‘บ้านเปร็ดใน’ คือหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดตราด จังหวัดที่อยู่ปลายสุดเขตแดนบูรพา ซึ่งครั้งหนึ่งเกือบเคยถูกลบออกจากแผนที่แห่งความอุดมสมบูรณ์
ที่นี่มีผืนป่าชายเลนกว่า 12,000 ไร่ อันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ สังคม และศรัทธา จากล่มสลาย ภายใต้ร่มเงาของป่าชายเลน ซึ่งกลายบทเรียนครั้งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
เรื่องราวของบ้านเปร็ดใน ไม่ได้เริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนจากรัฐ หรือทุนจากองค์กรใหญ่โต หากแต่เริ่มจากฝ่าเท้าเปล่าของชาวบ้านที่ย่ำโคลน จากมือที่เปลี่ยนจากการถือคันไถ ถือลอบ ถืออวนไปจับกระบอกปืนลุกขึ้นสู้ เปลี่ยนจากมือที่เคยหาปูไปเป็นมือที่ปลูกป่า
ซึ่งหนึ่งในหัวหอกสำคัญของการต่อสู้ก็คือ อัมพร แพทย์ศาสตร์ ผู้เลือกที่จะไม่ยอมแพ้ให้กับอำนาจของกลุ่มทุนและความเงียบของนโยบายรัฐ
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ป่าชายเลน แต่คือเรื่องของการทวงคืนความยุติธรรมให้บ้านเกิด และเป็นบทพิสูจน์ว่าชุมชนที่เคยล่มสลายก็สามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง ด้วยอำนาจภายในจากชุมชน

เรื่องเล่าจากคลองเปร็ด สู่เกาะเปริด
เคยมีคำกล่าวว่า ถ้าอยากรู้จักใครสักคน หรือสถานที่สักแห่งให้เริ่มจากการรู้จักชื่อของคนคนนั้น หรือที่ที่นั้นๆ ก่อน เช่นเดียวกับที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งในหนึ่งในจังหวัดตราด ซึ่งก็คือ ‘บ้านเปร็ดใน’ ที่มีชื่อชวนฉงนจนเราต้องตามหาคำตอบ
และ อัมพร แพทย์ศาสตร์ ผู้เป็นผู้ใหญ่บ้านของบ้านเปร็ดในมานานกว่า 30 ปี ก็ชวนมาไขข้อสงสัยนี้ โดยผู้ใหญ่อัมพรเล่าให้เราฟังว่า คำว่า ‘เปร็ดใน’ มีที่มาจากสองทาง ทางแรกมาจากตำนานที่เล่าขานกันในพื้นที่ว่า เดิมมีหนองน้ำในพื้นที่ชุมชน ที่ทุกปีจะมีเป็ดทองคำมาว่ายน้ำเล่นในช่วงก่อนเข้าพรรษา ชาวบ้านก็เลยพากันเรียกพื้นที่นี้ว่า บ้านเป็ดใน ก่อนจะเพี้ยนเสียงมาเป็น เปร็ดใน (อ่านว่า เปร๊ดใน มีเสียงเหิน) ในปัจจุบัน
ส่วนอีกทางมาจากการสันนิษฐานตามภูมิประเทศ “เปร็ด ภาษาเขมรแปลว่า ทางลัด เพราะว่ามันมีคลองที่ลัด ไม่งั้นถ้าเรานั่งเรือมาทางทะเลจะต้องไปอ้อมที่แหลมศอก แล้ววกเข้ามาอ่าวไทย แต่คลองเปร็ดเนี่ยเป็นทางลัด คือ ตัดตั้งแต่แหลมหิน ตำบลหนองคันทรง ไปทะลุตำบลหนองโสนเลย ตอนนี้ก็ยังมีคลองอยู่นะ แต่สัญจรไม่ได้แล้วเพราะมีสะพานทางรถยนต์”
ซึ่งเส้นทางคลองเปร็ดนี้เองเป็นเส้นทางที่เชื่อกันว่าเป็นทางเดินเรือสำเภาในอดีต โดยผู้ใหญ่อัมพร ผู้เคยเป็นอดีตเด็กเรือเล่าเสริมว่า “เพราะเวลาเขาขุดนากุ้งข้างๆ คลองเนี่ยก็ยังเจอสมอเรือเก่า เจอของที่อยู่ในเรือ เพราะงั้นคลองเปร็ดเนี่ยคือทางลัด แล้วไปประกอบกับเกาะเปริด(อ่านว่า เปิ๊ด) ที่เป็นเมืองท่า เมื่อก่อนเรือสำเภาจะไปจอดเอาน้ำเอาท่าที่เกาะเปริดที่จันทบุรี เพราะว่าน้ำจืดเขาเยอะมาก”
