/

อ่าวอุดมที่ ‘เคย’ อุดมสมบูรณ์ : อมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรี ชีวิตประมงพื้นบ้านท่ามกลางอุตสาหกรรม

ใครหลายคนอาจจะคุ้นเคยว่า ภาคตะวันออก ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสดๆ อีกทั้งยังเดินทางสะดวกสบาย จากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้เมืองกรุง ส่งผลให้จังหวัดชลบุรี ถือเป็นหมุดหมายแรกๆ ที่หลายคนอยากจะมาท่องเที่ยวและเลือกชิม เลือกซื้ออาหารทะเลไปพร้อมๆ กัน

 

แต่ในขณะเดียวกัน ทะเลชลบุรีในทุกวันนี้ กำลังทรุดโทรมและ ‘ตาย’ ลงไปอย่างช้าๆ หากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่หันกลับมาสนใจแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจากปัญหาการเข้ามาของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยของเสียลงทะเลแบบไม่มีการบำบัด หรือเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลศรีราชา ที่มาไม่นานมานี้ ปรากฏภาพสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก และสถานการณ์ได้เงียบหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หากจะให้เท้าความ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่เกิดการสร้างท่าเรือแหลมฉบังขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2534 เพื่อรองรับการขนส่งไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือสินค้า จนมาถึงระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยคำสั่งที่ 2/2560 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จากการที่เล็งเห็นถึงภูมิรัฐศาสตร์ที่ ‘เหมาะสม’ ส่งผลให้เกิดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ โดยใช้ภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวชูโรง

แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่นแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายยังรบกวนระบบนิเวศดั้งเดิม มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของพื้นที่จากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมอย่างไม่มีส่วนร่วม ส่งผลให้สัตว์น้ำลดน้อยถอยลงไปจากทะเลชลบุรี  และเป็นสิ่งที่ทำให้ภูมิปัญญาพื้นบ้านในการทำ ‘ประมง’ กำลังจะสูญหายไป…

 

 

“การพัฒนาโดยรัฐในมิติของประมงพื้นบ้าน มันไม่มีอะไรที่ดีขึ้นจริงๆ

มีแต่อะไรที่ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

คุณภาพชีวิตก็แย่ลง สิ่งแวดล้อมและสังคมก็เสื่อมโทรมลง

เพราะสิ่งที่ภาครัฐเห็น มิติเวลาเขามอง

ภาครัฐมองแต่ภาพรวม แล้วภาพย่อยๆ รัฐไม่เห็น รัฐเห็นแต่อะไรที่มันอยู่ข้างบน

จะกี่ยุคกี่สมัยก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ เขาเรียกหอคอยงาช้างมั้ง”

 

บทสนทนาส่วนหนึ่งจากคำสัมภาษณ์ อมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรี นายกสมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี โดยพื้นเพแล้ว อมรศักดิ์ เป็นคนบ้านอ่าวอุดม อ.ศรีราชา ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากในอดีต แต่ทุกวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

และนี่คือเรื่องราว บทสนทนา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผ่านมุมมองของคนในพื้นที่ ที่อยากเล่าสู่กันฟัง

*บทสัมภาษณ์นี้ ได้ทำการสัมภาษณ์ก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลชลบุรี

 

 

‘บ้านอ่าวอุดม’ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

จริงๆ มันเป็นชุมชนเก่าแก่นะ แรกเริ่มมันไม่ได้ชื่อว่าชุมชนบ้านอ่าวอุดม แต่ชื่อว่าชุมชนบ้านอ่าวกระสือ สมัย ร.5 ประพาสที่เกาะสีชัง ท่านก็ได้มาที่อ่าวอุดมด้วย แล้วก็เล็งเห็นเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ เลยเปลี่ยนชื่อจากอ่าวกระสือ มาเป็นคําว่าอ่าวอุดม

 

ที่ว่า ‘อุดม’ สมัยก่อนอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน?

มันอุดมสมบูรณ์ด้วยฐานทรัพยากร ทางด้านทะเลและด้านบก ด้านทะเลก็ กุ้ง หอย ปู ปลา อุดมสมบูรณ์มากชนิดที่เขาเปรียบกันว่า ปูตัวหนึ่ง ความยาวเป็นเมตร เมื่อเรากางขา กางก้ามเขาออกสองข้างเนี่ย เป็นเมตรนะครับ เกือบหนึ่งกิโลฯ แล้วต่อหนึ่งตัว แล้วปลาชายฝั่งนี่เยอะมาก ปลาดุกทะเล ปลาเก๋า ปลาอะไรเยอะแยะเลย ส่วนด้านบกเนี่ย ก็จะเป็นเรื่องของพืชสวนไร่นา จะเป็นนาข้าว การปลูกมัน การปลูกสับปะรดครับ ซึ่งมันอุดมสมบูรณ์สมชื่อจริงๆ และเราก็พอที่จะทันเห็นมันเป็นแบบนั้นด้วย

 

 

คนอ่าวอุดมแต่เดิมมีวิถีชีวิตยังไง

เมื่อครั้งอดีต เราจะมีอาชีพหลักๆ อยู่สองอาชีพ ฤดูกาลเก็บเกี่ยวเราก็จะทําเกษตรกันด้านบน พอฤดูกาลมันหมด ก็จะหันมาประกอบอาชีพประมง ชาวบ้านอ่าวอุดมในอดีตเนี่ย จะทําอาชีพอยู่สองอาชีพก็คือเกษตรกรรม ปลูกข้าว ปลูกมันอะไรพวกนี้นะครับ แล้วก็อีกอาชีพก็คืออาชีพประมง ผมว่าผมน่าจะเป็นรุ่นที่สาม หรือรุ่นที่สี่แล้ว

 

ทำไมคุณถึงเลือกทำอาชีพประมง

เพราะมันเป็นอาชีพพิเศษอาชีพหนึ่ง ถ้าใครก้าวมาแล้ว ส่วนใหญ่จะก้าวออกไปไม่ได้ (หัวเราะ) ประมงจะเกษียณได้ก็คือ หนึ่ง เสียชีวิต สอง ทุพพลภาพ พิการ ออกทะเลไม่ไหว ถ้ายังไหว ก็ไม่มีคําว่าเกษียณ ถามว่าทําไมผมถึงยังยืนยันที่จะทําอาชีพนี้ต่อ น่าจะเพราะเสียดายแหละ เราไม่อยากให้ทรัพยากรเราหมดในรุ่นเรา เราอยากถ่ายทอดความรู้ วิธีการจับ วิธีการหากิน วิธีการปกป้อง วิธีการฟื้นฟูให้มันกลับคืนมา ส่งต่อให้รุ่นลูกรุ่นหลาน ให้ทรัพยากรบ้านเรามันได้คงความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ยั่งยืน แต่คงไม่ตลอดไป เพราะว่าสุดท้ายมันก็ต้องมีวันหมด ถ้าตราบใดเมื่อหน่วยงานของรัฐยังมองไม่เห็นเรื่องพวกนี้

 

เล่าให้ฟังได้ไหมว่าความเปลี่ยนแปลง เริ่มเข้ามาตอนไหน

ผมเกิดปี พ.ศ.2514 ไทยออยล์มาก่อน เป็นรุ่นพี่ผม (หัวเราะ)  มาเมื่อปี พ.ศ.2503-2504 โดยสภาพพื้นที่ เกิดมาเราก็เห็นว่ามันมีการเข้ามาของบริษัทไทยออยล์เป็นที่แรกๆ เลย สมัยก่อนไทยออยล์ ยังไม่ได้มีการกลั่น แค่ซื้อน้ำมันมาสต็อกเก็บเอาไว้แล้วก็ขายในประเทศ เมื่อก่อนมันคล้ายๆ จะเป็นโกดังมากกว่า เขาเรียกกันว่าแทงก์ฟาร์ม หลังจากนั้นก็จําปีไม่ได้แล้วว่าปีเท่าไร เริ่มมีการก่อสร้างโรงกลั่นขึ้นมา แล้วหลายๆ โรงงานก็ตามมาเรื่อยๆ พร้อมกับท่าเรือแหลมฉบัง

 

 

รู้สึกยังไงที่มีโรงงานมาตั้งอยู่ข้างๆ บ้านเรา

“แรกๆ ก็ดีใจ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน มันเหมือนวิถีคนชนบท เราเห็นทะเล น้ำจะเค็มแบบไหน

เราเห็นภูเขา ว่าจะเขียวแบบไหน เราเห็นท้องฟ้าที่สดใส เราเห็นแค่นั้นเอง วั

นหนึ่งอุตสาหกรรมมา เฮ้ย! นี่มันเป็นสิ่งแปลกใหม่ ใหม่ๆ ก็ดีใจ มันเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเด็กได้ของเล่น

แต่พออยู่ไปได้ระยะหนึ่ง เฮ้ย! มันไม่ใช่แล้ว สิ่งพวกนี้ทําให้ชีวิตเราเปลี่ยน”

 

ทําให้คุณภาพชีวิตเราตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เพราะอะไร? เพราะว่ากฎหมายมันไม่ได้ดูแลเราขนาดนั้น กฎหมายออกแบบมาให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเดินไปได้ แต่กฎหมายไม่ได้ควบคุมเรื่องของการปล่อยมลพิษ แล้วกฎหมายก็ไม่ได้ดูแลเรื่องสิทธิของมนุษย์ สิทธิของชาวบ้าน กฎหมายไม่ได้มาดูเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ นี่คือปัญหา และประเทศไทยต้องแก้เรื่องพวกนี้”

 

หลังจากการพัฒนา วิถีชีวิตหรือการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นยังไง

มันเปลี่ยนไปเยอะเลย ก็คือหากินลําบากมากขึ้น เพราะว่ามีสิ่งปลูกสร้างอะไรพวกนี้ที่ยื่นเข้าไปในทะเลเพื่อทำเป็นท่าเรือ ทางไหลของน้ำเลยเปลี่ยนไปหมด ทะเลชลบุรี สัตว์น้ำไม่มาตามฤดูกาลที่เขาควรจะเข้า ยกตัวอย่าง สี่เดือน สัตว์น้ำก็จะเปลี่ยนที สมมติว่าเดือนมกราคม ถึง เมษายน เป็นกลุ่มประเภทปลา จากหลังเมษายน มาเป็น สิงหาคม เป็นประเภทกุ้ง จากกุ้งมาเป็นปูอะไรแบบนี้ อันนี้แค่ยกตัวอย่าง อาจจะไม่ตรงนะ แต่ให้เห็นภาพว่า สัตว์น้ำก็จะเปลี่ยนตามช่วงฤดูกาล แต่ตอนนี้ธรรมชาติมันเปลี่ยน เอาเข้าจริงๆ มนุษย์เป็นผู้กระทําให้ธรรมชาติมันเปลี่ยนด้วยซ้ำ ถ้าเราไม่กระทํา ธรรมชาติเขาก็ยังไม่เปลี่ยนหรอก วัฏจักรของธรรมชาติมันก็จะทํางานด้วยตัวของเขาเองอยู่แล้ว

 

 

จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันไหม ยังไงบ้าง

ปัญหาเดียวกันหมดเลย เพราะว่าเขาไม่ได้เลือกพัฒนาเป็นอําเภอ เป็นชุมชน มันพัฒนาทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นผลกระทบมันก็จะกระทบทั้งจังหวัด อย่างเมื่อก่อนเราอุดมสมบูรณ์เรื่อง ทรัพย์ในดิน สินในนา ใช่ไหม? เมื่อก่อนมันสมบูรณ์เรื่องเกษตร ประมง ตอนนี้มันเป็นภาคอุตสาหกรรมทั้งบนบกและในน้ำเลย โลกมันเปลี่ยน เวลามันเปลี่ยน มันก็เปลี่ยนหมด

 

กังวลไหมว่า วันหนึ่งทรัพยากรหรือธรรมชาติที่เราเคยเห็นจะหายไป

ถ้าผมยังไม่ตาย ผมไม่กังวล แต่ถ้าผมตายไปแล้ว ไม่แน่ เพราะว่าคนหนึ่งคนมันก็ทําอะไรได้เยอะเนอะ ถ้าคนหลายหลายคนร่วมมือกันทํา ทําแบบจริงจังนะ อย่าไปยึดติดกับเรื่องของผลประโยชน์ที่มาจากเม็ดเงิน ผลประโยชน์ของเราก็คือ เราทํายังไงให้สัตว์น้ํามันกลับคืนมาให้ได้เยอะที่สุด

 

 

การพัฒนาจะอยู่ร่วมกับชุมชนหรือท้องถิ่นได้ยังไงบ้าง

คือมันก็ยากอยู่ถ้าเป็นแบบปัจจุบัน เพราะว่าพอมันถูกพัฒนาไปแต่ด้านเดียว อีกด้านหนึ่งมันก็ต้องล่มสลายไปโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ที่รัฐไม่เลือกพัฒนาอุตสาหกรรม ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาและรักษาวิถีประมง เพราะเขามองดูแล้ว ปัญหามันคงเยอะ แล้วมันต้องแก้ไข ต้องใช้เม็ดเงินและเวลาเยอะ เขาก็เลยไม่เลือกที่จะแก้ไขและเลือกที่จะพัฒนาต่อ เพื่อสร้างปัญหาให้มันเกิดขึ้นใหม่

 

“เพราะการสร้างใหม่มันง่ายกว่าการรักษาและปกป้องไอ้สิ่งเก่าที่มีอยู่”

 

แต่จริงๆ แล้วมันพัฒนาร่วมกันได้ แล้วมันจะดีกว่าการที่ต้องไปสร้างอันใหม่ที่มันจะเกิดปัญหาใหม่ๆ ขึ้น หลักใหญ่ใจความสําคัญที่สุด การที่ท้องถิ่นจะอยู่ร่วมกับการพัฒนาได้เนี่ย ก็คือ ‘กระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น’ แล้วก็แก้กฎหมายให้มันเหมาะสม ให้มันสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ให้มันใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้

 

เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดธรรมนูญอ่าวอุดมหรือเปล่า ทำไมต้องมีธรรมนูญอ่าวอุดม

ตัวธรรมนูญชุมชนเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2556 เราออกแบบมิติร่วมกัน เราไม่แบ่งแยกระหว่าง มิติอุตสาหกรรมหรือมิติของประมง เพราะคนที่อยู่ในชุมชนน่ะ คุณจะเป็นข้าราชการ คุณจะเป็นบริษัทเอกชน คุณจะเป็นประมง ล้วนแต่ก็คือชาวบ้านที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนทั้งนั้น แล้วทําไมคุณไม่ออกแบบกฎกติกาเพื่อให้อยู่ร่วมกันให้ได้ ซึ่งพอเราทําปุ๊บ ภาครัฐส่วนใหญ่จะส่ายหน้าหนีหมดแหละ (หัวเราะ)

 

“ชุมชนบ้านอ่าวอุดม มันมีทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ข้าราชการ ชาวบ้าน ชาวประมง

มันมีหมดทุกมิติ เพราะฉะนั้นก็เอาคนเหล่านี้มาร่วมกันออกแบบ เพื่อให้อยู่ในชุมชนได้แบบไม่แตกแยก”

 

คือทุกคนที่อยู่ในชุมชนเนี่ย มันมีหมวกคนละใบทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น การออกแบบธรรมนูญชุมชน ให้ทุกคนถอดหมวกออก แล้วมาสร้างกฎกติการ่วมกัน เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในชุมชนให้มีความสุขมากที่สุด ลดปัญหา ลดผลกระทบในหลายๆ มิติ เขาเรียกว่ามันเป็นข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ เรื่องของการดูแลขยะ ทรัพยากร การส่งเสริมอาชีพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมก็แบ่งแยกเรื่องอากาศ น้ํา เสียง อะไรพวกนี้

เราพยายามขอยื่นให้ออกมาเป็นเทศบัญญัติ แต่สุดท้ายท้องถิ่นเขาไม่เห็นด้วย พอเป็นเทศบัญญัติเนี่ย มันจะไม่เหมือนธรรมนูญแล้ว เพราะว่ามันจะมีผลตามมา มันจะเอาผิดได้กับผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ผู้ที่ทําผิดกติกาได้ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นไร เมื่อมันออกเป็นเทศบัญญัติไม่ได้ ถ้าทุกคนยังรักษากฎกติกาในธรรมนูญชุมชนนี้ มันก็จะเกิดปัญหาตามมาน้อยลง

พอสุดท้าย ปัจจุบันนี้ มันมีโปรเจกต์ EEC เข้ามา มีการเปลี่ยนสีผังเมืองขึ้น จากที่กำหนดว่าทำได้เท่านี้ ก็ไปขยายพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยลดพื้นที่เกษตรกรรมลง ตอนนี้ภาคอุตสาหกรรมที่ว่าเคยยึดเรื่องของธรรมนูญชุมชน บางบริษัทก็จะเริ่มไม่ปฏิบัติตาม บางที่เขาก็ไม่ได้สนใจเราแล้ว เพราะว่าเขามองด้านเดียวตลอด คือเขามองมิติของเขาไง เขามองว่าถ้าเขาทําแล้วเขาจะได้อะไร แต่เขาไม่ได้มองว่า เขาทําแล้ว จะส่งผลกระทบอะไรให้กับคนในพื้นที่

 

สิ่งที่คุณอยากเห็นคืออะไร สำหรับเรื่องการพัฒนาในพื้นที่ประมงพื้นบ้านของชลบุรี

เราต้องพัฒนาจากในบ้านเราก่อน เพื่อให้สินค้าที่อยู่ในบ้านเรา มันเพิ่มมูลค่ามากขึ้นได้ โดยที่เราลงเม็ดเงินไปนิดเดียว เรายังไม่ต้องไปสร้างของใหม่ มันจะเป็นปัญหาลูกโซ่ต่อเนื่อง ปัญหาเก่าก็ยังไม่ได้แก้ ไปสร้างปัญหาใหม่อีก อันนี้คือมิติของอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นการที่จะพัฒนา คือต้องพัฒนาในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ทําสิ่งที่มีอยู่ให้ดีก่อน ลดปัญหาก่อน แล้วค่อยไปสร้างอย่างอื่น

ต้องมาพัฒนาเรื่องคุณภาพของสินค้าประมง ประมงที่มาจากธรรมชาตินะ กี่ยุคกี่สมัย คุณก็ไม่เคยพัฒนา คุณก็ปล่อยให้มันมีตามมีตามเกิด ให้ธรรมชาติดูแลเอง ฉะนั้นจะจัดการยังไงให้สิ่งเหล่านี้มีคุณภาพที่ดี เพื่อส่งต่อให้ผู้บริโภค ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น

 

 

คิดว่าอนาคตของภาคตะวันออกจะเป็นยังไงต่อไป

ถ้าปัจจุบันยังเป็นอย่างนี้ ภาคตะวันออกจะแย่ลง ในมิติของสิ่งแวดล้อมจะไม่มีอะไรที่ยั่งยืน เพราะว่าการออกแบบอะไรด้านเดียว มักจะไปทําร้ายอีกด้านหนึ่งเสมอ แต่ถ้ารัฐเลือกออกแบบทั้งสองด้านควบคู่กันไปนะ ปัญหามันก็จะลดน้อยลง มันไม่ใช่ปัญหาไม่เกิด มันเกิด แต่มันจะเกิดน้อย แล้วมันก็จะเกิดช้า มันอาจจะแก้ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันดีกว่าไม่ได้แก้อะไรเลย

 

ที่ผ่านมารัฐเลือกออกแบบด้านเดียว แล้วมันสะสม เหมือนโดมิโน วันหนึ่งล้มขึ้นมามันก็จะล้มทั้งระบบ เขาเรียกว่า มันคือการออกแบบด้านเดียวแล้วมันไม่ได้มีการสร้างแผนรองรับ หรือว่าไม่ได้กลับมาโฟกัสอีกด้านหนึ่งว่าเขาจะเจออะไรบ้าง

 

 

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย สรวิศ เหลาเกิ้มหุ่ง
ภาพถ่ายโดย ฐาปกร กำจร
written by
photo by
Picture of ฐาปกร กำจร

ฐาปกร กำจร

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR