‘มีขึ้น ก็ต้องมีลง’ คือสัจธรรมของทุกสรรพสิ่งของโลกใบนี้ และมันยิ่งชัดมาก เมื่อดูในโลกฟุตบอล ที่ใน 90 นาทีในสนาม และตลอดทั้งฤดูกาลที่ขับเคี่ยวอย่างเข้มข้น
“ลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้” เหมือนกับสถานการณ์ของชลบุรี เอฟซีในปีที่แล้ว ในวันที่ตกชั้นจากลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อตั้งสโมสร คงจะไม่มีใครนึกฝันว่าสโมสรแห่งนี้ที่เป็นทีมระดับชั้นนำ จะตกชั้นจริงๆ
“มันมาถึงจุดนี้ได้ไง จากทีมหัวตาราง มากลายเป็นทีมลุ้นหนีตกชั้น และตกชั้น”
น้ำตาที่ไหลริน ณ วินาทีที่ทีมตกชั้น คือน้ำตาเดียวกันกับที่ทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรก หากแต่ความรู้ของน้ำตานั้นแตกต่างกันคนละขั้วน้ำตาแห่งความผูกพันของ ชาญวิทย์ สุทธิประเสริฐ หรือชื่อในวงการ ‘อั้น ลูกน้ำเค็ม’ คือหนึ่งในแฟนตัวยงฉลามชล ที่การันตีได้ด้วยตำแหน่งแฟนพันธุ์แท้ชลบุรี เอฟซี จนถึงขนาดตอบคำถามสุดท้ายในรายการ จนได้รับตั๋วเข้าชมการแข่งขันตลอดชีวิตไปจากสโมสร
เราจึงอยากย้อนวันวานเรื่องราวในสนามแห่งนี้ ตลอดจนเรื่องราวนอกสนาม ในแง่มุมของกีฬาฟุตบอล ที่มากกว่าเป็นแค่การแข่งขัน ที่สะท้อนให้เห็นหลายๆ อย่างในจังหวัดชลบุรี
ก่อนบอลไทยจะฟีเวอร์ ชลบุรีคือผู้ปลุกกระแส

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นมาให้เราเลือก หากแต่กำหนดขึ้นมาตั้งแต่เราเกิด เหมือนกับการเป็นแฟนบอลของสักทีมหนึ่ง คงหนีไม่พ้นการเลือกเป็นแฟนบอลจากทีมท้องถิ่น เฉกเช่นเดียวกันกับจุดเริ่มต้นในการเชียร์ทีมของชาญวิทย์ ที่เกิดและเติบโตที่ อ.หนองใหญ่ ในจังหวัดชลบุรี

ตามประสาวัยรุ่นชายทั่วๆ ไป ที่ชื่นชอบการเตะฟุตบอลกับเพื่อนในโรงเรียน พร้อมกับความฝันในวัยเด็กที่วันหนึ่งอยากเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ และก่อนที่จะรู้ตัวก็ได้กลายมาเป็นกองเชียร์ข้างสนามแทบทุกครั้งไปเสียแล้ว
ในเวลาปี พ.ศ. 2549 คือช่วงเวลาของการเริ่มต้นดูบอลของชาญวิทย์ นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการตั้งไข่ของวงการฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง เพราะการกำเนิดของ ‘ฟุตบอลไทยลีกครั้งที่หนึ่ง’ หรือฟุตบอลลีกระดับสูงสุดของประเทศไทย
แม้ว่าจุดเริ่มต้นของระบบลีกในฟุตบอลไทยจะเป็นสิ่งที่ยกระดับวงการ แต่ในสภาพความเป็นจริง การแข่งขันฟุตบอลในเวลานั้นยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก รวมถึงสโมสรที่แข่งขันทั้งหมดก็ยังเป็นทีมแข่งขันเฉพาะในกรุงเทพ และเป็นทีมในระดับองค์กรจัดตั้งอย่าง ทหารอากาศ โรงงานสูบ เป็นต้น
“ตอนนั้นมันยังไม่เหมือนกับทุกวันนี้ คนมาดูในสนามหลักสิบ มากสุดคือหลักร้อยต้นๆ อย่างในช่วงเวลาพักครึ่ง ก็จะมีตลกมาคั่นเวลา” ชาญวิทย์เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศช่วงการตั้งไข่ของบอลไทย ที่เก้าอี้ในสนามมีมากกว่าจำนวนแฟนบอล จนถึงต้องมีการดึงดูดแฟนบอลด้วยการจ้างตลกมาเล่นเสียด้วยซ้ำไป

จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ปลุกกระแสความนิยมครั้งสำคัญ คือในปี 2549 ที่มีการควบรวมระหว่าง ‘ไทยลีก’ (ซึ่งเป็นลีกสูงสุด) กับ ‘โปรวิเชี่ยนลีก’ ที่กลายทำให้กีฬาฟุตบอลเข้าถึงคนหมู่มากขึ้น จากเดิมที่มีแต่เพียงสโมสรองค์กรในกรุงเทพ ผสมผสานกับทีมท้องถิ่นของต่างจังหวัด
และยิ่งทวีคูณมากขึ้นเมื่อในปีถัดมา ชลบุรี เอฟซี จะไปคว้าถ้วยแชมป์ลีกสูงสุด เอาชนะทีมจากในกรุงเทพได้ “คนดูในสนามเต็มทุกแมตซ์ ไม่ว่าจะไปเหย้าหรือเยือน” ชาญวิทย์เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศในสนามแข่งที่ให้คำว่า ‘สนามแทบแตก’ ก็คงไม่ผิดมากนัก
“ชลบุรีกลายเป็นสโมสรภูธรทีมแรกที่ได้แชมป์ลีกสูงสุด และจุดกระแสบอลไทยด้วยความเป็นท้องถิ่นนิยม” ชาญวิทย์ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจถึง จากแฟนบอลที่เชียร์ส่วนใหญ่เป็นคนในองค์กรของสโมสรนั้นๆ กลายมาเป็นแฟนคลับที่เป็นคนในท้องถิ่นขึ้นมา

ชลบุรีไม่ได้มีแค่ทะเลงาม แต่คือ ‘เมืองกีฬา’ อันดับต้นๆ ของไทย
สำหรับใครหลายๆ คนอาจจะมีเพียงภาพจำของชลบุรี มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ใกล้กรุงเทพฯ อย่างทะเลบางแสน หรือพัทยา หรือไม่ก็เป็นแหล่งอุตสาหกรรมสำคัญที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของไทย
แต่นอกจากทะเลงาม หรือข้าวหลามอร่อยแล้ว ชลบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามหานครแห่งกีฬาอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นงานวิ่งมาราธอนบางแสน ที่จัดขึ้นประจำของทุกปี
“ชลบุรี เป็นเมืองกีฬา และผมคิดว่าฟุตบอลมันคือรากฐานของชลบุรีด้วยซ้ำ” ชาญวิทย์กล่าวถึงความสำคัญของกีฬาและการพัฒนาของจังหวัด ที่ก่อนปัจจุบันชลบุรีจะเป็นจังหวัดกีฬาระดับโลกอย่าง บางแสนมาราธอน ก็คือฟุตบอลที่เป็นรากฐานมาก่อน

ชาญวิทย์กล่าวว่าฟุตบอลคือกีฬาที่เป็นหัวหอกในการพัฒนาของจังหวัด โดยในขณะที่บางจังหวัดไม่มีทีมระดับอาชีพเสียด้วยซ้ำ แต่ชลบุรีกลับมีทีมฟุตบอลมากมาย กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทีมใหญ่อย่าง ชลบุรี เอฟซี, ศรีราชา เอฟซี, พัทยา ยูไนเต็ด ฯลฯ นับได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีทีมฟุตบอลจำนวนมากที่ในประเทศไทย
มากไปกว่าจำนวนของทีมฟุตบอลอาชีพ สิ่งที่สะท้อนความเป็นเมืองแห่งกีฬาที่ชัดมากขึ้น คือโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านกีฬาต่างๆ อย่างโรงเรียนกีฬาชลบุรี หรืออัสสัมชัญศรีราชา ที่ล้วนแต่มีนักกีฬาอยู่ในระดับท็อปของประเทศ
หรือแม้กระทั่งกีฬาที่นำความเจริญเข้ามาสู่ในพื้นที่ ชาญวิทย์ยกตัวอย่างถึงความเจริญเติบโตของพื้นที่ที่มาพร้อมกับการกีฬา อย่างบริเวณโดยรอบสนามฟุตบอล อบจ. ชลบุรี ที่ตั้งอยู่บนถนนพระสาสัจจา แต่เดิมเป็นสนามที่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีใครกล้าเข้ามาใช้ เพราะล้อมรอบไปด้วยพื้นที่เปลี่ยว แต่เมื่อชลบุรี เอฟซีมาเช่าใช้เป็นสนามแข่งขัน ก็ทำให้เกิดการพัฒนาของพื้นที่โดยรอบของสนาม ทำให้เกิดพื้นที่ค้าขายและสร้างรายได้ให้กับพื้นที่โดยรอบขึ้นอย่างมาก
การเมืองกับฟุตบอล
อีกหนึ่งประเด็นที่คงจะไม่หยิบยกมาคุยกันก็คงจะไม่ได้ นั่นคือเรื่อง ‘ฟุตบอลกับการเมือง’
เพราะฟุตบอลไทยกับการเมืองของคู่กันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะเมื่อหันไปดูสโมสรฟุตบอลในปัจจุบัน ก็จะเห็นชัดได้ว่าเจ้าของหรือบอร์ดบริหารนั้น ล้วนเป็นนามสกุลที่ผู้คนในท้องรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี
และ ‘ชลบุรี เอฟซี’ หรือฉลามชล ก็เป็นหนึ่งในนั้น
“มันเป็นเรื่องที่เข้าใจ หลายคนบอกว่ามันควรแยกออกไป แต่ถามว่าใครจะกล้าแยกออกไป เพราะทำทีมฟุตบอลมันไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่จะเสีย” ชาญวิทย์กล่าวถึงความเป็นจริงของวงการฟุตบอลไทยประการหนึ่ง ที่การทำทีมหรือการเป็นเจ้าสโมสรนั้นไม่ได้สร้างเม็ดเงินที่เพียงพอกับการทำทีม

ข้อดีในการเข้ามาลงทุนในสโมสรฟุตบอลของนักการเมือง แต่ในทางตรงกันข้ามมันก็ย่อมมาพร้อมกับข้อเสียอย่างปฏิเสธไม่ได้ เหมือนกับดาบสองคมเช่นเดียวกัน
“ในอดีต มันก็อาจจะมีด้านมืด อย่างการซื้อกรรมการ การจ้างล้มบอล หรือดีลผลการแพ้ชนะของนักการเมืองที่รู้จักกัน”
ชาญวิทย์เล่าถึงความดำมืดของวงการฟุตบอลไทยในอดีต ที่เม็ดเงินและอำนาจอาจกำหนได้ถึงผลแพ้ชนะของการแข่งขัน แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่สื่อสังคมออนไลน์เติบโตขึ้น การตรวจสอบก็เข้มข้นขึ้นตามมา
เมื่อแฟนบอลทุ่มเทหัวใจให้กับทีมไหนแล้ว ก็คงไม่เปลี่ยนทีมเชียร์กันง่ายๆ ดังนั้นหากนักการเมืองที่หวังคะแนนจากฐานเสียงแฟนบอล หากทำดีก็ได้รับเสียงชื่นชม แต่หากมาตรฐานทีมตก ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ต่อความรู้สึกของแฟนบอลเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
“ฐานเสียงไหนเล่า จะดีเท่าฐานเสียงของแฟนบอลผู้คนในท้องถิ่น ถ้าเขาทำอะไรไม่ดีกับฟุตบอล มันก็กลายเป็นข้อเสียของเขาเอง”

อนาคตที่อยากเห็น ในวันที่ลีกมีแชมป์ขาประจำ
เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาชลบุรีคว้าแชมป์ไทยลีก 2 และสามารถเลื่อนชั้นกลับมายังลีกสูงสุดได้
แต่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ฟุตบอลไทยดูเหมือนจะมีแชมป์ขาประจำอยู่ไม่กี่เจ้า “ระยะห่างระหว่างทีมในทีมใหญ่กับทีมเล็ก มันห่างกันมาก สมมุติง่ายๆ เหมือนทีม A ใช้เงิน 600 ในขณะที่ท้ายตารางใช้ 30 บาท แล้วมันจะเอาอะไรไปสู้ได้ คุณมีเงินซื้อต่างชาติของดีเมื่อไหร่ ก็สบายเมื่อนั้น” ชาญวิทย์กล่าวถึงสถานการณ์และสัจธรรมของบอลไทยในปัจจุบัน
เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อชลบุรี เอฟซี อยู่ที่ตรงไหนในสมการบอลเช่นนี้ เมื่อทีมชลบุรีเอฟซี อาจไม่ได้เป็นมหาอำนาจ หรือทีมบนหัวตารางเหมือนอดีตที่ผ่าน คำตอบที่ออกจากปากของชาญวิทย์ หรืออั้น ลูกน้ำเค็ม แฟนพันธุ์ที่ตามเชียร์ขอบสนามตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มันยิ่งแสดงความรักที่มีต่อสโมสรแห่งนี้
“ก็อยากจะได้แชมป์ แต่ถ้าพูดตามตรงก็อาจจะยาก หลายคนอาจจะบอกว่าผมพูดเอาหล่อนะ ผมขอแค่ให้สโมสรชลบุรียังอยู่ต่อไป ให้ผมได้เชียร์ต่อไปก็เพียงพอแล้ว”

แม้อดีตที่เคยรุ่งโรจน์ และวินาทีของความสำเร็จในการคว้าแชมป์ไทยลีกในปี 2550 ยังคงถูกจดจำไม่เคยลืมสำหรับชายผู้นี้ ความรู้สึกของชาญวิทย์คือการตกตะกอนของทั้งความทุกข์และความสุข เรื่องราวและเสียงเชียร์ในสนาม หรือแม้กระทั่งชุดการแข่งขันที่เจ้าตัวสะสมครบทุกฤดูกาล
สุดท้าย แม้ว่าชลบุรี เอฟซีอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต แต่ชื่อจังหวัดและตราสโมสรลายฉลามที่ยังคงอยู่ เรื่องราวและมิตรภาพทั้งในและนอกสนามที่เกิดขึ้น และชื่อเสียงที่ทำให้ตัวตนของเขาเป็นที่รู้จักในสังคมนี้จากเป็นผู้ชนะรายการแฟนพันธุ์แท้ ‘ชลบุรี เอฟซี’
.
เขียนโดย ศุภณัฐ หอมหวล


