/

เพราะจิตวิทยาเป็นเรื่องของทุกคน คุยกับ Fullfill Learning นักจิตวิทยาในภาคตะวันออก

เราอาจเคยเห็นข่าวคนภาคตะวันออกที่ตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยเหตุผลบางอย่าง เด็กบางคนที่กดดันจนเครียดและส่งผลกระทบต่อจิตใจ 

 

ทั้งหมดนี้อาจะเกิดจากต้นเหตุเล็กๆ นั่นก็คือการไม่เข้าใจคำว่า ‘สุขภาพจิต’ มากนัก

เวลาที่ใครพูดถึงคำเหล่านี้ โดยเฉพาะนักจิตวิทยา หลายคนอาจคิดถึงโรงพยาบาลและการบำบัดรักษา แต่จริงๆ แล้วจิตวิทยามีแง่มุมมากกว่านั้น และจิตวิทยาไม่ได้หมายถึงการแก้ไข หรือปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น แต่คือการเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างให้หัวใจของตัวเอง

และนั่นคือที่มาของกลุ่ม Fullfill กลุ่มนักจิตวิทยาที่อยากผลักดันเรื่องสุขภาพจิตในภาคตะวันออก

เฟิร์น – นิชากาน กิจบำรุง และ แทน – ธนกฤต แสงอุทัศน์ คือผู้ร่วมก่อตั้งและสมาชิกกลุ่ม Fullfill กลุ่มนักจิตวิทยาเชิงรุกที่อยากทำให้คนระยองและคนในภาคตะวันออกได้เปิดใจเรื่อง mental health หรือสุขภาพจิตในแง่มุมอื่นๆ ที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

โดยมีความเชื่อว่าการเติบโตที่มาพร้อมทัศนคติที่ดีต้องเริ่มจากการปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นในจังหวัดระยองที่มีการแข่งขันสูงและรับความเครียดจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่อาจจะเครียดจากที่ทำงานแล้วส่งต่อไปยังลูกโดยไม่รู้ตัว 

เพราะจิตวิทยาอยู่ในทุกช่วงชีวิต

ก่อนที่จะย้ายมาที่จังหวัดชลบุรี เฟิร์น – นิชากาน กิจบำรุง เป็นคนนครปฐมในขณะที่ แทน – ธนกฤต แสงอุทัศน์ เป็นคนชุมพรแต่สิ่งที่ทั้งสองเหมือนกันนอกจากการย้ายมาจังหวัดชลบุรี คือ ทั้งคู่เลือกเรียนปริญญาตรีคณะจิตวิทยาเหมือนๆ กัน ในขณะที่เฟิร์นเลือกเรียนจิตวิทยาเพราะบุคลลิกที่ชอบรับฟังผู้อื่นและอินไปด้วยของเธอ  

ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนตอนม.ปลาย ด้วยความที่เฟิร์นเอง พื้นฐานเป็นคนที่รับฟังคนเก่ง แล้วก็เวลารับฟังก้จะรู้สึกว่าเราเข้าใจเขา เรามองเห็นปัญหาที่แท้จริงของเขาออก เช่น เธอไม่ได้เศร้าเพราะแฟนเธอทิ้งนะ. แต่เธอเศร้าเพราะว่าเธอรู้สึกว่าเธอไม่รักตัวเองหรือเปล่า

แทนก็เลือกเรียนสาขาจิตวิทยาเพราะได้รับแรงบัลดาลใจจากการเวิร์คช็อปร่วมกับนักจิตวิทยาในวัยเด็ก

เฟิร์นเลือกเรียนในสาขาวิชาจิตวิทยาชุมชน ส่วนแทนเลือกเรียนสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร ซึ่งเป็นสายที่ได้รับความนิยมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะอย่าง จังหวัดชลบุรีหรือว่าระยอง

หลังจากทั้งคู่ย้ายมาที่จังหวัดชลบุรีก็ได้เริ่มงานในโรงเรียนคู่ขนาน และค้นพบช่องโหว่ของโรงเรียนคู่ขนานในเรื่องของจิตวิทยา เฟิร์นเล่าว่า 

“พอทํางานได้ประมาณหนึ่งปี ก็มองเห็นช่องโหว่หลาย ๆ อย่างของโรงเรียน รู้สึกว่าถ้าเรามาเปิดเองน่าจะอุดช่องโหว่เหล่านั้นได้” 

โดยแทนช่วยเสริมว่า “ตามหลักความเป็นจริงโดยเฉพาะตัวเด็กและเยาวชน มันมีอีกหลายๆ มิติ หรือว่าหลายๆ มุมมองที่เราสามารถเพิ่มเข้าไปได้ เราก็เลยมองเห็นช่องว่างตรงนั้น ก็เลยมาเปิดโรงเรียนคู่ขนานที่ระยองก่อน ซึ่งโรงเรียนคู่ขนานสาขาระยอง ก็จะเน้นสอนพัฒนาการเด็กเหมือนกัน 

แล้วพอคราวนี้พอเราได้ยิ่งรู้จักกับตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่หรือครอบครัวเขา ผู้ปกครองเนี่ย ก็จะมีทั้งคุณตา คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ คุณน้า คุณอา ซึ่งเราก็เห็นว่า ถ้าเราทํางานกับเด็กอย่างเดียวมันไม่ครอบคลุม เพราะสุดท้ายสภาพแวดล้อมเดิมที่เขากลับไป ก็คือที่บ้าน เป็นสภาพแวดล้อมหลัก”

ซึ่งสิ่งที่ค้นพบทำให้เฟิร์นตระหนักได้ว่า จิตวิทยาอยู่ในทุกพื้นที่และอยู่ในทุกช่วงวัย เธอและผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นจึงก่อตั้งกลุ่ม Fullfill ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันเป็นจิตวิทยาเชิงรุกแทนการแก้ไขปัญหาขึ้น

เพราะจิตวิทยาคือการเติมเต็ม

คําว่า fullfill แปลตรงตัวว่า ‘เติมเต็ม’ ถ้ามองย้อนกลับไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา หรือว่าก่อนหน้านี้มุมมองที่คนทั่วไปมีต่อจิตวิทยา คือ  ใช้กับการแก้ไขหรือว่าปรับปรุง แต่เห็นชัดว่ากลุ่ม Fullfill ของเฟิร์นกับแทนไม่ได้ต้องการภาพลักษณ์เช่นนั้น 

พวกเธอกำลังพยายามบอกโลกว่าจิตวิทยาเป็นมากกว่านั้น Fullfill เป็นการเติมเต็ม มันเสริมสร้างมากกว่าแก้ไข เฟิร์นอธิบายว่า 

“เราอยากให้คนทั่วไปเข้าใจจิตวิทยามากขึ้น ว่ามีจิตวิทยาเชิงบวกค่ะ ที่ไม่ใช่เป็นการแก้ไข ไม่ใช่การปรับพฤติกรรม ไม่ใช่ อ๋อ คุณไม่มี self love คุณต้องไปแก้ไขนู่นนี่นั่นน่ะ แต่เป็นว่าคุณก็เพิ่มสิ คือ อย่างเวลาเราไปนําเสนอตัวเราเองให้กับองค์กรต่างๆ เขาก็จะมองว่า ทําไมถึงอยากเข้ามาล่ะ ที่โรงเรียนไม่มีใครอยากฆ่าตัวตายนะ ไม่มีใครเป็นซึมเศร้านะ”

“ซึ่งความจริงแล้วประเด็นหลักมันไม่ใช่ตรงนั้นค่ะ แต่เป็นการที่ว่าเราอยากให้เขามี Wel-lbeing เราอยากให้เขาสุขภาพจิตดีมากกว่านี้ อยากให้เขามีความสุขในทุกการกระทํา อันนั้นคือสิ่งที่เราต้องการ แต่ว่าบางทีก็สื่อออกไปยากนิดนึงโดยเฉพาะบริบทสังคมไทย”

โดยแทนเสริมว่า “ความจริงจิตวิทยามันไม่ได้มีแค่มิติเดินเข้าโรงพยาบาลไปให้หมอรักษา แต่มันอยู่ในทุกแบบ มันอยู่ในชีวิตประจําวัน อยู่ในทุกช่วงเวลาเลยด้วยซ้ำ” 

ดังนั้นสำหรับเฟิร์นและสมาชิกกลุ่มจึงรู้สึกว่าคำว่า Fullfill เหมาะกับพวกเธอมากเลย เพราะว่าเวลา Fullfill ไปทำกิจกรรมที่ไหน เรื่องแรกที่พวกเธอคิดตั้งอยู่บนพื้นฐานว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร   อยากได้อะไรเพิ่ม ตรงไหนที่ทําให้รู้สึกว่าเขาเติมเต็ม ให้สิ่งที่พวกเธอทำกลายเป็นอีกหนึ่งในจิ๊กซอว์ความทรงจําของเขา

