผลิตไฟฟ้าแหละมั้ง พอมันเป็นบริษัทจัดการแล้วมีหลายบริษัท เดี๋ยวราคามันก็ดัมพ์ลงมาเอง หรือไม่รัฐบาลควรต้องมีวิธีในการชดเชยโรงไฟฟ้าจากการประกันกำไรด้วยวิธีของรัฐเอง ไม่ใช่มาเก็บกับประชาชนแบบนี้ เพราะหน้าที่ของรัฐบาลคือจัดการปัญหาและอำนวยความสะดวกให้ชีวิตประชาชนมันง่ายขึ้น”

“หรือถ้าเอาแบบไกลๆ หน่อย ก็คงเป็นการขึ้นค่าแรงแหละ แล้วต้องไม่ใช่การขอความร่วมมือด้วยนะ รัฐบาลต้องมีกฎหมายที่ระบุเรื่องนี้ให้ชัดๆ ใครไม่ทำตามมีความผิดก็ว่ากันไป ซึ่งอาจจะต้องทำควบคู่กันไปกับการบาลานซ์ค่าไฟฟ้าให้มันพอดี”

สิ่งที่แซนสะท้อนในเรื่อง ‘ค่าแรง’ นับว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ที่ถึงแม้จะดูไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายเพื่อการจัดการ ‘ค่าไฟฟ้า’ แต่นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันในเชิงโครงสร้างอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะวิกฤติด้านพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามยูเครนและรัสเซีย เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาก๊าซมีการถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยนั้น ผลิตไฟฟ้าแก่ครัวเรือนจากการนำเข้า LNG หรือในอีกชื่อว่า ‘ก๊าซธรรมชาติแบบเหลว’ จากต่างประเทศเป็นส่วนสำคัญ และต้องจ่ายตามราคาซื้อขายกลาง หรือ ‘ราคา Pool ก๊าซ’ (ยังไม่รวมราคาทองคำที่ในวันนี้นับได้ว่าสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์) นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ ‘ค่าครองชีพ’ ในประเทศไทยสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือแม้แต่ค่าไฟฟ้า เป็นต้น

เมื่อพิจารณาเรื่องราวจากกลุ่มตัวอย่างแล้ว จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ First Jobber ต้องเผชิญนั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ของช่วงชีวิตเลยทีเดียว จากการที่ต้องบริหารเงินเดือนให้เพียงพอในแต่ละเดือน กับค่าใช้จ่ายที่ถาโถมมาทุกทิศทาง โดยเฉพาะ ‘ค่าไฟ’ ที่ถึงแม้ว่าในวันนี้ การจัดการเรื่อง ‘ภัยความร้อน’ ของประชาชนจะเป็นการพึ่งพาเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ ‘แอร์’ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น แต่ ‘การประหยัด’ ก็ดูจะไม่ใช่เหตุผลที่ดีซักเท่าไหร่ที่รัฐบาลจะใช้บอกกล่าวแก่ประชาชน เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำนั่นคือ การพยุงราคาค่าใช้จ่ายพื้นฐานในครัวเรือน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หรือมากไปกว่านั้นคือผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม ดูแล จัดการ เรื่องการประกันกำไรแก่กลุ่มทุนโรงไฟฟ้า ให้ย้อนกลับมายึดโยงกับประชาชนตัวเล็กทั้งหลายเหล่านี้ แทนที่เหล่านายทุนหรือไม่?

สุดท้ายนี้ เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ถึงเวลาหรือยังที่ ‘พลังงานหมุนเวียน’ จะเข้ามามีบทบาท พลิกโฉมการจัดการเรื่องพลังงานของประเทศไทยให้ขึ้นอยู่และอิงกับปัญหาของประชาชนมากขึ้น?

ภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์

อ้างอิง

ทำไมฤดูร้อนของไทยอากาศร้อนจนแทบอยู่ไม่ได้ ? – Greenpeace Thailand

อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (FT) – สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (erc.or.th)

กกพ.ประกาศค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2567 ปรับขึ้นเป็น 4.68 บาทต่อหน่วย รัฐบาลมีเวลาถึงสิ้นปี 2566 หาแนวทางปรับลดราคา | Energy News Center

ประกาศอัตราค่าไฟฟ้า งวด ม.ค. – เม.ย. 67 อัตรา 4.18 บาท/หน่วย (greennetworkthailand.com)

2 หยุด 4 ต้อง ค่าไฟฟ้าแพง ไม่ใช่เหตุบังเอิญ รัฐบาลต้องแก้ไข – สภาองค์กรของผู้บริโภค (tcc.or.th)

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR