‘ขอบคุณที่ทำให้ดนตรีไทย และนักดนตรีไทยไม่ตาย’ คือประโยคที่เขียนอยู่บนผนังหน้าร้านก่อนเข้าสู่ จาริก บาร์ บาร์ดนตรีไทยแนวประยุกต์ในบ้านไม้เก่าใจกลางเมืองระยอง
ว่าไปแล้วระยองเป็นเมืองที่มีความผสมผสานสูง เรามีทั้งคนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม มีคนเป็นวิศกร มีคนเป็นช่าง มีคนทำงานในภาคเกษตร มีคนทำประมง มีอีกส่วนหนึ่งที่ทำงานในภาคการท่องเที่ยว แต่ในความหลากหลายนั้น กลุ่นคนที่แทบจะไม่ถูกพูดถึง คือ ‘ศิลปิน’ ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักดนตรี นักวาดรูป นักเขียน หรือคนทำงานสร้างสรรค์อื่นๆ
แต่ใช่ว่าผู้คนที่ทำงานสร้างสรรค์จะยอมแพ้และโยกย้ายถิ่นฐานออกไป เพราะยังมีศิลปินและนักดนตรีกลุ่มเล็กๆ ที่เชื่อว่า ระยองก็มีบาร์เจ๋งๆ ได้
“กรุงเทพฯ มีเทพบาร์ เชียงใหม่มีมโหรี ผมก็เลยอยากให้ระยองของเรามีเหมือนกัน ให้คนระยองได้ภูมิใจว่าที่ระยองก็มีบาร์ดนตรีไทยเจ๋งๆ”
นี่คือสิ่งที่ บุ๊ค – อภิสิทธิ์ กองสมัคร ผู้ร่วมก่อตั้ง จาริก บาร์ เชื่อและอยากพิสูจน์ให้คนตะวันออกและคนทั่วไปเห็นว่า ดนตรีดีๆ ไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพฯ แต่ภาคตะวันออกยังมีอะไรเจ๋งๆ ซ่อนอยู่อีกเยอะมาก และนั่นทำให้เขาลุกขึ้นมาทำบาร์ดนตรีไทยในบ้านเกิดของเขาเอง

บาร์ดนตรีไทยในระยอง โดยนักดนตรีคนระยอง
บุ๊ค – อภิสิทธิ์ กองสมัคร เกิดและเติบโตที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
“ผมเป็นเด็กแกลง” คือสิ่งที่บุ๊คบอกกับเรา ความเป็นคนระยองของเขาพ่วงมากับความภาคภูมิใจ และนี่เองเป็นในเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกที่จะมาเปิดบาร์ดนตรีไทยในจังหวัดบ้านเกิดของตัวเอง
ก่อนที่บุ๊คจะเปิด จาริก บาร์ บาร์ดนตรีไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในระยอง ณ ขณะนี้ อาชีพหลักเดิมทีบุ๊คเคยเป็นนักดนตรีกลางคืนมาก่อน ทําให้เขาอยากจะทําอะไรสักอย่างหนึ่งหลังจากผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมาเยอะ
จริงอยู่ที่บุ๊คเคยเป็นนักดนตรีกลางคืน แต่ในตอนนั้น เขาล้วนไม่ได้เกี่ยวข้องกับดนตรีไทยไปมากกว่าการเรียนดนตรีไทยตามเพื่อนในสมัยมัธยม บุ๊คในฐานะนักดนตรี เขาเล่นดนตรีในวงธรรมดา ร้องเพลงป็อบทั่วไปที่หาฟังที่ไหนก็ได้
จนกระทั่งดนตรีไทยเข้ามามีบทบาทในชีวิตของบุ๊ค หลังจากเขาเกิดอาการหมดไฟ (burn out) และมีอาการของโรคซึมเศร้า เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด – 19 เหมือนกับที่หลายๆ คนได้รับผลกระทบ การระบาดครั้งนั้น ทำให้บุ๊คไม่สามารถทำงานดนตรีได้ รวมถึงบาร์ลับริมหาดที่เขาเป็นเจ้าของก็ต้องปิดตัวลง
ซึ่งแม้หลังสถานการณ์จะกลับมาปกติแล้วเขาก็ยังรู้สึกหมดไฟจากการเล่นดนตรีในแนวเพลงเดิมๆ
“มันเป็นเหมือนเวลาเราทํางานทุกวันๆ มันเกิดกับทุกอาชีพ คือการหมดไฟ พอเบิร์นเอ้าท์ เราไม่อยากทําอะไรเลย อยากจะเททุกอย่าง อยากทิ้งทุกอย่าง ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราทําอยู่จะได้เงิน มันได้เงินจริงแต่มันขาดจิตวิญญาณ พอขาดจิตวิญญาณปุ๊บเราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปทํางานเพื่อแลกกับเงินทําไม ในเมื่อ คนเขาต้องการมาเสพความสุข แต่ว่าตัวเราเองยังไม่มีความสุขเลย แล้วเราจะไปหลอกลูกค้า หลอกคนดู ผมว่ามันไม่ใช่”

ทำไมดนตรีดีๆ ดนตรีเจ๋งๆ ถึงมีแต่ที่เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ
พอบุ๊ครู้ตัวว่าเส้นทางการเป็นนักดนตรีกลางคืนของตัวเองมาถึงจุดที่หมดไฟ เขาจึงต้องออกตามหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วแรงบันดาลใจก็หาได้จากหลายแหล่ง อย่างการไปดูคอนเสิร์ต หรือการกลับไปฟังแนวเพลงที่ตัวเองชอบ แต่เมื่อบุ๊คลองทำทั้งสองอย่างไปหมดแล้วแต่ยังหมดไฟอยู่ เขาจึงออกไปหาความแปลกใหม่ทางด้านดนตรี โดยการออกไปตามหาครั้งนี้ของบุ๊ค ทำให้เขาเจอเข้ากับปัญหาค้างคาใจที่กลายมาเป็นแรงผลักดันให้เขาก่อตั้งจาริกบาร์ในเวลาต่อมา
“เพราะว่าเราอยู่ระยอง เราก็เจอแค่นี้เท่าที่เราเห็นทั่วไป แต่นักดนตรีหรือคนทั่วไปเวลาที่เขาอยากจะไปดูดนตรีดีๆ ดนตรีเจ๋งๆ คําว่าดนตรีเจ๋งๆ ดนตรีเด็ดๆ เนี่ย ก็หนีไม่พ้นเชียงใหม่ หนีไม่พ้นกรุงเทพฯ พอเราไปบ่อยๆ เข้า ก็ทําให้เราคิดว่าทําไมดนตรีดีๆ ทำไมต้องแบบที่กรุงเทพฯ ทําไมต้องเป็นที่เชียงใหม่ ที่บ้านเรามันก็มีแบบนี้นี่หว่า แล้วทําไมบ้านเราถึงไม่ทำแบบนี้บ้าง ผมกลับมาเพราะตอนนั้นก็เริ่มมีไฟ”
หลังจากกลับมาบุ๊คเริ่มต้นคุยกับ อั๋น – ชวนนท์ พวงศิริ ผู้สนใจในเรื่องสุราชุมชน และ ครูกฤช-กฤช ศิลปชัย รุ่นพี่นักดนตรีที่มีความเห็นตรงกัน ก่อตั้ง จาริก บาร์ ขึ้น โดยมีบุ๊คเป็นหุ้นส่วนหลัก บุ๊คเล่าว่าส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดร้านขึ้นได้ คือ นักดนตรี เขามีรุ่นพี่ที่เป็นนักดนตรีซึ่งสามารถเล่นดนตรีไทยประยุกต์ได้ไม่น้อยหน้าใครที่ไหน ซึ่งเขายืนยันว่า “คนระยองเก่งนะครับ นักดนตรีระยองเก่งมาก”
ดังนั้น จาริก บาร์ จึงถือกำเนิดขึ้นบนความภาคภูมิใจในความเป็นคนระยองของบุ๊ค ที่อยากจะทำให้จังหวัดระยองมีบาร์ดนตรีไทยประยุกต์ดีๆ ที่เรียกว่า เจ๋ง ได้เต็มปากเต็มคำ

และชื่อจาริก ไม่ได้เป็นเพียงคำไทยที่เรียกติดหูเท่านั้น แต่ยังเป็นคำที่มีความหมายกับตัวผู้ก่อตั้งอย่างบุ๊คเองด้วย บุ๊คเล่าถึงที่มาของชื่อร้านว่า
“จาริกเนี่ย ตอนแรกผมไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรครับ อันดับแรกก็จะต้องตั้งชื่อร้านที่มันไม่ซ้ํากับใครเขา ผมก็ไปเปิดกูเกิ้ลหาคำที่มีความเป็นไทยที่ทำให้เรานึกถึงดนตรีไทย พอกรุงเทพฯ มีเทพ บาร์แล้ว ผมก็เลยคิดว่าอยากตั้งชื่อว่า มโหรีแต่พอไปเปิดดูจริงๆ มโหรีอยู่เชียงใหม่นี่หว่า ก็เลยต้องตั้งใหม่อีก จนได้คำว่าจาริกมา ตามพจนานุกรมทั่วไปจาริกมีความหมายว่านักบุญ แต่จริงๆ แล้วหมายถึง การแสวงหาได้ด้วย”
ซึ่งตัวเขาชอบในความหมายเรื่องการแสวงหานี้ และมันตรงกับการทำร้านนี้ขึ้นมาเพื่อแสวงหาบางอย่าง
“ผมแสวงหาแรงบันดาลใจ ผมแสวงหาคนที่เหมือนผมคนที่เขาต้องการพื้นที่ ที่ได้แสดงความสามารถ ผมแสวงหาดนตรีทางเลือกให้คนได้มาดู ผมแสวงหาดนตรีที่คนเคยคิดว่า โห! ดนตรีไทยก็เล่นได้แต่ในงานบวช งานศพเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า ดนตรีไทยก็เล่นงานรื่นเริงได้ ดนตรีไทยก็เล่นเพลงในยุคปัจจุบัน เล่นในร้านเหล้าได้ ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่ในรูปแบบเดิมๆ เสมอไป”
และนับตั้งแต่การเปิดตัวบาร์แหล่งนี้ ความตั้งใจแรกของบุ๊คก็นับว่าสำเร็จแล้ว แม้จะเป็นเพียงก้าวที่หนึ่งแต่เขาก็ตอบตัวเองได้ว่า ภูมิใจ

ไม่ได้เป็นแค่บาร์ แต่คือ วัฒนธรรม
แน่นอนว่าแนวดนตรีที่ไม่เหมือนใครเป็นจุดขายของร้าน แต่จาริกก็ไม่ได้เป็นแค่บาร์ที่โชว์ดนตรีไทยประยุกต์เพียงอย่างเดียว เพราะความตั้งใจของบุ๊คและเพื่อนคือ ให้ร้านทั้งร้านแสดงอัตลักษณ์ในเรื่องเดียวกัน คือ วัฒนธรรมของไทย
