เพราะไม่เชื่อว่าชีวิตการทำสวนเกษตรต้องจน และคนทำเกษตรมีคุณค่ากับสังคม ผสมกับความเชื่อว่าเกษตรอินทรีย์นั้นยั่งยืนกว่าในทุกมิติ นี่จึงเป็นที่มาของการทดลองโดย ลูกแก้ว คำยนต์ ที่อยากพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นเป็นไปได้
อย่างที่เรารู้กันอำเภอแกลงของจังหวัดระยองเป็นเพียงไม่กี่พื้นที่ที่ยังได้รับการปกป้องให้เป็นผังเมืองเพื่อพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัด ทำให้ในพื้นที่นี้พาให้ แก้ว – ลูกแก้ว คำยนต์ และ ดำ – สมหมาย พันธ์ุนาค ตกหลุมรักอำเภอนี้และตั้งใจทำสวนผลไม้ออร์แกนิก ที่ชื่อ บ้านคนสวน
ในพื้นที่ขนาด 3 – 4 ไร่ ที่คลับคลาไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ทั้งต้นทุเรียน ต้นลองกอง ต้นมังคุด และอีกสารพัดไม้ป่า พื้นที่ที่อุดมไปด้วยไม้ผล พืชสมุนไพร ที่แก้วใช้เวลาเกือบยี่สิบปีเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์เพื่อผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ จนได้มาตรฐานรับรองผลไม้ออร์แกนิกจากยุโรปและสามารถสร้างตลาดเองได้
ในวันนี้ผลผลิตจากสวนของแก้วถูกสั่งจองและขายหมดอย่างรวดเร็วบนช่องทางออนไลน์ ซึ่งแก้วถือว่าทั้งหมดที่ทำมาเป็นข้อพิสูจน์ให้ตัวเอง ที่ตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ที่ทั้งดีต่อตัวเอง ดีต่อลูกค้า และดีต่อโลกใบนี้
อะไรพาแก้วผลักดันชีวิตเพื่อทดลอง เรียนรู้ และพิสูจน์ให้เห็น อะไรคือผลลัพท์ของการไม่ละทิ้งความเชื่อ ความฝันของเขา ออกไปสำรวจการทดลองผ่านชีวิตของ ‘แก้ว’ ได้ผ่านบทสัมภาษณ์นี้

ทำการทดลองโดยใช้ ‘ตัวเอง’ พิสูจน์ความเชื่อ
ลูกแก้วเป็นคนปทุมธานี เขามาอำเภอแกลง จังหวัดระยองครั้งแรกเมื่อ 18 – 19 ปีก่อน เพื่อมาช่วยงานกลุ่มรักษ์เขาชะเมาสอนเด็กๆ ปั้นดิน แล้วก็ชวนชาวบ้านในพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ลดการใช้สารเคมี โดยที่ตัวแก้วเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าการมาเยือนระยองชั่วคราวครั้งนั้นจะนำไปสู่เป็นการปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่แกลงยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ แก้วบอกว่า
“หลังจากเห็นบรรยากาศแถวนี้ก็ชอบเลย แล้วก็คิดว่าที่นี่น่าจะทําตามที่เราตั้งใจไว้ได้ ก็เลยรวมเงินเก็บตังค์แล้วก็ซื้อที่ดินแปลงนี้”
‘สิ่งที่แก้วตั้งใจจะทำ’ และทำให้แก้วเลือกอยู่แกลงและกลายเป็นเกษตรกรเต็มตัวคืออะไร คงต้องเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ตัวเขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สมัยนั้นแก้วทำกิจกรรมกับ ‘สมัชชาคนจน’ และ ‘เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ’ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ปัญหาต่างๆ ของภาคการเกษตร เช่น ปัญหาถูกกดราคา ปัญหาถูกเอาเปรียบ แก้วก็เลยอยากค้นหาคําตอบว่า กลไกพวกนั้นเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะกลไกเหล่านั้นเป็นกลไกที่ทําให้เกษตรกรต้องอยู่กับความยากจน และความเจ็บปวด
โดยในมุมของแก้ว เขาคิดว่ามันไม่ได้เกิดจากจากนายทุนหรือพ่อค้าคนกลางเพียงฝ่ายเดียว แก้วเล่าว่าตอนนั้นเขาได้มีโอกาสไปนั่งพูดคุยในเสวนากับเพื่อนๆ ในวงเสวนาเพื่อนๆ ทุกคนสรุปว่า ปัญหาพวกนี้ต้องแก้ที่ขบวนการ ต้องแก้ที่นโยบายของรัฐก่อน มีแก้วเพียงคนเดียวในวงที่แย้งว่าไม่ใช่ทั้งหมด แย้งว่ามันต้องแก้ที่ผู้ผลิต หรือที่เกษตรกรเองด้วย ซึ่งเขาบอกว่า
“สมมติว่าเกษตรกรจะขายผลผลิตอย่างหนึ่ง แล้วพ่อค้าคนกลางบอกว่า ของไม่มีคุณภาพเขาก็เลยกดราคาลง ซึ่งจริงๆ แล้วพอเราดูบางทีเนี่ย ของก็ไม่มีคุณภาพจริงๆ มันก็กลายเป็นช่องว่างให้เขากดราคาได้ ดังนั้นเลยต้องย้อนกลับมาที่การทําผลผลิตให้มีคุณภาพก่อน เราถึงจะมีโอกาสในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางหรือว่า ทําตลาดเองได้เลยด้วยซ้ำ” ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับการไปแก้ที่นโยบายก่อน ที่แก้วมองว่ายังไงก็ไม่จบ เพราะต่อให้แก้นโยบายแล้วแต่ถ้าผู้ผลิตไม่ผลิตสินค้าการเกษตรให้ได้คุณภาพ ก็ขายไม่ได้อยู่ดี
“พี่ก็เลยท้าทายกับเพื่อนตั้งแต่วันนั้นว่า เดี๋ยวจะออกไปทําให้ดู ก็เลย ต้องออกมาทํา ออกมาค้นหาคําตอบ พี่ก็เลยทดลองแล้วก็เรียนรู้หาข้อมูลดูว่าจะทำเกษตรยังไงให้ได้คุณภาพ แล้วถ้าสินค้าเราดี เราจะอยู่ได้จริงๆ ไหม โดยใช้ในสวนตัวเองเป็นที่ทดลอง”

เมื่อความหลากหลายของผลไม้หายไป และมีสารเคมีตามมา
ก่อนจะไปถึงเรื่องการสวนเกษตรอินทรีย์ของแก้ว แก้วเล่าให้ฟังถึงสภาพพื้นที่เกษตรกรรมโดยเฉพาะในระยอง ซึ่งจากการสังเกตตั้งแต่เขาอยู่ระยองมา 17-18 ปี การเกษตรของระยองเปลี่ยนไปมาก โดยในยุคแรกๆ ที่เขามาอยู่เขาเห็นชาวบ้านเก็บเงาะ เก็บลองกอง เก็บมังคุด เก็บทุเรียนไปส่งตลาด แต่ปัจจุบันแก้วเล่าว่า
“รถที่วิ่งเข้าตลาดส่วนใหญ่เป็นรถทุเรียน ลองกองเนี่ยแทบสูญพันธ์ุ เงาะก็แทบไม่มีละ เพราะราคาถูก การดูแลยุ่งยาก ส่วนมังคุดก็ต้องเก็บ 12 ถึง 15 ลูกถึงจะได้โลหนึ่ง แต่ได้ราคาแค่กิโลกรัมละยี่สิบ สิบห้า หรือสิบกว่าบาท แต่คนที่มีทุเรียน เก็บทุเรียนมาลูกหนึ่งหนักสามโล ได้เงินผิดกันเลย สิ่งเหล่านี้ก็ทําให้กระบวนการผลิตเปลี่ยน เขาก็เปลี่ยนไปล้มไม้พวกนี้ออก”
ซึ่งในอนาคตแก้วคิดว่าก็จะน่ากลัวขึ้น เพราะสวนทุเรียนจะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล ความน่ากลัวแรกที่ต้องเผชิญคือ ความหลากหลายของผลไม้จะลดลง ส่วนความน่ากลัวที่สองก็คือ สารเคมีในอากาศจะเพิ่มขึ้นเพราะทุเรียนต้องพ่นสารเยอะ เพื่อจะทําให้ผลผลิตออกมาเยอะตอบสนองความต้องการของตลาด สุดท้ายก็จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘อุตสาหกรรมเกษตร’
