ช่วงหลังเราเริ่มเจอภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ไม่คิดว่าจะเจอถี่ขึ้น ผลจากการใช้ทรัพยากรที่คิดถึงความก้าวหน้าของมนุษย์เราเป็นหลัก โดยหลงลืมไปว่าเรากับธรรมชาติคือส่วนหนึ่งของกันและกัน หากโลกเจ็บ เราจะเจ็บไปด้วย คำถามในใจหลายคนคงคิดว่า เราเป็นแค่หน่วยเล็กๆ หน่วยหนึ่งบนโลกจะทำอะไรได้เหรอ
บทความนี้จึงอยากจะชวนคนตัวเล็กๆ แต่ละคน ออกไปมีประสบการณ์กับธรรมชาติ เพื่อ เห็น/สัมผัส/รู้สึก ถึงความเชื่อมโยงกับอีกส่วนหนึ่งของตัวเรา บางทีเราอาจจะช่วยเยียวยาโลกใบนี้ได้มากกว่าที่คิด เพราะประสบการณ์เหล่านั้นจะช่วยรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของเรากับโลกขึ้นมา และจะหาวิถีที่เราสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้ในแบบของตัวเอง แม้ว่าจะดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับปัญหาตอนนี้ แต่พลังความน้อยนิดเมื่อรวมกันมันจะแปรเป็นพลังที่ทำให้ ‘มีความหวัง’
พวกเรา ทีม we wilding อยากรู้จักว่าในธรรมชาติของ ‘ป่าสันทรายชายฝั่ง’ ว่าเค้ามีสายสัมพันธ์กันแบบไหน เกี่ยวข้องกับชีวิตเราอย่างไร ทำให้ทีมเราตั้งหมุดหมาย เตรียมใจ กาย สมองโล่งๆ และพกเครื่องมือเก็บข้อมูลลงไปรู้จักนิเวศที่ ‘หาดไม้รูด จังหวัดตราด’ หนึ่งในพื้นที่พิเศษที่แสดงให้เห็นความหลากหลายของนิเวศที่ไล่เรียงตั้งแต่บริบททะเล หาดทราย ทุ่งหญ้า แอ่งน้ำ ไต่สูงขึ้นถึงป่าเชิงเขา และภูเขา เพื่อที่จะรื้อฟื้นนิเวศกลับมาผ่านกระบวนการ ‘ออกแบบพื้นที่’
เชื่อว่าหากใครได้ลองเปิดสายตาเรียนรู้นิเวศของตราด รับรองว่าจะรับรู้ถึงความพิเศษ และเห็นรายละเอียดความสัมพันธ์ของเราและธรรมชาติไม่มากก็น้อย ชวนออกเดินทางกับพวกเราในบทความนี้
เส้นทาง plant hunting – การเดินทางที่เริ่มจากความ ‘ไม่รู้’
เพราะ ‘ความไม่รู้’ เลยเป็นโอกาสให้ก้าวเข้าไปในวงผู้รู้แนว rewilding การฟื้นคืนนิเวศ, ecological landscape การออกแบบภูมิทัศน์ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ทำให้มีโอกาสสัมภาษณ์ Amalia Robredo ภูมิสถาปนิกชาวอุรุกวัยที่สะสมความรู้เรื่องพืชพื้นถิ่นจากการเก็บข้อมูลพืช ‘Plant Hunting’ มาตลอดชีวิตการทำงานของเธอ

การสัมภาษณ์ครั้งนั้น เป็นการเปิดโลกใหม่และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำความรู้จักพืชพื้นถิ่นในบ้านเราบ้าง เพราะสิ่งที่ได้ฟังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเข้าใจสายสัมพันธ์ของสถานที่และการสังเกตธรรมชาติที่มีอยู่แล้วรอบตัว เรานั่งฟังด้วยหัวใจที่เต้นตุบๆ ชื่นชมกระบวนการทำงานที่มองธรรมชาติและสรรพสิ่งรอบตัวเป็นหัวใจหลัก และหาวิธีการผสมผสานชีวิตและความต้องการของผู้คนลงไปในงานออกแบบอย่างสมดุล ตัวอย่างผลงานหนึ่งของ Amalia ได้นำพืชพื้นถิ่นที่เติบโตบนหน้าผาหินใกล้กับพื้นที่ออกแบบ นำมาปลูกบน rooftop เพราะเป็นพืชที่ต้องการปริมาณน้ำน้อยแต่แสงมาก วิธีการนี้สร้างความเชื่อมโยงให้พื้นที่ออกแบบเป็นหนึ่งเดียวกับบริบทรอบด้านและขยายอาณาเขตของนิเวศที่ส่งเสริมชีวิตอื่นให้กว้างขึ้น ดังนั้นกระบวนการ ‘plant hunting’ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบ

กระบวนการ plant hunting เป็นการสะสมข้อมูลผ่านการสำรวจจักรวาลพืชที่มีอยู่ และให้ความสำคัญกับพืชพื้นถิ่น เพราะพืชพื้นถิ่นมีวิวัฒนาการและสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นในพื้นที่นั้น ส่งผลให้นิเวศปรับตัวไปด้วยกัน และยังสำรวจผ่านหลายช่วงเวลา เพื่อทำให้เราได้เข้าใจนิเวศในแต่ละฤดูกาล และนำชุดข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบพื้นที่ให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่เคยเป็น ได้ช่วยพาพืชพื้นถิ่นที่มีอยู่แล้วขยายอาณาเขตของเค้าให้กว้างขึ้น แต่ยังคงบรรยากาศที่เค้าคุ้นเคย เป็นการวางแผนทำงานร่วมกันระหว่างธรรมชาติ ระยะเวลาและมนุษย์ด้วยความเข้าใจ พึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อรื้อฟื้นพลังชีวิตของทั้งตัวเรา พืชพรรณ ธรรมชาติ สรรพสัตว์ให้กลับมาอีกครั้ง
Plant hunting เลยเป็นกระบวนการทำความรู้จักพืชพื้นถิ่นที่ฝังประทับลงในใจเราเรื่อยมา
ผ่านไป 2 ปี เราและทีมทำงานได้มีโอกาสนั่งคุยความคิดความฝันว่ามีอะไรที่อยากทำซ่อนอยู่ในใจของแต่ละคน จนพบว่ามีจุดนึงที่เราและทีมรู้สึกร่วมกัน คือ อยากทำความรู้จักพืชพื้นถิ่นไทยในมุมที่สัมพันธ์กับการออกแบบพื้นที่ มุมที่ให้โลกของศาสตร์และศิลป์ได้มาบรรจบกัน
ออกเดินทางไป ‘รู้’ ที่หาดไม้รูด
‘หาดไม้รูด จังหวัดตราด’ ต้นเดือน ตุลาคม 2568 plant hunting ครั้งแรกของทีมเราก็เริ่มต้นขึ้น ก่อนไปพวกเราเตรียมอุปกรณ์ตามเช็กลิสต์ของ Amalia และประยุกต์อุปกรณ์ตามที่เรามี โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปเจออะไร สถานที่จริงเป็นแบบไหน เมื่อไปถึงหาดไม้รูด สถานที่เป้าหมายของเราเป็นพื้นที่หนึ่งที่เจ้าของโครงการตั้งใจอยากปลูกไม้ยืนต้นตามแผน landscape ที่วางไว้ แต่ทีมเราขอไปสำรวจพืชพื้นถิ่นระดับล่าง (พวกไม้คลุมดิน ไม้พุ่มเตี้ย) ว่ามีพืชอะไรหลงเหลืออยู่ และมีบริบทรอบด้านแบบไหน และหวังว่าข้อมูลชุดนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในการรื้อฟื้นนิเวศของพื้นที่นี้ด้วย
ช่วงที่ไปอากาศร้อนเผาหน้าเกรียม แต่ไม่ได้ทำให้ระดับความตื่นเต้นของพวกเราน้อยลงเลยเมื่อได้เห็นพื้นที่เป้าหมาย เพราะด้านหน้าเป็นชายหาดที่สวย สงบ ส่วนด้านหลังของเราเป็นเทือกเขาบรรทัดยาวขนานไปกับหาด พวกเราเริ่มเดินทำความคุ้นเคยกับพื้นที่ของโครงการ มองหาพืชที่อยู่ตามพื้นแทบทุกก้าว และที่สนุกขั้นต่อมาอยู่ที่พื้นที่ด้านข้างทั้งสองด้านของโครงการ เพราะพบว่าพื้นที่ด้านข้างทั้งสองมีความต่างจากพื้นที่เป้าหมายที่เราตั้งใจเก็บข้อมูล (ซึ่งเป็นพื้นทรายโล่งเตียน มีพืชเตี้ยๆ คลุมดินบ้าง แทบไม่เหลือต้นไม้ใหญ่เลย) แต่พื้นที่ติดกันด้านหนึ่งมีลักษณะที่ผ่านการจัดการมาเป็นระยะเวลานึงจนเริ่มเป็นเหมือนพื้นที่รกร้าง ส่วนอีกด้านมีลักษณะเป็นพื้นที่แบบธรรมชาติดั้งเดิมไม่ได้ผ่านการพัฒนาของมนุษย์เลย
ความต่างของ 3 โซนนี้ทำให้เราเห็นเส้นไทม์ไลน์ในการพัฒนา ปรับเปลี่ยนทั้งจากฝีมือธรรมชาติเอง หรือ ฝีมือมนุษย์ ทำให้เราเห็นว่าการพัฒนาดูแลพื้นที่เป้าหมายของเราจะค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ และเห็นปลายทางที่สามารถรื้อฟื้นพื้นที่ให้กลับไปมีสภาพใกล้เคียงธรรมชาติดั้งเดิม โดยหาจุดพอเหมาะให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตร่วมกันกับธรรมชาติได้


เมื่อทีมเราเข้าใจภาพรวมของพื้นที่ เลยวางแผนคร่าวๆ ว่าอยากจะเก็บตัวอย่างพืชจากแต่ละโซนอย่างไรและแบ่งงานตามความถนัด โดยเริ่มจากทีมลงไปสำรวจพืชที่น่าสนใจ เก็บภาพถ่ายพืชพร้อมบรรยากาศรอบด้าน เก็บตัวอย่างพืชตั้งแต่รากจนถึงยอดให้สมบูรณ์ที่สุด บางชนิดเป็นต้นใหญ่ ก็ตัดเฉพาะส่วน และเก็บตัวอย่างเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่รบกวนธรรมชาติมากเกินไป ความตั้งใจที่จะสะสมข้อมูลพืชพื้นถิ่นเพื่อการออกแบบฟื้นฟูภูมิทัศน์นี้ อาจจะใช้สายตาที่ต่างจากมุมนักวิทยาศาสตร์ไปบ้าง เพราะเราจะสังเกตลักษณะเด่นด้านกายภาพของพืชที่เชื่อมโยงกับพื้นที่นั้น เช่น มองหาข้อมูลผ่านผัสสะต่างๆ ของเราด้วย พงหญ้านี้เมื่อโดนลมพัดมีเสียงอย่างไร พืชนี้มีกลิ่นที่ให้ความรู้สึกแบบไหน หรือการเก็บข้อมูลระบบราก ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการออกแบบ เพราะระบบรากจะทำให้เราเข้าใจสังคมพืชที่เค้าอยู่ร่วมกัน



และอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญคือการนำตัวอย่างพืชนั้นมาทับอัดแห้งเพื่อเป็นฐานข้อมูลไว้ ตอนนั้นแดดเปรี้ยงและลมแรงไม่มีจุดให้ทำงาน ทีมเราเปิดท้ายรถกันลมกันแดดแบบไม่ตั้งใจ จนกลายเป็นห้องทำงานย่อมๆ และชวนคนรอบข้างใช้เวลาอยู่กับพืชที่เก็บมา ปัดทรายและแมลงตัวเล็กตัวน้อย ทำความสะอาดตัวพืชก่อนทับแห้ง ใช้เวลาสังเกตถึงสิ่งละอันพันละน้อยที่เราไม่เคยรู้จัก แล้วค่อยๆทับพรรณพืชเป็นชั้นซ้อนกันไป ต่อจากนั้นเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาในการดูแลความชื้นและรอคอยให้พืชเหล่านั้นทยอยแห้งอย่างไม่เร่งรีบ



ถ่ายภาพและเตรียมอัดแห้งเจ้าหงอนนาคที่ทีมเราไม่คิดว่าจะได้เจอในสภาพแวดล้อมแบบนี้

ทีมเราประกอบไปด้วยผู้ไม่เชี่ยวชาญ มีแต่ใจที่อยากจะรู้จักโลกเป็นจุดร่วม ความสนุกคือพืชที่เก็บมานั้น พวกเรารู้จักไม่ถึงครึ่ง ทีมเราลองช่วยกันหาข้อมูลเบื้องต้นว่าชื่ออะไร แล้วบันทึกคร่าวๆ ไว้ก่อน และนำไปตรวจสอบกับผู้รู้ในภายหลัง ดังนั้นระหว่างทางของ plant hunting จึงเป็นเรื่องสนุกมาก ปลุกพลังความเป็นเด็กกลับขึ้นมา พลังที่ลงมือทำแบบยังไม่รู้อะไร และทำไปรู้ไป ขอความรู้ ขอความช่วยเหลือจากผู้คนและธรรมชาติรอบตัว มีความตั้งใจเดินทางสะสมข้อมูลแบบนี้ตามที่ต่างๆ ของประเทศเราไปเรื่อยๆ หวังว่ามันจะเป็นชุดข้อมูลที่เราและธรรมชาติได้ใช้ร่วมกัน
ทั้ง ‘ไม่รู้’ และ ‘ได้รู้’ คือความหมายระหว่างการเดินทาง
ชายหาดของจังหวัดตราดมีความพิเศษมากๆ เนื่องจากมีนิเวศที่หลากหลาย พวกเราขับรถลัดเลาะชายฝั่ง ขยาย google map หาจุดที่พอจะลงเดินสำรวจได้ และเราก็เหมือนเล่นกล่องสุ่มเจอโลเคชั่นใกล้หาดมัจฉานุที่เหมือนตัวซีเครต พวกเราลงเดินแบบไม่รู้ว่าข้างหน้าเป็นอะไร เห็นจาก top view คร่าวๆ ว่าเป็นระยะที่สามารถเดินตัด cross section จากหน้าหาด ไปจนถึงเชิงเขาบรรทัดได้ เพื่อจะได้เห็นภาพความสัมพันธ์ของนิเวศที่หลากหลาย และเชื่อมต่อกันไล่ขึ้นไปจาก แนวหญ้าทะเล – สันทรายชายฝั่ง (sand dune) – แอ่งระหว่างสันทราย (dune slack) – พื้นที่พุ่มไม้บนสันทราย (dune scrub) – ทุ่งหญ้า (meadow) – ป่าพรุ (swamp) – เชิงเขา (rock cliff)

จากถนนเราเดินเข้าไปเจอดงกระต่ายจาม หรือการบูรป่ามาต้อนรับเราด้วยกลิ่นที่สดชื่น มีดอกสีม่วง และชาวบ้านรู้กันดีว่าเป็นยาสมุนไพรแก้วิงเวียน พวกเราขออนุญาตธรรมชาติ เก็บ 1 กำมาตากแห้ง ขยำใบดมแล้วชื่นใจทุกครั้ง พอเดินลึกเข้าไปเป็นพื้นดินชื้นแฉะหน่อยๆ เริ่มเจอ พืชล้มลุกขนาดจิ๋วอย่าง สรัสจันทร มณีเทวา พบตามบริเวณลานหินทรายที่มีน้ำขัง พื้นที่ชุ่มน้ำและตามพื้นที่โล่ง นับว่าเป็นพืชหายาก ออกดอกช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม
หากใครเข้าป่า อยากให้ลองใช้สายตาที่พิเศษกว่าเดิม ก้มต่ำมองดูพื้นในทุกก้าว อาจจะพบกับดอกไม้เล็กๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หรืออาจจะเจอพืชชนิดกินแมลงอย่าง สร้อยสุวรรณา จอกบ่วาย ทิพยเกสร แม้ว่าจะตัวเล็กระดับมิลลิเมตร แต่มีเครื่องมือแสนฉลาดดักจับแมลงเพื่อเอาตัวรอด พวกเราทุกคนตื่นเต้นมากกับพืชจิ๋วระดับล่างติดดินแบบนี้ แต่ละคนแทบจะนอนลงไปกับพื้นเพื่อให้เราได้ใกล้ชิดดอกไม้ที่สุด มีคำพูดหนึ่งที่มักจะได้ยินว่า หากสายตาเราเห็นสิ่งใดแล้ว เราจะเห็นสิ่งนั้นไปตลอด เมื่อพวกเรายืนขึ้นสลับสายตามองทอดยาว ก็ได้เจอไม้ระดับพุ่ม อย่างเช่น ฝาด เอนอ้า แอบมีเสม็ดขาวแทรกตัวอยู่บ้าง ส่งให้พื้นที่ดูมีเลเยอร์ลงตัวแบบไม่ต้องพยายามสวย



มณีเทวา หรือกระดุมเงิน (Eriocaulon smitinandii Moldenke) มองใกล้ๆเห็นกลีบดอกเรียงตัวแบบ Fibonacci เหมือนดอกไม้ในดอกไม้

สร้อยสุวรรณา (Utricularia bifida L.) ดอกสีเหลืองขนาด 2-3 มม. มีกระเปาะกลมดักแมลงติดอยู่ที่ไหล ชวนสงสัยว่ากินแมลงชนิดไหนที่เล็กกว่าตัวเขาอีก

จอกบ่วาย (Drosera burmannii Vahl.) มีใยเหนียวเพื่อดักจับแมลง สังเกตเห้นเส้นใยเหนียวจนแมลงไม่น่ามีทางหนีรอด

ทิพเกสร (Utricularia minutissima) เป็นพืชกินแมลงอีกชนิด ทีมเราตั้งชื่อเล่นว่าเจ้านกน้อยเพราะเหมือนนกตัวจิ๋ว
ระหว่างทางเราเห็นรอยเท้าสัตว์ที่เดินเล่นมาก่อนเรา ทีมเราลองเทียบเคียงดูจากหนังสือของ John W. K. Parr ดูคล้ายนากเล็บสั้น และแมวดาว รู้สึกดีที่เรามีเพื่อนร่วมทาง เท้าพวกเราพาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ถึงเชิงเขา ความรู้สึกเหมือนเป็นเด็กที่ก้าวเข้าไปดินแดน wonderland มีซุ้มโค้งของต้นไม้ที่เริ่มใหญ่ขึ้นมาต้อนรับ แต่ละคนเดินเรียงแถวเข้าไปโผล่เจอธารน้ำจืดที่สะสมมาจากภูเขาบรรทัดด้านบน มีดอกบอนหน้าตาแปลกใหม่สำหรับพวกเราอยู่ข้างลำธารใสเย็น
บรรยากาศนี้พาเท้าเปียกๆ ของเราเดินทะลุเข้าไปอีก และเหมือนหนังที่ต้องมีตอนพีค พวกเราเข้าไปเจอหนองน้ำที่มีขนาดย่อมที่มีดอกกะโตวาสีขาวโผล่มายุบยิบ มีฉากหลังเป็นเหล่าไม้ใหญ่ อีกด้านเป็นลานกว้าง มีปลักควายนุ่มๆ พวกเราทุกคนรับรู้ได้ถึงความพิเศษของพื้นที่ตรงนี้แบบไม่มีใครต้องบอกกัน และเราก็ยืนนิ่งขอบคุณสถานที่พิเศษนี้ที่ให้พลังกับพวกเรา ให้เห็นถึงความหมายของสิ่งที่ตั้งใจทำ
ในวันที่พวกเราได้รับการดูแลจากธรรมชาติ ทีมเราก็หวังที่จะชวนผู้คนให้ดูแลธรรมชาติกลับไปบ้างเช่นกัน



พวกเราทุกคนกลับขึ้นรถด้วยใจที่เต็มเปี่ยม และมีภาพนิเวศแบบสันทรายชายฝั่งที่ประกอบร่างกันอย่างชัดเจน ความเข้าใจนี้ยิ่งทำให้เราเห็นว่าข้อมูลเรื่องพืชพื้นถิ่นจะมีผลกับการฟื้นฟูนิเวศมาก เหมือนเราค่อยๆ ทำความเข้าใจธรรมชาติที่เป็นอยู่ดั้งเดิมและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปด้วยกันทั้งธรรมชาติ สถานที่ ตัวเรา และกาลเวลา เรียนรู้ที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน และอยากชวนผู้คนมาเรียนรู้จากความ ‘ไม่รู้’ ไปด้วยกัน
ความโชคดีที่เรามีคือ ภูมิประเทศชองบ้านเราเป็นเขต tropical ใกล้เส้นศูนย์สูตรเป็นอาณาเขตที่เอื้อให้มีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นทุนเดิม จึงมีศักยภาพและมีส่วนสำคัญในการรื้อฟื้นความสมดุลของโลก อาจเริ่มต้นจาก ‘การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของเราและสรรพสิ่ง’ ใช้หัวใจและสายตาแบบที่ละเอียดกว่าเดิมมองหาสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบตัวที่เคยมองข้าม เพื่อมีประสบการณ์ใหม่กับสิ่งเดิมๆ อาจจะลองยืนสังเกตสัตว์ พืชพรรณตามที่รกร้างแถวบ้านที่เราอยู่ จะเห็นสายใยความสัมพันธ์ และเราจะรู้สึกถึงชีวิตรอบตัวที่เป็นส่วนหนึ่งกับตัวเรา
มันจะทำให้เรากลับมารู้สึกผูกพันและเป็นประตูที่พาเราเห็นศักยภาพในตัวที่อยากจะ’ร่วมฟื้นคืนนิเวศด้วยกัน’