“เรียกว่าผมอยากให้มันเป็น Culture อย่างล่าสุดคนไทยพาเพื่อนคนจีนมา เขาก็มารู้ว่าบาร์ดนตรีไทยๆ มันเป็นอย่างนี้หรอ ดนตรีไทยเป็นอย่างงี้หรือ ดนตรีอีสานอ๋อมันเป็นอย่างงี้หรอ เขาอาจจะเข้าถึงไม่ได้เลยถ้าไปบาร์ทั่วไป ร้านผมมีบางวันก็เล่นดนตรีไทยผสมดนตรีสากลเป็นไทยประยุทธ์ บางวันมีเอาเพลงจีนมาเล่น หรือวันก่อนก็เพิ่งเป่าขลุ่ยเพลง my heart will go on ของไททานิคไป ในอนาคตผมก็จะเพิ่มแนวลีลาศ ในยุคลูกกรุงเข้าไปด้วย เพราะผมมองว่าจะดนตรีไทย ดนตรีสากลมันเล่นด้วยกันบนโน๊ตเดียวกันได้ หรือแม้แต่ดนตรีของภาคอีสาน ภาคใต้หรือบางทีภาคเหนือ มันคือดนตรีเหมือนกันครับ”
แต่เมื่อพูดถึงดนตรีในภาคต่างๆ เราอาจจะเห็นแนวดนตรีแบบภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้เด่นชัดขึ้นมาไม่เหมือนกับดนตรีในภาคตะวันออก ซึ่งบุ๊คบอกว่า
“สิ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็นตะวันออกที่สุดคือ พวกลำตัดกับเพลงฉ่อย แต่ต้องบอกว่าค่อนข้างจะหาผู้เล่นยากเพราะว่าส่วนใหญ่เนี่ยเด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้มีการสืบทอด แต่ว่าผมกําลังทํารีเสิร์ชอยู่ กําลังหาข้อมูลอยู่เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเราอยากจะทําให้จาริกเป็นบาร์ดนตรีไทยในภาคตะวันออก มันก็ต้องไปให้สุดครับ”

นอกจากแนวดนตรีที่โดดเด่นแล้ว การเล่าเรื่องราว ธีม(Theme) อารมณ์และน้ำเสียง (Mode and Tone) ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ก็เป็นอีกจุดแข็งของร้าน เพราะบุ๊คใส่ใจตั้งแต่การเลือกสถานที่ตั้งของร้าน และตัวบ้านที่เขาบอกว่า สถานที่ตั้งของร้านซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ ท่ามกลางบ้านปูน และตึกหลายชั้นสมกับสโลแกน Hidden Gams Bars of Rayong ซึ่งจะมีแต่ผู้ที่ตั้งใจมาเท่านั้นจึงจะค้นพบเป็นความตั้งใจของเขา
ในขณะเดียวกันการเลือกบ้านไม้เก่าสองชั้นหลังนี้มารีโนเวทโดยเก็บทั้งโครงสร้างบ้านไปจนถึงกระเบื้องเก่าไว้ ก็เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านสัมผัสบรรยากาศ ของการมาบ้านเพื่อนแบบไทยๆ มากกว่าความรู้สึกของการมาร้านเหล้า และตัวของเขาเองจะเป็นผู้ดูแลลูกค้าทุกคนที่เข้ามา
นอกจากสถานที่ตั้งและตัวร้านแล้ว อาหารและเครื่องดื่มบุ๊คและเพื่อนก็ใส่ใจไม่แพ้กัน โดยเรื่องอาหารบุ๊คยกตัวอย่างการเลือกเมนูอาหารว่า
“ร้านนี้ผมอยากยึดธีมร้านเป็นหลัก ต้องให้เข้าธีมร้าน(ธีมวัฒนธรรม)ก่อน เพราะฉะนั้นอย่างเอ็นไก่ทอด ผมไม่ขายเพราะผมรู้สึกว่ากินร้านอื่นก็ได้ แต่ร้านผมเนี่ยผมอาจจะมีหม่ําเนื้อ ซึ่งมันเป็นโจทย์ยากกว่า”
ส่วนเมนูเครื่องดื่มของร้านถูกเลือกโดยอั๋น ที่ตั้งใจสนับสนุนเรื่องสุราชุมชนเป็นพิเศษ บุ๊คเล่าว่าที่ร้านเลือกใช้สาโท ซึ่งเขาสั่งมาจากจังหวัดสุรินทร์มาเป็นเครื่องดื่มหลัก ไปพร้อมๆกับที่กำลังมีแผนการทำเบียร์ของตัวเอง โดยผู้ผลิตรายเล็กๆ ในระยอง
นอกจากนั้นบนชั้นสองบางส่วนบุ๊คเซ็ตให้เป็นชั้นโชว์ผลงานไว้สำหรับให้ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่อยากเอาสินค้าชุมชนได้มาวางของขายโดยไม่ได้บวกราคาเพิ่ม

ไม่ใช่แค่นักดนตรีถึงจะเป็นศิลปิน เจ้าของร้านก็เป็นศิลปินเช่นกัน
ในฐานะนักดนตรีก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเจ้าของร้าน บุ๊คยอมรับว่ามีความแตกต่างและความเสี่ยงที่เขาต้องแบกรับไว้อยู่เหมือนกัน
อย่างแรกคือ สกิลมันต่างกันเพราะตอนเป็นนักดนตรี เขามีสถานะเสมือนเป็นลูกจ้างของร้าน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรไปมากกว่าการเล่นให้เต็มที่ แต่พอมาเป็นเจ้าของร้านด้วยตัวเอง สถานะของเขาคือเป็นนายจ้าง ซึ่งทำให้เขามองเห็นปัญหาของนายจ้างที่เมื่อก่อนมองไม่เห็น เช่น
พอมาเป็นนายจ้างก็รู้เลยว่า รายจ่ายที่หนักสุดคือนักดนตรี แต่ถึงอย่างนั้นบุ๊คก็ยังยืนยันที่จะจ่ายค่าจ้างนักดนตรีในเรทราคาปกติ เพราะ การเป็นนักดนตรีมาก่อนทำให้เขาเข้าใจว่า ราคาหรือค่าจ้างมีผลต่อใจในการผลิตงาน
“ผมไม่กดราคาเลยเพราะว่า เราเคยทำอาชีพนี้เหมือนกัน เราเข้าใจแล้วก็รู้ว่า ราคามันก็มีผลต่อใจในการทํางาน เวลาร้านบอกว่า ‘เฮ้ยช่วยพี่หน่อย’ ผมได้ยินคํานี้มาเป็นสิบปี แต่พอค่าจ้างไม่คุ้มกับค่าเดินทาง หรือว่าแรงของคุณน่ะ เขาก็ไม่อยากทํา สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นทำเพื่อแลกเงินไปเรื่อยๆ พอนักดนตรีไม่มีใจให้ร้าน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เล่นให้หมดๆ ชั่วโมงไปอย่างนั้น แล้วมันจะมีความหมายอะไรเมื่อไม่สามารถถ่ายทอดอะไรผ่านบทเพลงได้เลย สุดท้ายก็วนลูปไปสู่การหมดไฟ”

อย่างที่สองคือ แม้แนวการแสดงดนตรีไทยประยุกต์จะเป็นจุดแข็งที่สุดของร้านแต่ในขณะที่ก็เป็นความท้าทายที่สุดด้วย เพราะ จาริก เป็นบาร์ดนตรีไทยแห่งแรกในจังหวัดระยองและน่าจะเป็นแห่งแรกในภาคตะวันออกด้วย ซึ่งนั่นทำให้บุ๊คไม่มีตัวอย่าง บุ๊คบอกว่า
“พอมันเป็นบาร์แห่งแรก แล้วเราเคยทําบาร์ดนตรีไทยครั้งแรก เราไม่รู้ว่าข้างหน้ามันจะเกิดปัญหาอะไร ให้ลองนึกภาพว่าเหมือนเราวิ่งอยู่ สมมุติพี่มาดูรอบหนึ่งแล้ว วงเดิมเล่นเหมือนเดิมรอบสองรอบ คนก็ไม่อยากคนดูซ้ำแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องวิ่งหาอะไรใหม่ๆ เพื่อที่จะทําให้ร้านพัฒนา เป็นเหตุผลว่าทําไมผมถึงต้องหาคนร้องเพลงฉ่อย ทําไมผมถึงต้องหาคนร้องลำตัด เหมือนคุณมาร้านผัดกระเพรา แม้คุณจะอยากกินผัดกระเพราคุณก็คงไม่ก็อยากกินผัดกระเพราหมูแบบเดิมซ้ำๆ คุณก็คงอยากจะเปลี่ยนไปกะเพราหมูกรอบ กระเพราะไก่ หรือกระเพาะปลาหมึก ต้องสลับๆ กันไปแบบนี้”
ความยากและท้าทายอย่างที่สาม คือ ในช่วงเริ่มแรกคนอาจจะไม่เข้าใจในความเป็นบาร์ดนตรีไทย ยังไม่เข้าใจว่าดนตรีไทยก็นำมาเล่นเพลงป็อบทั่วไป หรือเล่นเพลงสากล หรือแม้กระทั่งเพลงจีนได้ ทำให้บุ๊คและจาริก บาร์ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับร้านอื่นๆ ที่เป็นร้านแมส
“พอเราทําความอะไรสักอย่างให้มันแตกต่าง เราก็ต้องต่อสู้และอดทนครับ ว่าร้านเรามันไม่เหมือนใครนะ ร้านเรามันมีจุดขายนะ คนอาจจะเก็ตช้าหน่อย แต่ไม่เป็นไร ให้เวลาเขาเข้าใจหน่อย”
สุดท้ายบุ๊คมองว่าศิลปินไม่จําเป็นต้องเล่นดนตรีอย่างเดียวเสมอไป จริงๆ แล้วการทําร้านก็ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่เช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่บุ๊คสร้างสรรค์ตอนนี้ไม่ใช่แค่ดนตรีหรือเพลงอย่างเดียว แต่เป็นร้านทั้งร้าน เขาสร้างสรรค์แนวดนตรี ผลิตโปรดักส์ให้ลูกค้า ผลิตวงให้ลูกค้าดู ให้ลูกค้าเห็นว่าร้านนี้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงที่แปลกใหม่ตลอดทาง
“มันถึงต้องใช้ความคิดเรื่อยๆ ผมต้องอัปเดตยังไงให้ลูกค้าเนี่ยได้เห็นผลงานของผมอันต่อๆไป” ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและความสนุกที่บุ๊คค้นพบ

จากเสียงระนาด และเสียงขิมสู่แรงกระเพื่อม
เมื่อจาริก บาร์ ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจ แต่ยังเป็นทั้งสถานที่ ผู้คน และเรื่องราวที่ส่งแรงกระเพื่อมไปสู่วงการดนตรีไทยในระยองด้วย
“ถ้ามองแต่ข้างนอกก็คือ จาริกบาร์ก็เป็นธุรกิจจริงๆแหละครับ แต่สําหรับผมที่ลงแรง ลงเงิน ลงความฝัน ในใจตอนนี้จาริกเลยเป็นมากกว่าธุรกิจครับ โอเคมันได้เงิน เลี้ยงปากท้องได้ แต่มันให้จิตวิญญาณด้วย มันหล่อเลี้ยงความรู้สึกเรา เวลาเรารู้สึกท้อครับ เวลาเรารู้สึกว่าไม่อยากทํางานแล้ว หรือว่าไม่อยากจะนู่นนี่นั่นแล้ว อยากทิ้งตัว แต่เรายังมีเพื่อน มีร้าน ผมก็คิดว่าตรงนี้ก็จะจูงใจคนที่หมดแรงเหมือนกัน”
โดยคุณค่าของจาริก บาร์ ที่บุ๊คมองเห็นและคิดว่าเป็นส่วนสำคัญที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อสังคม คือ
“ที่นี่ทำให้นักดนตรีไทยเหล่านั้นรู้สึกว่า ยังได้เล่น ยังได้แสดงผลงาน ยังได้แสดงให้คนอื่นเห็นว่า เฮ้ย! ดนตรีไทยมันเจ๋งนะเว้ย มันยังไม่ตายนะเว้ย มันยังสามารถเล่นในงานทั่วไปได้เลยเว้ย”
ซึ่งพอบุ๊คเริ่มทำร้าน เริ่มพาตัวเองเข้าไปอยู่ในวงการของคนที่เล่นดนตรีไทย บุ๊คก็ได้พบว่ามีเด็กรุ่นใหม่ที่อยากออกจากกรอบ อยากเล่นดนตรีไทยในแนวใหม่ๆอยู่ แต่ปัญหาคือตรงนั้นไม่มีที่ให้เด็กๆ เหล่านั้นแสดง เพราะฉะนั้นจาริก บาร์ จึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่จะทําให้เหล่านักดนตรีไทยรุ่นใหม่ได้แสดงดนตรีไทยในแบบของตัวเองและเชื่อมต่อกับคนดู

มากไปกว่านั้นการมีอยู่ของจาริก บาร์ ยังทำให้นักดนตรีไทยในระยองบางคนที่เลิกเล่นไปแล้ว เพราะไม่มีที่รวมวง วงแตก หมดกำลังใจในการเล่นได้กลับมาพบเจอคนที่เล่นดนตรีไทยเหมือนๆ กัน บุ๊คเล่าให้เราฟังว่า
“อย่างเมื่อวานก็มีนักดนตรีไทยที่เลิกเล่นไปนาน 20 ปี มาที่ร้าน มาเจอสิ่งที่เค้าชอบ ได้คุยกับคนที่เล่นเหมือนกัน เรียนเหมือนกัน มันก็เลยทําให้เขาอยากจะเอาเครื่องเก่ามาปัดฝุ่นมาเล่นอีกครั้ง ทำให้เขารู้สึกว่า เขาไม่ได้ตายไปจากมันอีกแล้ว”
และที่สำคัญไปกว่านั้น และบุ๊ครู้สึกสุขใจมากคือ จาริก บาร์ ทำให้เด็กๆ เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้เกิดการเรียนการสอนดนตรีไทยกันต่อไป
“ที่นี่มีผู้ปกครองพาลูกหลานมาดู เพราะลูกชอบดูโหมโรง การเล่นดนตรีไทยสดแบบนี้มันก็เลยทำให้คือเกิดการสร้างแรงบันดาลใจ พอสร้างแรงบันดาลใจปุ๊บ ดนตรีไทยก็ต่อยอดต่อไปได้”
นอกจากการก็ได้นําเสนอ สิ่งใหม่ๆ ให้คนได้รู้ว่าระยองก็มีได้บาร์ดนตรีไทยเจ๋งๆ แล้วลูกค้าที่ได้ค้นพบและเปิดใจก็จะรู้ว่า
“มันเป็นแนวนี้ได้นะ ไม่คิดว่าดนตรีไทยจะเป็นเพลงธรรมดาได้ ไม่คิดว่าคนเอามาเล่นในร้านเหล้าได้ ผมมองว่าคนจะเก็ตมากขึ้น คนเข้าใจและเปิดใจกับวัฒนธรรมอันนี้มากขึ้น ดนตรีไทยมันจะยังอยู่ครับ แล้วมันจะไม่มีวันหายไปไหน”
ในส่วนตัวบุ๊คเอง คุณค่าที่จาริกให้เขาก็คือ ความสุขจากรอยยิ้มของทุกคน
