ภาพเด็กๆ ในสมัยนี้ที่เห็นจนชินตาก็คงเป็นการกลับจากโรงเรียนแล้วพุ่งตัวไปที่เรียนพิเศษและใช้เวลาว่างเพียงน้อยนิดไปกับการจับกลุ่มกันเล่นเกมส์ จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือต่างคนต่างก้มหน้าเล่นโทรศัพท์วนลูปซ้ำๆ ตลอดระยะเวลาในวัยเยาว์ของเด็กๆ ซึ่งสภาวะแบบนี้ หากสังเกตกันให้ดี ก็อาจทำให้เด็กๆ ไม่มีการพัฒนาการที่เหมาะสมทั้งในด้านร่างกายและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม
แต่ไม่ใช่กับที่โรงเรียนโรงเล่นของกลุ่มรักษ์เขาชะเมา เพราะที่แห่งนี้เราจะยังเห็นภาพเด็กๆ จับกลุ่มกันเล่นกองดิน กองทราย วิ่งเล่นอย่างอิสระอยู่ในพื้นที่ป่าขนาด 1 ไร่ หรือหยิบแว่นขยาย สะพายเป้ผ้าพร้อมถือใบงานออกไปล่าและเรียนรู้ไลเคนที่ต้นไม้ใหญ่
ไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่ถ้ามาที่โรงเรียนโรงเล่น หรือเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มรักษ์เขาชะเมาแล้วจะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กๆ กับบรรยากาศการเรียนรู้นอกห้องเรียนสุดแสนมีชีวิตชีวาที่แทบหาไม่ได้จากที่ไหน
ซึ่งที่แห่งนี้เกิดขึ้นมาโดย ‘กลุ่มรักษ์เขาชะเมา’ ในพื้นที่ตำบลทุ่งควายกิน กิ่งอำเภอเขาชะเมา ซึ่งทำกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กๆ เยาวชนและชุมชนในพื้นที่นี้มาร่วมสามสิบปี จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของกลุ่มรักษ์เขาชะเมากำเนิดขึ้นความรักและความตั้งใจอันแรงกล้าของผู้หญิงสองคน นั่นก็คือ บุบผาทิพย์ แช่มนิล หรือที่เด็กๆ รู้จักกันดีในชื่อ ‘ป้าแฟ้บ’ กับ มลฑา เข้มพิมพ์ หรือ ป้าอี๊ด ของเด็กๆ
กลุ่มรักษ์เขาชะเมาเป็นหนึ่งในรากฐานของเยาวชนที่เติบโตเป็นพลเมืองที่รู้จักหน้าที่ของตนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสำคัญทั้งในด้านการศึกษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเมือง สังคม ชุมชนและวัฒนธรรม แม้จะผ่านมาแล้ว 30 ปี กลุ่มรักษ์เขาชะเมาและป้าแฟ้บก็ไม่เคยหยุดสร้างกิจกรรมนอกห้องเรียนให้กับเด็กๆ และผู้สนใจ

จากนักกิจกรรม สู่ผู้เปิดโลกการอ่านให้เยาวชนในอ.แกลง
ป้าแฟ้บเล่าให้ฟังว่าตัวเองเป็นคนทุ่งควายกิน จังหวัดระยอง โดยแม่ของป้าแฟ้บเปิดร้านขายของในตลาดชุมชน สมัยเป็นนักศึกษาเธอเป็นนักกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยรามคําแหง ซึ่งอยู่ค่ายมล. หรือก็คือค่ายใหญ่ และได้ผ่านประสบการณ์เรื่องของการไปม็อบ การอ่านหนังสือสังคมการเมืองและการร่วมวงเสวนา หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ป้าแฟ้บและเพื่อนได้ไปเป็นส่วนนึงของขบวน เธอจึงได้เห็นความเป็นไปของสังคมที่ไม่ปกติ
“คือเหมือนเราเป็นผู้หญิงด้วยไง” เป็นประโยคที่ป้าแฟ้บใช้อธิบายถึงลักษณะทางสังคมและสถานะเพศหญิงของตนที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกต่อต้าน เพราะไม่เป็นไปตามธรรมเนียมของสังคม เพราะเมื่อสมัย 40 ปีที่แล้ว ป้าแฟ้บก็ชวนขยายภาพบริบทของพื้นที่ว่า “ไม่มีใครเขาแต่งตัวแบบนี้ ใส่กางเกงขาก๊วยเดินในหมู่บ้าน แล้วก็เดี๋ยวๆ ก็มีเพื่อนหนวดเครารุงรังนั่งรถโดยสารมากัน แต่ละคนคือท่าทางแปลกประหลาด แล้วก็นอนกันดึกๆ ดื่นๆ เช้าตื่นสาย เปิดบ้าน เปิดเพลงเพื่อชีวิต”
และจากการที่ป้าแฟ้บลุกขึ้นมายืนบนเวทีการเมืองด้วยความเชื่อมั่นในเรื่องของการเมืองภาคประชาชน ในการเลือกตั้งสท. ซึ่งเธอได้จัดเวทีปราศัยขึ้น ทำให้สมาชิกกลุ่มของป้าแฟ้บโดนเผารถและมีใบปลิวโปรยในหมู่บ้าน ตอนนั้นเองที่ป้าแฟ้บสัมผัสได้ว่า “โอ้โฮ! การเมืองระยองนี่ทําไมมันไม่ใช่เรื่องปกติ?” ตามปกติที่คุ้นชินผู้ที่จะมาสมัครควรจะต้องมาแถลงนโยบายให้ประชาชนรู้ และประชาชนเองก็ควรจะรู้ว่าเลือกเขาไปทําไม ซึ่งคนในชุมชนต่างรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เธอทำ

แต่ในขณะเดียวกันแม่ของป้าแฟ้บ ซึ่งเป็นคนสมัยก่อนที่ใครๆ ก็ชื่นชมต่างกันกับเธอที่ดูห้าวมากกว่า ซึ่งป้าแฟ้บอธิบายเพิ่มว่า “แม่เป็นคนสวย แม่ชอบตีกระบังผม ทาปากแดง เล็บแดงแจ๋ แล้วก็แบบมาเจอลูกแบบที่ใครๆ ก็ว่าแปลก มาเจอเพื่อนลูกที่แบบใส่กางเกงขาก๊วย จะคุยกับใครก็ไม่ได้ว่าลูกก็มีหน้ามีตา แต่แม่ก็ยังให้โอกาสทํากิจกรรมให้ใช้พื้นที่ร้าน พอที่ร้านคับแคบต้องลงไปทํากิจกรรมที่ฟุตบาท แม่ก็ให้พื้นที่กลุ่มรักษ์เขาชะเมาปัจจุบัน แล้วทุกครั้งเวลามีกิจกรรมแม่ก็ไปด้วยนะ แม่ก็ไปทํากับข้าวเลี้ยงเด็ก คือมีตังค์ก็ควักมาเลี้ยง คือเห็นเลยว่าถ้าผู้ใหญ่เขาเข้าใจ เขาสนับสนุนเรื่องแบบนี้มันไปได้” ซึ่งจากการสนับสนุนของแม่ป้าแฟ้บก็เลยกลายเป็นโอกาสที่ทำให้ป้าแฟ้บเองเป็นที่รู้จักของคนชอบอ่านหนังสือ และทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน
ซึ่งหากย้อนกลับไปในยุคสมัยของเธอเทียบกับยุคสมัยนี้ ป้าแฟ้บเสริมว่าสมัยนี้การเมืองภาคประชาชนมีความหวังมากกว่าสมัยของเธอเพราะผู้คนก็ออกมาเยอะขึ้น คนให้ความสนใจมากขึ้น การเมืองภาคประชาชนมันกลายเป็นเนื้อเดียวกันเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองตัวแทน
จุดเริ่มต้นของกลุ่มรักษ์เขาชะเมา
เมื่อ พ.ศ.2536 ป้าแฟ้บตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน แต่จิตวิญญาณของนักกิจกรรมของเธอก็ไม่เคยจางหายไป ป้าแฟ้บเลยเปิดร้านหนังสือชื่อว่า ‘น้ำใจ’ เป็นร้านหนังสือเช่า และได้เริ่มทํากิจกรรมเล็กๆ กันในร้านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการที่เวลาเด็กๆ มาเช่าการ์ตูนห้าเล่มก็แถมวรรณกรรมเด็กหนึ่งเล่มให้ไปอ่าน โดยมี ป้าอี๊ด (เพื่อนสนิท และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มรักษ์เขาชะเมา) ทําหน้าที่ในการช่วยคัดกรองหนังสือ ป้าแฟ้บอธิบายเพิ่มว่า “หนังสือในร้านน้ำใจก็มีมาตรฐานอะไรของเราบางอย่าง ด้วยความเป็นคนสนใจเรื่องงานทางสังคม”
จนกระทั่งพ.ศ. 2537 ก็เกิดกลุ่มรักษ์เขาชะเมาจากสมาชิกที่มาเช่าหนังสือ จากเด็กๆ ที่ใช้บ้านป้าแฟ้บเป็นแหล่งพักพิง หลังจากนั้นก็เริ่มมีกิจกรรมที่รวมตัวเด็กๆ ในตอนเย็นหลังเลิกเรียน ช่วงวันหยุดหรือว่าช่วงปิดเทอม
นอกจากเรื่องการอ่าน ป้าแฟ้บและป้าอี๊ดยังสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะในพื้นที่ของเธอเองก็อยู่ใกล้ป่าเขาชะเมา ป้าแฟ้บเล่าว่า “ไปแรกๆ ก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรหรอก ก็คือไปเก็บขยะ ไปปลูกต้นไม้ ไปร่วมกับอุทยาน เพราะฉะนั้นกิจกรรมแรก ๆ มันแทบไม่ได้ใช้เงิน”
ป้าแฟ้บอาศัยเขียนป้ายติดว่า “เอาข้าวมา เอาน้ำมา เอาใจมา แล้วก็ไปทํากิจกรรมกัน” จนกระทั่งพัฒนาเป็นค่ายสิ่งแวดล้อม ป้าแฟ้บก็เริ่มที่จะหาเครือข่ายที่มีความรู้เรื่องพวกนี้ เริ่มที่จะพาตัวเองไปอยู่ในช่องของการที่จะเอาความรู้เหล่านี้มาถ่ายทอดให้กับเด็กๆ เริ่มที่จะมีน้องๆ ขึ้นมาสร้างเป็นทีมงานร่วมกันแบบกระบวนการเรียนรู้จนเกิดเป็นกิจกรรมเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ

ซึ่งค่ายแรกที่ทำเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมก็คือ ‘ค่ายสานฝันสู่ป่าสวย’ หลังจากนั้นก็เลยเริ่มรู้จักกองทุนซิป ป้าแฟ้บได้มีโอกาสเข้าไปเป็นกรรมการกองทุนซิปก็เลยขอทุนกองทุนซิปมาพัฒนาศักยภาพทีมทั้งไปเรียนรู้งานข้างนอก ทั้งฝึกให้สามารถที่จะทำกิจกรรมออกแบบการเรียนรู้ ออกแบบเครื่องมือเช่นการเล่นเกม และได้พัฒนากลุ่มและสมาชิกของกลุ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
โดยจุดแข็งของกลุ่มรักษ์เขาชะเมาตั้งแต่เริ่มต้นคือ สมาชิกในร้านหนังสือที่มาเป็นขาประจําสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง “ตั้งแต่เรื่องทะเลาะกับพ่อแม่ มีปัญหากับครู ทะเลาะกับแฟน เขาก็จะมาเล่าเรื่องคือ เหมือนกับมีที่ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาปลอดภัย เขารู้สึกปลอดภัยมั้งเขาก็เลยมา”
เพราะทำทุกอย่างบนพื้นฐานของความสนุกจึงเกิดเป็นโรงเรียนโรงเล่น
หลังจากร้านน้ำใจเป็นที่รู้จักมากขึ้น พื้นที่ของร้านก็เริ่มรองรับการรวมตัวของเด็กๆ ได้ไม่หมด นั่นทำให้ป้าแฟ้บมองหาพื้นที่ใหม่ๆ ที่ยังคงคอนเซ็ปต์แบบร้านในใจไว้ นั่นก็คือการรักษา ‘ความสนุก จึงได้เริ่มขยับขยายบนที่ดินของแม่ป้าแฟ้บเอง และกลายเป็น ‘โรงเรียนโรงเล่น’ ที่ตั้งอยู่ปัจจุบัน ซึ่งมีเหตุผลมาจากวันหนึ่งป้าแฟ้บขี่มอเตอร์ไซค์ไปแล้วมาเจอเด็กคนหนึ่ง ชื่อน้องทราย น้องทรายเล่นอยู่หน้าโรงเรียน
ป้าแฟ้บก็ถามว่าทราย “ทําไมมันเล่นหน้าโรงเรียน ทําไมไม่เข้าไปในโรงเรียน”
ทรายบอกว่า “น้าแฟ้บโรงเรียนไม่สนุก”
“อ๋อ” ป้าแฟ้บได้แต่ตอบคําเดียว
แล้วก็เลยบอกทรายว่า “อ้าว! โรงเรียนไม่สนุกแล้วถ้าเกิดน้าแฟ้บทําโรงเล่นทรายจะมาไหม?”