ดังนั้น ชื่อ ‘เปร็ดใน’ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อเรียก แต่เป็นเสมือนการเปิดหน้าต่างสู่อดีต ที่เก็บซ่อนเรื่องราวของผู้คนและเส้นทางสัญจรทางน้ำในภาคตะวันออกที่เชื่อมต่อกันมาช้านาน ทำให้เห็นภูมิศาสตร์สำคัญของพื้นที่แห่งนี้ ที่กลายเป็นพื้นที่ที่ใครก็จับตามอง

ชุมชนล่มสลาย เมื่อป่าหายไป
ปัจจุบันหากใครได้ก้าวเท้าเข้าสู่ชุมชนบ้านเปร็ดใน ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมือง จังหวัดตราด ก็จะได้พบกับภาพอันเรียบง่ายและอบอุ่นของชุมชนที่อิงแอบไปกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ใต้ร่มเงาของป่าชายเลนขนาด 12,000 ไร่ ที่ทอดตัวราวกับผ้าห่มสีเขียวไปตลอดแนวชายฝั่งทะเลตราด
ที่นี่คือโลกแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่รากไม้ป่าชายเลนหยั่งลึกแผ่กิ่งก้านสานเป็นสถาปัตยกรรมธรรมชาติขนาดย่อม ที่มีเถาวัลย์กวัดเกี่ยวไปตามลำต้น มีต้นแสมและไม้พื้นเมืองนานาพันธุ์สร้างระดับชั้นของพุ่มไม้ที่ซับซ้อน มี ลูกปลาว่ายวน มีหอยเกาะ มีปูเดินเล่นมุดเข้ารูนั้นออกรูนี้ มีนกบินโฉบไปมา มีแมลงวนเวียนดอมดมดอกไม้ป่า และสรรพสัตว์เล็กใหญ่และผู้คนต่างก็ได้พึ่งพิงอาศัยในระบบนิเวศอันสมบูรณ์นี้
แต่ใครจะคาดคิดว่ากว่าจะมาเป็นภาพที่ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ จนได้รับการยกย่องสรรเสริญและ กลายเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศไทย ชุมชนบ้านเปร็ดในเคยผ่านเหตุการณ์ที่เกือบทำให้ระบบนิเวศ สังคม และความหวังของผู้คนล่มสลายมาก่อน
และต่อไปนี้ คือประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านเปร็ดในที่เป็นยิ่งกว่าละคร
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 – 40 กว่าปีก่อน ผู้ใหญ่อัมพร ยังเป็นเพียงเด็กชายอัมพรในวัย 14 – 15 ปี ที่ตามรอยเท้าแม่ลุยโคลนออกไปหาปูในป่าชายเลนที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เล่าว่า
“อย่างปูดำเนี่ยก็ใช้ตะขอล้วง โอ้โห! ออกไปหาทีถึงกับร้องไห้เลยนะ เพราะมันเอาไม่ไหว เยอะมาก แล้วต้องเลือกด้วยนะตัวไหนเล็ก ตัวไหนเนื้อไม่แน่นเราก็ไม่เอา ปูแสมเนี่ยไปจับแป๊บเดียวได้เต็มข้องหมดเลย เราก็ว่า เอ้อ เมื่อก่อนเนี่ยเราไม่มีเงินมากแต่แหล่งอาหารของเรามันอุดมสมบูรณ์มาก ไม่มีเงินเป็นเดือนก็ยังอยู่ได้ถ้ามีข้าวกิน”
เรื่องราวเหล่านี้เป็นเสียงสะท้อนจากยุคสมัยที่พื้นที่แห่งนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์ แต่แล้วภาพเหล่านี้ก็ค่อยๆ จางหายไปเมื่อกระแสการเปลี่ยนแปลงเข้ามา หนึ่งในนั้นคือการเข้ามาของนายทุนที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนนากุ้งแบบพึ่งพาธรรมชาติของคนในชุมชนไปเป็นการทำนากุ้งสมัยใหม่
โดยแต่เดิมคนในชุมชนที่ทำนากุ้งแบบพึ่งพิงธรรมชาติจะใช้วิธีการปล่อยน้ำเค็มที่มีเชื้อกุ้งตามธรรมชาติให้เข้ามาขังในร่องน้ำในนาข้าวพันธุ์ดั้งเดิมของท้องที่ซึ่งทนเค็มได้ กลายเป็นการเลี้ยงกุ้งในระหว่างที่ไม่สามารถทำนาข้าวได้เพราะนาข้าวต้องอาศัยน้ำฝนจึงทำได้เพียงปีละครั้ง การหันมาทำนากุ้งในระหว่างนั้นช่วยเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน
แต่แล้วเมื่อการทำนากุ้งสมัยใหม่เข้ามา (นากุ้งที่เราเห็นกันทั่วไป) นาข้าวที่เคยเลี้ยงกุ้งสลับกับทำนาก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นนากุ้งถาวรโดยเริ่มจากการไถปรับพื้นที่นาข้าวให้เรียบเสมอกันจนไม่เหลือร่องน้ำที่ใช้ขันน้ำเข้ามา ตามมาด้วยการที่ใช้การปล่อยลูกกุ้งเลี้ยงแทนการให้เชื้อกุ้งจากธรรมชาติเข้ามาเติบโต เริ่มใช้สารเคมีปรับคุณภาพน้ำ เริ่มใช้เครื่องตีน้ำให้ออกซิเจน ตามมาด้วยการให้อาหารที่สังเคราะห์ขึ้นมา การใช้ยาควบคุมโรค และการที่ปล่อยน้ำเสีย หรือน้ำทิ้งจากบ่อกุ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
ซึ่งผู้ใหญ่อัมพรเล่าว่า “การทำนากุ้งแบบนี้ในครั้งแรกมันก็ได้ผลแต่พอทำทำไป ครั้งที่ 3 – 4 นากุ้งก็เริ่มมีเชื้อโรค เกิดการตาย แล้วเราไม่ได้วางระบบน้ำเสีย ทำให้เชื้อโรคขยายไปทั้งบางเลย การล่มสลายจึงเกิดขึ้น เชื้อตอนนั้นน่ะประมาณปีพ.ศ. 2530 หมู่บ้านก็ล่มสลายเลยเป็นหนี้เป็นสินกันคนละ 3 – 4 ล้าน”
เมื่อการทำนากุ้งสมัยใหม่เกิดความล้มเหลว สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงแค่ความเสียหายทางธรรมชาติหรือภาระหนี้สินเท่านั้น แต่ในมุมของอัมพรเป็นการพังทลายของชุมชน ทั้งคุณธรรม จริยธรรม และโครงสร้างทางสังคมที่ถูกกัดกร่อนไปพร้อมกัน

ผู้ใหญ่อัมพรเล่าให้ฟังถึงภาพความเปลี่ยนแปลงที่น่าเศร้า “คนที่ไม่เคยแตะต้องเหล้า เมายา พอได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพไม่สำเร็จ ก็หันมากินเหล้าเมายา ยาเสพติดก็เข้ามา มิจฉาชีพก็เยอะขึ้น ของนี่วางไม่ได้เลยนะ หายหมด” อัมพรเล่าให้เห็นภาพความสิ้นหวังที่เริ่มแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของผู้คน
แต่ในยามที่ทุกอย่างดูจะมืดมิด ชาวบ้านได้หันกลับมามองหาแสงสว่างจากอดีต พวกเขาเริ่มระลึกถึงวันที่เคยทำนากุ้งแบบธรรมชาติและอยู่อย่างมีความสุข นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ใหญ่อัมพรได้ก้าวเข้ามาในบทบาทคณะกรรมการหมู่บ้าน “ผมคิดว่าถ้าหมู่บ้านเราเป็นอย่างนี้ต่อไป เราจะหาทางแก้ไม่ได้” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นจากการตั้งกฎเกณฑ์ใหม่ ซึ่งผู้ใหญ่อัมพรได้คุยกับผู้ใหญ่บ้านคนเก่าเพื่อวางแนวทางว่า “ถ้าชาวบ้านจะทำกุ้งต่อ ต้องทำบ่อบำบัดน้ำเสีย ถ้าน้ำเสีย กุ้งติดโรค เราจะปล่อยลงลำรางสาธารณะไม่ได้แล้ว เพราะมันจะไปทั้งบางเลย”
ด้วยความเด็ดเดี่ยวนี้ ชุมชนจึงได้ตั้งกติการ่วมกันอย่างชัดเจน “ต่อไปนี้จะปล่อยขี้เลนจากนากุ้ง ปล่อยน้ำเสียลงลำน้ำสาธารณะไม่ได้ ถ้าใครปล่อยลง เราจะให้เจ้าหน้าที่มาจัดการ”
แม้ใน 13 หมู่บ้านจะมีหลายแห่งที่อาจจะยังไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ แต่ชุมชนบางส่วนก็ไม่ยอมถอย และจากวันนั้นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปการประกอบอาชีพในชุมชน และการฟื้นฟูวิถีชีวิตที่ยั่งยืนกลับคืนมาอีกครั้ง

หนีนากุ้งสมัยใหม่ ปะทะป่าเสื่อมโทรมจากนโยบายสัมปทานป่า
แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะแม้จะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของชุมชนให้หันกลับมาทำนากุ้งแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็เป็นช่วงเดียวกันนโยบายภาครัฐส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ไปพร้อมๆ กับกลุ่มทุนใหญ่ที่เข้ามาจับจองพื้นที่ป่าจากการสัมปทานกับรัฐ
โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 – 2526 กรมประมงได้เล็งเห็นว่ากุ้งทะเลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งขึ้น ประกอบกับประสบความสำเร็จในการเพาะฟักกุ้งกุลาดำจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะการเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนา ทำให้พื้นที่การเลี้ยงเพิ่มขึ้นจาก 76,000 ไร่ ในปี 2517 เป็น 230,000 ไร่ ในปี 2526 ก่อนจะกลายไปเป็นการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาในปี พ.ศ. 2530 – 2532
ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการสัมปทานป่าเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการพยายามผลักดันให้ทำนากุ้งสมัยใหม่ โดยอัมพรเล่าถึงการเข้ามาของการแย่งยึดป่าไม้ว่ากลุ่มที่เข้ามาจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่ทำงานประสานกัน กลุ่มแรกได้สัมปทานตัดไม้ในป่าทั้งหมดเพื่อเอาไม้ไปเผาถ่าน โดยการตัดไม้ของพวกเขาไม่มีการปลูกทดแทน และทิ้งให้ป่าเสื่อมโทรม จากนั้นกลุ่มที่สองที่ต้องการทำนากุ้งก็จะเข้ามาจัดการพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมเหล่านั้นต่อ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมแล้ว
“ตอนนั้นป่าเราถูกทำลายไปหลายพันไร่ เขาเข้ามาตัดไม้ทั้งป่า แล้วตั้งคันกั้นน้ำให้ต้นไม้ตาย แล้วก็เปลี่ยนพื้นที่ป่าไปทำนากุ้ง” ผู้ใหญ่อัมพรเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต
การรุกรานที่เป็นระบบนี้ได้สร้างความแตกแยกภายในชุมชน คนในหมู่บ้านถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งถูกล่อลวงด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับส่วนแบ่งพื้นที่ป่าสำหรับมาทำนากุ้ง ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการอนุรักษ์ป่าไว้ ความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นระหว่างเพื่อนบ้าน ทำให้ห้วงเวลา ปีพ.ศ. 2526–2530 บ้านเปร็ดในต้องตกอยู่ในห้วงเวลาที่ยากที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ชุมชน

คำบอกเล่าของอัมพร ชวนให้เห็นภาพความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มทุนที่ปะทุรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธ โดยอัมพรเล่าต่อไปว่าการทวงคืนพื้นที่ที่ถูกทำไปเป็นนากุ้ง กลุ่มของอัมพรเองต้องกระทำด้วยความรอบคอบและมีแบบแผนซึ่งเป็นการรวมตัววางแผนของแกนนำ 5-6 คน ที่เลือกหยิบอาวุธขึ้นมาต่อสู้ ในช่วงเวลาที่ไม่มีใครฟังเสียงของพวกเขา
อัมพรบรรยายภาพสถานการณ์ให้ฟังว่า “ผู้หญิงต้องเข้าไปดูก่อนว่าบังเกอร์เขาอยู่ตรงไหน ผู้ชายถึงจะเข้าโจมตีทีหลัง” ซึ่งอัมพรบอกว่าป่าบางช่วงตอนนั้นเต็มไปด้วยกับระเบิด เวลาจะเข้าไปต้องล่องไปตามทางน้ำและยามรักษาการก็เป็นอดีตทหาร ตำรวจติดอาวุธเต็มมือ
“เราก็ทำทุกทาง ไอ้กองโจรที่รบไม่ถูกต้องตามกฎหมายเนี่ยก็ทำ ตัวที่จะเดินหน้ายื่นเรื่องให้หน่วยงานราชการรับรู้ก็ทำ บางทีเราก็แกล้งสร้างความสับสน จนกลุ่มทุนแตกคอกันเอง เพราะสู้ตรงๆ ไม่มีทางชนะ เราก็ต้องใช้กลยุทธ์” อัมพรกล่าว
การต่อสู้ของชุมชนและผู้บุกรุกดำเนินต่อไป ในขณะที่รัฐเองก็ไม่ได้ยืนอยู่ข้างชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ เพราะหน่วยงานในพื้นที่เลือกข้างผู้มีอำนาจท้องถิ่นและผลประโยชน์ของกลุ่มทุน หลายครั้งที่เสียงของชาวบ้านถูกบิดเบือน ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้บุกรุกป่า หรือกระทั่งเป็นผู้ก่อกวนในสายตารัฐ
“ที่ชุมชนร้องเรียนเข้าไปเนี่ย ทางจังหวัดพลิกเรื่องราวหมดเลย หาว่าชุมชนบ้านเปร็ดในเนี่ยเป็นผู้รุกป่า แล้วก็ก่อตัวเป็นผู้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อตัวเป็นเหมือนคอมมิวนิสต์”
แม้สถานการณ์จะดูไม่มีทางชนะ แต่ผู้คนเหล่านี้ก็ยังไม่ยอมจำนน พวกเขารวมตัวกันเป็นเครือข่าย หาพันธมิตร เดินเรื่องผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้ากรุงเทพแม้จะไม่เคยไปมาก่อน พวกเขาไปยื่นหนังสือถึงกระทรวง ไปทำเนียบรัฐบาลและเข้าหาสื่อมวลชน จนวันหนึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากส่วนกลางได้ลงมาดูสถานการณ์จริงที่เปร็ดในด้วยตาตนเอง
“ตอนนั้นทหารที่รบอยู่ชายแดนกัมพูชายังถูกส่งมาช่วยพวกเราเลย” ผู้ใหญ่อัมพรเล่าห้วงเวลาที่เริ่มมีความหวัง หน่วยงานรัฐเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าใครกันแน่ที่ดูแลป่า และใครที่กำลังทำลายป่า ท้ายที่สุด กลุ่มทุนก็ถอนตัวออกจากพื้นที่ แต่สิ่งที่ทิ้งไว้คือป่าที่ถูกทำลาย สัมปทานเผาถ่านที่ยังหลงเหลือร่องรอย และความหวาดกลัวที่ฝังรากอยู่ในจิตใจของผู้คน
อย่างไรก็ตามความเสียหายทางกายภาพและใจนั้นก็เป็นหนึ่งในเมล็ดพันธุ์ที่หยั่งรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การฟื้นฟูป่าและหัวใจของชุมชนในเวลาต่อมา

ไม่มีป่าชายเลน ไม่มีคนบ้านเปร็ดใน
หลังจากการถอนตัวออกจากพื้นที่ของกลุ่มทุนในปี พ.ศ. 2537 ภาพหายนะได้ปรากฏอย่างชัดเจน ป่าชายเลนที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมอย่างสิ้นเชิง ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นแหล่งอาหารของชุมชนหายไปเกือบหมด ปลาหลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่
ในยามวิกฤตนี้ ผู้ใหญ่อัมพรได้ตัดสินใจประกาศปิดป่าห้ามตัดไม้ในพื้นที่ป่าชายเลน 12,000 ไร่ทั้งหมด การประกาศปิดป่าครั้งนั้นเป็นมาตรการที่เข้มงวด ที่ห้ามพี่น้องในชุมชนตัดไม้ทุกชนิด อย่างไรก็ตามยังคงมีความพยายามลักลอบตัดไม้เรื่อยมา โดยเฉพาะคนนอกพื้นที่ที่เข้ามา ทำให้ชุมชนต้องจัดตั้งกลุ่มเฝ้าระวังและออกลาดตะเวนในป่าอย่างต่อเนื่อง เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า “ถ้าสภาพป่าไม่สมบูรณ์ เราจะฟื้นชุมชนของเราไม่ได้”
แต่ทว่าการประกาศปิดป่าครั้งนั้น ก็ตามมาด้วยแรงเสียดทาน อย่างไรก็ตามผู้นำและคณะกรรมการหมู่บ้านต่างยืนหยัดในจุดยืนนี้ เพราะเห็นว่านี่คือทางรอดเดียวของชุมชน “ถ้าเราไม่มีป่า แหล่งทรัพยากรก็ไม่มีที่อยู่อาศัย ถ้าเรายังไม่มีนโยบายจัดการมลพิษทางน้ำและสารเคมี เราก็ฟื้นไม่ได้” ผู้ใหญ่อัมพรกล่าวด้วยความเชื่อมั่นที่ว่า การอนุรักษ์ป่าคือรากฐานของการฟื้นฟูชุมชนที่แท้จริง
“เมื่อก่อนผมจะไปไหนเนี่ยหลังต้องติดกำแพงตลอดเลย ไม่ได้เลย มีค่าหัวหมด เพราะกลุ่มที่เขาเสียผลประโยชน์ไม่พอใจ เพราะไอ้คำว่าอนุรักษ์เนี่ย อะไรๆ เราก็หวง หญ้าทะเลก็หวง แต่เพราะเขาใช้เครื่องมือที่มันผิดไง เราไม่ได้หวงคนที่เขาใช้เครื่องมือที่ไม่ทำลายล้าง”
ชุมชนบ้านเปร็ดในภายใต้การดูแลของอัมพรจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การปกป้อง แต่เดินหน้าต่อด้วยการวางกติกาใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทั้งคนและป่า “เราร่างกติกาใหม่เลย ว่าความยั่งยืนของชุมชนจะเดินไปทางไหน จากนั้นก็ตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนขึ้นมา”

ผู้ใหญ่อัมพรเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจาก ‘การปกป้อง’ ไปสู่ ‘การดูแล’ โดยชาวบ้านเชิญตัวแทนจากหน่วยงานรัฐทุกระดับเข้าร่วมเป็นพยานในการประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณะ เพื่อให้ทั้งสังคมเห็นว่าบ้านเปร็ดในกำลังลุกขึ้นยืนด้วยสองมือของตัวเอง ด้วยความตั้งใจจะเป็นชุมชนที่ดูแลป่าชายเลนอย่างแท้จริง
เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความพยายามของชาวบ้านก็ค่อยๆ งอกเงยขึ้นเป็นผืนป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่แม้ในความอุดมสมบูรณ์ ก็ยังมีบทเรียนใหม่ให้เรียนรู้เสมอ
“ตอนนี้ป่าเติบโตมากจนเริ่มมีปัญหาอีกแบบ เพราะสิ่งมีชีวิตบางชนิดก็ไม่ชอบความหนาทึบเกินไป” ผู้ใหญ่อัมพรเล่าพร้อมอธิบายว่าสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ผึ้งป่า ก็เริ่มหายไป เพราะความหลากหลายของพืชในป่าลดลงจากการปลูกโกงกางเพียงอย่างเดียว
“ผึ้งต้องการดอกไม้ตลอดปี แต่โกงกางมีดอกแค่ 4 เดือน แล้วอีก 8 เดือนผึ้งจะอยู่ยังไง เมื่อก่อนมันมีเถาวัลย์ มีไม้ดอก มีพันธุ์ไม้หลากหลาย ผึ้งถึงอยู่ได้” นี่คือเสียงสะท้อนจากการฟื้นฟูที่บางครั้งความช่วยเหลืออาจเข้ามาในแบบที่สร้างปัญหาใหม่ ซึ่งอัมพรมองว่าเรื่องนี้เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และทำให้ชาวบ้านเปร็ดในค่อยๆ นำเสนอแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อดูแลป่าของพวกเขาเอง พวกเขาปลูกไม้หลากชนิด คืนความหลากหลายให้ป่า และดูแลระบบนิเวศอย่างรอบด้าน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของผู้คน 160 หลังคาเรือน ที่คอยสอดส่องดูแลผืนป่ากว่า 12,000 ไร่
ผู้ใหญ่อัมพรเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า “เราไม่น้อยหน้าใครหรอกเรื่องการดูแลป่า เราตั้งกติกาชัดเจนเลยห้ามตัดไม้ ห้ามใช้ยาเบื่อ ห้ามใช้เรือประมงผิดกฎหมาย ใครฝ่าฝืนก็ต้องรับผิดชอบ”
มาถึงวันนี้บ้านเปร็ดในจึงไม่ใช่แค่ตัวแทนของชุมชนที่เคยลุกขึ้นสู้ แต่เป็นตัวอย่างชุมชนที่ยังยืนหยัด และเรียนรู้ร่วมกับธรรมชาติต่อไปในทุกก้าว

‘ป่า’ ฟื้นฟูเพราะมี ‘ชุมชน’ ปกป้อง
หลังจากปี พ.ศ. 2537 ที่ชุมชนบ้านเปร็ดในได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการปิดป่า วางกติกาชัดเจนว่าห้ามตัดไม้ ห้ามใช้เครื่องมือทำลายล้าง และห้ามการประมงที่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมายทุกชนิด แม้การเดินทางในครั้งนี้จะมีเสียงคัดค้าน แต่แล้วความสำเร็จก็ค่อยๆ ผลิดอกออกผล ภายใต้หลักการที่ชาวบ้านยึดถือมาตลอด “เราพยายามสร้างความเป็นธรรมให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ถ้าปล่อยให้ใช้เครื่องมือทันสมัย คนมีทุนก็เอาไปหมด แล้วคนจนจะเหลืออะไร” อัมพรอธิบายถึงหัวใจของการวางกติกาชุมชน
หนึ่งในความสำเร็จที่น่าจดจำและเห็นเป็นรูปธรรมที่สุดคือ การร่วมกันฟื้นฟูจำนวนปูแสม จากวันหนึ่งที่จำนวนปูแสมเริ่มลดลง ชาวบ้านจึงร่วมกันหาคำตอบ จนได้ข้อมูลจากคนจับปูว่า ปูแสมจะวางไข่มากที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม
“เราก็คุยกันว่าจะหยุดจับดีไหม เพื่อให้แม่ปูวางไข่ได้เต็มที่ เลยตกลงกันว่าจะหยุดจับ 6 คืนในช่วงตุลา” แต่ต่อมาเมื่อรู้ว่าเดือนหกก็เป็นช่วงวางไข่อีกเช่นกัน ชาวบ้านจึงเพิ่มช่วงหยุดอีกครั้ง โดยใช้สโลแกนว่า “หยุดจับร้อย คอยจับล้าน” เพราะแม่ปูแสมหนึ่งตัวมีไข่เป็นแสน หากเราปล่อยแม่ปูไว้ร้อยตัว ลูกปูอาจมีถึงล้านตัวในอนาคต

การร่วมมือเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ชาวประมงหยุดจับ แม่ค้าก็ไม่รับซื้อด้วย จนต่อมาสโลแกน “หยุดจับร้อย คอยจับล้าน” ของชุมชนบ้านเปร็ดในกลายมาเป็นแนวทางในการรณรงค์หยุดจับปูในระดับจังหวัด
ไม่เพียงเท่านั้น ในปีถัดมา พ.ศ. 2538 ชุมชนบ้านเปร็ดในก็ได้ก่อตั้ง ‘กองทุนออมทรัพย์ของชุมชน’ ขึ้นมา โดยเริ่มต้นจากเงินออมก้อนแรกเพียง 9,810 บาท แต่ในวันนี้ กองทุนเติบโตจนมีเงินสะสมหลายสิบล้านบาท นับเป็นทุนที่ช่วยเหลือชาวบ้านในทุกวิกฤตได้ไม่พึ่งพาเงินรัฐแม้แต่บาทเดียว
“ตอนนี้เราดูแลกันเองได้หมด ใครมีปัญหาอะไร ชุมชนก็ช่วยได้” ผู้ใหญ่อัมพรพูดถึงระบบที่สร้างจากความซื่อสัตย์และกรรมการที่มีความรับผิดชอบ ไม่มีใครเอาเปรียบใคร ประธานกลุ่มอย่างเขาจึงแทบไม่ต้องทำอะไร เพราะระบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวมันเอง
แม้วันนี้บ้านเปร็ดในจะผ่านพ้นวิกฤตมาได้ แต่หนทางข้างหน้าก็ยังเต็มไปด้วยคำถาม โดยเฉพาะอนาคตของพื้นที่ที่พวกเขาร่วมปกป้องมา จะมีใครร่วมปกป้องในวันข้าวหน้าหรือไม่

รอวันที่การศึกษาจะเห็นคุณค่าสิ่งแวดล้อม
แม้บ้านเปร็ดในจะฝ่าฟันมาหลายยุคสมัยจนสามารถดูแลทรัพยากรและสร้างระบบพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นความกังวลที่ชัดเจนของผู้ใหญ่อัมพรก็คือ การสืบทอด
“เมื่อก่อนผมจัดค่ายเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อมทุกปี พยายามผลักดันหลักสูตรท้องถิ่นเข้าโรงเรียน แต่พอเปลี่ยน ผอ. ที ปัญหาก็ตามมา บางคนมีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม บางคนก็ไม่มีเลย”
เขาเล่าด้วยน้ำเสียงปนความกังวลว่า ระบบการศึกษาที่ไม่แน่นอนแบบนี้จะสืบทอดจิตวิญญาณของชุมชนได้อย่างไร โดยผู้ใหญ่อัมพรตั้งคำถามว่า เด็กวันนี้เข้าใจวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของบ้านตัวเองมากแค่ไหน? แล้วถ้าการเรียนที่เขาได้รับมันใช้ไม่ได้กับชีวิตจริงในชุมชน เด็กก็ไม่มีทางกลับมาอยู่บ้านเกิดได้
“ประเทศไทยต้องปรับการศึกษา ไม่ใช่แค่สอนให้ไปอยู่โรงงาน ไปอยู่บริษัท แล้วสุดท้ายตอนหกสิบเขาก็ปลดคุณออกอยู่ดี ถามว่าเด็กพร้อมไหม บ้านยังไม่มี แล้วจะกลับมาอยู่ชนบทยังไงถ้าไม่รู้อะไรเลย?” แกชี้ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการศึกษากับความเป็นจริงในชีวิต
ผลคือ คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่สุดไหลออกจากชุมชน เหลือแต่กลุ่มที่เติบโตกลายไปเป็นคนที่รู้จักแต่เอาเปรียบคนอื่น ในทางกลับกันผู้ใหญ่อัมพรขยายความต่อในมุมมองของเขาว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีนโยบายหรือกฎหมาย หากแต่อยู่ที่การสร้างจิตสำนึกของคนในสังคม ซึ่งเรื่องนี้อัมพรเชื่อมโยงต่อระหว่างการศึกษาและการปลูกฝังจิตสำนึก

“กฎหมายมีเหลือเฟือ แต่คุณธรรมในใจคนน่ะไม่มี ต่อให้มีกล้องจับผิดได้หมด แต่มันก็แค่ช่วยปลายเหตุ มันป้องกันให้ไม่ทำไม่ได้หรอก”
เขาย้ำอย่างหนักแน่นว่า ถ้าคนไม่มีจิตสำนึก ไม่ว่าจะกฎหมายไหนก็ไร้ความหมาย เพราะ “จิตสำนึกต้องมาก่อนการกระทำ ไม่ใช่กระทำแล้วค่อยรู้สึกผิด”อัมพรยกตัวอย่างเพิ่มอย่างเช่นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติในทะเลที่ลดลง เพราะการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย ซึ่งผู้มีทุนและเทคโนโลยีได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรม
“ถามว่าเขายอมไหมที่จะลดความได้เปรียบ? ไม่เลย ผิดก็ยังทำขอแค่ได้เปรียบคนอื่น” เพราะฉะนั้น ในมุมของอัมพร สิ่งที่ประเทศนี้ต้องเริ่มทำ ไม่ใช่แค่สร้างกฎหมายเพิ่ม แต่ต้องเริ่มที่รากฐานสำคัญที่สุด การศึกษาและคุณธรรม
“เพราะถ้าเราไม่สอนเด็กวันนี้ อีกสามสิบปีจะเอาผู้นำดีๆ มาจากไหน? ถ้าตอนนี้ยังไม่เริ่มเลย ยังไงก็ไม่มีทาง”