“ผมว่าความสุขของผม คือรอยยิ้มของทุกคนนะ ลูกค้ายิ่งตบมือหรือตื่นเต้น นักดนตรีก็มีความสุขด้วย เวลาที่เราเห็นรอยยิ้มของนักดนตรีผมจะมีความสุขมาก เพราะผมเคยเป็นนักดนตรี ผมเข้าใจเลยว่าสิ่งที่นักดนตรีเครียดอ่ะ คือ เวลาร้องเพลงแล้วลูกค้าไม่ได้สนใจ ลูกค้าไม่รู้เลยว่าผมกำลังทําอะไรอยู่ นักดนตรีเวลาเราร้องเรามีหัวใจให้กับความดนตรี มันก็เลยทําให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย เราต้องทําให้เขาหันมามองเรา แต่อย่างดนตรีไทยเล่นลูกค้าไม่มีหยิบมือถือขึ้นมา เล่นเลยนะ ลูกค้าตั้งใจดูจนจบเพลงเลย เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน มวลพลังงานแบบนั้นที่รับส่งกันเป็นความสุขล้วนๆ เลยครับ”

การแสวงหาในอนาคตของบุ๊คและจาริก
ถ้าว่ากันตามจริงบุ๊คยังไม่ได้มองไกลไปถึง 10 ปีข้างหน้า บุ๊คพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“เอาจริงๆเดี๋ยวผมไม่ได้มองไกลขนาดขึ้นนะ ผมมองว่าไม่แน่ อนาคตผมอาจจะเป็นกลายเป็นลูกค้าคนหนึ่งของบาร์ดนตรีไทยในจังหวัดระยองแบบผมก็ได้”
แม้เรื่องร้านเขาจะไม่ได้มองไปไกลขนาดนั้นแต่ในปัจจุบันนอกจากการเป็นบาร์ดนตรีไทยที่ชั้นหนึ่งและเป็นพื้นที่สำหรับวางขายผลิตภัณฑ์ชุมชนบนชั้นสองแล้ว อีกสิ่งที่บุ๊คอยากทำให้เกิดที่จาริก บาร์แห่งนี้คือ การเป็นพื้นที่รวมกลุ่มกันเป็นประชาคม (community)
“ถ้าลูกค้าอยากจะมาสนุก อยากจะมาเมา มาเต้นรําเชิญชั้นล่างครับ
ส่วนข้างบนเนี่ยผมอยากสร้างให้เป็นพื้นที่ไว้คุยพูดจาแลกเปลี่ยนกัน ให้การมาที่จาริกไม่ใช่แค่การมาร้านเหล้า แต่เป็นการมาเจอเพื่อน มาแลกเปลี่ยนคุยกับเจ้าของร้าน บางทีรู้สึกท้ออยากหาคนคุย อยากหาคนรับฟังก็มาที่ร้าน มันก็คุ้มแล้วครับ อยากให้ที่ร้านเราเป็นที่ที่ใครๆ ก็อยากมาบ่น มาคุย มาหาเพื่อนได้”

“เมื่อวานก็มีนักดนตรีไทยจากหลายที่มานั่งคุยกันที่ชั้นสอง บางคนมาจากโรงเรียนวัดป่า เรียนดนตรีรุ่นแรกเขาก็ว่า พี่เรียนเครื่องนี้รุ่นแรก แล้วคนอื่นๆ เรียนดนตรีไทยที่ไหนมากัน มันก็กลายเป็นการขยายวงสนทนา แต่คนที่มาที่นี่ไม่จําเป็นต้องคุยเฉพาะเรื่องดนตรีก็ได้ คุณอยากคุยปรึกษาการเมืองก็เรื่องของคุณ หรือคุณจะมาปรึกษาเรื่องค้าขาย เรื่องอกหัก เรื่องหัวใจ เรื่องทินเดอร์ก็ว่าไป”
เพราะบุ๊คมองว่า คอมมูนิตี้เป็นอะไรที่สร้างยากมาก ถ้าลองสังเกตดูในระยองแทบไม่มีเลยพื้นที่แบบนั้นเลยไม่ว่าเป็นพื้นที่ Co – working space หรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ที่ให้ที่มีการร่วมตัวได้
“ผมไม่รู้ว่าจังหวัดอื่นมีไหม แต่ในระยองแทบไม่มีเลย”


