/

“ภาคตะวันออก ควรได้เป็นครัวของโลก” อรชา จันทร์เดช จากคนทำทัวร์สู่ชีวิต นักปกป้องสิทธิเพื่อความยั่งยืนทางอาหารในตะวันออก

อรชา จันทร์เดช มีความฝันอยากเห็นภาคตะวันออกเป็นครัวของโลก เธอเชื่อว่าภูมิภาคของเธอมีศักยภาพมากกว่าการเป็นแค่เขตอุตสาหกรรม ทำให้งานส่วนใหญ่ของอรชาคือการทำงานกับชุมชน เพื่อทำให้พวกเขาเห็นศักยภาพและคุณค่าในพื้นที่ของตนเอง

 

“มีคนเคยมาเสนอให้หยุดเคลื่อนไหวเรื่องที่ทำอยู่และบอกว่าจะให้เงิน เราบอกว่าไม่เอา เขาบอกว่าจะให้รถกระดาษและบ้านกระดาษแทน”

อรชา จันทร์เดช เริ่มต้นบทบาทของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออก ด้วยการทำงานกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนหน้านั้นเธอไม่รู้จักแม้กระทั่งคำว่า ‘ภาคประชาสังคม’ ในอดีต เธอทำงานในภาคการท่องเที่ยวมาก่อน งานขับเคลื่อนเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับอรชา

แต่ด้วยเหตุการณ์ที่พ่อของอรชาป่วย จึงทำให้เธอต้องกลับมาดูแลพ่อที่ จ.ปราจีนบุรี และเป็นจังหวะที่ทำให้เธอได้รู้จักกับเครือข่ายคนทำงานภาคประชาสังคมใน จ.ปราจีนบุรี และได้โอกาสในการเข้ามาเรียนรู้งานต่างๆ ผ่านทางสภาองค์กรชุมชน และทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออก จนกระทั่งเกิดการรวมกลุ่มในชื่อฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ ที่ทำกิจการเพื่อสังคมในนามแสงสุรีย์ พาวเวอร์

“ตอนเราต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือฟอสซิลมักมีคำถามว่า เมื่อคุณไม่เอาถ่านหินหรือฟอสซิล และคุณจะใช้พลังงานอะไร เราเลยทำต้นแบบการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมา และรวมตัวกันในจังหวัดฉะเชิงเทรา”

นี่คือเรื่องราวของอรชา จันทร์เดช ที่ทำงานกิจการเพื่อสังคมพลังงานทางเลือก ควบคู่ไปกับการทำงานกับชุมชนในภาคตะวันออก

ก่อนเข้าใจปัญหาต้องเข้าใจชุมชน

อรชาเล่าเรื่องราวชีวิตนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของเธอว่าทำงานหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องสารปรอท ที่ ตำบลท่าตูม ใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ในเขตอุตสาหกรรม 304 จากนั้นมาทำงานกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา สู้กับโรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน 650 เมกะวัตต์

“สิ่งที่ทำให้เราอยู่มาได้นานคือเพื่อนร่วมงาน ชุมชนที่เราไปทำงานด้วย คนเหล่านี้เป็นเหมือนครู ให้เราสะสมประสบการณ์ทำงานจากพวกเขา”

อรชาเล่าย้อนกลับไปว่า สมัยที่เธอทำงานในภาคการท่องเที่ยว เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าในภูมิภาคตะวันออกมีปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมายขนาดนี้ การเข้ามาทำงานปกป้องสิทธิ ทำให้เธอมองเห็นความเหลื่อมล้ำที่ทางภาครัฐไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่

“ตอนทำงานใหม่ๆ เราไม่เข้าใจ เรารู้สึกตั้งใจทำเพื่อชุมชน แต่ทำไมชุมชนไม่อยากจะลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่พอเราสั่งสมประสบการณ์ทำงานมากขึ้น เราเห็นมากขึ้นว่านี่คือข้อจำกัดในทุกพื้นที่”

อรชาเล่าว่าการทำงานของเธอในช่วงแรกเต็มไปด้วยความคาดหวัง คิดว่าจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือชุมชนของเธอต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชน จนในท้ายที่สุดเธอได้เรียนรู้ แต่ละชุมชนเผชิญกับข้อจำกัดที่แตกต่างกัน บางคนต้องรับผิดชอบครอบครัว มีหลายสิ่งในชีวิตที่ต้องทำ โดยไม่ได้มีงานขับเคลื่อนสิทธิเป็นงานเต็มเวลาดั่งที่อรชาทำ

“เราเคยทำงานกับผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่ง ลูกของผู้ใหญ่บ้านไปทำงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ แต่พอเราหยุดเคลื่อนไหว ลูกของเขาก็ได้งานทำในโรงงานทันที”

อรชาระบุว่าภาคตะวันออกมีโรงงานอุตสาหกรรมมากที่สุดของประเทศไทย โดยมีทั้งหมด 42 นิคมอุตสาหกรรม ภายใต้พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม การชักชวนพวกเขาให้เข้าร่วมการปกป้องสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อรชายกตัวอย่างการเคลื่อนไหวที่ ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ที่หลังจากการเคลื่อนไหวไปสักพัก แกนนำชาวบ้านหลายคนตัดสินใจหยุดเคลื่อนไหว เพราะพวกเขาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ที่ลูกค้าส่วนใหญ่คือโรงงานที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรม เมื่อทางโรงงานทราบข่าวว่าคนเหล่านี้มาเคลื่อนไหวก็หยุดสั่งสินค้า ทำให้กระทบต่อหน้าที่การงานของพวกเขา

“คนภาคตะวันออกเข้าใจปัญหาที่ตนเองเจอ  แต่พอเกิดกระบวนการที่จะต้องทำงานร่วมกัน มันมีข้อจำกัดในชีวิตของพวกเขา”

หรือแม้กระทั่งกับการทำงานของตนเอง อรชากล่าวว่าเธอต้องดูแลความปลอดภัยของตนเองอย่างระมัดระวัง

ความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิงในภาคตะวันออก

“เวลาเราทำงานอะไร เราจะไม่บอกใครว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน มีคนพยายามมาสืบเหมือนกันว่า เราเป็นใคร แต่ส่วนใหญ่เรามักจะไม่บอกว่าทำงานอยู่ที่ไหน”

อรชาถูกสอนมาตลอดว่า งานที่เธอทำนั้นอยู่บนความเสี่ยงและการขัดผลประโยชน์ของกลุ่มทุน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงทุกครั้งก่อนทำงาน ต้องรู้ว่างานที่ตนเองทำนั้นกำลังเผชิญหน้าอยู่กับใคร และจะมีวิธีการใดบ้างที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง แต่ใช้กระบวนการทางกฎหมาย และกระบวนการอื่นๆ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน

“บางบริษัทไม่ใช้การทำร้ายร่างกาย แต่ใช้การข่มขู่ทางกฎหมาย ดังนั้นการทำงานเราต้องมั่นใจในข้อมูลที่มี ต้องมีคนที่สนับสนุนข้อมูลก่อนที่เราจะพูดเรื่องนี้ รวมทั้งนักกฎหมายที่ทำงานร่วมกัน”

นอกจากนี้อรชาเล่าว่า เธอเลือกที่จะไม่ทำงานช่วงเวลากลางคืน ยกเว้นถ้าหากต้องทำงานในพื้นที่ เธอเลือกค้างคืนอยู่กับชุมชนแทนที่การเดินทางในเวลากลางคืน รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโพสต์ข้อมูลสุ่มเสี่ยงทางโลกออนไลน์

“ความกังวลเกิดขึ้นตลอด เมื่อทำงานในภาคตะวันออก มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงบริษัทเอกชน แต่สุดท้ายเราต้องสู้ด้วยข้อมูลและความจริง”

แต่ไม่ว่าจะเกิดความเสี่ยงหรือความกังวลอย่างไร อรชาเชื่อว่าการเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ย่อมส่งผลกระทบที่แย่ยิ่งกว่า และแม้เธอจะเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในการขับเคลื่อน แต่หากวันหนึ่งทุกคนรวมกันขับเคลื่อนได้มากพอ ความเปลี่ยนแปลงในภาคตะวันออกย่อมเกิดขึ้นในสักวัน

กลไกการสนับสนุนและปกป้องนักปกป้องสิทธิในภาคตะวันออก

“ทุกคนหวาดกลัวอยู่แล้วเมื่อถูกฟ้อง การดำเนินคดีมีต้นทุนสูงในการต่อสู้ แม้ว่าจะมีองค์กรคอยช่วยเหลือก็ตามที”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เป็นองค์กรที่ทำงานช่วยเหลือชุมชนในการให้คำปรึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อม และช่วยเหลือในการต่อสู้คดีสำหรับนักปกป้องสิทธิที่ถูกฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP)

“เรามีทนายความและทนายความเครือข่ายสำหรับช่วยเหลือในการต่อสู้คดี”

แต่เนื่องด้วย EnLAW เป็นองค์กรขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด ทำให้สุภาภรณ์กล่าวว่างานหลักขององค์กรคือการให้คำปรึกษาเป็นหลัก และโดยส่วนใหญ่แล้วการที่นักปกป้องสิทธิโดนฟ้องคดีดำเนินคดีนั้น เป้าหมายหลักของคนฟ้องคือ ต้องการให้พวกเขาหยุดเคลื่อนไหว เป็นการกระทำที่ทำให้ชุมชนเกิดความหวาดกลัวมากกว่าการที่ต้องการจะชนะคดี รวมทั้งเมื่อเป็นคดีอาญา บริษัทแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยในการต่อสู้คดี

บทบาทการทำงานของ EnLAW จึงช่วยให้การทำงานของอรชา มีความปลอดภัยและมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หน้าที่ของ  EnLAW คือการเข้าไปสนับสนุนความรู้ความเข้าใจในด้านกฎหมาย อธิบายให้เกิดความเข้าใจและสิทธิอันพึงมีที่ประชาชนควรได้รับ รวมทั้งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วก็สามารถรู้ได้ว่าจะต้องไปขอความช่วยเหลือที่ใด

“บทบาทของเราคือการเข้าไปเสริมพลังให้นักปกป้องสิทธิ เราเข้าไปสร้างความมั่นใจว่าในกระบวนการยุติธรรมหรือช่องโหว่ทางกฎหมาย ที่เอื้อให้กับกลุ่มนายทุนใช้กลไกทางกฎหมายนี้มาจัดการประชาชนอย่างไร และเราจะป้องกันได้อย่างไร”

ตัวแทนจาก EnLaw กล่าวในตอนท้ายว่า หนึ่งในมาตรการที่หลายภาคส่วนกำลังผลักดันกันตอนนี้คือ ร่างกฎหมายป้องกันการใช้ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่ตอนนี้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภายใต้กระทรวงยุติธรรมกำลังยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการป้องกันการดำเนินคดีทางยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนต่อไป

ครัวของโลก-ภาคตะวันออกที่อรชาอยากเห็น

“ภาคตะวันออกทำงานเชิงรุกได้น้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะต่างคนต่างทำงานประเด็นของตัวเอง ตั้งรับอยู่ในพื้นที่มากกว่าทำงานเชิงรุก”

อรชามองว่า ที่ผ่านมาประเด็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออก แต่ละพื้นที่เผชิญกับปัญหาหน้างานที่ค่อนข้างหนัก ทำให้ต้องทำงานตั้งรับในพื้นที่ จนไม่มีเวลาในการรวมกลุ่มหรือวางแผนการขับเคลื่อนในระยะยาว

“ภาคตะวันออกควรได้เป็นครัวของโลก” อรชาพูดถึงภาคตะวันออกในอุดมคติของเธอ “จริงๆ ภาคตะวันออกเหมาะแก่การปลูกข้าว ปลูกผลไม้ มันเป็นเมืองอาหาร มีแม่น้ำ มีภูเขา มีทะเล มีทุ่งนา”

อรชาไม่ได้ต่อต้านแนวคิดการทำอุตสาหกรรม แต่เธอมองว่าทุกวันนี้ภาคตะวันออกมีโรงงานอุตสาหกรรมมากพอแล้ว และมีจำนวนมากอย่างไร้ขอบเขต เธอมีความหวังว่าวันนี้พื้นที่ที่ยังไม่ถูกทำลายยังคงมีอยู่และควรเก็บรักษา สิ่งที่อรชาในฐานะคนภาคตะวันออกทำได้คือ การไม่ให้สิ่งที่ทำร้ายภาคตะวันออกตอนนี้ ไปทำร้ายพื้นที่อื่นในอนาคต

“ในระยะสั้นตอนนี้ เราจะทำอย่างไรไม่ให้ จ.ปราจีนบุรีกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ เรามีความหวังตลอดกับภาคตะวันออก จากการทำงานกับชุมชนและภาคตะวันออกยังคงมีสิ่งดีๆ หลงเหลืออยู่อีกเยอะ”

อรชากล่าวทิ้งท้าย


บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ Eastern Defenders : ความเป็น-ความตาย-ความหวัง ที่พาสำรวจชีวิตและการทำงานของผู้คนจากภาคตะวันออก ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในชุมชนของตัวเอง

เรื่องโดย ณฐาภพ สังเกตุ

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR