/

คนแปลกหน้าจากแดนบูรพา ที่พาเซิ้งร็อกตะวันออกไปทัวร์ในแดนตะวันตก คุยกับ ก๊อบ ยุทธนา แห่ง ‘คณะเบียร์บูด’

ลองจินตนาการถึงภาพของการทำวงดนตรี เราอาจคาดเดาได้ไม่ยากว่า ความฝันสูงสุดของนักดนตรี คงอาจเป็นการที่มีเพลงเป็นของตัวเอง ออกอัลบั้ม ทัวร์คอนเสิร์ต สิ่งนี้เกิดขึ้นกับวงดนตรีในภาคตะวันออกวงหนึ่งเช่นกัน แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ การที่พวกเขาได้ออกไปท่องโลก ผ่านการทัวร์คอนเสิร์ตบนเวทียุโรป ไม่น้อยกว่า 9 ประเทศ!

ก๊อบ ยุทธนา พรงาม นักร้องนำ/มือกีตาร์ จากวง คณะเบียร์บูด/Khana Bierbood ที่ยังควบบทบาทสำคัญอีกหนึ่งบทบาทคือ การเป็นผู้แต่งเนื้อเพลงของวง เล่าถึงประสบการณ์ที่พวกเขาประสบพบเจอ กว่าจะมาเป็นวงดนตรีจากภาคตะวันออกที่ได้ออกไปเล่นดนตรีกันถึงเวทีต่างประเทศ พวกเขาต้องฟันฝ่าอะไรกันมาบ้าง ความเหนียวแน่นของวงที่มีในวันนี้ก่อร่างสร้างขึ้นจาก เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ ความยากลำบาก และคำว่า ‘บางแสน’ ที่สลักฝังไว้ในจิตวิญญานของพวกเขา ขอเชิญทุกท่านท่องไปในบทสัมภาษณ์แห่งความฝันนี้ไปด้วยกัน

ช่วงก่อนหน้าที่จะมาทำวงดนตรี คุณกำลังทำอะไรอยู่

เป็นคนอําเภอบ่อทองครับ คนชลบุรีตั้งแต่กำเนิดเลย แล้วค่อยมาเรียนที่ ม.บูรพา คณะมนุษย์ฯ เอกนิเทศน์ศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตที่บางแสนครับ แต่เพื่อนๆ จะไปในทางศิลปะ เขาก็เลือกเรียนคณะศิลปกรรมกัน ทีนี้ ไอ้เพื่อนที่เรียนศิลปกรรม ชื่อ ‘เจ’ ที่เป็นมือเบส กับ ‘ปี๊ป’ ที่เป็นมือคีย์บอร์ด นี่แหละ ชอบมาชวนเราโดดเรียนไปซ้อมดนตรี ทั้งๆ ที่แต่งตัวแบบชุดนิสิตพร้อมไปเรียนแล้ว (หัวเราะ) ตอนแรกๆ คือไม่ได้ซ้อมเพื่อไปเล่นร้านด้วยนะ คือเราเล่นดนตรีกับเพื่อนเพราะมันสนุก แล้วก็ไม่ค่อยไปเรียน พอขึ้นปีสามก็เลยเลือกที่จะไปทางดนตรีมากกว่า เลยออกจากมหา’ลัย มาพร้อมกับเจและปี๊ป ออกมาวนกับฝันในดนตรีเหมือนกัน เราเลือกทางนี้มากกว่า แล้วก็ได้เพื่อนๆ มาสมทบคือ โอม ที่เป็นอดีตมือกลอง กับนะโม มือกีตาร์อีกคนนึงครับ

มาเป็น ‘คณะเบียร์บูด’ กันได้ยังไง แล้วทำไมถึงต้อง ‘เบียร์บูด’

