ภาพรถต่อคิวเพื่อรอเติมน้ำมันยาวเหยียด ภาพรถน้ำหมดกลางทาง สถานการณ์เหล่านี้นับว่าเป็นภาพสะท้อนวิกฤตน้ำมันที่สะเทือนมาจากปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่สะเทือนมายังประเทศไทย
วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจที่ไกลตัว แต่กำลังซึมลึกลงไปในชีวิตประจำวันของผู้คนในภาคตะวันออกที่แม้จะเป็นดินแดนโรงกลั่นน้ำมัน แต่เรือที่เคยออกทะเลได้ทุกวัน ไปจนถึงสวนผลไม้ที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว หรือข้าวนาปีที่กำลังรอหว่าน ทุกอย่างกลับต้องสะดุดลงพร้อมกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ราคาที่แพง แต่ยังมีความไม่แน่นอน เข้ามาซ้อนทับเข้ามาด้วย ตั้งแต่ในท้องทะเล ขอบสวน จรดหัวไร่ปลายนา ทั้งชาวประมงและเกษตรกรในภาคตะวันออกต่างประสบปัญหาทั้งน้ำมันหายาก ต้องต่อคิวเติม โดนจำกัดปริมาณการเติมหรือ บางคนต้องขับรถไปหลายปั๊ม บางคนต้องเติมใส่รถแล้วสูบออกมาใช้ในสวน ภาพเหล่านี้สะท้อนการจัดการของรัฐบาลที่ยังไร้ซึ่งความชัดเจน
EPIGRAM ชวนไปฟังเสียงจากชาวประมงและชาวสวนในภาคตะวันออกถึงสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่กำลังถูกบีบจากต้นทุนที่สูงขึ้น รายได้ที่ลดลง และความไม่แน่นอนที่ยังไม่เห็นปลายทาง

ติ๊ด ชาวประมงพื้นบ้าน ระยอง
ติ๊ด ประธานกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านคลองกะเฌอบริเวณหาดแม่รำพึง จังหวัดระยอง ผู้ทำอาชีพประมงและใช้ชีวิตอยู่กับทะเลมาแทบทั้งชีวิต ติ๊ดมองว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงราคาน้ำมันทั่วโลก “ระยองยังไม่ขาดแคลนน้ำมันอย่างที่หลายที่ต้องเผชิญ”
อย่างน้อยวันนี้น้ำมันก็ยังพอหาได้แม้จะมีการจำกัดการเติมสำหรับบุคคลทั่วไปที่ 500 บาทต่อครั้ง และสำหรับชาวประมงยังคงสามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติจากปั๊มประจำโดยไม่ติดขัดมากนัก
ติ๊ดบอกว่า เหตุผลสำคัญอาจเป็นเพราะระยองเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันจึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขาดแคลน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาวประมงได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“เขาขึ้นแล้วเราก็ได้ผลกระทบนั่นแหละ เพราะว่าเราก็ต้องเพิ่มจำนวนเงินไปอีก อย่างปกติเราซื้อ 400 เราอาจจะซื้อสัก 500 ก็เพิ่มไปอีกหน่อย แต่ไอ้สัตว์น้ำมันก็อยู่เหมือนเดิมไม่เพิ่ม ก็คงจับได้อยู่ ประมาณ 3 – 5 โล แล้วราคามันก็ไม่ได้ขึ้นมากเท่าไหร่”
ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากเหตุน้ำมันรั่วและสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยวที่หาดแม่รำพึง ทำให้ร้านอาหารทะเลไม่สต็อกสินค้า ส่งผลให้ชาวประมงขายสินค้าได้ยากขึ้นและราคาตกต่ำลง สิ่งที่ตามมาคือ
“ส่วนต่างที่ได้น้อยลง มันก็จะไม่เหลืออะไรเลย หรืออาจจะขาดทุนบางครั้ง แล้วเราก็จะไม่มีเงินสำรอง เงินเก็บอะมันไม่มี สำหรับจะเปลี่ยนเรือทีนึงก็ไม่มี” คำว่ากำไรค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงการอยู่ให้รอดในแต่ละวัน
ติ๊ดเล่าย้อนถึงอดีตว่า เขาเคยเจอวิกฤตราคาน้ำมันดีเซลสูงถึง 40 บาทต่อลิตร ในสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่ในขณะนั้นการทำประมงลากหมึกสามารถจับได้ปริมาณ 30-40 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่จับได้เพียง 2-5 กิโลกรัม จึงทำให้สถานการณ์ในอดีตยังพอรับมือได้ดีกว่า
สิ่งที่ติ๊ดกังวลที่สุดไม่ใช่วันนี้ แต่คือ วันข้างหน้า หากราคาน้ำมันดิบเข้าใกล้ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แต่จะส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งโดยเฉพาะต้นทุนค่าอุปกรณ์ประมง เช่น อวน ซึ่งผลิตจากพลาสติกและต้องขนส่งจากต่างจังหวัดซึ่งอาจจะแพงขึ้นตามไปด้วย จากที่ปัจจุบันอวนราคา 115 บาทต่อชิ้น คาดว่าในอนาคตราคาอวนอาจสูงถึง 120 บาทต่อชิ้น หรือมากกว่านั้น
ซึ่งต้นทุนเล็กๆ ที่เพิ่มขึ้นที่ละนิดเหล่านี้กำลังจะสะสมเป็นภาระก้อนใหญ่

โก๋ ชาวนา นครนายก
โก๋ เป็นชาวนาอยู่ที่ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เขาทำนามากว่า 40 ปี นาข้าวของโก๋เป็นนาปีและปลูกข้าวขึ้นน้ำที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ และเดิมมีข้อจำกัดในการจัดการต่อซังอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งได้รับผลกระทบจากกฎหมายห้ามเผาในที่โล่งทำให้ต้นทุนการทำนาของเขาและชาวบ้านในแถบนั้นสูงขึ้นกว่าเดิม และยังไม่ทันฟื้นตัว ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย และราคาอุปกรณ์ทางการเกษตรก็พุ่งสูงขึ้นมาทับถมจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ซึ่งโก๋เล่าว่า ช่วงนี้ของปีนาข้าวกำลังอยู่ในช่วงไถดะและไถแปรหน้าดิน เพื่อเตรียมสำหรับหว่านเมล็ดข้าว การที่ราคาน้ำมัน รวมถึงราคาปุ๋ยและอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวสูงกว่าเดิมถึง 30% ทำให้ไม่คุ้มทุนและชาวนาจำนวนมากขาดทุน
“โห ชาวนาได้รับผลกระทบมากเลย ตอนนี้กำลังสาปแช่งรัฐบาลกันอยู่ครับ” โก๋พูดอย่างตรงไปตรงมา
ปัจจุบันราคาข้าวขึ้นน้ำที่ชาวนาย่านนครนายกและปราจีนบุรีทำได้อยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเกวียน ซึ่งไม่สัมพันธ์กับต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ต่อให้ชาวนาสามารถผลิตข้าวได้ 10 – 11 เกวียนต่อไร่ ก็ยังไม่ได้กำไร ส่งผลให้ชาวนาหลายครอบครัวคืนนา (เลิกเช่า)
“เขาคืนนากันหลายเจ้าแล้วนะ ตอนนี้แค่ตำบลผมเนี่ยหลาย10 เจ้าเลยนะ พูดง่ายๆ ฮะ เพราะว่าราคาข้าวมันถูก แต่ค่าเช่าก็ยังคงเดิม ทับไปด้วยน้ำมันที่แพงขึ้นด้วย”
เมื่อรายได้ไม่พอจ่ายค่าเช่า การเลิกเช่าที่จึงกลายเป็นทางรอดเดียวของบางครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้นที่จังหวัดนครนายกยังประสบปัญหาการเข้าถึงน้ำมัน ซึ่งโก๋เล่าว่า ตอนนี้น้ำมันหายากมาก บางพื้นที่ต้องเดินทางไปหลายปั๊มกว่าจะพบ ทั้งยังมีการจำกัดปริมาณการซื้อน้ำมัน เช่น 50-100 ลิตรต่อวัน จากเดิม 200-400 ลิตร ทำให้ชาวนาต้องเติมวันต่อวัน ซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายและภาระในการเดินทางไปรับน้ำมัน
ในอีกด้านโก๋ก็มีความกังวลและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันไปยังชายแดนพม่า ลาวในขณะที่ในประเทศขาดแคลน
ซึ่งจากการทำนามากว่า 40-50 ปี โก๋ยืนยันว่าวิกฤติน้ำมันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รุนแรงถึงขั้นนี้ และเขาไม่เคยเจอมาก่อน เปรียบเทียบกับวิกฤติโควิด-19 ที่ชาวนาไม่ได้รับผลกระทบมากนักเนื่องจากมีอาหารและทรัพยากรเพียงพอในพื้นที่ แต่ปัญหาน้ำมันครั้งนี้กลับแตกต่างออกไปซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โก๋มองว่าจะนำไปสู่ปัญหาหนี้สินจำนวนมากกับ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) เนื่องจากชาวนาไม่สามารถชำระหนี้ได้
แต่ถึงอย่างนั้นความกังวลของชาวนาที่มากกว่าราคาน้ำมันแพงคือ การไม่มีน้ำมัน “ก็คือตอนนี้ถ้าพูดภาษาชาวบ้านๆ คืออยากขึ้น ขึ้นไปเลย ลิตรละ 50 บาทนี่ให้ขึ้นไปเลย ขอแค่ให้มีน้ำมันใช้ตลอดครับ ชาวบ้านก็พูดกันอย่างงี้เลยที่ประชุมมา
คือ เรากังวลว่ามันจะไม่มีน้ำมัน เพราะว่าสถานการณ์มันก็ยังไม่เลิก ยังรุนแรงอยู่ตลอด ถ้าน้ำมันขึ้นไปลิตรละ 50 บาทจริงๆ ถามว่าเราไหวมั้ย เราก็ต้องไหว เพราะนี่เป็นวิถีที่เราเลือก เราทำอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าน้ำมันขึ้นมากๆ จริงๆ เราจะทำให้น้อยหน่อยนึง” โก๋เล่า
แม้จะทำได้น้อยลง แต่ชาวนาก็ยังต้องทำนาต่อไปเพราะไม่มีทางเลือกอื่นเนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง และอยู่นอกเขตชลประทาน

พิสิษฐ์ ชาวสวนผลไม้ ระยอง
พิสิษฐ์วัย 61 ทำสวนผลไม้แบบผสมผสานบนพื้นที่กว่า 10 ไร่ที่ตะพง จังหวัดระยอง สวนของพิสิษฐ์มีทั้งทุเรียน มังคุด และเงาะ
และตั้งแต่ที่พิสิษฐ์ทำสวนมาเขาไม่เคยเจอวิกฤตน้ำมันอย่างรอบนี้มาก่อน พิสิษฐ์เล่าว่า วิกฤตน้ำมันรอบนี้นอกจากราคาที่พุ่งสูงแล้วยังหายากขึ้น
“ซื้อยากขึ้น แต่ว่าก็ยังทยอยซื้อได้ บางทีก็ต้องเติมรถมา แล้วมาสูบออกบ้าง ใช้แกลลอนบ้าง หาซื้อได้บ้างไม่ได้บ้าง รวมถึงสินค้าเกษตรทุกอย่างราคาสูงขึ้น ทั้งพวกยาปราบศัตรูพืช พวกปุ๋ย ทุกอย่างเลย” ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้ต้นทุนโดยรวมในการทำสวนเพิ่มขึ้น
เพราะน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญในการทำสวน ไม่ว่าจะเป็นการพ่นยา ขับเคลื่อนรถเพื่อการเกษตร ตัดหญ้า หรือสูบน้ำ หากไม่มีน้ำมันจะทำให้ไม่สามารถดำเนินการทำสวนได้เลย
แม้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ราคาผลไม้กลับลดลงทุกวัน วันละ 5-10 บาท ซึ่งพิสิษฐ์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมราคามันถึงสวนทางกันอย่างทุกวันนี้
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ พิสิษฐ์กังวลว่า การเดินทางของพ่อค้าคนกลางมารับผลผลิตที่สวนอาจยากขึ้น ส่งผลให้ราคาผลผลิตยิ่งต่ำลงไปอีก เนื่องจากต้นทุนการขนส่งของพ่อค้าสูงขึ้น
เขาหวังว่ารัฐบาลจะมีการเจรจาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม รวมถึงควรมีการกำหนด ราคากลางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาระงับหรือลดการส่งออกน้ำมัน เพื่อให้คนไทยมีน้ำมันใช้ในประเทศก่อน
อ๊อด ชาวสวนผลไม้ จันทบุรี
อ๊อด เป็นเกษตรกรชาวสวนผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี ผู้มีสวนลำไย 150 ไร่ และสวนทุเรียนอีก 40 ไร่ สำหรับอ๊อดน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญในการทำสวน เพราะต้องใช้สำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตรอย่างรถตัดหญ้า เครื่องพ่นยา โดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำเนื่องจากจันทบุรีในพื้นที่อำเภอสอยดาวที่อ๊อดอยู่มีปัญหาความแห้งแล้งและน้ำขาดแคลนน้ำสำหรับใช้รดต้นทุเรียน
ในปัจจุบันอ๊อดใช้น้ำมันประมาณ 30-40 ลิตรต่อวัน คิดเป็นค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาทต่อเดือน
อ๊อดเล่าว่าในช่วงแรกของวิกฤตน้ำมันรอบนี้ปั๊มน้ำมันบางแห่งในจันทบุรีจำกัดการซื้อน้ำมันใส่แกลลอน อนุญาตให้เติมเฉพาะรถยนต์เท่านั้น อ๊อดและชาวสวนรายอื่นจึงต้องเติมน้ำมันใส่รถยนต์ส่วนตัว จากนั้นค่อยถ่ายน้ำมันออกใส่แกลลอนเพื่อนำไปใช้กับเครื่องจักรในสวน ทั้งยังต้องเข้าคิวเติมน้ำมันเป็นเวลานาน อ๊อดเล่าว่า บางครั้งเขาต้องไปเข้าคิวตั้งแต่ 18.00 – 22.00 น. หรือต้องมารอตั้งแต่เช้ามืดช่วง 03.00 – 04.00 น. และใช้เวลารอไม่ต่ำกว่าคราวละ 4 ชั่วโมงเพื่อเติมน้ำมัน
แม้ปัจจุบันเริ่มมีการผ่อนผันให้เติมน้ำมันใส่แกลลอนได้บ้าง แต่อ๊อดกล่าวว่าตั้งแต่ตนทำอาชีพชาวสวนมา
“ไม่เคยเจอวิกฤตน้ำมันมานานแล้วนะ หลายปีกก่อนมีเคยมีอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ถึงหนักหนาขนาดต้องมาเข้าคิวกันยาวหลายกิโล ไม่เคยเจอหนักเท่านี้”
ด้านการค้าและการขายผลผลิตอ๊อดกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการส่งออกผลไม้ไปยุโรปเนื่องจากทุเรียนและลำไยส่วนใหญ่จากสวนของแกส่งไปทางนั้น รวมถึงความกังวลว่าจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก อาจกำหนดราคาผลผลิต ทำให้ชาวสวนไม่มีอำนาจในการต่อรอง
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อน้ำมันแพงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงก็มีราคาสูงขึ้นตามมา ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของเกษตรกรสูงขึ้น แต่ราคาขายผลผลิตกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่ต้องการ
ในฐานะชาวสวนอ๊อดอยากขอให้รัฐบาลช่วยดูแลภาคการเกษตรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาน้ำมัน ปุ๋ย ยา และปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายเขาขอฝากบอกรัฐบาลว่า
“อยากจะให้ทางรัฐบาลมาช่วยดูแลอย่างจริงจัง เรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรนี่แหละ เพราะภาคเกษตรเนี่ยอยู่ตามลำพัง ช่วยเหลือตัวเองมาเนิ่นนาน ที่ผ่านมารัฐบาลช่วยนิดๆ หน่อยๆ แต่ภาระมันไปตกอยู่กับที่ชาวเกษตรมากที่สุด”

บังซา ชาวประมงพื้นบ้าน ตราด
บังซาเป็นชาวประมงอยู่ที่จังหวัดตราด เขาเล่าว่าตนเองอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เกิดและเริ่มออกเรือมาตั้งแต่อายุ 12 ปี จนตอนนี้เขาอายุเกือบได้เบี้ยผู้สูงอายุแล้ว แต่เขาไม่เคยเจอวิกฤตน้ำมันที่รุนแรงเท่านี้มาก่อน บังซาเล่าว่า
“วิกฤตแบบนี้ไม่เคยเจอครับ แต่ว่าถามว่าช่วงที่น้ำมันแพง น้ำมันขึ้นราคาเนี่ย คือ อย่างพวกเบนซินลิตรละ 40 บาทก็เคยเติมมาแล้ว ขออย่างเดียวว่าอย่าให้หมด อย่าให้รอนาน ให้รอน้ำมันมาส่ง 3 วัน 4 วัน ถึงจะได้เติมทีนึงเนี่ยไม่ไหว ชาวประมงรอไม่ได้ เพราะบางคน คือ เขาวางอวนไว้ พอไม่มีน้ำมัน ก็ไม่สามารถออกไปเก็บอวนได้ ถ้าออกไปเก็บอวนไม่ได้ ปลาปูก็ติดอวนเน่าตายอยู่อย่างนั้น ตอนนี้ก็เป็นแบบนี้อยู่ เราถึงรอไม่ได้”
สำหรับสถานการณ์ที่จังหวัดตราดบังซาเล่าว่า ในช่วงแรก ปั๊มน้ำมันบางแห่งห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอน ในขณะที่เรือประมงขนาดเล็กก็ไม่สามารถนำเรือไปเติมที่ปั๊มได้โดยตรง จึงเกิดความขัดแย้งกับพนักงานปั๊ม
จากนั้นก็มีการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันที่ 100 บาทต่อคน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการออกทำประมง
“ได้คือคนละไม่เกิน 100 บาท ซึ่ง 100 บาทเนี่ย มันออกทำการประมงไม่ได้เลย น้ำมัน100 บาท จะวิ่งไปไม่กี่กิโลมันก็หมดแล้วครับ
คือเขามีนโยบายไม่ให้เติมเกิน100 บาทซึ่งออกเรือไปได้ ออกไปก็ไม่ได้กลับบ้านนะครับ” แม้ภายหลังจะผ่อนปรนเป็น 500 บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับเรือประมงขนาดใหญ่อยู่ดี
บังซาและเพื่อนๆ ชาวประมงจึงต้องแก้ปัญหาโดยให้สมาชิกในครอบครัวช่วยกันวนเวียนไปต่อคิวซื้อน้ำมันที่ปั๊มหลายครั้งในแต่ละวัน เพื่อให้ได้ปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งาน เช่น 3 คนซื้อคนละ 100 บาท เพื่อให้ได้รวม 300 บาท
ในขณะที่เรือประมงใหญ่ที่ใช้ดีเซลวันละ 50-60 ลิตร ไม่สามารถออกทำประมงได้และต้องจอดทอดสมอเนื่องจากข้อจำกัดด้านปริมาณน้ำมัน
ปัจจุบันบังซาอธิบายว่า ปั๊มน้ำมันหลายแห่งในตราดขาดแคลน ทั้งบางจาก ปตท. ต่างประสบปัญหาน้ำมันหมด ทำให้ชาวประมงบางคนต้องขับรถไปเติมน้ำมันไกลถึงเขตแสนตุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดจันทบุรี และเมื่อน้ำมันมาส่ง ผู้คนจำนวนมากจะรีบไปเติมและกักตุนไว้เนื่องจากกลัวว่าน้ำมันจะหมดอีก
บังซาอธิบายว่าชาวประมงเข้าใจกลไกตลาดเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความต่อเนื่องของการมีน้ำมันให้ใช้ ไม่ใช่การขาดแคลนไป 2-3 วัน แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามถึงนโยบายของรัฐบาลที่ประเทศไทยมีการขุดเจาะน้ำมันแต่ประชาชนในประเทศกลับไม่มีน้ำมันใช้
พร้อมเน้นย้ำว่าปัญหาหลักของชาวประมงที่ตราด คือ น้ำมันไม่มีให้ใช้ ไม่ใช่แค่ราคาแพง เพราะหากน้ำมันราคาแพง ชาวประมงก็ยังต้องซื้อเพื่อออกไปทำมาหากิน แต่หากไม่มีน้ำมันเลยก็ไม่สามารถออกเรือได้เลย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชาวประมงทุกคนในภาพรวม
อูด ชาวประมง ชลบุรี
อูดเป็นประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน จังหวัดชลบุรี โดยส่วนตัวหลังจากที่อูดลาออกจากการทำงานโรงงานมาก็ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านที่อ่าวอุดมมาเป็นเวลากว่า 19 ปี
สำหรับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้อูดบอกว่ากระทบในสองส่วนหลัก ได้แก่ ค่าน้ำมันเรือที่แม้ราคาน้ำมันจะขึ้นไม่มากนักต่อลิตร (ประมาณ 2 บาท จาก 29.xx บาทเป็น 31.xx บาท) แต่อาจส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังราคาอาหารทะเลที่แพงขึ้นจะทำให้ขายได้ยากขึ้น
ในส่วนที่สองที่อูดคิดว่าจะเป็นเรื่องน่ากังวลยิ่งกว่าคือ อุปกรณ์การประมง เพราะ อวนและเครื่องมือทำประมงส่วนใหญ่ทำจากพลาสติกและโพลีเมอร์ ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของน้ำมัน ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันขึ้น ราคาอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อูดเล่าว่า
“ก็มีบ้างที่ราคาเครื่องมือประมงก็ขึ้นแล้ว บางที่ก็ยังไม่ขึ้น แต่มันขึ้นแน่ๆ ภายใน 3 ปีนี้ ขึ้นแน่ๆ เพราะว่าอย่าลืมว่าต่อให้สงครามมันจะยุติ แต่ปัญหามันไม่ได้ยุตินี่ เพราะมันเริ่มต้นไปแล้วเน๊าะ โรงกลั่น โรงอะไรก็พังไปแล้ว”
นอกเหนือจากปัญหาน้ำมันแพงแล้วในบางพื้นที่ของชลบุรียังมีการจำกัดการเติมน้ำมันด้วย เช่นการมีนโยบายการเติมน้ำมันใส่แกลลอนต่างกัน บางอำเภอใกล้โรงกลั่นสามารถเติมได้ปกติ แต่บางอำเภอต้องมีหนังสือรับรองจากประมงอำเภอเพื่อยืนยันว่าทำอาชีพประมงจริงๆ เพื่อป้องกันการกักตุนในขณะที่ปั๊มน้ำมันบางแห่งจำกัดปริมาณการเติมใส่แกลลอนไม่เกิน 600 ลิตรต่อครั้ง ซึ่งอูดมองว่า
“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คนใช้อย่างเดียว ปัญหามันอยู่ที่ผู้บริหารว่าจะบริหารยังไง ถ้าเปิดให้มันเหมือนเดิม เปิดให้มันเป็นไปตามกลไกการตลาดเลยอะ คุณมาบอกว่าชาวบ้านกักตุนเนี่ย มองดูชาวบ้านอะ มันไม่มีเงินมากักตุนอะไรได้ขนาดนั้นหรอก ถ้าไม่ใช่ภาคธุรกิจ หรือคนมีฐานะเยอะจริงๆ ชาวประมงเขาไม่กักตุนหรอก อย่างผมจะไปกักตุนอะไรได้ น้ำมันแกลลอนนึง 30 ลิตร ก็เกือบพันนึงแล้ว”
ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับชาวประมงอย่างอูดมองว่าวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้รุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับวิกฤตในอดีต เช่น โควิด-19 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง เนื่องจากเป็นผลพวงจากการภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ และอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะฟื้นตัว
สุดท้ายอูดตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังสนับสนุนหรือค้ำจุนกลุ่มนายทุนหรือนักการเมืองที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน โดยเขาชี้ว่าประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง ซึ่งกำลังการผลิตรวมเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ จึงไม่ควรมีปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ทั้งราคาน้ำมันยังขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต แต่ลดราคาช้ามาก และลดเพียงหลักสิบสตางค์เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ ซึ่งแตกต่างจากการขึ้นราคาเป็นบาท
อูดหวังว่ารัฐบาลควรบริหารจัดการกลไกตลาดอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ควรอิงกับการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ เพื่อลดภาระและผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน เพราะปัจจุบันชาวประมงต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลักในการหาทางอยู่รอดภายใต้สถานการณ์ที่หนักหน่วงนี้
พรศักดิ์ ประมงพาณิชย์ ระยอง
พรศักดิ์ทำประมงพาณิชย์ ในจังหวัดระยองมาเกือบ 40 ปี โดยเริ่มทำตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่เขาบอกว่าไม่เคยเจอวิกฤติน้ำมันรุนแรงเท่าในรอบนี้ โดยเขาอธิบายว่า
“เราเจอวิกฤตบ้าง แต่มันก็แก้ไขไปได้ แต่วิกฤติรอบนี้มันถึงวิกฤติของโลกด้วย มันไม่ใช่วิกฤติของประเทศ และมันเพิ่งเริ่ม ดังนั้นการจะกลับไปปกติใช้เวลานานแค่ไหน หรือจะแรงขึ้นอีก วันนี้ก็ยังไม่รู้ครับ คือ ตอนนี้ทั้งๆ ที่วิกฤตน้ำมันก็เพิ่งเริ่ม แต่บางลำ เราก็เริ่มเข้ามาจอดแล้วครับ แล้วไม่รู้จะจอดไปนานแค่ไหน”
ปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมง (น้ำมันเขียว) เพิ่มขึ้นจาก 20 บาทเป็น 40 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่คุ้มทุนสำหรับการออกเรือทำประมง เรือประมงพาณิชย์จำนวนมากในระยองจึงเริ่มทยอยจอดเทียบท่าแล้ว เนื่องจากสู้ราคาน้ำมันไม่ไหว
โดยเขาอธิบายเพิ่มว่าน้ำมันเขียว คือน้ำมันดีเซลที่เติมสารให้เป็นสีเขียว เพื่อจำหน่ายให้ชาวประมงที่ออกนอกราชอาณาจักร โดยปกติจะไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ราคาถูกกว่าน้ำมันหน้าปั๊ม
แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับกันคือ น้ำมันเขียวมีราคา 40 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเหลือประมาณ 30 บาท/ลิตร เมื่อราคาน้ำมันเขียวสูง ชาวประมงจึงเติมไม่ไหว ทำให้เรือแทงเกอร์ที่จำหน่ายน้ำมันเขียวไม่โหลดน้ำมันมาขาย เพราะไม่มีเรือมาเติม เปรียบเสมือนปั๊มน้ำมันที่ไม่มีลูกค้า ชาวประมงที่น้ำมันเขียวหมด จึงต้องพยายามหาน้ำมันจากฝั่ง ซึ่งเป็นเรื่องยากและใช้ปริมาณมาก ทำให้เรือไม่สามารถออกทะเลได้
ในส่วนตัว พรศักดิ์เองระบุว่า เขากำลังใช้ต้นทุนน้ำมันเก่าอยู่ แต่คาดว่าจะต้องจอดเรือในไม่ช้าเมื่อน้ำมันชุดปัจจุบันหมด
เมื่อเรือจอด ชาวประมงจะขาดรายได้โดยสิ้นเชิง ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น แพปลา โรงซ่อมเรือ และโดยเฉพาะแม่ค้าสัตว์น้ำ ที่จะไม่มีสินค้ามาจำหน่าย และแม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ราคาสัตว์น้ำที่จับได้ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันทำให้ชาวประมงขาดทุน
ยิ่งไปกว่านั้นอีกส่วนที่จะได้รับผลกระทบไม่แพ้กันคือ เครื่องมือประมงส่วนใหญ่ทำจากพลาสติก ซึ่งมีน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น อวนตาข่าย คาดว่าราคาจะสูงขึ้นในอนาคต แม้ปัจจุบันอาจจะยังมีสต็อกเก่าในราคาเดิม
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันพรศักดิ์ยอมรับว่ารู้สึก
“กังวลมากครับ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดประเทศเลย เป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ออกว่าจะจบ เมื่อไหร่เหมือนมัน อยู่บนความไม่แน่นอนตลอดเลย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าสงครามมันจะไปขนาดไหน ”
โดยเบื้องต้นทางกลุ่มประมงพาณิชย์ได้มีโอกาสหารือกับพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยรัฐบาลมีแนวคิดจะนำน้ำมัน B20 ดีเซล มาใช้กับเรือประมง ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดราคาได้ประมาณ 5 บาทต่อลิตร
แต่อย่างไรก็ตาม การนำ B20 มาใช้ยังต้องใช้เวลาในการดำเนินการชาวประมงจึงยังคงต้องรอลุ้นผลต่อไป