แก้วอธิบายเพิ่มว่า ตลอดมาพื้นที่ระยองไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมเกษตรเพราะว่าสวนผลไม้ของระยองมีความหลากหลาย มีทั้งสวนยาง มีข้าว มีลองกอง มีมังคุด มีพืชสมุนไพร มีผัก แต่ตอนนี้แม้แต่บ้านจัดสรรก็ปลูกทุเรียนแถมให้ลูกค้า แล้วเจ้าของบ้านก็ต้องพ่นยาเพื่ออย่างน้อยก็จะได้กินผล รวมๆ ทั้งหมดแล้วแก้วเลยเห็นว่าการทำเกษตรอุตสาหกรรมโดยเฉพาะทุเรียนเป็นการทำการเกษตรที่ส่งผลเสียกับทั้งคนกิน แล้วก็คนทํา
แม้แต่ในอำเภอแกลงที่แก้วเห็นว่าสองปีมานี้เกษตรสวนผสมผสานธรรมดาได้เปลี่ยนไปเป็นอุตสาหกรรมเกษตรเยอะขึ้นมาก “คือเท่าที่เราเจอ คือเยอะมาก สวนยางเนี่ยถูกตัดออกมหาศาล มังคุดหาย เอาไปลงทุเรียนหมด ซึ่งมันไม่ใช่เพราะคนไม่กินมังคุด ไม่กินลองกอง ไม่กินเงาะนะ คนยังกินอยู่ ไม่งั้นพี่คงขายไม่ได้” แน่นอนว่าสิ่งที่ส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนไปคือความต้องการที่เข้ามา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตลาดจากจีน
“ทุเรียนเนี่ย ไม่ใช่ว่าคนไทยกินร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ คนไทยก็ได้กินไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือส่งออก เพราะฉะนั้นถ้าตลาดส่งออกเขาเปลี่ยนเทรนด์การกิน มันก็จะวนกลับมาเหมือนตอนขนุน ตอนยางพารา เพราะว่าเราก็เห็นมันล่มมาหมด ตอนขนุนเราก็จับคู่ค้ากับจีน พอจีนไม่กินขนุน ขนุนก็ตาย เดี๋ยวถ้าจีนไม่กินทุเรียน ทุเรียนก็ตาย แต่รอบนี้ถ้าทุเรียนตายเนี่ยสิ่งที่ตายตามทุเรียนก็คือ เกษตรกร”
แก้วเสริมว่าสาเหตุที่จะทำให้เกษตรกรอาจไปไม่รอด เพราะเกษตรกรหลายคนต้องไปกู้เงินมาทําทุเรียน ยกเว้นคนที่มีเงินอยู่เป็นล้านๆ แล้ว แต่จะมีเกษตรกรสักกี่คนที่มีเงินทุนอยู่แล้ว ซึ่งพอเกษตรกรตายตามทุเรียน สิ่งที่ตามมาก็คือ ที่ดินการเกษตรที่จะหลุดลอย เราก็วนกลับมาปัญหาเรื่องเดิม คือ เกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง แต่ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือที่ดินเกษตรกรรมเหล่านั้นอาจเปลี่ยนกลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมกหรือเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่สําหรับโรงงานก็ได้
นี่คือ เรื่องที่ทำให้แก้วรู้สึกกังวลกับอนาคตของเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ระยองและภาคตะวันออกไม่ได้ ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์สามารถช่วยหยุดยั้งหนทางไปสู่หายนะแบบนั้นได้

ทดลองเปลี่ยนสวนเคมีมาทำเกษตรอินทรีย์
จากการมองเห็นปัญหาของอุตสาหกรรมเกษตรที่ไม่อาจยั่งยืน ผนวกกับความตั้งใจอยากพิสูจน์ว่าเกษตรกรต้องไม่จน แก้วก็ตัดสินใจซื้อสวนไม้ผลขนาดสามไร่ในอำเภอแกลงที่แก้วชื่นชอบซึ่งเป็นพื้นที่ที่แก้วอาศัยอยู่ในปัจจุบัน แก้วเล่าว่าความประทับใจแรกที่เขามีให้กับพื้นที่แปลงนี้คือ ที่นี่มีบ่อน้ำที่มีตาน้ำซึ่งหมายความว่าเขาจะมีน้ำใช้ตลอดปี ประเด็นที่สองคือ ราคาไม่แพง และประเด็นที่สามที่สำคัญมากคือ ในพื้นที่มีต้นทุเรียน และต้นมังคุดที่โตแล้ว ซึ่งเป็นเหมือนทางด่วนที่ทำให้แก้วไม่ต้องไปเริ่มต้นจากศูนย์
เมื่อเขาซื้อสวนสำเร็จสิ่งแรกที่แก้วลงมือทำคือ เปลี่ยนสวนที่เคยใช้เคมีปกติมาเป็นสวนอินทรีย์ เพราะแก้วเชื่อว่า “เกษตรอินทรีย์เนี่ยแหละจะทําให้เราหลุดพ้นจากภาวะหนี้สิน หลุดพ้นจากวงจรการถูกเอาเปรียบได้”
ซึ่งนอกจากการเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์แล้ว อีกสิ่งที่แก้วตั้งใจจะทำให้ได้จริง คือ การผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ แก้วบอกว่า “เรามีความเชื่อว่าเกษตรกรต้องมีศักดิ์ศรีในความเป็นเกษตรกรด้วย ศักดิ์ศรีของความเป็นเกษตรกรต้องเกิดจากตัวเรา เช่น ถ้าเรามีศักดิ์ศรีพอ เราจะไม่ขายของที่ไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นเนี่ยพอสตาร์ทอย่างนี้ ก็จะทําให้เราต้องเข้มงวดตัวเอง ผลิตแต่ของที่มีคุณภาพออกมา พอเราผลิตของมีคุณภาพออกมา ลูกค้าได้รับไปหรือว่าคนที่ได้กินก็จะย้อนกลับมาซื้ออีก เพราะว่าผลไม้ทุกชนิดเขามีเสน่ห์ในตัวเขาเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเขาถูกทําให้ด้อยค่า ด้อยคุณภาพลง”
ซึ่งการเริ่มทําเกษตรอินทรีย์ของแก้ว เริ่มจากการเห็นความสําคัญของเกษตรอินทรีย์ก่อนเป็นอันดับแรก แก้วบอกเราว่า ต้องเห็นความสําคัญของการเลิกใช้สารเคมี เพราะว่า ในกระบวนการทําเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิคมีความท้าทายหลายอย่าง
“ถ้าจะทำสวนออร์แกนิคเพราะเงิน หรือขบวนการที่บอกว่าขายของออร์แกนิคต้องแพง อินทรีย์ต้องแพง พี่ก็ไม่โอเคนะ เพราะมันย้อนแย้งกันมาก ในขณะที่คุณชวนว่า มาทําอินทรีย์กันเถอะเพราะต้นทุนต่ำ ทําปุ๋ยใช้เอง แต่ว่าทําไมขายโคตรแพงล่ะ”
เพราะที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ แก้วอยากให้มองว่า ตั้งแต่ขบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลสุขภาพของผู้ผลิต ดูแลสุขภาพของคนในครอบครัว แล้วก็ดูแลสุขภาพของผู้บริโภคด้วย แก้วจึงเชื่อว่าสวนเกษตรอินทรีย์จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เขากับครอบครัวได้ ซึ่งเป็นความยั่งยืนที่สัมผัสได้จริงยิ่งกว่ามูลค่าของเงิน

ทดลองเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ให้เติบโต
หลังจากมีพื้นที่สวน มีแนวคิดที่จะทำสวนเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนแล้ว สิ่งที่แก้วตามหาต่อมาคือ ‘ความรู้’ ซึ่งส่วนนี้แก้วบอกว่าไม่ยากอย่างที่คิด โดยเริ่มจากต้องรู้ก่อนว่าเดิมสวนของเราใช้เคมีอะไรบ้าง ใช้ปุ๋ยสูตรอะไรบ้าง แล้วเอามาเทียบเคียงกับอินทรีย์ที่ต้องไปทดแทนได้เท่าๆ กัน
“สมมุติว่าทุเรียนเคยใช้ปุ๋ยแบบนี้ เคยใช้ยาแบบนี้ พอปรับมาเป็นอินทรีย์เราก็ต้องไล่ความเข้มข้นของปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้ใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมีที่เคยใช้เพื่อที่ทุเรียนจะไม่โทรม”
ซึ่งภายใต้ความตั้งใจที่จะทำออร์แกนิก แก้วได้เริ่มเรียนรู้เรื่องจุลินทรีย์จากพืช เช่น สาร NPK (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพรแทสเซียมซึ่งเป็นธาตุอาหารพื้นฐานของพืช) แก้วใช้วิธีการแยก N จากต้นถั่วที่มีไนโตรเจนเยอะ โดยการนำต้นถั่วมาหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์
นอกจากนั้นเขาก็ได้ศึกษาจุลินทรีย์และสารต่างๆ ของพืชผ่านต้นไม้ต้นเดียว เช่น จุลินทรีย์จิบเบอเรลลิกที่จะอยู่บนใบยอดของต้นไม้มีหน้าที่ช่วยในการเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ตัวที่สองหรือจุลินทรีย์ใบเพสลาด ที่จะอยู่ในใบที่สองมีหน้าที่รวบรวมสารอาหารในอากาศ ส่วนจุลินทรีย์ในใบที่สาม ก็จะมีหน้าที่ในการที่จะปรุงอาหาร แล้วก็จ่ายอาหารออกไปยังจุดต่างๆ ของพืช ในขณะที่ใบที่สี่จะเป็นกลุ่มจุลินทรีย์สารปกป้อง มีหน้าที่ปล่อยสารระเหยในอากาศเพื่อป้องกันตัวเองและป้องกันแมลง
ซึ่งแก้วบอกว่า “พอเราเรียนรู้หมดทุกใบไปถึงรากที่แยกเป็น NPK ออกมาได้ หลังจากนั้นเราก็จะได้ไปเรียนรู้ว่า การที่เราจะทําปุ๋ยหรือทําน้ําหมักอะไรชนิดหนึ่งเราควรใช้ส่วนไหนของพืชมาทําเพื่อให้ได้จุลินทรีย์ตามที่ต้องการ”

โดยเขายกตัวอย่างให้เราฟังว่า เช่น ในตําลึง มีสารจิบเบอเรลลิกที่ช่วยในการเจริญเติบโตแนวดิ่งของพืชสูง แก้วก็จะนำสารจิบเบอเรลลิกที่หมักจากตำลึงมาฉีดถั่วฝักยาวเพื่อทำให้ถั่วฝักยาวของเขายาวขึ้น ในขณะที่มะพร้าวมีสารจิบเบอเรลลิกที่ช่วยการเติบโตแนวราบหรือแนวกว้างสูง แก้วก็จะใช้สารจิบเบอเรลลิกที่หมักจากมะพร้าวมาฉีดในช่วงที่ผลไม้กำลังโตเพื่อเพิ่มขนาดของผล หรือใช้ผลยอมาหมักเพื่อใช้กำจัดมดและแมลงที่มากวนใจ
ยิ่งกว่านั้นนอกจากที่แก้วจะนำความรู้เรื่องจุลินทรีย์มาใช้จริงในสวนเกษตรอินทรีย์ของเขาแล้ว สำหรับแก้วเขายังรู้สึกสนุกและตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เฝ้ามองและสังเกตการเติบโตของต้นไม้ที่เขาดูแลอีกด้วย
ปัจจุบันภายในสวนออร์แกนิกบ้านคนสวนจำนวนสี่ไร่ของแก้วและดำ(ภรรยาของแก้ว) ปลูกมังคุดเป็นหลัก แก้วมีมังคุดประมาณ 70-80 ต้นนอกจากนั้นก็ยังมีผลไม้ทานได้ชนิดอื่นแซมบ้างเช่น ทุเรียน 7-10 ต้น เงาะ ลองกอง ส้มเขียวหวาน และพลพรรคผักและต้นไม้ที่พี่แก้วนำมาหมักสร้างเป็นจุลินทรีย์และปุ๋ยจากธรรมชาติเพื่อใช้ในการดูแลสวนออร์แกนิก
ผลผลิตมังคุดที่พี่แก้วเก็บได้ต่อฤดูกาลอยู่ที่ประมาณ 3 ตัน ซึ่งคิดเป็นเงินรายได้เจ็ดถึงแปดหมื่นบาทต่อปี เมื่อเทียบกับต้นทุนเพียงสี่พันบาทจากการใช้วัตถุดิบในสวนมาเป็นปุ๋ย เป็นจุลินทรีย์และยากำจัดแมลงจากธรรมชาติ ตอนนี้มังคุดจากบ้านคนสวนของแก้ว จัดเป็นมังคุดออร์แกนิคที่ผ่านมาตรฐานการรับรองจากสหภาพยุโรป ซึ่งเขาทำตลาดขายเองผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ซึ่งแก้วเล่าว่าการเริ่มทำตลาดให้คนเชื่อถือเป็นส่วนที่ยากที่สุด แต่เมื่อทำได้แล้วก็เป็นเรื่องที่เขาประทับใจที่สุดเช่นเดียวกัน เมื่อมีคนมารอซื้อ รอรับประทานผลไม้จากสวนของเขา
“ซึ่งเราไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นเงินกลับมานะ แต่เรารู้สึกว่า เราทําเกษตรอินทรีย์ ทําออร์แกนิคให้คนเข้าถึงได้ ให้คนยอมรับได้ แทบจะไม่มีคนถามขอดูใบเซอร์เลย แต่ทุกคนมั่นใจ แล้วก็ตอนนี้พี่ก็ถึงขั้นไปเอาของคนอื่นมาขายเพราะว่า บางคนเริ่มอยากทําอินทรีย์แต่ไม่มีตลาดอะไรอย่างเงี้ย พี่ก็ไปเอามาแล้วก็การันตีให้ คนที่เป็นลูกค้าพี่เขาก็กล้าซื้อ”

ทดลองออกแบบชีวิตและสวนสู้อากาศแปรปรวน
แต่แม้ว่าแก้วจะผ่านการพิสูจน์ว่าเขาสามารถผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพและสวนเกษตรอินทรีย์เป็นการเกษตรที่ทำให้เขาและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง แต่ก็ยังมีอุปสรรคอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แก้วบอกว่าเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา อากาศแปรปรวนมาก ทำให้ผลผลิตออกน้อยลง อากาศที่ร้อนจัดก็ทำให้ผลผลิตบางส่วนร่วง ทำให้รายได้จากผลผลิตในสวนของแก้วไม่มั่นคงอย่างที่เคย
แก้วจึงแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการปลูกไม้ป่าแล้วก็สร้างความหลากหลายในพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเขาเล่าว่า “อันดับแรกก็คือ การปลูกไม้ป่าให้มาบังความร้อน ไม้ป่าเนี่ยเป็นไม้ใหญ่ระบบรากลงลึก มันก็จะช่วยเรื่องของการดูดซับน้ํา ดูดซับความชื้นไว้ในพื้นที่ของเราได้เยอะขึ้น อันดับสองก็คือ การสร้างความหลากหลาย หมายถึงปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดขึ้น แต่ต้องเลือก คือของพี่จะเลือกอย่างเช่น เราจะปลูกตะเคียนไม้ป่าไม้ไทย ช่วงที่มังคุดต้องการแสงเนี่ยตะเคียนจะทิ้งใบพอดี แต่ถ้าคุณไปปลูกฮอกกานีมันเป็นไม้นําเข้า เพราะฉะนั้นเนี่ยธรรมชาติของเขาไม่ตรงกัน”
แม้จะแก้ปัญหาในเบื้องต้นแล้วแต่ปีหนึ่งแก้วมีรายได้จากผลไม้เพียงหนเดียว ช่วงเวลาหลังจากฤดูผลไม้แก้วจึงผันตัวเองไปเป็นช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ นอกจากนั้นช่วงโควิดเขาก็ได้เขยิบมาทําเรื่อง ขายคอร์สการเรียนรู้ คอร์สฝึกอบรมเกี่ยวกับการทำการเกษตรออร์แกนิคออนไลน์ให้แก่ผู้สนใจ เป็นรายได้อีกทาง
ส่วนในอนาคตแก้วก็ตั้งใจจะเปิดทริปท่องเที่ยวเชิงการเกษตรในสวนเพิ่มเติมเพื่อมาทดแทนช่วงที่รายได้ขาดไป แก้วเล่าว่า “ตอนนี้ที่วางไว้ ก็คือ เราก็จะขายทริป เราจะพาไปล่องเรือคลองลาวน แล้วก็ไปดูบ้านคาเซ ไปเรียนรู้วิถีชีวิตของกลุ่มประมงครับกับชุมชนเล็กๆ แล้วก็ไปหาของทะเลที่มันหาได้ พวกหอยปูกลับมาที่สวนก็เราจะเตรียมผักเตรียมอะไรไว้ให้ แล้วก็จะให้ทุกคนมาเก็บไปทํากับข้าว”
แน่นอนว่าแม้แก้วจะผ่านบทพิสูจน์ถึงการทำเกษตรให้อยู่รอด แต่ปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้อย่างภาวะโลกเดือดก็ทำให้ตัวเขาเองต้องเริ่มทดลองปรับตัวเช่นกัน

ผลการทดลองของแก้ว
สำหรับแก้วสวนเกษตรอินทรีย์ของเขา คือ ความสุขที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ แบบที่เขาเรียกว่าอยู่แบบชิลๆ ในเวลาว่างจากการทำงานสิ่งที่แก้วชอบทำมากที่สุด คือ การถ่ายรูปต้นไม้ในสวนของเขาแล้วก็เฝ้ามองวงจรชีวิตของต้นไม้แต่ละต้น แก้วค้นพบว่าการได้เรียนรู้กับต้นไม้ ได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ ช่วยทำให้รับรู้ภาวะของตัวเองแล้วก็ช่วยให้เป็นคนที่มีภาวะความรุนแรงน้อยลงด้วย
แต่มากกว่านั้นสวนเกษตรอินทรีย์ของเขายังตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงทางอาหารในครอบครัวหรืออาจจะรองรับระดับชุมชนได้ด้วย เพราะแก้วเล่าว่า “อย่างบ้านพี่เนี่ย ช่วงหน้าฝนก็จะมีคนขับรถมาเก็บหน่อไม้ บางช่วงก็มาจอดรถหน้าบ้านขอชะพลูหน่อย คนในหมู่บ้านแถวนี้เขาก็ได้มาใช้ประโยชน์กันนะ แล้วก็เวลาฤดูผลไม้เราเก็บมังคุดมา ส่วนหนึ่งเราคัดส่งให้ลูกค้า อีกส่วนที่เราคัดออกเราก็เอาไปแจกในหมู่บ้าน แจกแรงงานกัมพูชาที่บางทีเขาต้องซื้อกิน ก็ไปแจกให้เขากิน เพราะว่ามังคุดเราก็จะคัด ถ้ามีตําหนิ มันจะกลายเป็นมังคุดแข็งระหว่างทาง เราก็เอาไปแจกให้เขากิน”
นอกจากนั้นสําหรับแก้วพื้นที่นี้เขายังตั้งใจทําให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนมาเรียนรู้ได้ ตั้งใจจะสร้างให้เกิดเป็นองค์ความรู้ของพื้นที่นี้
และนั่นคือผลการทดลองที่เขาได้คำตอบถึงชีวิตการทำสวน ที่วันนี้พอจะตอบได้ว่าเกษตรกรไม่ต้องจน เป็นไปได้จริง ดั่งที่เขาเชื่อมาเสมอว่า
“เกษตรอินทรีย์เนี่ยแหละจะทําให้เกษตรกรหลุดพ้นจากภาวะหนี้สิน หลุดพ้นจากวงจรการถูกเอาเปรียบได้”



