หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับวงดนตรีอย่าง Playground ไม่ก็ Whal & Dolph หรือ Musketeers และวงดนตรีเหล่านี้ก็มีสมาชิกของวงที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บางแสนด้วย
บางแสนจึงเป็นเมืองที่ผลิตศิลปินออกไปไม่มากก็น้อย และยังเป็นพื้นที่ความฝันของนักดนตรีอีกหลายคนเช่นเดียวกัน เหมือนกับ มิเชล – ธรรมรัตน์ บุญกำเนิด มือกลองแห่ง พาราเซตามอล เองที่ได้เติบโตมากับชีวิตนักดนตรีในบางแสน
มิเชล เติบโตมากับการเล่นดนตรีแต่เด็ก และความฝันของการจะได้มีพื้นที่เล่นดนตรีที่ตัวเองรักก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเขาเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้ทุกๆ คนได้มีพื้นที่เล่นดนตรีด้วยความเป็นตัวเอง และนั่นทำให้ ‘แสนอินดี้’ งานดนตรีของคนบางแสนเกิดขึ้นมา
อะไรทำให้เขารักดนตรีสุดหัวใจ และทำไมเขาเลือกที่จะทำพื้นที่ดนตรีให้ทุกคนได้ออกมาโชว์ เราพาเดินทางไปพร้อมกับท่วงทำนองชีวิตของมิเชลได้ผ่านบทสัมภาษณ์นี้กัน

เริ่มหัดตีกลองเพราะหนัง
หากใครจำกันได้ ในช่วงปี 2559 มีหนังเรื่องนี้ปรากฏสู่สายตาเด็กวัยรุ่นในยุคนั้น นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หนังเรื่องนี้ว่าด้วยผู้คนที่เข้ามาผูกพันกับดนตรีด้วยหลากหลายเหตุผล แต่ท้ายที่สุดแล้วดนตรีก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาแบบแยกไม่ขาด และหนึ่งในตัวละครหลักของเรื่องนี้ก็ดันชอบตีกลองซะด้วย
มิเชลเองก็เช่นกัน ในสมัยเด็กๆ เขาเกิดและเติบโตที่แปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา และชีวิตของเขาในช่วงวัยรุ่นก็ได้พบเจอหนังเรื่องนี้และพาเขาสู่การเป็นมือกลองในช่วงเวลาต่อมา
“เริ่มตีกลองตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ครับ หนังเรื่องนั้นทําให้เรามาเล่นดนตรี น่าจะอยู่ประมาณสัก ม.2 – ม.3 ก็คือเราอ่ะชอบตีกลองอยู่แล้ว”
“เราก็มีความฝันว่าเราอยากตีกลองชุดให้ได้ แต่ว่าสมัยก่อน กลองชุดมันมีชุดเดียว รุ่นพี่เนี่ยเขาจะจองห้องซ้อม เราก็เป็นเด็กเกาะเบาะนั่งดูเขาตีว่าตียังไง วันหนึ่งเราเริ่มโตขึ้น น่าจะพองัดกับรุ่นพี่ได้ (หัวเราะ) พอเขาลุกออกไปเข้าห้องน้ํา เราก็สวมตีเลย เราก็ลองตีของเราไป ตึกโป๊ะ ตึกๆ”

และจากความกล้าในวันนั้นก็ทำให้รุ่นพี่เห็นแววมือกลองของมิเชล ก่อนจะชักชวนให้ตั้งวงดนตรี เพราะรุ่นพี่กำลังจะจบการศึกษาออกไปและกลัวไม่มีคนสานต่อ ทำให้ต่อมามิเชลได้รวมตัวกับเพื่อนๆ ตั้งวงดนตรี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักร้องนำที่ยังคงทำวงดนตรีอยู่ด้วยกันอย่าง ‘สตางค์’ ที่ชักชวนไปเล่นดนตรีหารายได้กัน และนั่นทำให้ชีวิตของมิเชลขยับเข้าใกล้บางแสนมากขึ้น
ในช่วงที่ฟอร์มวงใหม่ๆ มิเชลเล่าว่าวงที่พวกเขาทำกับเพื่อนๆ ยังเล่นเพลงแมสทั่วๆ ไปที่ดังในตลาดดนตรี ไปเล่นดนตรีตามร้านด้วยคาฮองกับกีตาร์โปร่ง โดยในสมัยนั้นได้ค่าจ้าง 200 บาท เล่นไป 3 ชั่วโมง ซึ่งมิเชลมองว่าการเล่นดนตรีในพื้นที่ที่ไม่มีคนรู้จักพวกเขา การได้รับเสียงตบมือ การได้รับคำชม หรือคำแนะนำ กลายเป็นสิ่งที่ฮีลใจเขาอย่างมาก และทำให้เขาอยากพัฒนามากขึ้นไปเรื่อยๆ
และการเติบโตด้านดนตรีของเขาก็ก้าวไปอีกขึ้น เมื่อเข้ามาเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งพาเขาเปิดโลกดนตรีที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
“พอเรามาเข้ามาเรียนในคณะศิลปะ การฟังดนตรีเราเปลี่ยนไป สมัยนั้นยังไม่รู้จักเลยว่าเพลงอินดี้คืออะไร เพลงเร็กเก้คืออะไร คือเราฟังบอดี้สแลม บิ๊กแอส แคลช โปเตโต้มาสมัยนั้น แต่พอเราได้มารู้จักคณะศิลปะ เราก็ได้เริ่มฟังมากขึ้น เราได้ฟังแบบว่า แม่ง มีโพสต์ร็อกด้วยว่ะ โพสต์ร็อคคืออะไรวะ เร็กเก้คืออะไรวะ เร็กเก้ดั๊บคืออะไรวะ”
ทั้งหมดนี้มิเชลมองว่าถ้าไม่ได้เรียนคณะด้านศิลปะ ไม่ได้เจอรุ่นพี่ในคณะ จะไม่มีวันได้เจอดนตรีใหม่ๆ แบบนี้

พาราเซตามอล วงดนตรีที่อยากให้มีทุกบ้านเหมือนยาสามัญประจำบ้าน
ย้อนกลับไปก่อนจะมาเป็นวง ‘พาราเซตามอล’ มิเชลย้อนให้ฟังว่าหลังจากจบการรับน้อง รุ่นพี่ในคณะก็ได้รับรู้ว่ามิเชลเลือกหยุดเล่นดนตรีเพื่อมารับน้องโดยเฉพาะ ทำให้รุ่นพี่ส่งตอคอนเน็กชั่นต่างๆ ชวนมิเชลฟอร์มวงดนตรีอีกครั้ง ประจวบเหมาะกับ สตางค์ ที่กลับมาเล่นดนตรีในบางแสน เกิดเป็นจิบจิบแก้เจียนแบนด์ ซึ่งเป็นวงเล็กๆ 3 คนร่วมกับเพื่อนในคณะของมิเชลอย่าง ก็อตที่กลายมาเป็นมือกีตาร์ ที่นำพาดนตรีใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตของมิเชล ไม่ว่าจะเป็นดนตรีบลูส์ เร็กเก้ หรือแม้แต่เพลงร็อกเก่าๆ ต่อมาหลังจากทั้ง 3 คน ตระเวนเล่นดนตรี โดยเฉพาะเร็กเก้ ก็ทำให้มี กว้าง กับ ตี๋เข้ามาร่วมวงด้วยความสนใจในดนตรีแนวเดียวกัน
และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ต้องตั้งชื่อวงดนตรีอย่างจริงจัง
“คือนั่งคุยกันว่าแบบเอาชื่ออะไรดีวะ พี่กว้างเขาก็บอกว่าพี่อยากทําวงที่แบบว่าง่ายๆ ทุกคนต้องมี เขาก็เลยพูดมาว่างั้นเอาเป็น ‘ยาสามัญประจําบ้าน’ ไหม ทุกคนก็แบบว่าชื่อมันเชยอะ ก็เลยวิเคราะห์กันต่อว่าอะไรดี แล้วพี่กว้างก็พูดมาอีกว่า เอ้ย หรือจะเอาอันนี้ดี เป็น ‘พาราเซตามอล’ ไง ใครนึกถึงอะไรก็นึกถึงแต่พาราเซตามอล แบบว่า ปวดเมื่อยเวียนหัวอะไรเงี้ย เราก็จะกินพาราใช่ไหมครับ มันง่าย แบบอะไรก็ได้ มันก็นึกถึงพารา”

ยิ่งไปกว่านั้นมิเชลยังเสริมต่ออีกว่านักร้องนำของเขาเอง ซึ่งก็คือสตางค์ก็ดันเป็นหมอฟันอีกด้วย คงไม่มีอะไรเหมาะเจาะไปกว่าชื่อ ‘พาราเซตามอล’ อีกแล้ว
แน่นอนว่าการเติบโตของวงดนตรีวงหนึ่งก็ต้องมีแรงบันดาลใจจากวงดนตรีรุ่นพี่เป็นเชื้อไฟ ซึ่งมิเชลเล่าให้ฟังว่าสำหรับเขาแล้ว วงดนตรีที่เป็นครูของเขาก็คือ Kai-Jo Brothers “วง Kai-Jo คืออันดับหนึ่งเลยของพาราเซตามอลเพราะว่าเป็นเพลงครูที่เราแกะกันแต่แรกเลยครับ แล้วค่อยเริ่มมาเป็น T-Bone จ๊อบ บรรจบ พลอินทร์”
นอกจากนี้แล้วอีกหนึ่งคนที่เป็นแรงบันดาลใจคือ วิน ศรีราชาร็อกเกอร์ ซึ่งมิเชลเล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นยุคแรกของพี่วินน่ะ มันไม่มีใครทําเร็กเก้ดั๊บครับ ที่เป็นวง เป็นรูทแบบนี้ครับ คือเราฟังแล้วเรารู้สึกว่ามันว้าว เพลงมันเท่ ดนตรีมันแหวกไปจากที่เราบอกไป แล้วก็เนื้อหาเพลงมันออกไปทางกวีกับเพื่อชีวิต มันค่อนข้างถูกใจวัยโจ๋แบบเรา คือคําพูดมันฟังแล้วคิดตามได้เนอะ คําพูดมันแบบว่า มันคนยุคเราอะไรอย่างนี้”
จากแรงบันดาลใจ และครูของพวกเขา ก็ทำให้พราเซตามอลค่อยๆ ได้เริ่มทำเพลงของตัวเอง แม้ในตอนนั้นจะยังไม่ได้นึกถึงการเข้าไปอยู่ในค่ายเพลงก็ตาม

ส่วนผสมของพาราเซตามอล ที่ให้ทุกคนได้เป็นตัวเอง
หลังจากได้ตั้งวงดนตรีและตระเวนเล่นไปในหลากหลายที่ ก็ถึงเวลาที่ต้องมีเพลงเป็นของตัวเอง
“ตอนนั้นคิดแค่ว่าเรามีเพลงตัวเองไปเล่นอยู่ในโชว์ตามร้านแค่นั้นเอง” ซึ่งจุดเริ่มต้นการทำเพลงก็มาจากการอยากมีเพลงสไตล์ของตัวเองไว้เล่นเปิดหรือปิดโชว์เพื่อสร้างความน่าจดจำ และทักทายคนฟัง
“ทุกครั้งที่เราไปโชว์ลูกค้าก็จะขอให้เล่นเพลงพาราหน่อย คือมันก็จุดประกายให้เราเริ่มแต่งเพลง แต่การแต่งเพลงเราก็จะมาสิ้นสุดลงตรงที่พี่กว้างเขาผ่อนผันทหารจนหมด พอถึงปีสุดท้ายเขาต้องไปเกณฑ์ทหาร ก็เลยขาดคนที่แต่งเนื้อร้องกับตัวตั้งตัวตีแต่งเพลงไป” แม้จะเกิดสูญญากาศไป 1 ปี แต่หลังจากกว้างกลับมา พวกเขาก็เริ่มจริงจังกับการทำเพลงเองมากขึ้น นำไปสู่การมีอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเองในที่สุด
“ตอนนี้ปล่อยไปอัลบั้มเดียวครับ 9 เพลง ชื่ออัลบั้มว่าห้องทดลอง ทําอยู่ตอนสังกัดค่าย E-Record อะครับ เป็นทุกแนวเลยที่เราอยากทําทั้งหมด ก็คือเราใส่แนวที่เราอยากทําทั้ง 9 เพลง ไม่เหมือนกันเลยครับ”
ความหลากหลายในอัลบั้มเพลงที่พวกเขากัน ทำให้เห็นว่าพาราเซตามอลไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในกรอบดนตรี แต่เลือกทำตามใจชอบไปด้วย
“วงเราค่อนข้างจะอิสระ สมมติมือกีต้าร์ชอบเล่นบลูส์ เราก็ให้เขาใส่บลูส์ในเร็กเก้ได้ มือเบสอยากจะรูท แบบเร็กเก้ แบบศรีราชาร็อกเกอร์ เราก็อนุญาตให้เขาใส่แบบนั้นได้ครับ นักร้องชอบแร็ป เนื้อเพลงพาราก็จะมีแร็ปค่อนข้างเยอะ อะไรอย่างนี้ครับ คือเราค่อนข้างจะฟรีสไตล์สําหรับตัวสมาชิก”
และด้วยความฟรีสไตล์ ก็ได้กลายมาเป็นจุดเด่นของความเป็นพาราเซตามอลขึ้นมา เป็นวงดนตรีในแบบของพาราเซตามอล ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ซึ่งมิเชลเองก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ของพาราเซตามอลมาโดยตลอด เป็นวงดนตรีที่เป็นตัวของตัวเอง และมีส่วนผสมของคนในวงรวมๆ กัน
“เราเป็นตัวเรา เราเป็นวงเรกเก้ที่เราจะเล่นดั๊บก็ได้ เราจะเล่นสกาก็ได้ เราจะเล่นเพลงแร็ปๆ เราก็เล่นได้”
และนั่นทำให้พาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้านที่อะไรก็ได้ ง่ายๆ ตามสไตล์ของวงไปด้วยเช่นกัน

เหนื่อยแค่ไหน ขอให้ได้ยินเสียงดนตรี
แน่นอนว่าหากใครยังจำกันได้ ในช่วงโควิด-19 นับเป็นพายุลูกใหญ่ของใครหลายๆ คน มิเชลเองก็เช่นกัน ในวันที่ออกไปเล่นดนตรีไม่ได้ คือวันที่เขาตระหนักได้ทันทีว่าดนตรีคือสิ่งสำคัญในชีวิต
“ตอนแรกพี่ก็ไม่คิดว่ามันสําคัญหรอก ตอนโควิดมาทําให้พี่รู้ว่าชีวิตพี่ขาดดนตรีไม่ได้เว้ย เหงามากเลยนะ โควิดอะ ไม่ได้เล่นดนตรีอะ โคตรเหงา”
มิเชลย้อนเล่าถึงช่วงที่เผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้เขาต้องผันตัวไปจับตะหลิว จับมีด จับกะทะ แทนการจับไม้ตีกลอง
“มันไม่ใช่ชีวิตพี่อะ พี่รู้สึกแบบว่า เราเหนื่อยได้ แต่เราต้องได้ยินเสียงดนตรีอยู่ กลายเป็นว่าความสุนทรีย์ในชีวิตมันหายไป ต่อให้เราได้เงินมาจุนเจือนะ แต่รู้สึกว่าแบบว่าความสุขมันไม่เท่ากัน” ซึ่งมิเชลก็บอกว่าในช่วงเวลานั้นความอยู่รอดเองก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน และเขาก็รู้สึกโชคดีที่ตอนนี้เขาได้กลับมาทำงานที่เขารักและได้เงินไปพร้อมๆ กัน เหมือนชีวิตได้โบนัส
“ถามว่าทําไมพี่ยังเป็นนักดนตรีอยู่ มันเป็นความฝันพี่อะ คือพี่สามารถตีกลองได้ทุกวันเลยเพราะมันเป็นความฝันพี่ แค่เวทีนั้นมันยังไม่ใช่เวทีในความฝันพี่ เป้าหมายของพี่คือได้ตีกลองอยู่เวทีบิ๊กเมาเท่น นั่นคือเป้าหมายพี่ คือถ้าเกิดวงพี่แม่งได้เล่นนั่นคือพอแล้ว ไม่ต้องแบบคอนเสิร์ตใหญ่แบบพี่ตูนที่ราชมังฯ หรอก แค่เราได้เล่นงานนั้นน่ะ เราคิดว่านั่นน่าจะเป็นความฝันแล้ว”
และความฝันนั้นก็พาพาราเซตามอลเติบโตไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุด

แสนอินดี้ งานดนตรีของคนบางแสน
เชื่อว่าการเล่นดนตรี คือคอมมูนิตี้ที่ยิ่งมีกลุ่มคนมากเท่าไหร่ ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น และมิเชลเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน จากบทบาทในพาราเซตามอล จึงค่อยๆ ขยับขยายมาทำงานดนตรีขึ้น และเป็นงานดนตรีที่อยากผลักดันวงการดนตรีในบางแสนให้เติบโตไปด้วย
ซึ่งจุดเริ่มต้นนี้ก็เกิดมาจากการที่เขาได้เห็นว่านักร้องนักดนตรีในบางแสนที่เป็นวงเล็กๆ เพิ่งเริ่มต้น แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้ได้ออกมาปล่อยแสง มาโชว์ของ ซึ่งมิเชลเล่าให้เราฟังว่าย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อนมีงานเทศกาลดนตรีที่บางแสน และพยายามชูความเป็นบางแสน แต่กลับไม่มีนักร้องจากบางแสนได้ขึ้นไปเล่นเท่าไหร่นัก ทำให้มิเชลเองรู้สึกผิดหวัง และเปลี่ยนเป็นฟลังที่อยากจะสร้างเวทีดนตรีให้นักบางแสน ‘จริงๆ’
“พี่ก็เลยคุยกับเพื่อนอีกวงว่าถ้าเกิดเราจัดกันเองมันเป็นไปได้เปล่า มันก็บอกว่าให้พี่ลองดู เพราะว่าที่บ้านพี่มีญาติทําธุรกิจเครื่องเสียงให้เช่า แล้วพี่ก็รู้จักกับพี่แชมป์ซาวด์ ก็เลยเริ่มจากคุยกับทุกคนที่รู้จักว่าเราจัดงานเราต้องใช้อะไรบ้าง แล้วพอดีตอนนั้นพี่เพิ่งมารู้จักพี่เป้ง เจ้าของร้าน Bora Bora เพื่อนก็เลยลองคุยขอใช้สถานที่เขาดูไหม พี่ก็เลยมาคุยแล้ว บอกว่างั้นมึงมาจัดที่ร้านเลย”

จากความผิดหวังในวันที่นักดนตรีบางแสนไม่มีพื้นที่ให้แสดงในวันนั้น กลายเป็นการรวมตัวอย่างรวดเร็วของเหล่าคนรักดนตรีในบางแสน ที่อยากจะแสดงออกว่างานดนตรีบางแสนอย่างที่ควรจะเป็นคืออะไร “งานบางแสนต้องแบบนี้ มันไม่ใช่แบบเอาวงกรุงเทพมาเล่นแล้วใช้ชื่อบางแสน มันไม่ใช่” มิเชลเสริม ซึ่งชื่อของงาน ‘แสนอินดี้’ เองก็มาจากการระดมของหลายๆ คน ก่อนที่จะเห็นจุดร่วมเดียวกันว่านี่คืองานดนตรีอินดี้โดยวงดนตรีในบางแสน ที่อยากนำเสนอดนตรีนอกกระแสในบางแสนให้ทุกคนได้รู้จัก
ซึ่งพอถามว่า อินดี้ ในความหมายของมิเชลคืออะไร เขาก็ตอบกลับมาว่า “อินดี้หรอ พี่ว่ามันคืออิสระ สําหรับพี่นะ คือมันเป็นดนตรีอิสระ”
ซึ่งมิเชลเล่าให้ฟังต่ออีกว่า “คือไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นเพลงดนตรีที่ถูกล็อกมาแบบนี้ เหมือนเพลงแมสที่เราฟังอะ เพลงแมสมันถูกล็อกมาแล้วว่ามี ท่อนฮุค พรีฮุค ตรงนี้หนัก ตรงนี้เบานะ เมโลดี้แบบนี้นะ แต่ถ้าเกิดเป็นดนตรีนอกกระแสอะ เราจะได้ยินเสียงซาวด์แปลกๆ ความ Ambient ออกมาที่แบบ เอ้ย อะไรวะ แล้วมันน่าค้นหาทางดนตรี แล้วมันรู้สึกว่าศิลปินเขาอยากใส่อะไร ซ่อนอะไรไว้ในนั้นค่อนข้างเยอะ พี่รู้สึกว่าดนตรีอินดี้มันเป็นสิ่งที่น่าค้นหา พี่นิยามคําว่าอินดี้ว่าเป็นดนตรีที่อิสระอะครับ เราอยากเล่นอะไรก็ได้ เพราะมันเป็นอินดี้”
อย่างไรก็ตาม การทำงานเวทีดนตรีที่มีหลากหลายวงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงขั้นมิเชลบอกว่า “หลังจากเรารับปากว่าเราจะทํา แล้วเราก็ตุ๊ปั๊ดตุ๊เป๋เลยครับ เพราะว่าเราไม่เคยทําสเกลที่แบบว่าวงเยอะมาก่อน” โดยที่เขาอธิบายให้ฟังเพิ่มเติมว่างานนี้พวกเขาทุ่มแรง และทุ่มเงินทำกันเอง และมีคนมาช่วยๆ กัน ซึ่งการจำหน่ายบัตรก็นำไปใช้กับเวที และค่าตัวของวงที่มาขึ้นแสดง เพราะเขาอยากให้ทุกคนมีรายได้จากากรเล่นดนตรีด้วยเช่นกัน
ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปมิเชลก็เห็นว่างานนี้ส่งผลสะเทือนต่อวงการดนตรีอินดี้บางแสนไม่น้อย “ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะคนเยอะครับ เพราะว่าคือเราทํากันเอง แล้วดนตรีคือวงที่แบบว่า ถ้าเกิดเราไปเปิดร้านเหล้าอะ คนไม่รู้จักหรอก เพลงใครก็ไม่รู้ แต่ บางวงมันเขามีแฟนคลับเขาอยู่แล้ว แล้วก็เพื่อนๆ กันก็อยากมาดู แบบ เห้ย เราไม่เคยดูวงนี้เล่นสดเลย แต่เราเห็นเขาเล่นตามร้าน แต่เขาไม่ได้ร้องเพลงตัวเอง งานนี้แหละ เขาจะได้เล่นเพลงตัวเองแบบเวอร์ชั่นที่เขาจะเล่น การที่เขาไปเล่นโฟล์ค เขาก็ไม่ได้เล่นแบบเต็มที่ในรูปแบบแบนด์ ทุกคนก็อยากจะแบบมันมือ ด้วยงานนั้นน่ะมันจุดประกายทำให้นักดนตรีมันอยากมาโชว์”

ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะความเหนื่อย ความยาก การทุ่มแรงสุดพลัง ก็ไม่ได้ทำให้มิเชลรู้สึกเสียดายเลยกับการทำแสนอินดี้ให้เกิดขึ้น “การที่เราเหนื่อยมากๆ แต่เราเห็นภาพมันดีอะ มันหายเหนื่อย วันสุดท้ายที่พี่เก็บของกลับบ้านอะ คือทุกคนแม่งมาถ่ายรูป พวกทีมงานเบื้องหลังกอดกัน มันจบแบบไม่มีอะไรพลาด ไม่มีอะไรพัง แล้วงานมันออกมาดี”
แน่นอนว่าในปีนี้เอง แสนอินดี้กำลังจะกลับมาจัดอีกครั้งในวันที่ 7-8 มีนาคมนี้ ซึ่งมิเชลยังคงความฝันของการจัดงานไว้เช่นเดิม “พี่วาดฝันมันไว้ว่า แสนอินดี้วันหนึ่งมันอาจโต มันอาจจะเป็น CAT EXPO ของบางแสนน่ะ มันก็เท่นะ” ซึ่งเขาตั้งใจจะจัดต่อไปเรื่อยๆ ด้วยแรงที่ยังไหว เพื่อให้นักดนตรีบางแสนได้พื้นที่แสดงดนตรี และขยายวงไปสู่คนในพื้นที่อื่นๆ
จากปกติที่มีคนฟังแค่ในบางแสนเขาก็หวังว่าจะเริ่มมีแปดริ้ว ระยอง จันท์ ตราด กรุงเทพ ปริมณฑลเข้ามาฟัง แล้วแฟนเพลงได้ขยายกว้างขึ้น
และวันหนึ่งเขาก็อยากชักชวนวงดนตรีดังๆ ที่มีจุดเริ่มต้นจากบางแสน ไม่ว่าจะเป็น วง Playground, Whal & Dolph, Musketeers กลับมาแจมบนเวทีแสนอินดี้ด้วยกัน
มิเชลทิ้งท้ายถึงการทำแสนอินดี้ ที่ยิ่งทำให้เห็นแพชชั่นของการทำงานนี้อีกด้วยว่า
“แสนอินดี้เป็นงานที่เปิดพื้นที่ให้กับศิลปิน local band ที่ไม่มีพื้นที่ในการโชว์อะครับ พี่รู้สึกว่าการที่เราผลิตผลงานเพลง มันหาที่ที่เราจะเป็นตัวเองได้ยาก การที่เราได้เป็นตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ พี่ว่าสถานที่แบบนั้นมันไม่ค่อยมี พี่รู้สึกว่าการที่เรามีพื้นที่แบบนั้นให้เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์แบบเต็มที่อะ มันส่งเสริมบุคลากรดี พี่อยากให้ทุกคนช่วยกันผลักดัน แล้วก็มาให้กําลังใจคนที่ล่าฝันเหมือนพี่”

จังหวะดนตรีที่มีกลิ่นอายตะวันออก
อย่างที่บอกไปด้านบนว่าจริงๆ แล้วบางแสนได้ผลิตวงดนตรีดีๆ ออกไปโด่งดังไม่น้อย หลายๆ ชื่อก็เป็นวงดนตรีในใจใครหลายๆ คน อาจจะบอกว่าได้ว่าในบางแสน หรือแม้แต่ภาคตะวันออกเองก็อาจจะมีกลิ่นอายของดนตรีที่แตกต่างอยู่ไม่มากก็น้อย และได้บันดาลใจให้เหล่าคนรักดนตรีได้ลองบรรเลงไปตามบรรยากาศ
มิเชลเองก็รู้สึกเช่นกันว่าตะวันออกมีกลิ่นอายดนตรีที่ต่างไปจากที่อื่นๆ
“พี่ว่าเปลี่ยนภูมิภาค กลิ่นแม่งเปลี่ยนว่ะ เชนส์ ภาษาในการใช้ ถามว่ามันต่างไหม ก็ค่อนข้างนามธรรมเหมือนกันนะ มันเป็นความรู้สึกอะครับ สมมติภาคตะวันออกอะ ถ้าเพลงเราแต่งออกมาส่วนใหญ่จะได้กลิ่นสายลมกับเสียงเพลง แต่ถ้าเกิดเป็นเชียงใหม่ เราจะพูดถึงธรรมชาติกับชีวิตสงบสุขอะไรอย่างนี้ครับ” มิเชลตั้งข้อสังเกต พร้อมกับสรุปความรู้สึกว่า “มันมีความเป็นทะเลที่แบบคลื่นลมไม่แรงอยู่ในเพลง”
ซึ่งมิเชลเองก็เล่าถึงสิ่งที่ตัวเองสังเกตจากการได้ไปเล่นในหลายๆ พื้นที่ โดยเขาอธิบายว่า ต่อให้เป็นวงเร็กเก้เหมือนกัน แต่การใช้เอฟเฟกต์ หรือซาวด์ที่ใช้ มิเชลรู้สึกว่าสไตล์ของตะวันออก หรือเร็กเก้ที่อยู่ติดทะเลฟังแล้วอาจจะชิลกว่า “ดนตรีมีภาษาของมัน” มิเชลบอกทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าวงดนตรีในภูมิภาคอาจจะเติบโตได้ช้ากว่าการเข้าไปในกรุงเทพ เพราะเขาเห็นว่าถ้าใครที่อยากประสบความสำเร็จก็ต้องเข้ากรุงเทพฯ กันหมด ด้วยคอนเน็คชั่นที่กว้าง และแม้จะเล่นเป็นแบ็คอัพศิลปินก็ได้ค่าแรงเยอะกว่า ได้เจอศิลปินดังๆ มากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นมิเชลก็เชื่อว่าการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอาจจะช่วยดันให้ดนตรีในภูมิภาคเติบโตได้
“พี่มีโอกาสได้คุยกับพี่โจ้ เขียนไขและวาณิชครับ นั่งกินที่ไชโยก็เลยแลกเปลี่ยนกับเขา คือเขาจะมีกลุ่มก้อนเขา พอเขาขยับอะไร เขาก็จะไปกันหมด ไปกันเป็นก้อนรวมกัน คือเขาคุยกันนะครับ แล้วการที่เขาผนึกกําลังอะมันทําให้เขาไปด้วยกันได้ไว นั้นก็คือเหตุผลหนึ่งที่พี่อยากทําแสนอินดี้ต่อนี่แหละ เพราะว่ามันพากันไปได้อยู่ครับ มันจะไปได้ไกลกว่าเดิม”
จากความชอบในดนตรีของมิเชลในวัยรุ่น จึงค่อยๆ ขยับขยายมาสู่การผลักดันวงการดนตรีในบางแสน และเกิดเป็นแสนอินดี้ งานดนตรีที่นอกจากจะชวนให้คนอื่นๆ ได้มารู้จักวงดนตรีบางแสนแล้ว ก็ยังชวนนักดนตรีด้วยกันมาส่งต่อความฝันไปด้วยกัน
และภาพเหล่านั้นอาจไม่ได้ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ในวันที่ทุกคนเดินไปพร้อมๆ กัน