เขาก็บอกว่า “จริงๆ นะ น้าแฟ้บต้องทำโรงเล่นจริงๆ นะ”
จากบทสนทนาสั้นนั้นป้าแฟ้บก็ชวนเพื่อนๆ ว่า “เฮ้ย!! เราทำโรงเรียนโรงเล่นกันเถอะ”แล้วก็ใช้ชื่อว่าโรงเรียนโรงเล่นมาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะรู้สึกว่า “เออ เฮ้ย!! มันน่าอยู่กว่าโรงเรียนตั้งเยอะใช่ไหม?” ซึ่งโรงเล่นในความหมายของป้าแฟ้บ มันเป็นโรงเล่นที่เรียนด้วย มีการเรียนที่สอดคล้องไปด้วยการเล่น ในมุมของป้าแฟ้บคิดว่า

“มันคือการศึกษารูปแบบหนึ่ง มันคือการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบเดียวกัน เป็นวิถีชีวิต และเป็นสิ่งที่เหมือนเป็นบ้านที่สองของเขา”
แล้วสำหรับป้าแฟ้บ รักษ์เขาชะเมา โรงเรียนโรงเล่นมันก็ทำหน้าที่นั้นจริงๆ เพราะที่นี่ได้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ “อันนี้จากคําพูดที่เด็กเด็กเขาพูดเองเลยว่า “ถ้าไม่มีกลุ่มนี้ก็ไม่รู้ว่าวันนั้นชีวิตหนูจะเป็นยังไง กลุ่มอะเหมือนบ้านหลังที่สองของหนูเลย”
เมื่อการศึกษาในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
เชื่อว่าถ้าพูดถึงปัญหาของเยาวชนไทยเองนั้น ต่างมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย แต่ปัญหาที่ใหญ่มี่สุดคือปัญหาการศึกษา ซึ่งเป็นเหมือนจุดตั้งต้นที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา โดยป้าแฟ้บยกตัวอย่างว่า “คือถ้าจะบอกว่าปัญหาเริ่มมาจากครอบครัวของเด็ก แน่นอนมันก็มาตั้งแต่มีความไม่พร้อมของความเป็นพ่อเป็นแม่และองคาพยพของครอบครัวของชุมชนไม่ได้เอื้อที่จะให้ครอบครัวหนึ่งมีความศักยภาพในการที่จะเลี้ยงลูก” ซึ่งสุดท้ายเด็กที่มาจากครอบครัวเหล่านั้นก็มาถูกผลักเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ไร้ประสิทธิภาพอีก มันก็เลยกลายเป็นไร้ทิศไร้ทาง ไม่ตอบโจทย์ชีวิต
“คิดว่าชุดการศึกษาของเมืองไทย มันคือระบบการแข่งขันที่สุดท้ายทุกคนก็ต้องออกจากบ้านเพื่อที่จะไปหางานทำ”

การศึกษาบ้านเรามันมีองค์ประกอบหลายอย่าง อย่างเช่นทุกอย่างมันเป็นกรอบไปหมดตั้งแต่นโยบายการศึกษา บุคลากรด้านการศึกษา หลักสูตรการศึกษาที่เน้นการแข่งขัน แพ้คัดออก ซึ่งไม่ตอบโจทย์ชีวิต “พี่ชัชวรรณ ทองดีเลิศใช้คําแบบดีมากเลย “เรียนในห้องท่องจำทำไม่เป็น” ซึ่งส่วนใหญ่การศึกษาไทยเป็นแบบนั้น แล้วข้อสําคัญน้อยมากที่เด็กเรียนแล้วจะมีความสุข
นอกจากนั้นสมัยก่อนยังมีเรื่องโลกที่เปลี่ยนไปที่มากระทบกับเด็กๆ ได้ง่ายขึ้นเช่นสื่อต่างๆ ที่มาทำให้เรื่องปัญหามันซับซ้อนขึ้นไปอีก “พอรับสื่อมากขึ้นโลกมันกว้างขึ้น แต่ตัวเองคิดไม่ทัน ไม่ใช่เฉพาะตัวเด็กไง ตัวครอบครัวก็เป็น เพราะฉะนั้นมันก็มากระทบตัวเด็กเป็นชั้นๆ”
สิ่งที่ต้องรู้ สิ่งที่ควรรู้ สิ่งที่อยากรู้ คือ แนวทางการเรียนรู้ของกลุ่มรักษ์เขาชะเมา
“สิ่งสำคัญที่สุดที่เด็กๆ ต้องเรียนรู้คือ ทักษะชีวิต” ซึ่งมาจากหมวดหมู่กิจกรรมที่กลุ่มรักษ์เขาชะเมาแบ่งขึ้นมา โดยป้าแฟ้บเล่าว่าเราเริ่มจากการตั้งสมมติฐานว่า “เด็กคนหนึ่งถ้าโตขึ้นเขาน่าจะต้องรู้อะไรบ้าง? จากนั้นพอเราลองเอากิจกรรมที่น้องๆ ทํามาจัดเป็นหมวดเราจึงพบว่ามันจะมีอยู่สามหมวด” คือ สิ่งที่ต้องรู้ สิ่งที่ควรรู้ สิ่งที่อยากรู้ ซึ่งเธออธิบายแต่ละหมวดเพิ่มเติมว่า
“ที่บอกว่าเด็กๆ ควรจะรู้รากเหง้า ถ้าคุณได้เรียนรู้ในสิ่งที่ต้องรู้ คุณก็จะรู้รากเหง้าของคุณโดยผ่านกิจกรรมที่เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ชุมชน เรียนรู้คนอื่น แล้วก็สานสัมพันธ์ตัวเองกับชุมชน”
ส่วนสิ่งที่ควรรู้มาจากคำถามที่บอกว่า “เด็กๆ ต้องเท่าทันสังคม ถ้าคุณได้เรียนรู้ในสิ่งที่ควรรู้ คุณจะเท่าทันกับมันใช่ไหม สิ่งที่ควรรู้ อันนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของพี่ๆ แต่ละรุ่นที่จบไปมาช่วยเติมเต็ม”
และหมวดสุดท้ายสิ่งที่อยากรู้ก็คือ คุณมีความฝันอะไร คุณสานความฝันของคุณให้สําเร็จได้ไหม เด็กๆ จะรู้จักวิธีเลือกเรียนรู้สิ่งที่อยากรู้เพื่อสานฝันของตัวเองให้สำเร็จซึ่งจะทําให้สามารถกําหนดชีวิตตัวเอง

ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมกลุ่มรักษ์เขาชะเมาถึงเลือกทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและวัฒนธรรมในชุมชน นั่นก็เพราะว่า
ป้าแฟ้บและป้าอี๊ดเติบโตจากนาจากสวน “การอยู่กับธรรมชาติเป็นเรื่องที่คุ้นชินสำหรับเราสองคน” นอกจากการเติบโตมาจากบ้านเกิดแล้วสมัยที่เป็นนักศึกษาก็ได้รับการบ่มเพาะให้มีฐานเรื่องการรักธรรมชาติและสายวัฒนธรรมทั้งตัวป้าแฟ้บและป้าอี๊ด
ความสนใจในด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมป้าแฟ้บไม่ใช่แค่ความอินเฉยๆ แต่ยังเป็นความอยากรู้อยากเห็น เช่น “อยากรู้อยากเห็นว่าขนมแบบนี้ทํายังไง? พออยากรู้ก็ต้องไปสอบถาม มีเรื่องราวที่เชื่อมโยงไปเรื่อยเรื่อย มันก็จะไปเห็นนู่น เห็นนี่ เห็นนั่น ทําให้มีความรู้ที่เชื่อมโยงความเป็นมาของขนม ตั้งแต่ขนมอันนี้ต้องทําจากกะทิ กะทิทำมาจากมะพร้าวที่ปลูกในชุมชน แล้วใครเป็นคนปลูกมะพร้าว? หรืออาจจะแตะลงไปถึงทรัพยากรเป็นยังไง เขาถูกเอาเปรียบเรื่องที่ดินหรือเปล่า เขาถูกกดขี่แรงงานไหม”
“อย่างที่บอกมันจะไปเปิดประตูหลายๆ บานเพิ่มขึ้น เจอลุงคนนี้นําไปสู่ป้าคนนั้น ได้รู้จักขนมหนึ่งอย่าง ก็อาจกลายไปรู้สิบอย่าง ของหวาน ของคาว ของกินเล่น มีความรู้ไปเยอะแยะไปหมด” ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเด็กๆ ที่ได้เรียนรู้ แต่ยังทำให้ผู้คนในท้องถิ่นมีเสน่ห์ในตัวเอง
ความภาคภูมิใจและเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดที่ไปเติบโตงดงาม
“น้องๆ ของเรา ขอใช้คําสวยๆ ว่าเขาเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้ที่มันก็ไปงอกงามอยู่ทุกที่”
ประโยคนี้ป้าแฟ้บเล่าด้วยด้วยตาที่เปล่งประกายเป็นพิเศษ สิ่งที่เป็นความประทับใจและความภาคภูมิใจของป้าแฟ้บคือเธอและกลุ่มรักษ์เขาชะเมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเด็กบางคนที่ทำให้เขาได้ไปเติบโตงอกงาม ยกตัวอย่างเช่น เจ ที่มาทำกิจกรรมกับกลุ่มรักษ์เขาชะเมาตั้งแต่ป.4
“เจสนใจและชอบเรียนรู้เรื่องของประมงพื้นบ้าน ตั้งแต่ไปคุยกับตาแมวที่เป็นพรานปลาประแส จนกระทั่งไปฝึกจุ่มหัวดําน้ำ ฟังเสียงปลา เชื่อไหมเจได้ทุนไปเรียนคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและก็ได้ทุนต่อปริญญาโทวิทยาศาสตร์ทางทะเล จนกระทั่งตอนนี้เขาเพิ่งจบปริญญาเอก วิทยาศาสตร์ทางทะเล เนี่ยเขาก็เป็นด็อกเตอร์คนที่สองของกลุ่ม”
อีกคนที่ไม่เล่าไม่ได้คือ ดร.วิฑูรย์ หรือตั้ม “ ตั้มเป็นเด็กแถวนี้ เป็นเด็กบ้านหนองกระพ้อ ตั้มชอบเรื่องทางสังคมเขาก็เลยไปเป็นครูสังคม แล้วสุดท้ายเขาก็เรียนจบปริญญาเอกได้เป็นดร. แต่สิ่งหนึ่งคือ บ้านตั้มพ่อแม่เสียหมดแล้ว พี่น้องก็ย้ายไปอยู่จันทบุรีกันหมดแล้ว แต่เวลาตั้มกลับมา ตั้มก็ยังสานสัมพันธ์ตัวเองกับชุมชนคนนู้นคนนี้ได้” มันทำให้เห็นว่าถ้าเขามีรากอยู่ที่นี่เขาจะไปเติบโตที่ไหน เวลาเขากลับมาอยู่ในพื้นที่ของเขามันก็ยังมีรากอยู่

หรืออีกคนคือ น้องกิ๊ฟ “น้องกิ๊ฟเป็นสมาชิกกลุ่มคนหนึ่งที่เก็บข้อมูลเรื่องแพทย์พื้นบ้าน สนใจเรื่องหมอพื้นบ้าน จนกระทั่งเขาก็ไปเรียนจบแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรแล้วก็กลับมาดูแลโครงการ ทุกวันนี้ยเป็นหัวหน้าแก๊งของเด็กๆ รุ่นน้องที่นี่”
แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ลืมและไม่เคยมองข้ามน้องๆ บางคนที่ป้าแฟ้บใช้คำว่า “ตกหลุมชีวิต” ที่เธอยืนยันว่าไม่ว่าแต่ละคนจะไปเผชิญกับภาวะแบบไหนมา กลุ่มรักษ์เขาชะเมาก็จะยังเป็นบ้านหลังที่สองที่ไม่เคยซ้ำเติมพวกเขา
30 ปีของกลุ่มรักษ์เขาชะเมากับการหยั่งรากเพื่อเด็กระยอง
30 ปีของกลุ่มรักษ์เขาชะเมาถ้าให้สรุปง่ายๆ คือ ปีที่ 1-10 ทำงานกับเด็กเยาวชน ปีที่ 11–20 ทำงานกับชุมชนภายใต้โครงการชุมชนเป็นสุขซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลุ่มได้เริ่มมีการทําโครงการกับผู้ใหญ่ที่ตำบลน้ำเป็ง ตำบลทุ่งควายกิน จนทุกวันนี้แกนนําที่ได้ทํางานได้กลับเข้ามาสนับสนุนโครงการของกลุ่มรักษ์เขาชะเมาในหลายโอกาสอย่างเช่น กิจกรรมค่ายรักษ์วัฒนธรรม พอกําลังจะเข้าสู่ปีที่ 30 ป้าแฟ้บจึงบอกว่าเธอเพิ่งไปจดทะเบียนกลุ่มให้เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์นอกจากเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทํางาน แล้วก็ยังเพื่อให้ส่วนของหน่วยงานราชการยอมรับในการมีอยู่ของกลุ่ม
ถ้าหมายถึงเรื่องความสำเร็จของกลุ่มรักษ์เขาชะเมาป้าแฟ้บมองมาว่ามันยังเล็กมาก แต่เธอก็ชอบที่มันมีพื้นที่ให้เด็กได้มาเล่นร่วมกับเรียนรู้
“ที่ชอบที่สุดก็คือตรงนี้แหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเป็นคนพื้นที่ มันต้องมีพื้นที่แบบนี้ ถ้าบ้านก็ไม่ใช่คําตอบ โรงเรียนก็ไม่ใช่คําตอบ เพราะฉะนั้นถ้ามันมีพื้นที่ที่รู้สึกว่าเป็นอีกที่นึงที่เขาสามารถที่จะมาใช้ชีวิตได้ มาอยู่ มามีครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งที่มีแต่คนโอบอุ้มเขา”

ส่วนในตัวของเธอเองป้าแฟ้บคิดว่า “ชีวิตตอนนี้ก็มีการจัดวางชีวิตที่สมดุล เพราะว่าตั้ง 30 ปีเนอะ เราก็เห็นเด็กๆ เขาเติบโต มีทั้งไปทั้งสร้างสรรค์ มีทั้งไปที่ทางลบ” ซึ่งเธอก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเกษียณ ป้าแฟ้บว่า “ก็อยู่กันไปอย่างงี้ ไม่ได้ซีเรียสที่ตัวเลข อย่างน้อยแค่ให้เด็กรุ่นต่อๆ ไป เขาได้รู้สึกว่าเขามีลุง ๆ ป้า ๆ ตา ๆ ยาย ๆ ที่ใจดีที่ยังอยู่ตรงนี้ แค่นี้น่าจะมีความสุขล่ะมั้งเราน่ะ”
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ชะล่าใจ ป้าแฟ้บมีการเตรียมตัวที่จะกลับไปเป็นพลเมืองแบบเต็มที่โดยเธออยากไปรื้อฟื้นร้านหนังสือน้ำใจอีกรอบหนึ่งโดยเธออยาก “เปิดบ้านให้เป็นสาธารณะ ซึ่งกําลังเริ่มทดลองเปิดอยู่ รอบนี้เน้นไปที่หนังสือปฐมวัยแล้วก็จะชวนพ่อแม่ และเด็กๆ มาเป็นอาสาสมัคร แล้วก็จะก่อทีมอาสาสมัครในชุมชนที่จะช่วยกันดูแลเด็กๆ ปฐมวัยให้เติบโตไปอย่างดี”
ป้าแฟ้บว่าพลางบอกทิ้งท้ายอย่างคนที่หัวใจยังมีไฟว่า “ยังอยาก ยังมีความฝันอะไรอีกเยอะ ยังอยากทำอีกหลายอย่าง”