Well-Being ที่ดีทั้งกายและใจ

หนึ่งในเหตุผลของการทำกลุ่ม Fullfill คือเธออยากให้คนมี Wellbeing ที่ดี ซึ่งเมื่อพูดถึง Well-being แล้วหลายๆ คนอาจยังไม่รู้จักหรือมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Well-being อยู่ โดยคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงแต่สุขภาพกาย ร่างกายแข็งแรง ฉีดวัคซีนครบแต่ว่าหลายๆ ครั้ง เรามักจะลืมเรื่องสุขภาพของจิตใจไป 

ซึ่งตรงนี้เป็นอีกจุดที่กลุ่ม Fullfill เห็นระหว่างการทำงานด้านจิตวิทยาในภาคตะวันออก  เฟิร์นเล่าว่า 

“เรามักลืมเช็คสุขภาพจิตใจของตัวเองว่าเราอยู่ในช่วงสภาวะอารมณ์ไหน หรือว่าเรากําลังรู้สึกหรือคิดอะไรอยู่ หรือว่าเราต้องการอะไร ซึ่งอันนี้แหละคือจุดที่เรา(Fullfil) เข้าไปทํางานกับมันโดยการเติมเต็มให้”

ซึ่งเฟิร์นบอกว่า ปัจจุบันคนภาคตะวันออกที่ทํางานในโรงงานส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตอน นี้ ตนเองรู้สึกอะไร ไม่เคยถามตัวเองมาก่อน ซึ่งภาวะแบบนี้ของผู้ปกครองก็จะส่งผลต่อลูกๆ ของเขาด้วย เพราะผู้ปกครองดูลูกไม่เป็นว่าตอนนี้ลูกรู้สึกอะไรอยู่ เช่น 

“บางทีน้องร้องไห้ มันมากกว่าคําว่าเศร้ามันมีหลายอย่างมาก  วัยรุ่นระยองการแข่งขันสูงมาก น้องๆ อาจจะไม่รู้ตัวว่าเศร้า ว่าเครียด สิ่งที่เด็กๆ ทําก็อาจจะเป็นการบ่ายเบี่ยง ดูซีรีส์ กินชาบูแล้วก็นอนหลับ อันนี้ค่ะมันคือการสะสม สุดท้ายความเศร้าความเครียดจะอยู่ติดใต้จิตสํานึก แล้วมันก็จะส่งผลขึ้นมาในสักวันหนึ่ง ระเบิดขึ้นมาส่งผลเสียต่อทั้งตัวเองและคนรอบข้าง”

และนี่คือ เหตุผลว่าทำไมเราต้องรู้ว่าสภาวะของตัวเองเป็นยังไง ทำไมจะต้องค่อยตรวจเช็ค Mental Well-being ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย 

ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ เราต่างโดนกดดันเสมอ

กลุ่ม Fullfill เริ่มดำเนินงานมากว่าครึ่งปี (สัมภาษณ์เมื่อกันยายน 2566) โดยมีสมาชิก 5 คนด้วยกัน ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นหลักโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี ซึ่ง ณ ปัจจุบันแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ วัยเด็ก – วัยรุ่นและวัยทำงาน อย่างที่เฟิร์นเล่าไปก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มเด็กโดยเฉพาะวัยรุ่นซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนนอกจากต้องแบกรับความกดดันจากสภาวะการแข่งขันสูงในโรงเรียนแล้ว ในบางคนก็ยังได้รับผลกระทบจากความเครียดจากที่ทำงานของผู้ปกครองด้วย 

แม้จิตวิทยาควรอยู่ในทุกช่วงวัยไม่ว่าจะวัยไหนก็ตาม แต่สำหรับเฟิร์น เธอโฟกัสการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและเติมเต็มในกลุ่มเด็กๆ เป็นพิเศษ เพราะว่า การวางรากฐานที่ดีให้เด็กๆ พอเขาถึงวัยที่เขาเริ่มสามารถเปลี่ยนแปลงต่อสังคมได้ เขาก็จะส่งต่อรากฐานที่ดีแบบนั้นให้สังคมต่อไป เราถึงจะไปต่อกันได้ และเป็นแพชชั่นนึงของเธอเลยก็ว่าได้ 