ช่วงก่อนหน้านั้น เริ่มจาก เจ ที่เป็นเพื่อนของปี๊ป ซึ่งปี๊ปเนี่ยเป็นเพื่อนกับเรามาตั้งแต่มัธยมแล้ว เขาก็มาเล่น มาคลุกคลีกับเราเนอะ เจจะเป็นคนชอบฟังเพลงมาก ฟังเยอะเลย เขาจะมีวงแปลกๆ ใหม่ๆ มาแนะนํา เราเองก็ฟังเพลงทั่วไป เพลงสากลฟังน้อยมาก แล้วพอเขาเริ่มหยิบมาให้เราฟังแล้วเราแบบ เฮ้ย! มันเจ๋งว่ะ เพลงอะไรแบบนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาก็เห็นว่าผมเองเล่นกีตาร์ พอร้องเพลงได้ ก็เลยคุยกันว่าตั้งวงกันไหม? ลองดูเล่นๆ ด้วยการฟังเพลงสากลเราก็จะเน้นจะเป็นพวกดนตรีจากฝั่งอังกฤษไปเลย เพราะเรารู้สึกว่ามันเข้าหูเรามาก

ซ้อมไปซ้อมมา เลยนึกได้ ร้านเหล้าในบางแสน มีพี่เจ้าของร้านที่เขาฟังเพลงพวกนี้พอดี ก็เลยคุยกันว่าลองไปเล่นกลางคืนไหม แต่ก่อนร้านชื่อ ‘สองดอก’ ตอนหลังค่อยเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘Old School’ เป็นร้านเหล้าไม่กี่ร้านในบางแสนที่เป็นสไตล์แบบนี้ เปิดเพลงสากล เล่นดนตรีสดเพลงสากลกัน

ต่อมา มีพี่ที่สนิทเขาเปิดร้านชื่อ ‘อุตุนิยม’ เราเลยได้เล่นประจําที่นั่นเลย น่าจะ 2-3 ปีได้ แล้วก็มีกลายเป็นว่ามีฐานแฟนคลับ กลายเป็น Scene ดนตรีแนว Britpop เล็กๆ ที่มันมีอยู่ในบางแสนช่วงเวลานั้น ก็เล่นกันไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า เออ มันไปได้ เลยเกิดเป็น ‘คณะเบียร์บูด’ ขึ้นมา

เบียร์บูดเนี่ย มันมาจากชื่อวงตอนแรกเลย ชื่อว่า ‘Strange Brew’ เป็นเพลงของ The Cream ครับ เราชอบกันมาก ชื่อมันเท่ดี แล้วคือคนเขาถามกันเยอะว่ามันแปลว่าอะไร เราก็ไปหาความหมาย มันแปลว่า ของหมักดอง เบียร์ที่มันเสียแล้วอะไรแบบนั้น บรรดาพี่ๆ ก็แซวว่า “น่าจะเรียกแบบไทยๆ ไปเลย เบียร์บูดไรงี้ ไม่เรียก Strange Brew แล้ว มันออกเสียงยาก” แล้วพอเราออกอัลบั้ม ไปทำเพลงต่างประเทศ ก็รู้สึกว่า Strange Brew มันใช้ไม่ได้แล้ว ทั้งชื่อมันซ้ำ แล้วก็อะไรหลายๆ อย่าง ก็เอาเบียร์บูดนี่แหละ เป็นคําไทยด้วย แล้วเติมคําว่าคณะเข้าไป ก็ไทยสมใจเลย (หัวเราะ)

นิยามว่าตัวเองเล่นดนตรีแนวไหน ได้รับอิทธิพลมาจากอะไร

เราไม่เคยนิยามตัวเองเลยนะ ก็คือเราเล่นกลางคืน เล่นโคฟเวอร์มา เราก็ใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วย ต้องท้าวความก่อนว่า มันมีช่วงหนึ่งที่เล่นร้านกลางคืนกัน แล้ว ‘เจ’ อีกแล้ว เขาจะเป็นผู้ที่นําเราเสมอ เป็นผู้มาก่อนกาล (หัวเราะ) รู้สึกว่า ถ้าเราเล่นในร้านเหล้าไปเรื่อยๆ โอกาสที่อยากทำในสิ่งที่ต้องการจริงๆ มันน้อย เราต้องข้ามผ่านร้านเหล้า ไม่งั้นเราจะอยู่กับที่ จะไม่มีความอยากทําเพลงด้วยตัวเองเลย ทั้งที่ตอนนั้นมันก็สนุกมากนะ แล้วก็เลยเริ่มทําเพลงจริงจังกัน แต่คือการทําเพลงของเรา มันไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะไปทางไหน เน้น Improvise กัน พอมันออกมาเป็นเพลง คนฟังเขาก็เลยนิยามว่าเป็น ‘Psychedelic rock’ แต่ว่าส่วนมากก็จะปะปนกันไป ประมาณนั้นครับ

