“สิ่งที่ผมตัดสินใจ คนส่วนใหญ่มองว่าแปลกจริงๆ นั่นแหละครับ”
เสียงหัวเราะเคล้าเสียงสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างพูดคุยกับ แบด – ทรงวุฒิ อัศวพฤกษชาติ แห่ง กลุ่มปั้นดิน ทำให้เราเห็นถึงความใจดีที่แผ่ขยายมาสู่กัน บทสนทนานี้ได้พาเราสำรวจช่วงชีวิตและการเดินทางบนเส้นทางที่เขาและทีมได้ทำงานกับเยาวชนในพื้นที่ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงแค่ทางผ่านอย่าง ‘นครนายก’
ก็ต้องบอกว่าด้วยความเป็นเมืองที่มีเพียง 4 อำเภอ และห่อหุ้มด้วยป่าเขาลำเนาไพร นครนายกจึงกลายเป็นเมืองในฝันของผู้แสวงหา ‘ด้านกลับ’ ของความศิวิไลซ์ ความอบอุ่นของแสงแดดรำไรบนภูเขา เสียงหรีดริ่งเรไรบนยอดไม้ และสายลมเย็นๆ คือสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่น่าแปลกที่ เมืองในฝันที่ใกล้กรุง แห่งนี้ กลับไม่ใช่จุดหมายที่เด็กๆ ในจังหวัดฝันใฝ่
นี่คือสิ่งที่แบดสังเกตและค้นพบ ทำให้จากอดีตนักจิตวิทยาเด็กในโรงพยาบาล ตัดสินใจหันหลังให้กับความมั่นคงของงานราชการ มาเดินหน้าสร้างกลุ่ม NGO ความฝันของเขา คือการสร้าง ‘ฐานที่มั่น’ ให้กับเด็กในจังหวัดนครนายก ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อาจมีพร้อม มีอิสระที่จะเลือกจุดหมายในชีวิตของตัวเองได้ หรือแม้แต่เด็กๆ ที่ถูกหลงลืมและทอดทิ้งจากระบบที่หลายคนมองข้าม
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่แบดได้ริเริ่มทำ ได้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงนครนายกไปทีละเล็กทีละน้อย และเราชวนไปทำความรู้จักเขาผ่านบทสนทนานี้ด้วยกัน

เส้นทางของ ‘กลุ่มปั้นดิน’
“เมื่อมองผ่านเลนส์ของสังคม การลาออกจากราชการมาทำ NGO อาจเป็นการตัดสินใจที่แปลก แต่เรามีแผนของเรา มีวิธีคิดของเรา” พี่แบดเปิดฉากเล่า “พอลูกคนแรกเริ่มโต ผมก็เลยชวนเพื่อนนักจิตวิทยาที่มี Passion ในสิ่งเดียวกัน มาปั้นกลุ่ม NGO เพื่อดูแลเด็กทุกช่วงวัย โดยใช้หลักจิตวิทยาแบบเพียว ๆ ในการทำงาน เลยได้ทำงานกับเด็กมาตั้งแต่ตอนนั้นครับ”
‘กลุ่มปั้นดิน’ ภาคีเพื่อสังคมจากการรวมตัวกันของนักจิตวิทยา ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 เป้าหมายของพวกเขายืนพื้นอยู่บนโจทย์ง่าย ๆ คือการมอบชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นให้กับเด็ก และความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาทำให้พวกเขารู้ดีว่าเครื่องมือเดียวที่ช่วยให้การเชื่อมโยงกับเด็กเกิดขึ้นจริงได้มีเพียง ‘ความสนุก’
“เราเชื่อว่าความสนุกคือประตูสู่การเรียนรู้ แต่การเรียนรู้ของบ้านเราทุกวันนี้เริ่มจากการสร้างกรอบ สร้างเงื่อนไข เราจึงตั้งเป้าว่าจะทำให้เด็ก ๆ อาสาสมัคร รวมทั้งพวกเราเองสนุกให้ได้ เมื่อสนุกไปกับสิ่งที่ทำ การเรียนรู้ก็จะตามมาเอง”
แต่การสร้างความสนุกก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย แค่การออกแบบพื้นที่ให้หรูหรา ปูผืนหญ้า สั่งซื้ออุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาติดตั้ง ไม่สามารถทำให้ความสนุกเกิดขึ้นได้ พี่แบดและกลุ่มปั้นดินจึงให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เหนือสิ่งอื่นใด
“ทุกอย่างเริ่มต้นที่คนครับ” พี่แบดยืนยันในแนวทาง “เพราะถ้าเราสร้างพื้นที่ให้สวย เช่น เอาเครื่องออกกำลังกายไปตั้งริมน้ำ ทำสนามเด็กเล่น วันหนึ่งก็ต้องถูกปล่อยทิ้งให้ชำรุดทรุดโทรม อย่าลืมนะครับในบริบทชุมชน สวยเกินไป เขาก็ไม่กล้าใช้กันนะ (หัวเราะ)”
“กลุ่มปั้นดินจึงใช้ ‘คน’ เป็นองค์ประกอบหลัก เรามีแค่พื้นที่เล็กๆ ข้างลานทิ้งขยะของชุมชน ก็เริ่มจากชวนเด็กละแวกใกล้เคียงมาเก็บขยะ เก็บเสร็จก็เอ่ยชวน ปูหญ้าใหม่กันดีไหม ทำรั้วเล็กๆ ไหม ปลูกผักนิดหน่อยจนกลายเป็นพื้นที่ขึ้นมา สักพักเราก็ไปชักชวนน้อง ๆ มัธยมปลายมาเป็นครูอาสา จัดตารางเวียนสอนทุกวันอังคารถึงวันพฤหัสฯ จากพื้นที่โล่ง ไม่มีอะไรเลยก็เริ่มโตขึ้นมา และมี ‘ชีวิต’ ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งปลูกสร้างใดๆ”

ไม่หยาบ – ไม่เหยียด
องค์กร ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ ๆ มักเหนี่ยวนำความสนใจของผู้คนด้วยสถาปัตยกรรมที่น่าหลงใหล ตื่นตาตื่นใจ แต่สำหรับภาคีเพื่อเด็กกลุ่มนี้ พวกเขาเลือกสร้างพื้นที่ให้มี Movement เพื่อเติมเต็มชีวิตด้วยชีวิตขึ้นมาก่อน
แน่นอนว่า ‘ความสนุก’ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในการพาเด็กมารวมตัวกัน แต่เป็นการประกอบสร้างอะไรบางอย่างที่มีคุณค่ากับชีวิตของเด็กเหล่านั้น จริงอยู่ที่การเปลี่ยนสถานะทางการเงินให้กับครอบครัวของเด็กคงเป็นภารกิจที่สุดมือเอื้อมจนเกินไป แต่ถ้าเป็นการสร้างระบบนิเวศรอบตัวเด็กใหม่ (อย่างค่อยเป็นค่อยไป) ก็อาจเป็นเป้าหมายที่ลงมือจริงได้
“ถ้าลองลงมาสำรวจชุมชนกันจริง ๆ เราจะเห็นว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยได้นั่งรถยนต์ หรือกระดาษแผ่นหนึ่งสำหรับเขามีค่ามาก เด็กจะเอาไปเขียนเล่นทีไรพ่อแม่ก็ไม่ยอม สำหรับพ่อแม่เอาไปเขียนหวยยังมีประโยชน์กว่า เราเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า ‘กลุ่มเปราะบาง’ และนี่คือกลุ่มเด็กส่วนใหญ่ที่เราทำงานด้วยครับ” พี่แบดอธิบายท่ามกลางเสียงจอแจของกลุ่มเด็กที่ดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะ
“เราพยายามให้เด็กกลุ่มนี้ได้เปิดโลก เรียนรู้ กินอิ่ม สนุก ขณะเดียวกันเราดึงเด็กกลุ่มที่มีศักยภาพ ได้เรียนในโรงเรียน มีโอกาสศึกษาต่อมหาวิทยาลัย เอาศักยภาพที่พวกเขามีมาส่งต่อให้เด็กอีกกลุ่ม มันเป็นกลไกที่เราวางไว้เพื่อเชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน และสร้างระบบนิเวศใหม่ที่เหมาะกับเด็กทุกคนครับ”