สำหรับแทนเขาเชื่อว่า “การวางรากฐานที่ดีในเด็กๆ มันจะต้องเกิดไดนามิคบางอย่างขึ้นแน่ ไม่มากก็น้อย เมื่อเด็กมีภูมิคุ้มกันที่ดี ในการออกไปเผชิญโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีเรื่องร้าย รวมถึงในวัยผู้ใหญ่เอง เราก็ต้องการให้เขามีความสุขกับการทํางานแม้สภาพแวดล้อมมันจะไม่ดีก็ตาม แต่ว่าอย่างน้อยยังให้เขาบอกตัวเองได้ว่า ตอนนี้ฉันกําลังรู้สึกอะไร กําลังเป็นยังไง” 

โดยสำหรับการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายวัยเด็ก Fullfill จึงใช้วิธีในการสร้างหลักสูตรที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นวัยเด็กๆ Fullfill ก็จะเน้นการสร้าง self love ตามด้วย self esteem และต่อมาที่ self concept การหาตัวตนในวัยรุ่น โดยเฟิร์นบอกว่า  

“self love เป็นฐานของ self esteem และ self concept ต่างๆ เพราะว่าสุดท้ายรากฐานมันเกิดมาจากตัวตนข้างในหรือว่า self love ของเขาเอง มันก็จะเป็นเหมือนการสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องของการรักตัวเอง สําหรับเด็กๆ ถ้าถูกสร้างภูมิคุ้มกันด้วย self love มาดีโดยตลอด ในช่วงของการหา self concept จะไม่ได้ยากมาก เพราะว่ามันจะส่งผลถึงกัน”  

ส่วนแทนเสริมว่า 

“ถ้าพูดกันตามตรงในมุมมองของ คำว่า self love อะ ครับ จริงๆ มันสร้างตั้งแต่ครั้งแรกที่คนๆ หนึ่งเกิดมาเลยด้วยซ้ํา เพราะว่ามันจะถูกปลูกฝังตั้งแต่วิธีการมอบความรักของคุณพ่อคุณแม่ให้ต่อลูกครับ แต่ว่าด้วยสภาพสังคม รวมถึงอะไรหลายๆ อย่างทําให้บางครั้งเราถูกกระชาก self love ที่เรามีต่อตนเองออกไป”  

โดยนอกจากกว่าสร้างหมวด self ต่างๆ แล้วการส่งต่อ growth mindset ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญสำหรับการวางรากฐานให้เด็กๆ เพราะ Growth Mindset เป็นการมองว่าตัวเองพัฒนาได้ ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไม Mindset นี้ถึงสำคัญ เฟิร์นเล่าว่าเป็น เพราะโรงเรียนในระบบสร้างการแข่งขันขึ้นมาประเมินเด็กๆ ว่าจะต้องได้เกณฑ์ถึงเท่านี้ เท่านี้ถึงจะเรียกว่าเก่ง ต้องได้ท็อปเท่านั้น ผ่านคือเท่านี้ ไม่ผ่านคือเท่านี้ ซึ่งการประเมินแบบนี้คือ รากฐานของปัญหาของระบบการศึกษาไทย 

ส่วนถ้าเป็นวัยทำงาน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องภาวะต่างๆ ทาง Fullfill ก็จะเข้าไปช่วยเรื่องเกี่ยวการจัดการความเครียด การจัดการความเศร้า หรือว่า ความทุกข์ที่บางทีเขาก็ค้นหาไม่เจอ 

ในฐานะนักจิตวิทยาอุตสาหกรรมตรงสายแทนเสริมว่า “วัยทํางานด้วยสภาพแวดล้อมการทํางานแถวนี้อะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นนิคมอุตสาหกรรมกับโรงงานเยอะ แน่นอนว่าปัญหาที่เจอจะคล้ายๆ กัน ก็จะเริ่มกับความเครียด ความวิตกกังวลหรือความกดดัน แบ่งเป็นระดับผู้บริหาร หัวหน้างาน

แล้วก็ลูกน้อง มันก็จะมีภาวะความกดดันหรือว่าความเครียดบางอย่างที่เหมือนกัน แต่ก็มีส่วนซึ่งแตกต่างกันออกไป เราก็ต้องลงไปดูที่สถานการณ์ด้วย รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เราจะต้องเวิร์คกับมัน”

“ล่าสุดโรงงานที่เพิ่งไปเวิร์คกันมา เขาจะประสบปัญหาหมดไฟ เบื่องาน แล้วก็หมดใจ ทั้งสามแบบไม่เหมือนกันแต่ตัวแปรหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ความสุข ในการทํางานมันจะหายไปทั้งสามตัวเลย”

ที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะวัยเด็กหรือวัยทำงานก็มีปัญหา Mental Health ได้เหมือนๆไม่ใช่แค่วัยทำงานที่จะเบิร์นเอาท์อย่างเดียว เด็กๆ ก็เบิร์นเอาท์ได้เหมือนกัน แต่ผู้ใหญ่กลับชอบมองว่า เด็กเหนื่อยอะไรแค่เรียนเอง แต่ว่าความจริงแล้ว วันๆ หนึ่งของเด็กจบลงด้วยแปดเก้าชั่วโมงแห่งการเรียน ไม่ต่างจากวัยทำงานทํางานแปดเก้าชั่วโมง

“และด้วยความที่เขาเป็นเด็ก เขาอายุเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นกําลังกาย กําลังใจ กับการเรียนเก้าชั่วโมงมันหนักมากเลยครับ มันแทบจะเทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่ามากกว่าใครน้อยกว่า เพราะว่ามันเหนื่อย แค่มันเหนื่อยต่างกัน”

เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนตะวันออก

ด้วยสภาพสังคมปัจจุบันปัญหา Mental Health ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น สวนทางกับจำนวนจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาในโรงพยาบาลซึ่งมีจำนวนจำกัด ยกตัวอย่างเช่น ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมักมีจิตแพทย์หรือมีนักจิตวิทยาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น หรือจังหวัดใหญ่อย่างชลบุรีกลับมีคลินิกจิตวิทยาเพียงหนึ่งแห่ง และแม้ว่าจังหวัดระยองจะมีคลีนิกจิตวิทยาหลายแห่งแต่ตําแหน่งนักจิตวิทยาจริงๆ ที่ควรอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมกลับไม่มีเลยและมักจะถูกแทนที่ด้วยตําแหน่ง HR  เป็นส่วนใหญ่ 

ดังนั้นแนวคิดวิทยาเชิงรุกอย่างกลุ่ม Fullfill จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้น เพื่อการวางรากฐานสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันให้ ไม่เกิดปัญหา Mental Health ตั้งแต่แรก 

สำหรับในโรงเรียน Fullfill กําลังทำเรื่องตั้งเครื่องมือจิตวิทยาในพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกโรงเรียนอยู่เช่นกัน เฟิร์นบอกว่าพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนสามารถเป็นห้องเรียนธรรมดาห้องหนึ่ง ที่นานๆ ทีคนจะมาใช้ 

“แล้วเราก็สร้างพื้นที่ปลอดภัยโดยที่กําหนดเวลาว่า ทุกๆ สามโมงครึ่งเราจะเดินมาที่ห้องนี้ เล่นการ์ดความรู้สึกกัน แล้วก็ทําอะไรต่อ เป็นเวิร์คช็อปสั้นๆ  ภายในครึ่งชั่วโมง เราสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยแบบนั้นได้ค่ะ”

สําหรับโรงงานอุตสาหกรรมแทนบอกว่าควรเป็นพื้นที่ที่ให้พนักงานได้พักอย่างสบายใจ อาจเป็นห้องเกมธรรมดาแต่ติดตั้งเครื่องมือจิตวิทยาเข้าไป เช่น 

“วันนี้เหนื่อยแค่ไหนเรามากันดู ก็เข้าไปทําด้วยตัวเอง เพราะว่าเดี๋ยวนี้แบบทดสอบของจิตวิทยาสามารถได้ด้วยตัวเองหมดเลย  แล้วก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ให้เราได้แท็กกิ้งอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองในแต่ละวัน”

โดยพื้นที่ปลอดภัย หมายถึง พื้นที่ที่เกิดการยอมรับกันโดยที่ไม่มีเงื่อนไข อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม เคารพความแตกต่างซึ่งกันและกัน แล้วก็ยอมรับซึ่งกันและกัน เป็นพื้นที่ที่ไม่มีการตัดสิน เป็นพื้นที่ที่ถ้าเราเหนื่อยแล้วเรามาพักได้ ซึ่งควรมีพื้นที่แบบนี้ในทุกๆ ชุมชน ทุกๆโรงเรียน หรือว่าแม้แต่ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อการสร้าง Mental Well-being ที่ดีโดยเริ่มจากตนเองได้ตั้งแต่แรก

 

written by
photo by
Picture of Aom Supakorn

Aom Supakorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR