หลายปีมานี้ จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีงานอีเวนต์เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่บางแสน ศรีราชา และพัทยา จนแทบที่จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งอีเวนต์ของภาคตะวันออก ซึ่งประเภทงานอีเวนต์ที่ถูกจัดขึ้นนั้นก็มีหลากหลายประเภท ทั้งประเภทงานกีฬาและงานดนตรี แต่ที่โดดเด่นอย่างมาก รวมถึงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติก็เห็นจะเป็นงานดนตรี ทั้งงาน Wonder Fruit และงานเทศกาลดนตรีฮิปฮอประดับโลก Rolling Lound ซึ่งก็ด้วยเพราะพื้นที่ตรงนี้มีศักยภาพที่จะทำให้เกิดขึ้นได้
แต่ถึงแม้ชลบุรีจะมีซีน (scene) หรือบรรยากาศเป็นเมืองแห่งอีเวนต์เช่นนี้ ทว่าคนทำงานสร้างสรรค์ในพื้นที่กลับไม่มีพื้นที่ให้ได้โชว์ของ หรือได้รับประโยชน์จากงานเหล่านั้นมากนัก หลายคนต้องระหกระเหินออกไปหางานทำกันที่อื่น นอกพื้นที่บ้านตัวเอง
และนี่คือประเด็นที่นักรณรงค์อย่าง สนุ๊กเกอร์-สวรวิศ เหลาเกิ้มหุ่ง มองเห็นและพยายามทำงานรณรงค์เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดพื้นที่สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ในบางแสน ชลบุรี และในอนาคตไกลๆ ที่พื้นที่สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ในภาคตะวันออก
ขึ้นต้นเป็นนักศึกษา ครูพักลักจำเรื่อยมา ก็แตกใบอ่อนเป็นนักรณรงค์
“ผมชื่อสนุ๊กเกอร์ครับ สรวิศ เหลาเกิ้มหุ่ง เป็นคนที่ชอบทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน และผมเคยเป็น co-founder ของ EPIGRAM ครับ”
นี่คือคำแนะนำตัวของสนุ๊กเกอร์ ก่อนที่เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองให้ฟังว่าเขาเกิดที่ระยอง แต่มาเติบโตและได้เล่าเรียนหนังสืออยู่ที่ชลบุรี

“ผมนิยามตัวเองว่าเป็นคนชลบุรีมากกว่า เพราะว่าเรารู้สึกผูกพันกับที่นี่ เราโต เรามีเพื่อนฝูง มีความทรงจำอยู่ที่นี่ ระว่างที่อยู่ชลบุรีเราก็เรียนหนังสือ เรียนมหาวิทยาลัยเราก็เรียนที่ชลบุรี ก็คือมหาวิทยาลัยบูรพา แล้วปรากฏว่าเราได้ไปสะกิดใจเกี่ยวกับเรื่องประเด็นสังคม อาจจะด้วยว่าเราเรียนรัฐศาสตร์ด้วยละมั้ง ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่มันทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง ก็เลยเป็นเหตุผลว่าเราได้ไปเข้าร่วมกับกุล่มกิจกรรมกลุ่มหนึ่ง ชื่อว่ากลุ่ม ‘โกงกาง’ ในช่วงปี พ.ศ. 2559 ก็ได้เจอเพื่อนๆ ได้ทำกิจกรรมทางการเมือง กิจกรรมทางสังคม กิจกรรมที่เกี่ยวกับสิทธิพลเมือง แล้วผมก็ได้เริ่มเรียนรู้เรื่องการเป็นนักรณรงค์จากตรงนั้น”
แต่การเรียนรู้เรื่องการรณรงค์ในครั้งนั้น สนุ๊กเกอร์มองว่าเป็นการเรียนรู้แบบครูพักลักจำ เป็นความรู้ที่ได้จากการลงมือทำจริง แล้วผสมเล็กผสมน้อยเก็บเกี่ยวประสบการณ์รื่อยมา
“พอเรียนจบก็มีพี่ๆ NGO เขาเห็นศักยภาพ ก็เลยชวนไปทำงานด้วย เป็นองค์กรที่ทำงานเรื่องที่ดิน จับตาปัญหาที่ดิน ปัญหานโยบายการพัฒนาที่ดินในภาคตะวันออก เพราะว่าเบื้องต้นเขาเห็นผมเป็นคนตะวันออกอยู่แล้ว จังหวะนั้นก็เลยทำให้ผมได้เห็นการต่อสู้กันเป็นขบวนการอย่างชัดเจน การก่อร่างสร้างตัวจากปัจเจกบุคคลหนึ่งไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มันมีที่มาที่ไป มันเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วก็ทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ การใช้ฟังก์ชั่นของแต่ละคนในการเรียกร้องต่อรองเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่าง อย่างเช่นเรื่องที่ดิน หรือเรื่องนโยบายการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม”

สำหรับสนุ๊กเกอร์แล้ว เขามองว่าการเรียนรู้ที่ผ่านการลงมือทำช่วยให้เขามองเห็นแพทเทิร์นหรือรูปแบบของสถานการณ์ และสามารถที่จะวิเคราะห์เชื่อมโยงได้ในทำนองที่ว่าเราเห็นสิ่งนี้ สิ่งนั้น สิ่งนี้ แล้วมันจะทำอะไรได้บ้าง มันจะเชื่อมโยงกันอย่างไร มันมีอิทธิพลต่อกันอย่างไร แล้วมันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และทักษะเช่นนี้มีความสำคัญต่อการทำงานในฐานะนักรณรงค์
“ผมคิดว่าความสำคัญของการทำงานรณรงค์คือความสามารถในการเชื่อมโยงประเด็นปัญหาต่างๆ ไปยังประเด็นที่ซับซ้อนขึ้นในเชิงโครงสร้าง เพราะนั่นคือการที่จะดูว่าเราสามารถเชื่อมโยงตัวเองไปหาสังคมไดีหรือเปล่า ผมคิดนี่คือสิ่งสำคัญที่สุด แคมเปญหรือการรณรงค์มันคือเครื่องมือ มันเป็นวิธีการเล่าเรื่อง แต่สุดท้ายแล้วหน้าที่ของนักรณรงค์การเชื่อมโยง การเป็นสถาปนิกสังคม เพราะงานของเราคือการก่อสร้างสังคม”
‘ติสท์ตะวันออก’ ดอกผลของคนทำงานรณรงค์รุ่นใหม่ในภาคตะวันออก
“สิ่งที่ผมทำมันอยู่ในนามของ ‘ติสท์ตะวันออก’ เป็นโปรเจกต์รวบรวมนักสร้างสรรค์ ออร์แกไนซ์เซอร์ และหลายๆ ภาคส่วนที่ทำงานสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนซีนศิลปะ ซีนสร้างสรรค์ในภาคตะวันออก ที่เริ่มจากมีบางแสนเป็นพื้นที่นำร่อง”
สนุ๊กเกอร์กล่าวถึงผลงานในฐานะนักรณรงค์ของเขา พร้อมกับเล่าให้ถึงแนวคิดเบื้องหลังการทำงานรณรงค์ของติสท์ตะวันออกว่าเกิดจากการพูดคุยกับคนทำงานสร้างสรรค์ในพื้นที่บางแสน แล้วทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่าต้องการที่จะปักหมุดให้บางแสนเป็นเมืองสร้างสรรค์อีกที่หนึ่ง
“เพราะพื้นที่ในภาคตะวันออกมันถูกกระทำจากนโยบายการพัฒนามาตั้งแต่อดีตแล้ว นับตั้งแต่ยุค พล.เอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ขุดเจอก๊าซในภาคตะวันออก เกิดเป็น Eastern Seaboard ขึ้นมา ทำให้ภาคตะวันออกถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการลงทุน การสร้าง GDP แต่ผมถามจริงๆ เหอะว่าได้มาถามคนในพื้นที่จริงๆ บ้างหรือเปล่า เขาต้องการเรื่องพวกนั้นไหม ดังนั้นการมีอยู่ของติสท์ตะวันออกคือการยืนยันการมีอยู่ของคนทำงานสร้างสรรค์ แล้วพวกเราก็ทำให้เห็นเลยว่ามันมีการรวมตัวกันของคนที่จะเรียกร้องในเรื่องนี้ และถ้าถามว่าทำไมเราต้องมารวมตัวกัน นั่นก็เพราะว่าพวกเราไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะรัฐ เพราะส่วนท้องถิ่นไม่ได้ชูเรื่องการสร้างสรรค์มากพอ ไม่ได้สนับสนุนนักสร้างสรรค์ในพื้นที่มากพอ”

สนุ๊กเกอร์เล่าว่าติสท์ตะวันออกคือพื้นที่ที่เกิดมาจากการพูดคุยกันระหว่างคนทำงานสร้างสรรค์ ทั้งศิลปิน ผู้ประกอบการ และอื่นๆ ในบางแสน ซึ่งเพื่อนคนแรกๆ ที่เข้ามาร่วมพูดคุยและมองเห็นปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ของนักสร้างสรรค์หรือคนทำงานศิลปะในบางแสนคือ cigaboii ศิลปินที่ค่อนข้างได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่
เขายังเล่าต่อไปอีกว่าทุกวันนี้ตะวันออกมีเพื่อนมากขึ้น เวลาที่มีการเคลื่อนไหวหรือทำงานกันคร้ังหนึ่ง ก็มีเสียงที่ดังขึ้น เป็นที่รับฟังมากขึ้น
“คือในบางแสนนี่เบบี้บูมเมอร์บางคนยังเฟี้ยวอยู่เลยนะ แล้วพวกเขาก็มักมีหลักการ มีวิธีคิดบางอย่าง แล้วความเป็นบางแสนคือมันเป็นเมืองที่ก็เฟี้ยวนะ ใครมาอยู่ก็อย่างอยู่ต่อไป คนรุ่นก่อนหน้าที่เขาอยู่มานานแล้ว ถ้าเขาช่วยอะไรได้เขาก็จะมา ส่วนเพื่อนของติสท์ตะวันออกนี่นอกจากเป็นคนบางแสนแล้วก็มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพาที่ส่วนก็มาจากคณะดนตรีและการแสดง ซึ่งผมก็คิดว่าตรงรุ่น (หัวเราะ) เพราะมันก็ตรงกับซีนที่เราต้องการจะสร้างให้มันเกิดขึ้นในบางแสน ก็เข้ามาร่วมกันแล้วก็สนุกกันอยู่ มันส์อยู่ แต่ละคนก็ฝีไม้หลายมือโดหดมาก บางคนเป็นผู้กำกับ เป็นแรปเปอร์ บางคนทำดนตรีอินดี้ คือศักยภาพคนในพื้นที่มันเยอะมาก เหลือก็ปรุงเท่านั้นแหละ หาแพลตฟอร์มหรืออะไรที่มันจะรองรับคนพวกนี้ หรืออะไรสักอย่างที่เราจะได้มาคุยกันเพื่อไปต่อ เพื่อปักหมุดอะไรบางอย่างในพื้นที่ขึ้นมา”

และเมื่อถามถึงการทำงานที่ผ่านมาของติสท์ตะวันออก สนุ๊กเกอร์ก็เล่าว่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ติสท์ตะวันออกได้ไปทำ performance art หรือการแสดงสดที่ใช้ร่างกายสื่อสาร ในงานอีเวนต์หนึ่งชื่อ ‘ยาเสน่ห์ Love Posoin’ จัดโดยทีมไม่มีไรทำ ซึ่งเป็นการแสดงที่รวบรวมเอาองค์ประกอบงานสร้างสรรค์ต่างๆ ของบางแสน ได้แก่ ศิลปะ ดนตรี และกวี เข้าไว้ด้วยกัน
โดยที่สนุ๊กเกอร์ยังบอกอีกว่าบทสรุปของโชว์นี้คือ การประกาศว่าติสท์ตะวันออกกำลังทำงานรณรงค์กันอยู่ ซึ่งหมายหมายถึงการที่ทุกคนสามารถเข้ามาจอย เข้ามาร่วมกันได้ เพราะได้เปิดรับศิลปะทุกแขนง รวมถึงการสร้างสรรค์ทุกรูปแบบที่มีอยู่ในภาคตะวันออก ขอเพียงมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการทำให้เกิดเมืองสร้างสรรค์ขึ้นในภาคตะวันออกนนั่นเอง
คอขวดอำนาจส่วนท้องถิ่น และรัฐรวมศูนย์ วัชพืชตัวฉกาจของคนทำงานรณรงค์ในต่างจังหวัด
“ผมมองว่าอุปสรรคจริงๆ คือการที่ส่วนท้องถิ่นพยายามผลักดันให้เมืองนี้เป็นเมืองกีฬา มีการแข่งวิ่ง มีการแข่งรถ จะพัฒนาให้เป็นสนามเอฟวันในอนาคต แต่ถามจริงนะ ที่แหล่มแท่นนี่คนออกบ้านไม่ได้ แล้วทำไมคนในพื้นที่ต้องรับมือตลอดกับการทำให้พื้นที่เป็นเมืองกีฬา แล้วมันไม่มีวิธีการจัดการที่ดีกว่านี้หรอ ผมว่านี่คือตัวอย่างอุปสรรคที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งของพื้นที่ คือมันมีความต้องการใช้พื้นที่แหละ เพราะพื้นที่มันมีศักยภาพ แต่การใช้บางอย่างมันทำให้คนส่วนหนึ่งเขาเผชิญกับปัญหา”
โดยบทบาทนักรณรงค์ที่ทำงานอยู่ในส่วนภูมิภาค สนุ๊กเกอร์มองว่าบางครั้งแนวทางการพัฒนาหรือนโยบายของส่วนท้องถิ่นเองก็เป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะผลลัพธ์ส่วนใหญ่ที่จะเกิดแก่ชาวบ้าน ร้านค้า และคนธรรมดาทั่วไป มักอยู่ในรูปแบบของปัญหาหรือผลกระทบบางอย่าง แม้จะไม่เสมอไป แต่ก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนเผลอคิดไปว่านั่นคือสิ่งที่ต้องยอมรับและจำทน

ในส่วนของศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์ สนุ๊กเกอร์มอง่าผลลัพธ์ของนโยบายเหล่านั้นนั้นก็มักออกมาในลักษณะของการไม่มีพื้นที่ให้จัดแสดงผลงาน โดยเขายกตัวอย่างกรณีหอศิลปและวัฒนธรรมภาคตะวันออกที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างถนนลงหาดบางแสน
“คือบ้านเรามีสิ่งที่เรียกว่าหอศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออกนะครับ อยู่ที่บางแสน แต่ปรากฏว่ามันไม่ถูกเปิดใช้มาเป็น 10 ปี แล้ว และผมว่านี่มันก็เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดของนักสร้างสรรค์เหมือนกันนะ เพราะสุดท้ายแล้วจะเรียนไปทำไมในเมื่อจบออกมาก็ต้องมาเจอสภาพพื้นที่ที่จำกัดจำเขี่ยแบบบนี้
อย่างหอศิลป์นี้มีเหตุผลหลักที่ถูกปิดไม่ให้ใช้คือเรื่องของการขาดทุน แต่ผมมองว่าการมองเรื่องของศาสตร์ที่มันสร้างสรรค์เป็นเรื่องกำไรขาดทุนน่าจะต้องตั้งคำถามแล้วก็เอามาคุยกันใหม่ในที่สาธารณะ เพราะการลงทุนกับคนเป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้ามันขาดทุนมันก็ต้องทำ หรือบางทีเราไม่ควรต้องมาพูดเรื่องการได้กำไรขาดทุนกันเลยด้วยซ้ำ และผมว่านี่ก็คือเรื่องที่เราต้องงัดกันต่อไป ต้องทำงานกันต่อไป เพื่อที่จะบอกว่ามันทำได้นะ เราเปลี่ยนแปลงมันได้ ไม่ใช่ว่าเราต้องรับมือกันมันตลอดไป”

นอกจากนี้ เขายังบอกอีกว่าการทำงานรณรงค์ หรือที่จริงแล้วไม่ว่าจะงานอะไรก็ตาม ในต่างจังหวัดหรือในส่วนภูมิภาคนี้ มักจะติดกับดักอันใหญ่อย่างหนึ่งคือ รัฐรวมศูนย์ หรือบรรยากาศที่แสร้งว่าจะมีการกระจายอำนาจ แต่ความจริงคือหลายสิ่งหลายอย่างต่างกระจุกอยู่ที่ส่วนกลางคือกรุงเทพฯ แทบทั้งหมด
“อีกเรื่องที่ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาคือเรื่องทรัพยากร คือส่วนภูมิภาคหรือต่างจังหวัดเนี่ยได้ทรัพยากรไม่เท่ากรุงเทพฯ หรอก ซึ่งมันก็มีความยากต่อการทำงานอยู่เหมือน ไม่ว่าจะเรื่องทรัพยากรหรือความดังของเสียง อาจเพราะโครงสร้างรัฐไทยมันรวมทุกอย่างเข้าสู่ศูนย์กลางอยู่แล้ว และมันก็กินรวบมาถึงการทำงานแบบรณรงค์ด้วย ซึ่งคนภูมิภาคก็จะเจอกับอะไรแบบนี้มาตลอด
คือสุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องแบบว่าเราต้องไปรับลูกมาจากรุงเทพฯ ตลอด คำถามคือแล้วทำไมเราเริ่มต้นหรือปักหมุดอะไรเองบ้างไม่ได้ล่ะ บางทีนะ เราพูดเรื่องเดียวกันเลยกับส่วนกลาง แต่หูคนฟัง เขาฟังส่วนกลางมากกว่า ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ แต่ในฐานะนักรณรงค์ นี่คือเรื่องต่อไปที่ผมจะพูดต่อไป คือการกระจายอำนาจ เพราะติสท์ตะวันออกมันคือการที่คนในท้องที่ได้มีสิทธิกำหนดอนาคตตัวเอง คือการกำหนดนโยบายจากคนในพื้นที่ คือการทำงานรณรงค์เพื่อข้อเสนอเชิงนโยบาย”
เสริมปุ๋ยพรวนดินให้นักรณรงค์ต่างจังหวัดได้ขยายกิ่งก้านสาขา ผ่านคลาสเรียนออนไลน์ Daybreaker
“ผมรู้จักกับ Daybreaker Network มาประมาณ 2 ปีละ เพราะส่วนหนึ่งก็เป็นเพื่อนๆ ที่ทำขบวนกันอยู่แล้วในช่วงปี พ.ศ. 2563 – 2564 แล้วพอเปิดตัวแล้วพรีเซนต์ว่าเป็นห้องเรียนออนไลน์ ผมก็มีโอกาสได้เข้าไปเรียน ได้เป็นนักเรียนในห้องเรียนของเขา”

สำหรับสนุ๊กเกอร์แล้ว ห้องเรียนของ Daybreaker เปรียบห้องสมุดที่เก็บรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานรณรงค์ และเป็นคลาสเรียนที่มีคุณค่าในแง่ของการทำให้สามารถเข้าถึงชุดเครื่องมือในการจัดการสังคมอย่างง่าย ซึ่งก็คือการรณรงค์ และเมื่อเข้าถึงแล้วก็ยังทำให้รู้อีกด้วยว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
“คือถ้าพูดภาษาการตลาดเนอะ แคมเปญคือการทำให้การขายมันส่งผลมากกว่าผ่านชุดเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน หมายถึงมายด์เซ็ทในการทำงานในฐานะนักรณรงค์ คือเราก็กำลังเสนอขายสิ่งที่ต่างออกไป หรือบางทีอาจจะใช้คำว่าเสนอทางเลือกใหม่ให้กับสังคมก็ได้ คือการขายให้คนในสังคมรู้ว่ามันไปได้มากกว่านี้นะทุกคน”
เขายังเล่าให้ฟังอีกว่าหลักๆ แล้วเนื้อหาของ Daybreaker จะพูดถึงเครื่องมือการวิเคราะห์เรื่องเล่า หรือ Narrative Analysist ซึ่งก็คือการวิเคราะห์ดูว่าเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งนี้พูดออกมาในลักษณะใด พูดตัวละครใดบ้าง แล้วมีตัวละครใดที่เกี่ยวข้องกับตัวละครอื่นๆ อีกบ้างไหม เกี่ยวกับเรื่องอะไร นอกจากนี้ก็จะมีพูดถึงเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของตัวนักรณรงค์ด้วย
“ก็คือจะมีพูดเรื่องว่าเราต้องจัดการเรื่องความปลอดภัยแบบไหน ควรใช้เครื่องมืออะไร คือถ้าอยากรู้มากกว่านี้ผมว่าต้องไปลงเรียน (หัวเราะ) ผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงของรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดรับสมัครในเดือนตุลาคมนี้ด้วย”
.
สุดท้ายนี้ ก่อนที่จะจบบทสนทนา สนุ๊กเกอร์บอกว่าเขามีสิ่งหนึ่งที่อยากให้คนทั่วไปรับรู้และเข้าใจ นั่นก็คือการที่โลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่านักรณรงค์ และบทบาทนี้ก็ถือเป็นอาชีพหนึ่งไม่ต่างไปจากอาชีพอื่นๆ
“ผมว่าการเป็นนักรณรงค์คือบทบาทที่สำคัญนะ และคนทั่วไปก็ควรรับรู้ว่ามันมีวิชาชีพนี้จริงๆ นะ เหมือนหมอ เหมือนพยาบาล เหมือนตำรวจ เหมือนครู เพราะคนมักจะเข้าใจว่างานแบบนี้มันคืองานอาสา ผมก็อยากบอกว่ามันคืออาชีพ คือวิชาชีพหนึ่งที่จำเป็นต้องมี เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะต้องถูกทำให้รับนโยบายของคนใหญ่คนโตอยู่ตลอดไป แล้วมันก็จะดีมากเลยด้วยถ้าแต่ละท้องที่มีนักรณรงค์เพิ่มมากขึ้น”
.
.
สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมพื้นที่การเรียนรู้: ปั้นแคมเปญให้ปัง ปี 2 #Local Alert Edition! กับ Daybreaker Network สมัครได้เลยที่: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScIVIyh6wF2Y8qPECG2Dv8BGTwGq9uretD1lLQTepZeIhR9Ig/viewform
.
.
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Daybreaker Network