แม้จะเป็นกลไกที่วางแผนไว้อย่างดี แต่ในทางปฏิบัติจริงการสร้างระบบนิเวศใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อเด็กกลับบ้านไป พวกเขายังต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมแบบเดิมๆ โดยเฉพาะกับเด็กกลุ่มเปราะบางที่อาจต้องปรับตัวอย่างหนักกับโลก 2 ด้าน กลุ่มปั้นดินจึงต้องตั้งกฎเหล็กเล็กน้อย เพื่อให้การขัดเกลาพฤติกรรมทำได้ง่ายขึ้น
“มันก็ยากนะครับ ลองคิดดูถ้าสมมติเราเป็นเด็กกลุ่มเปราะบาง กลับบ้านไปเจอแม่พูดกระโชกโฮกฮาก แต่พอมาถึงที่นี่พี่ๆ ทุกคนพูดค่ะ พูดครับ แรกๆ เด็กคงสับสนประมาณหนึ่งเลย เราเคยเจอเด็กวัย 5 ขวบ ลุกขึ้นมา กระโดดขาคู่ใส่เพื่อนจนโต๊ะญี่ปุ่นกระจาย อะไรแบบนี้ เราก็เลยต้องมีบัญญัติเล็ก ๆ ไว้ปรามบ้าง กฎง่ายๆ ครับ ไม่หยาบ ไม่เหยียด ใครเผลอพูดคำหยาบ หรือแม้แต่ใช้คำไม่สุภาพเชิงเหยียดเพื่อน พี่ๆ ก็ให้กลับ ไม่ให้ขนม ไม่ให้ร่วมสนุกอะไร แต่ไม่ได้ไล่ไปเลยนะ รอบหน้าค่อยมาใหม่”
ไม่เพียงแต่กฎ ไม่หยาบ ไม่เหยียด เท่านั้น แต่กลุ่มปั้นดินยังเป็น ‘พื้นที่’ ที่สร้างให้เด็ก ๆ แต่กลุ่มมาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นกิจกรรมที่ไม่อาจหาได้จากที่ไหน เช่น ชวนคุณแม่วัยรุ่นในชุมชนมาทำงานร่วมกับเด็กมัธยมห้อง Gifted ในวัยเดียวกัน เพื่อดูแลเด็กรุ่นน้อง และฝึกเคารพซึ่งกันและกัน
“คุณแม่วัยรุ่นเขาก็ยังเป็นวัยรุ่นปกติ แค่มีชีวิตไม่เหมือนกับที่เราเคยเห็น พอเราเอาเขามาช่วยงานตรงนี้ เขาก็มีความภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกันเด็กห้อง Gifted ก็ได้ลดอัตตาของตัวเองลง เพราะบางเรื่องอย่างการผูกเชือก จัดสถานที่ คุมเด็ก คุณแม่วัยรุ่นเขาเก่งกว่าจริง ๆ สุดท้ายพวกเขาก็ยอมรับกัน นั่นแหละครับ โดยรวมจุดประสงค์ของพื้นที่นี้คือ ทุกคนเป็นเด็ก ถ้าอยากมาร่วม ก็มาสนุกกัน ไม่หยาบ ไม่เหยียด และไม่มีพิธีเปิดครับ (หัวเราะ)”

ล้มลุก คลุกฝุ่น
พื้นที่สร้างสรรค์ของกลุ่มปั้นดินถือเป็นสิ่งใหม่ในชุมชน และการเดินดุ่มๆ ขอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ประสบการณ์ช่วงเริ่มต้นตั้งกลุ่มปั้นดินของพี่แบด ยืนยันสมมติฐานนั้นได้เป็นอย่างดี
“ครั้งแรกที่เราลงไปทำพื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชนแออัด เราถูกน้ำร้อนสาด โดนตะโกนด่า ‘เสียงดัง รบกวนคนจะนอน!’ มีแก็งค์หมวกกันน็อกมาขับรถปาดหน้า ถามว่ามาทำอะไรกัน เพราะพื้นที่นั้นมันเป็นพื้นที่สีแดง” พี่แบดย้อนเล่าก้าวแรกของกลุ่มปั้นดิน
“เจอแบบนั้นเราก็เลยย้ายฐานออกมาอยู่ข้างนอก ยอมรับว่าสู้ไม่ไหว แต่พอทำกันไปทำกันมา ก็ค้นพบความจริงว่า สถานการณ์มันแย่เกินไป ท้ายที่สุดเราก็ลุยเข้าไปหาพวกเขาถึงในชุมชน ให้พื้นที่สร้างสรรค์ค่อยๆ ขัดเกลา หล่อหลอม”
ในระยะแรก เป้าหมายของกลุ่มปั้นดินมีเพียงการสร้าง ‘พื้นที่’ เพื่อนำไปสู่ระบบนิเวศที่สดใส ก่อนจะพบความจริงข้อใหม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่อาจแก้ปัญหาได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น
“จุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถึงเวลาต้องขยับให้มากกว่านี้แล้ว คือเราไปเจอบ้านหลังหนึ่ง พ่อแม่ติดคุก เด็กสองคนอยู่กับยาย ยายก็ติดยา แต่ตำรวจไม่เอาไปจำคุกด้วย เพราะต้องเหลือผู้ใหญ่อยู่กับเด็กไว้คนหนึ่ง” พี่แบดเว้นช่วงถอนหายใจ “เด็กผู้หญิง 2 คน 2 ขวบคนหนึ่ง 4 ขวบอีกคนหนึ่ง ถือมีดไปจี้ ปล้น เด็กคนอื่นในชุมชน เอาเงินมา! เอาข้าวมา! แล้วก็เอาไปให้ยายกิน กลับบ้านก็ต้องทอดไข่ให้ยายกิน วันไหนทำช้านี่หลังลาย ยายทำร้ายร่างกาย แต่พวกเขาก็รักยายมากนะครับ คือเด็กก่อน 10 ขวบ ต่อให้ผู้ปกครองจะทุบตี ทำร้ายเขาขนาดไหน มันก็คือความรักเดียวที่เขามี”
เมื่อตัดสินใจที่จะยกระดับภารกิจ พี่แบดและกลุ่มปั้นดินจึงแบ่งเวลาส่วนหนึ่งสำหรับการลงพื้นที่พบปะครอบครัวของเด็กกลุ่มเปราะบางด้วย โดยมุ่งหวังให้เด็กทั้งจังหวัดนครนายกจำนวน 18,000 คน มีพัฒนาการครบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ สติปัญญา การช่วยเหลือตัวเอง การพูด / ฟัง อย่างสมวัย
“ตอนผมทำงานในโรงพยาบาล ไม่เคยเห็นเคสเหล่านี้ เพราะคนที่พร้อมเท่านั้นถึงมาหาเราได้ แต่พอลงพื้นที่ในชุมชน ผมเจอเด็ก 5 ขวบพูดไม่ได้ เจอเด็ก 12 ที่พ่อแม่ยังต้องนั่งป้อนข้าว เจอผู้ปกครองเอาเด็กมาทิ้งไว้ข้างถนน คลอดแล้วทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลก็มี นี่คือสภาพแวดล้อมจริงที่เด็กกลุ่มหนึ่งต้องโตมา”
“เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำแต่เรื่องสนุกๆ ที่เป็นตัวเราอย่างเดียว ไม่ขยับลึกเข้าไปให้ถึงต้นตอของปัญหา ไม่ได้ขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างอะไรเลย ระบบนิเวศรอบตัวเขาก็ไม่เปลี่ยน สุดท้ายเด็กก็ต้องกลับไปอยู่ในบ้านเขาตามเดิม”

ความอิสระที่ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย
การขยับเข้าไปทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ลงพื้นที่ในชุมชนแออัด ทำให้พี่แบดและกลุ่มปั้นดินอัดแน่นไปด้วย ‘ประสบการณ์จริง’ และมองว่าหากสถาบันครอบครัวคือหางเสือที่กำหนดชีวิตเด็ก สิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของพวกเขาก็คือ ‘วินัยในการเลี้ยงดู’
“ผมกับภรรยาเคยลองพิสูจน์เรื่อง Generation เราไปอ่านเจอมาว่า Gen Alpha เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี ทำทุกอย่างได้เองเลยไม่ต้องสอน เราก็ลองทำตามที่ตำราบอกไว้เลยครับ ไม่ให้จับโทรศัพท์ก่อน 3 ขวบ แต่เชื่อไหม พอให้จับครั้งแรก เล่นเป็นเองได้เลยทันที นาทีนั้นผมเลยรู้ว่า เราห้ามเขาไม่ได้หรอก เขาเกิดมาพร้อมกับสิ่งเหล่านี้ มันต่างอะไรกับยุคที่เมื่อก่อนเราต้องพกหนังยาง การ์ดเกม หมากเก็บไปโรงเรียนล่ะ จริงไหม? เราไม่เอาไปไม่ได้ เรารู้สึกขาด เด็กก็เหมือนกัน สิ่งที่เราต้องทำจริง ๆ คือสอนให้เขาตั้งต้นจากวินัย กำหนดเวลาในการเล่น ทำโน่น ทำนี่ ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยให้เล่น” พี่แบดแชร์มุมมอง
“อิสระของเด็กยุคนี้มันควรจะเป็นแบบที่ถ้าเขาหันหลังมาเขาจะเจอพ่อแม่ นั่นคืออิสระที่อยู่ในการควบคุม ทำแค่นี้เอง ไม่ใช่ว่าไปเลยลูก เล่นเต็มที่ แล้วไม่ได้มองดูลูก แล้วถ้าเขาหันมาแล้วไม่เห็นพ่อแม่ ไม่ได้สบตาพ่อแม่ ก็จะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น พอเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็จะเริ่มตัดขาดจากพ่อแม่ ห่างจากพ่อแม่ เด็กยุคนี้เลยจะห่างจากการควบคุม ห่างจากผู้ใหญ่ เริ่มห่างจากครู แล้วครูก็จะบ่นว่าทำไมเด็กสมัยนี้มันไม่ฟัง พูดไม่รู้เรื่อง เพราะที่มามันเป็นแบบนี้ ปัจจุบันเด็กมีอิสระทางความคิดและอิสระทางการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้เขาจะไม่ยึดอยู่กับผู้ใหญ่อีกต่อไปแล้ว เราเองก็ไม่มีอะไรไปยึดโยงกับการเรียนรู้ของเขาได้อีกแล้วในยุคนี้ สิ่งนี้เกิดซ้ำๆ มันก็ผลักเด็กออก”
พี่แบดไม่ได้กำลังแชร์สิ่งนี้ผ่านมุมมองของตัวเองเท่านั้น แต่ได้เห็นผลลัพธ์ของมันประจักษ์กับตา เพราะจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของกลุ่มปั้นดิน พบว่าในปีที่แล้วเด็กในจังหวัดนครนายกที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ สร้างปัญหาให้กับสังคมมีมากถึง 29% และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นปีละ 2%
“ได้ยินไม่ผิดครับ นี่คือตัวเลขจริง อธิบายง่าย ๆ ในเด็ก 100 คน จะมีเด็กที่โตขึ้นมาแล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม 29 คน ปีหน้าก็จะเพิ่มเป็น 31 คน และอีก 10 ปีจะเพิ่มเป็น 51 คน ครึ่งหนึ่งของ 100 คนนั่นแหละ ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าอีก 10 ปีข้างหน้าเราไม่ทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้ เดินออกไปที่ถนน เรามีโอกาสจะโดนหินปาใส่หัว 50/50 เลยนะครับ วันไหนรอดมาได้ก็ถือว่าโชคดี”

สร้างนครนายกให้เป็นฐานที่มั่น
การทำงานตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ฉายภาพให้เราเห็นว่านครนายกเองก็กำลังเผชิญปัญหาด้านเด็กที่ค่อนข้างท้าทาย และมีข้อกังวลไม่ต่างกับสังคมในเมืองใหญ่ นอกจาก ‘วินัยในการเลี้ยงดู’ ที่จะปลูกฝังให้กับครอบครัวกลุ่มเปราะบางในจังหวัด น่าสนใจว่าอนาคตของเด็กนครนายกจะเป็นอย่างไร
“นครนายกในมุมมองของผม เป็นเมืองที่สงบเนื้อนอก เป็นปอดของภาคตะวันออกได้ และเนื้อแท้นั้นค่อนข้างซับซ้อน วุ่นวาย” พี่แบดเปิดใจ
“จังหวัดของเราเป็นชนบท ไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีโรงภาพยนตร์ ไม่มีอุตสาหกรรมหนัก เนื่องจากมันเป็นผังเมืองของเรา ที่ Freeze นครนายกไว้ให้เป็นเมืองแห่งธรรมชาติ ภูมิทัศน์ที่สวยงาม ไม่มีตึกสูง มีแต่ทุ่งนา”
แน่นอนว่าสำหรับคนภาคี NGO โดยเฉพาะคนที่ทำงานเรื่องพัฒนาการเด็ก ย่อมเห็นด้วยกับการมีอยู่ของธรรมชาติ พี่แบดเองก็เช่นกัน เขาเชื่อมั่นว่าการใช้ธรรมชาติเชื่อมโยงเด็กให้อยู่ในจังหวัดนครนายกนั้นเป็นไปได้ หากแต่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง
“เราเป็นจังหวัดเล็ก ๆ มีแค่ 4 อำเภอ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไร บางคนอาจจะบอกว่ามีสิ เรามีกิจกรรม Adventure นะ มีปีนเขา มีเพนท์บอล ใช่ครับ! กิจกรรมเหล่านี้จูงใจให้เด็กๆ ของเราอยู่ในพื้นที่ได้ แต่ความจริงก็คือเขาเปิดเฉพาะเสาร์ – อาทิตย์ ค่าเข้าก็แพง ผลคือเด็กเขาก็ไม่มีอะไรทำในจังหวัด ถึงเวลาอยากเที่ยวเขาก็นั่งรถออกไปนอกเมือง เข้ากรุงเทพฯ ไปสระบุรี ไปปทุมธานี นั่งรถไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงแล้ว”
เราพอเห็นอนาคตของเด็กและเยาวชนในจังหวัดนครนายกที่อาจประสบกับภาวะ ‘สมองไหล’ เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ เพราะสภาพเศรษฐกิจและการบริหารเมืองไม่เป็นใจ แต่บทสนทนาคงจบลงเท่านี้ หากตาของทั้งทีมเราและพี่แบดไม่เหลือบไปเห็นคำขวัญประจำจังหวัดที่แขวนไว้บนผนังเสียก่อน
เมืองในฝันที่ใกล้กรุง ภูเขางาม น้ำตกสวย รวยธรรมชาติ ปราศจากมลพิษ
เราขอความเห็นเล็กๆ น้อยๆ จากพี่แบด
“เมืองในฝันใกล้กรุง คือสิ่งที่นครนายกถูก Setting ให้เป็นมาตั้งแต่แรก เด็กในจังหวัดเราไม่เคยรู้ว่าจังหวัดเรามีอะไรเด่น เรามีผ้าญวนที่สวยงาม มีพระกิ่งวัดสะพาน มีหลวงพ่อโตโบราณ 100 ปีที่ขออะไรก็ได้หมด เด็กไม่รู้เลย เด็กนครนายกวันนี้ไม่ได้เป็นเด็กนครนายกแล้วครับ พวกเขาคือเด็กเมือง ใจพวกเขาไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีลานสเก็ต ไม่มีสตรีทอาร์ต ไม่มีร้านหนังสือเช่า หอศิลป์มีหนึ่งแห่งแต่ก็ไม่ให้ใช้ ไม่มีถนนคนเดิน มีแต่ตลาดนัดเปิดท้าย แถมเปิดแค่ 6 โมงถึง 2 ทุ่มด้วยนะ เพราะเป็นพื้นที่ของส่วนราชการ (หัวเราะ)”
“สำหรับผม นครนายกในตอนนี้คือ ‘เข็มกลัดของภาคตะวันออก’ ครับ ถ้าไม่เพ่งดูก็เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่เราก็จะพยายามขับเคลื่อนกันต่อไป ให้เด็กของเรามีฐานที่มั่นของพวกเขาเอง และมีอนาคตที่สดใสในพื้นที่นี้” พี่แบดทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

เรียบเรียงโดย Apirada Krongpianlert


