โรงหนังสแตนด์อโลน หรือโรงภาพยนตร์เดี่ยว (Stand-alone Movie Theater) เป็นคำจำกัดความของสิ่งปลูกสร้างที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างรายได้จากการฉายภาพยนตร์เท่านั้น โรงหนังประเภทนี้ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในช่วงยุคปี พ.ศ. 2448 โดยรับเอาแบบอย่างมาจากโรงหนังของชาวญี่ปุ่นชื่อ The Japanese Cinema
ในภาคตะวันออก กิจการโรงหนังสแตนด์อโลนถือกำเนิดและเฟื่องฟูขึ้นมากในช่วงปี พ.ศ. 2510 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเข้ามาของกองทัพสหรัฐฯ โดยพบว่ามีโรงหนังเกิดขึ้นหลายแห่งในพื้นที่เมืองชลบุรี ทว่าข้อมูลเกี่ยวกับโรงหนังสแตนด์อโลนแห่งแรกนั้นยังเป็นปริศนา บ้างก็บอกว่าโรงหนังแห่งแรกคือ โรงภาพยนตร์นภาสวัสดิ์ ที่ในตอนนี้กลายเป็น ห้างเฉลิมไทยชลบุรี แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานสนับสนุนได้
ในขณะที่เวลาหมุนเปลี่ยนไปทุกวัน ตึกร้างเก่าขนาดใหญ่รูปทรงแปลกตาของ ‘โรงภาพยนตร์เดี่ยว’ หรือ ‘โรงหนังสแตนด์อโลน’ ในตัวเมืองชลบุรีก็โรยราไปตามกาลเวลา ซึ่งในปัจจุบันตึกร้างและอาคารเก่าอันเป็นอดีตที่ตั้งของโรงหนังสแตนด์อโลนในพื้นที่ตัวเมืองชลบุรียังมีหลงเหลืออยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ ตะวันออกราม่า, ชลบุรีราม่า และ เฉลิมไทย
แม้ว่าผู้เขียนจะเกิดไม่ทันยุคเฟื่องฟูของโรงหนังสแตนด์อโลน แต่เมื่อบทสนทนาของผู้มีใจรักการดูหนังวนกลับมาถึงความจำเจของระบบโรงหนังในไทย ผู้เขียนเลยอยากที่จะตามเก็บภาพและเรื่องราวของสิ่งปลูกสร้างที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างความบันเทิง รายได้ ความเป็นชุมชน รวมถึงสะท้อนถึงวัฒนธรรมภาคประชาชนและการมีอยู่ของโรงหนังสแตนด์อโลนในตัวเมืองชลบุรีเอาไว้ ก่อนจะเลือนหายไปมากกว่านี้
1
โรงหนังตะวันออกราม่า

ตะวันออกราม่า ดูจะเป็นอาคารที่มีสภาพสมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดาโรงหนังสแตนด์อโลนที่หลงเหลืออยู่ของเมืองชลบุรี โรงหนังนี้คาดว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2526 หรืออาจจะก่อนหน้านั้น



ด้วยตัวอาคารเป็นตึกรูปทรงลูกบาศก์ที่โดดเด่นสะดุดตา ซึ่งอาจอยู่ในความทรงจำของเด็กนักเรียนโรงเรียนปรีชานุศาสน์ไม่มากก็น้อย และทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้โรงหนังตะวันออกรามาเป็นสถานที่ชมภาพยนตร์และการแสดงคอนเสิร์ต สุดฮิตสำหรับผู้คนในยุคนั้น



แม้จะปิดตัวไปเมื่อปี พ.ศ. 2542 แต่ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและขนาดของอาคารที่ใหญ่โดดเด่นออกมาจากสิ่งปลูกสร้างบริเวณรอบนั้นยังคงสมบูรณ์ ปัจจุบันบริเวณใต้โรงหนังตะวันออกรามามีทั้งโต๊ะสนุกเกอร์ ร้านซ่อมผ้า และร้านอาหารตามสั่ง อีกทั้งป้ายขนาดใหญ่ที่ระบุว่าเจ้าของยังคงมองหาผู้ที่จะมาเช่าหรือเซ้งต่อตัวอาคารแห่งนี้
2
โรงหนังเมืองชลราม่า

ในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีโรงหนังสแตนด์อโลนอีกแห่งคือ เมืองชลราม่า ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ที่แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าโรงหนังตะวันออกรามา แต่ก็ยอดฮิตสูสีไม่แพ้กัน ในช่วงท้ายของยุคโรงหนังสแตนด์อโลน โรงหนังเมืองชลรามาได้นำดนตรีสดเข้ามาแสดงเพื่อกระตุ้นยอดคนดู


ผู้คนในละแวกนั้นเล่าให้ฟังว่าโรงหนังปิดตัวไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ในช่วงเทศกาลตรุษจีน และปัจจุบันได้กลายเป็นอาคารร้างที่รายล้อมไปด้วยบ้านของผู้คนแถวนั้น ขณะที่บางส่วนถูกใช้เป็นที่นั่งเล่นและเลี้ยงสัตว์



3
โรงหนังเฉลิมไทย

เขยิบออกจากโรงหนังทั้ง 2 แห่งนั้นมาหน่อย ที่บริเวณ แยกเฉลิมไทย ใกล้ๆ กับป้ายรถประจำทาง ท่ารถตู้ และรถแดง เคยเป็นที่ตั้งของ โรงหนังเฉลิมไทย หนึ่งในโรงหนังสแตนด์อโลนของภาคตะวันออก


แม้ว่าปัจจุบันจะไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมของความเป็นโรงหนัง เนื่องจากได้เปลี่ยนมาเป็นห้างสรรพสินค้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 แต่รูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ก็ทำให้รู้สึกว่าควรค่าแก่การบันทึกไว้ เพราะด้วยบริบทที่เงียบเหงาเช่นในทุกวันนี้ ก็ทำให้ไม่อาจแน่ใจได้ว่าในอนาคต ห้างเฉลิมไทยเองจะยังคงอยู่หรือไม่
นอกจากสิ่งก่อสร้าง 3 แห่งนี้แล้ว ยังมีโรงหนังสแตนด์อโลนอีกจำนวนหนึ่งในตัวเมืองชลบุรี เช่น โรงหนังเพชรสยาม และ โรงหนังอพอลโล 77 ตามที่ปรากฎการโฆษณารอบหนังอยู่ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเก่าอย่าง หนังสือพิมพ์ผดุงถิ่น


แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้เขียนไม่สามารถถ่ายภาพโรงหนังทั้ง 2 แห่งนี้ได้ เพราะปัจจุบันไม่หลงเหลือสิ่งปลูกสร้างใดไว้ให้พบเห็นอีกแล้ว

เพราะการล่มสลายของโรงหนังสแตนด์อโลน ไม่ต่างอะไรกับการเลือนหายไปของความหลากหลายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมภาคประชาชน
เช่นเดียวกับหลายๆ ที่ทั่วประเทศไทย การล่มสลายของโรงหนังสแตนด์อโลนเริ่มปรากฏ
ชัดขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2537 เนื่องจากการมาถึงของโรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์ ประกอบกับแนวคิดที่ว่าโรงภาพยนตร์ภายในห้างสรรพสินค้ามีมาตรการดูแลความปลอดภัยรัดกุมที่มากกว่า ทั้งยังสามารถอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่มาชมภาพยนตร์ กล่าวคือ สามารถทานอาหารหรือจับจ่ายข้าวของเครื่องใช้ภายหลังจากการรับชมภาพยนตร์ได้
ดังนั้นในปัจจุบันจึงกลายเป็นว่ากิจการโรงหนังทั่วประเทศไทย รวมถึงในพื้นที่ภาคตะวันออกมีเพียงสองผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่อย่าง SF Cinema และ Major Cineplex เท่านั้น โดยข้อมูลจากสำนักข่าว The Active ระบุว่าในปี พ.ศ. 2567 เฉพาะที่จังหวัดชลบุรีมีโรงภาพยนตร์ในเครือ 2 ค่ายนี้มากถึง 15 แห่ง
แม้จะมีจำนวนโรงภาพยนตร์มากเป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ แต่เมืองชลบุรีกลับมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโรงภาพยนตร์ ทั้งราคาตั๋วหนังที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี และความจำเจของรอบฉายหนังที่เมื่อหนังทุนใหญ่เข้ามาทีนึงก็กลบรอบหนังอื่นๆ จมหายไปเสียหมด ทำให้ขาดความหลากหลายในวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ของผู้คนในภาคตะวันออก รวมไปถึงการรับรู้ผลงานศิลปะในมิติต่างๆ ตอกย้ำและถ่างขยายปัญหาความเหลื่อมล้ำของชนชั้นในการเสพสื่อศิลปะ และที่สำคัญคือ ทำให้การรับชมภาพยนตร์กลายเป็นเรื่องไกลตัว ไกลออกไปจากผู้คนที่ต้องการเสพสื่อศิลปะที่หลากหลายยิ่งไปกว่าสื่อกระแสหลัก
ในปี พ.ศ. 2564 ที่ ‘สกาล่า’ โรงหนังสแตนด์อโลนชื่อดังในกรุงเทพฯ ถูกทุบทิ้ง และก
ารถูกบังคับให้ปิดตัวลงของโรงหนังขนาดเล็กอย่าง ‘Doc Club & Pub’ ทำให้มีการพูดถึงการสร้างโรงหนังขนาดเล็กหรือไมโครซีนีม่าทั่วไปในวงกว้าง และเกิดกระบวนการไมโครซีนีม่ามากมายในกรุงเทพฯ รวมไปถึงจังหวัดระยองและจันทบุรีในเวลาต่อมา รวมถึงมีการกลับไปมองหาตึกและสถาปัตยกรรมของโรงหนังสแตนด์อโลนในอดีต ขณะที่ในส่วนของชลบุรีนั้นยังไม่พบว่ามีข้อมูลที่แน่ชัดนอกเหนือจากสกู๊ปข่าวสั้นๆ จากสำนักข่าวท้องถิ่นออนไลน์
จากหนังสือของฟิลิป จาบลอน (Philip Jablon) เรื่อง The Decline of Thailand’s Stand-alone Movie Theaters ได้กล่าวถึงความสำคัญของโรงหนังสแตนด์อโลนในไทยไว้ว่า เป็นสถานที่แห่งการพบปะสื่อสารระหว่างคนในชุมชน เป็นศูนย์รวมทั้งทางสังคมและทางเศรษฐกิจในการที่คนในชุมชนจะเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล ความเป็นไปของชีวิต สินค้า และการบริการ ภายใต้เหตุผลเพื่อความบันเทิง ณ โรงหนังสแตนด์อโลน
การค่อยๆ เลือนหายไปของพื้นที่โรงหนังสแตนด์อโลน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์รวมของชุมชน ทำให้คนขาดการมีปฏิสัมพันธ์กัน ขาดซึ่งการแลกเปลี่ยนความเป็นอยู่ทางสังคม ชีวิต และเศรษฐกิจ ผ่านการเจอเนื้อเจอตัวกันจริงๆ บางทีความเงียบเหงาของโรงหนังร้างเหล่านี้อาจกำลังบอกอะไรกับเราอยู่
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีโรงหนังสแตนด์อโลนเก่าอีกหลายแห่งในภาคตะวันออกที่รอให้เร
าย้อนกลับไปมองหาพร้อมกับบันทึกภาพจำและเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ ก่อนที่ชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมประชาชนในภาคตะวันออกจะเลือนหายไปมากกว่านี้
.
.
.
เรื่องและภาพโดย พัชราคำ นพเคราะห์