เรื่องแรงบันดาลใจ อิทธิพล ก็คงจะเป็นจากแนวดนตรีที่เราเล่นกันมาล้วนๆ เลยครับ พวก Britpop ทั้งหลาย Artic Monkeys เอยอะไรเอย มันจะมีกลิ่นอายพวกนั้นอยู่แน่นอน แต่ว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เริ่มเอาทำนองหมอลํามาใส่ คณะเบียร์บูดก็จะถูกพูดถึงว่ามีกลิ่นอายของหมอลำนะ ด้วยความทดลอง เล่นสนุกของเรานั่นแหละ เล่นไปเล่นมา เหมือนมันพลิกได้ มันเข้ากันเฉยเลย

ก่อนจะออกมาเป็น ‘เพลงแรก’ ของคณะเบียร์บูด เบื้องหลังเป็นยังไงบ้าง

จุดเริ่มต้นมันคือต้องไปอัดรายการของ ITV ชื่อ ‘โสตศึกษา’ โดยเขามีเงื่อนไขว่า เราน่าจะต้องมีเพลงแต่งสักเพลงหนึ่งนะ เลยกลายเป็นที่มาของการต้องทําเพลงครั้งแรกของเราในเวลาจำกัด ก็กดดันอยู่พอสมควร คิดว่าเอายังไงดีนะ? เราก็มีคอร์ด มีริฟกีตาร์ มีทำนองอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้ประกอบให้มันเป็นเพลง จนสุดท้ายออกมาเป็นเพลง ชื่อว่า ‘อัตคัต’ ครับ ใช้เวลาทํากันประมาณ 3 ชั่วโมง เข้าห้องซ้อมปุ๊บ เริ่มเอาคอร์ดมาจับรวมกัน แล้วก็มาเขียนเนื้อเพลงระหว่างขับรถไปอัดรายการนั่นแหละ (หัวเราะ)

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Khana Bierbood / คณะเบียร์บูด 

เพลงไหนที่ชอบที่สุดตั้งแต่ทำวงมา

ถ้าให้บอกเลือกเพลงเดียวคงไม่ได้ แต่ก็เป็นหลายๆ เพลงในอัลบั้มที่ 2 ครับ ความตลกของมันคือ เราเอาไปเล่นตลอดเลย แต่ยังไม่มีการอัดเป็นเพลง วงคณะเบียร์บูดเนี่ย จะเป็นวงที่มีเพลงเล่นเยอะ แต่ไม่ค่อยมีให้ฟัง เป็นแบบนั้นจริงๆ (หัวเราะ) เราเล่นทุกอย่างแบบให้เขารับฟังเราแค่ตอนสด มันก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นกิมมิกนะ เราไม่ค่อยฝักใฝ่ทางธุรกิจด้วยมั้ง เราอยากทําให้ดนตรีมันเข้าไปหาคน เราไม่ได้ร้องเรียกให้เขาเข้ามา ให้เขาเจอของเขาเอง ไม่ได้คิดถึงกันว่าจะต้องอัดให้เสร็จเวลานั้น เวลานี้ แล้วก็สนุกกับการเล่นสด ให้คนติดตามสงสัยมากกว่าว่า “ฟังที่ไหนได้วะเนี่ย” ออกแนวเล่นตัว (หัวเราะ) เรารู้สึกมั่นใจมากกว่าอัลบั้มแรกเยอะ อัลบั้มแรกมันเป็นการชิมลางที่เราลองดู เรายังไม่ได้เก็บประสบการณ์ แต่อัลบั้มสองนี่มันผ่านกาลเวลาแล้ว เลยรู้สึกว่ามีเพลงที่มันน่าสนใจหลายเพลง เขาเรียกว่ามันได้รับการบ่มมาแล้วครับ ต้องรอติดตามกันอีกที

แรงบันดาลใจในการทำเพลงคืออะไร เวลาแต่งเพลงกระบวนการมันเป็นยังไงบ้าง

ส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลมาจากสมาชิกในวงครับ เป็นเรื่องราวของความรักที่สมาชิกในวงที่พบเจอกันมาเลย ตอนแรกเราก็ล้อเขาเล่น ประมาณว่าโดนสาวทิ้งว่ะ อะไรอย่างนี้ ล้อกันไปล้อกันมา เฮ้ย! มันเหมือนได้แนวทางมาแต่งเพลง เลยเอาเรื่องราวพวกนี้มาแต่งเลย กลายเป็นพอมันเริ่มเขียน เฮ้ย! มันคล่อง เหมือนเราเข้าใจความรู้สึกเพื่อนว่าเพื่อนโดนแบบไหนมา เราก็จะหาคําที่มันเปรียบเปรยได้ แล้วก็มาใช้คําที่มันดูโบราณมั่งใส่เข้าไป ก็ลองๆ ทําดู เออฟังได้ว่ะ ก็โอเค

ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของความรัก เรื่องราวของตัวเองที่พบเจอกันมา มันมีเรื่องราว มีคนอยู่ในเพลงหมดเลย อย่างอัลบั้มแรก มันเกิดขึ้นในบางแสนล้วนๆ เป็นเพลงที่มาจากบางแสนโดยแท้ ที่เรายังไม่ได้ไปเก็บประสบการณ์จากไหนเลย มันคือเรื่องราวที่เราวนเวียน ตั้งแต่วัยเรียน จนใช้ชีวิตทํานั่นทํานี่ ก็เก็บเรื่องพวกนั้นมาแต่งกัน

การทำเพลง ถ้าเป็นส่วนของพาร์ทดนตรี จะเป็นทุกคนช่วยกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องของเนื้อร้อง จะเป็นผมที่เขียน ที่แต่งครับ ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการทําดนตรีขึ้นมาก่อนแล้วค่อยใส่เนื้อ ก็ใช้ความรู้สึกกันว่า เพลงนี้มันควรไปทางด้านไหน? ผมก็จะมาแต่งเพลงใส่เนื้อเข้าไปทีหลัง

ขั้นตอนตรงนี้ มันก็แล้วแต่ความถนัดของคนนะ หลายคนเขาก็เขียนเนื้อก่อนเลย แล้วค่อยใส่ทำนอง แต่สําหรับผม ผมถนัดแบบทำดนตรีมาก่อนแล้วค่อยใส่เนื้อเพลงมากกว่า พอมันมีเมโลดี้ มันบิ้วความรู้สึกเราได้ เราก็จะรู้แล้วว่าเพลงนี้ประมาณนี้ เราใส่เนื้อแบบไหนได้บ้างครับ

เพราะอะไรถึงทำให้ ‘บางแสน’ ไปอยู่ในบทเพลงได้เยอะขนาดนี้

ด้วยการที่เราอยู่แต่ในบางแสนด้วยมั้ง ตอนนั้นมันคือชีวิตของเราเลยแหละ กระทั่งการเล่นดนตรีกลางคืนของเราก็ยังอยู่ที่บางแสน ก็เลยทําให้รู้สึกว่ากลิ่นอายของท้องทะเลทั้งหลายมันสิงอยู่กับเรา ถ้าคนคิดถึงวงเรา คิดถึงเพลงที่เราแต่ง มันก็ต้องที่นี่เท่านั้น เมื่อก่อนเราจะพูดเสมอว่าเป็นวงจากบางแสนตลอด เพราะว่าเพลงมันเกิดจากที่นี่จริงๆ

อย่างเพลง แพลงก์ตอนบลูม ชื่อเพลงมันมาจากตอนช่วงนั้นแพลงก์ตอนบลูมมันขึ้น แล้วเราก็รู้สึกชอบคํานี้ มันมีอะไรหลายอย่างอยู่ มีความเป็นท้องทะเลอยู่ในนั้น ก็เลยเอามาแต่งเป็นเพลง

คือบางแสน มันมีเสน่ห์มาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าผู้คนเขาเปลี่ยนไปแค่ไหน ใครๆ มาอยู่แล้วมันไม่อยากย้ายออก คืออยากจะปักหลักอยู่หลายคน เพื่อนหลายๆ คนที่มาจากต่างจังหวัด สุดท้ายแล้วก็ปักหลักอยู่ที่นี่เป็นสิบปีแล้ว อาจเพราะมันมีทะเลด้วย แล้วก็มันพร้อมทุกอย่าง อาจจะไม่ได้พร้อมสุดๆ ขนาดนั้น แต่อยู่แล้วมันชิล กลิ่นอายบางแสนนี่ ต้องให้คนมาอยู่แล้วเขาจะเข้าใจ

ช่วยแนะนำเพลงของคณะเบียร์บูดซัก 3 เพลง

ถ้าให้เลือกจากอัลบั้มแรก มี แสงดาว แล้วแน่ๆ หนึ่งเพลงครับ แสงดาวคือเพลงที่เป็นเพลงรักจ๋าเลย แล้วมันเพราะดี รู้สึกว่าแต่งมาเพราะว่าให้มันเป็นเพลงซึ้งสักเพลงหนึ่ง เพราะว่าในอัลบั้มแรกมักจะเป็นเพลงที่เจ็บช้ำ ก็เลยอยากให้มีเพลงรักอยู่ด้วย

มี แพลงก์ตอนบลูม เพราะว่ามันสะท้อนความเป็นบางแสน เราเปรียบเปรยว่าผู้หญิงเขามีอารมณ์หลากหลายมากเลย แพลงก์ตอนบลูมก็เหมือนกัน บางวันก็มันก็บลูมขึ้นมาจนน้ำทะเลเป็นสีเขียวเลย แต่ว่าในตอนกลางคืนมันกลับเรืองแสงสวยๆ มันเปรียบเหมือนผู้หญิงที่อารมณ์หลากหลายครับ อะไรประมาณนั้น

อีกเพลงคือ เย็นมาริน แรงบันดาลใจมาจากเราขับผ่านร้านเหล้าในบางแสนนี่แหละ แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย! ทำไมสาวๆ เขากินเหล้ากันเก่งจังวะ ก็คือเย็นมาก็รินเหล้า รินเบียร์แล้ว เลยเป็นที่มาของชื่อเย็นมาริน ความหมายคือว่ากลางคืนมันอันตราย ต้องระวังตัว แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ประมาณนี้

ภาพจาก เฟซบุ๊ก : Khana Bierbood / คณะเบียร์บูด 

หลังจากทำเพลงมาสักพัก เห็นว่ามีค่ายเพลงต่างประเทศมาสนใจ? 

พอเราเริ่มมีเพลง เราก็เริ่มไปเล่นตามที่ต่างๆ ในกรุงเทพเแล้วมีชาวต่างชาติชอบ ก็รู้สึก เฮ้ย! เราไปได้นี่หว่า อย่างน้อยไม่ได้ไปทัวร์ แต่ผู้ฟังน่าจะขยายออกไปได้ ถ้าคนไทยเรายังไม่ได้ฟังมาก ก็ลองขยายไปข้างนอกดู ทีนี้ เจ คนเดิมนี่แหละ เขาก็ฟังเพลงเรื่อยๆ จนไปเจอกับวง Kikagaku Moyo แห่งค่าย Guruguru Brain ก็คือหัวหน้าค่ายนี่แหละ กําลังจะเอาดนตรีทางฝั่งตะวันออก ไปตีตลาดฝั่งตะวันตก ด้วยการรวบรวมทุกอย่างที่เป็นเอเชียเลย แต่เป็นรูปแบบของดนตรีร็อก

เขาก็เริ่มประกาศว่ามีใครอยากร่วมไหม? แล้วคราวนี้เราก็มีเพลงที่อัดกันไว้แล้วเหมือนเป็นเดโม่ โดยการเอาโทรศัพท์มือถืออัดไว้ฟังกัน เราก็ส่งให้เขาฟัง ก็กลายเป็นว่าเขาถูกจริต ฟังแล้ววงนี้ไปได้ เรามีความเป็นไทย ด้วยการที่ใส่ลูกหมอลําอย่างที่บอก ก็เลยมีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น และนัดเจอเขา จังหวะมันเหมาะมาก ไปนั่งคุยกันฟีลแบบดีมากเลย เป็นการตกลงว่า เดี๋ยวเราทําเพลงแล้วก็อัดส่งไปให้เขา แล้วเดี๋ยวเขาจะมิกซ์ ทําเรื่องอัลบั้ม จบงานให้ และหลังจากนั้นเขาเริ่มทัวร์วงของเขาก่อน เหมือนไปเก็บประสบการณ์ตัวเอง แล้วก็ไปปักหลักที่เนเธอร์แลนด์ เขาย้ายออกจากญี่ปุ่นเลยนะ ยกไปทั้งแก๊งค์เลย แล้วก็ไปทําที่พักสําหรับรองรับนักดนตรีในค่ายนี่แหละ เป็นที่เก็บแผ่นเสียง เก็บของทั้งหลายหมดเลย

หลังจากที่เราทําอัลบั้มเสร็จ ตอนนั้นเราไม่ได้อัดแยกชิ้นเหมือนตอนนี้ พยายามอยากลองให้มันมีกลิ่นอายแบบเล่นรวม อัดแบบหยาบๆ หน่อย ทางค่ายก็เลยก็เอาไปมิกซ์ให้มันซ่าๆ ฟุ้งไปเลย ฟีลแบบเพลงยุคเก่าๆ ฟังแบบนี้ไปเลย แล้วเขาก็เริ่มโปรโมทด้วยการทัวร์ ก็เริ่มจัดเตรียมให้เราทัวร์ได้ ก็เป็นการเจอและได้ทำงานร่วมกันกับค่ายเพลงญี่ปุ่นครับ

แปลว่าไม่ได้แค่ร่วมงานกับค่ายต่างประเทศ แต่ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศด้วย

พอเรามีอัลบั้ม ตามธรรมเนียมคือ เมื่อไหร่ที่มีอัลบั้มใหม่จะต้องมีการทัวร์โปรโมท เขาก็จัดการหาเอเจนซี่ที่เป็นคนจัดการเรื่องหาสถานที่ คลับต่างๆ งานใหญ่ งานเล็ก เขาจะมีคนจัดการให้ ค่ายก็จะโยกให้เอเจนซี่เขาจัดการ

พอเราพร้อม เขาก็จะให้เราเตรียมตัวนั่นนี่ แต่ด้วยตัวผมเอง ผมเคยไปเรียนภาษาที่อังกฤษมาแล้ว เคยไปเรียนอยู่หกเดือน ก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะมีปัญหา เราเคยไปต่างประเทศแล้ว ส่วนเจเองก็เคยไปเที่ยว ไปงานมาแล้ว ด้วยการที่รู้สึกว่า มันไม่ได้ยากเกินความสามารถเรา ก็หอบวงทําวีซ่ากันไปนั่นแหละครับ ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

เราออกทัวร์ทั้งหมด 9 ประเทศ มีประเทศ อิตาลี เยอรมนี เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ สก็อตแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ประมานนี้ครับ

ประสบการณ์ที่ได้เจอมาระหว่างออกทัวร์ ส่งผลยังไงต่อเรา และต่อวงบ้าง

ดีเกินคาดเลย เราไม่คิดว่าวงเล็กๆ ที่แบบไม่มีชื่อเสียงในไทยเท่าไหร่ พอเราแค่ไปเหยียบที่แรกในอิตาลีก็รู้สึก เขาสนใจขนาดนี้เลยเหรอวะ? แล้วคนเขาก็ซื้อแผ่นกัน คือมันอบอุ่นมาก และรูปแบบการฟังเพลงเขามันยังแตกต่างกับที่ไทย ด้วยการที่ชีวิตเขาดี เขามีเวลาการทํางานน้อยลง เวลาให้ความสุขกับชีวิตตัวเองเยอะ พิพิธภัณฑ์เยอะ สถานที่ที่เป็นการโชว์งานศิลปะเยอะ สถานที่ฟังเพลงอะไรก็เยอะ เพราะว่าชีวิตเขามีอิสระในการเสพศิลปะมากขึ้น ก็ทําให้เขาเปิดใจกับทุกอย่างเลย มันอบอุ่น เป็นฟีลที่เราประทับใจมากๆ

อีกหนึ่งอย่างก็คือความรัก ความผูกพันธ์ต่อวงของเรามันเพิ่มขึ้นครับ เพราะเราเจอเรื่องเยอะแยะเลย หมายถึงว่าทุกอย่างมันต้องทําไปพร้อมๆ กัน ความรับผิดชอบมันมากขึ้น แล้วเราก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เจอก็เจอด้วยกัน เจอผู้คน เจอเสียงปรบมือทุกอย่างพร้อมกัน มันก็ทําให้วงเหนียวแน่นขึ้นไปอีก มันสร้างสัมพันธภาพของวง ทําให้มีไฟต่อเข้าไปอีกว่า ยังไงเดี๋ยวเราต้องกลับไปอีก เรามาไกลมากแล้ว

คือมันก็เหมือนฝันนะ เพราะครั้งหนึ่งตอนที่ไปเรียนที่อังกฤษอ่ะ เราชอบ The Beatles มาก ตั้งใจเก็บเงินซื้อกีต้าร์ที่นู่น คือใจอยากไปอยู่นั่น แล้วก็ไปเล่นเปิดหมวกด้วย แต่ว่าทางฝั่งนู้นคือการเล่นข้างทางเขาจะมีคนตรวจสอบ มีมาตรฐานในการจะเป็นศิลปินเปิดหมวก เราเลยต้องหันหลัง แต่มีความฝันว่าจะกลับไปอีกสักครั้งหนึ่ง ถ้ามึงกลับมาอีกรอบหนึ่ง ต้องมาในฐานะศิลปินนะ แล้วตอนที่เรามาออกทัวร์ ก็ขับรถไปผ่านจุดที่เราเคยเดินมาขึ้นรถเมล์ไปเรียน แล้วรู้สึกว่าเราแม่งทำได้แล้วว่ะ แม่งสําเร็จแล้วเว้ย ครั้งนี้กูมาในฐานะศิลปินแล้วนะ

ครั้งก่อนที่มามีแต่ความฝันล้วนๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันโดนขัดเกลา จังหวะมันพร้อมแล้ว เป็นความรู้สึกที่บอกเลยว่า ถ้าใครเป็นนักดนตรีอยากให้ไปได้ไปสัมผัส มันเป็นฟีลที่ โอ้โห ใจมันฟูระเบิดเลย

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Khana Bierbood / คณะเบียร์บูด

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่แสดงออกว่า ‘เรามาจากบางแสน เรามาจากภาคตะวันออก’ ขณะที่ออกทัวร์ในยุโรป

ชื่ออัลบั้มแรกครับ ตอนคิดกันมันง่ายมาก ชื่อภาษาอังกฤษมันก็คือ Stranger from the far east แปลตรงตัวเลยก็คือ คนแปลกหน้าจากแดนบูรพา คือมันชัดเจนมาก ยิ่งเราไปเยือนฝั่งตะวันตกมา มันก็ยิ่งย้ำให้ชัดสุดๆ แดนบูรพามันคือตะวันออก ก็คือเอเชีย แล้วคำว่าตะวันออกมันก็ต้องมีชลบุรี มีบางแสน เราชอบชื่ออัลบั้มนี้มากๆ เลย

ถ้าเอาให้สุดกว่านั้นก็เพลงแพลงก์ตอนบลูมนี่แหละ เพราะว่าพาร์ทดนตรีจะใส่เสียงทะเลที่เราไปเดินอัดเอง ค่ายเขาชอบให้ใส่เสียงอะไรพวกนี้ แล้วก็มีเพลงนวลนางบางแสน เป็นเพลงเจ็บช้ำจากความรักเลย มันเกิดขึ้นในบางแสนนี่แหละ โดนสาวบางแสนทิ้ง ค่ายก็อยากได้เสียงที่เป็นซาวด์แบบในงานวัด เราก็ไปเดินอัดเสียงที่งานวัดของวัดตาลล้อม เขาอยากได้เสียงวุ่นวาย เสียงลิเก เราก็ไปอัดให้เขา มันมีอยู่ในเกือบทุกเพลงจริงๆ นะ

เวลาขึ้นแสดง เราก็จะบอกว่า “Khana Bierbood form Bangsaen beach” จะบอกตลอดเลยว่ามาจากทะเลบางแสน เพราะว่าฝรั่งเองเขาก็รู้จักบางแสนกันระดับหนึ่ง แต่ว่าพัทยาเยอะกว่า

ประทับใจอะไรในการออกทัวร์ต่างประเทศ

เรื่องของการเสพดนตรีของคนประเทศเขา เรารู้สึกว่าการเสพของเขามันเปิดกว้างมากๆ ทั้งทางวัฒนธรรม ทางชาติพันธุ์ เรื่องของ แนวดนตรี เขาฟังทุกอย่าง เขาให้ความสําคัญกับดนตรี ที่สําคัญคือให้เกียรตินักดนตรีกันมากเลยครับ เราเองเป็นเอเชีย ตอนแรกคิดว่าเราจะโดนเหยียดไหมนะ แต่คือเขามาถ่ายรูป มาขอลายเซ็นกัน ทั้งที่เขาไม่ได้รู้จักวงเรามาก่อนหน้านี้เลย แต่นี่คือเราไปทัวร์เปิดอัลบั้มของเราแบบเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่มาก เขาก็ให้เกียรติเรากันมากเลย

มุมมองต่อวงการดนตรีในภาคตะวันออกของคุณเป็นยังไง

จริงๆ แล้วมีคนเก่งๆ เยอะมากครับ แต่ว่ามันเหมือนยังไม่ถูกเปิดออกไปสู่โลกภายนอกแบบจริงจังสักที อาจด้วยเพราะไม่ได้ออกไปเล่น ไปเปิดตัวข้างนอกพื้นที่กัน ทั้งที่ประสิทธิภาพ ความเก่งเนี่ย มันไปได้ระดับประเทศแล้ว ไม่รู้ขาดที่อะไรกันแน่ อีกอย่างหนึ่งที่เราสัมผัสได้คือ คนที่นี่จะชิลๆ ค่อยๆ ใช้ชีวิต เลยทำให้มันกำลังไปอย่างช้าๆ อยู่รึเปล่า (หัวเราะ)

ภาคตะวันออกที่คุณอยากเห็นเป็นแบบไหน

ภาคตะวันออก หรือชลบุรีบ้านเราเองเนี่ย จริงๆ แล้วมันก็เจริญ แต่คิดว่ามันเจริญได้มากกว่านี้ เจริญในแบบเป็นเมืองที่โดนวางแผนแล้ว ไม่ใช่เมืองยุ่งเหยิงเหมือนในกรุงเทพฯ มันดูชุลมุนใช่ไหม แต่ชลบุรีมันควรจะเจริญในแบบที่โดนวางแผนให้ดีแล้ว ถ้าการเมืองดี อะไรมันก็ดีไปด้วย การเมืองดี ชีวิตคนก็ดี แล้วหลังจากนั้นเขาก็จะเริ่มมีเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ว่าต้องทํางานอย่างเดียว เขาจะมีเรื่องที่มันตอบสนองความสุขของชีวิตเขามากขึ้น

อยากให้ไม่ใช่แค่ต้องเป็นเมืองอุตสาหกรรม อยากให้มันเป็น ‘เมืองแห่งความสุข’ อยากให้มีเกี่ยวกับศิลปะ หรือว่าเป็น ‘Live House’ ให้นักดนตรีใหม่ๆ ได้มาแสดงกัน อยากให้วงที่น้องๆ เล่น หรือแม้กระทั่งวงที่เล่นกลางคืนที่มีฝีไม้ลายมือ อยากให้เขาเริ่มทําเพลงของตัวเองแบบจริงๆ จังๆ อยากให้เขามีโอกาสเหมือนกับที่เราได้รับบ้าง แบ่งพาร์ตของการเล่นกลางคืน แล้วก็โยกมาทําอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง บางทีถ้าเจอจุดนั้น เราอาจจะก้าวกระโดดได้เลยด้วยซ้ำ บางวงเหมือนรอเวลามานาน แล้วมันบ่มแบบสุดๆ แล้ว สุดท้ายมันไม่มีจังหวะไป มันก็จะสลายไปหมด ไฟมันก็มอดกันไป

คิดว่าฝั่งบ้านเราทําได้อยู่แล้ว ดูฝั่งอีสานเขาเข้มข้นใช่ไหม? ฝั่งเชียงใหม่อย่างนี้ ดูค่ายมินิมอลสิ (Minimal Records) โคตรดีเลย

ถ้าเขาทำได้ บ้านเราก็ทําได้ มันมีกลิ่นอายจากท้องทะเล ดนตรีที่มันคู่กับทะเลมันมีเยอะมาก ถ้าเราสกัดมันออกมาได้ มันทําได้จริงๆ

written by
photo by
Picture of Tapakorn Kamjorn

Tapakorn Kamjorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR