/

นพดล สุทธิธนกูล ชายที่อยากพาความสมบูรณ์ของปะการังและหญ้าทะเลกลับคืนสู่ทะเลตะวันออก

เมื่อสองปีที่แล้วอาจมีคนได้ยินว่า สถานที่หนึ่งในประเทศไทยติด Top 100 ของแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนแหล่งใหม่ของโลก หรืออีกหลายคนก็อาจเคยได้ยินว่าใน 936 เกาะของประเทศไทยมีหนึ่งเกาะที่ปลูกปะการังได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และใช่ที่ที่เรากำลังพูดถึงกัน คือ เกาะหมาก  

 

เกาะเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างเกาะช้างและเกาะกูด ที่เกือบสุดเขตชายแดนประเทศไทยฝั่งตะวันออก เกาะที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกโดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยววิถีคาร์บอนต่ำ ซึ่งความสำเร็จในทั้งสองเรื่องของเกาะหมากเกิดขึ้นได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงและการผลักดันของ อึ่ง – นพดล สุทธิธนกูล 

คนที่ทั้งรักและรักษ์ทะเลตราด เขาคือประธานกลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมาก ที่ผลักดันให้เกิดการปลูกปะการังเพื่อฟื้นฟูทะเลอ่าวไทยในภาคตะวันออกให้กลับมามีระบบนิเวศที่สมบูรณ์หลังถูกทำลายไปเกือบหมดด้วยภาวะโลกเดือดที่เกิดจากการตักตวงผลประโยชน์ของมนุษย์และอุตสาหกรรมที่ทำร้ายโลก

วันนี้เขายังคงทุ่มเททำงานด้วยงบส่วนตัว และยังไร้วี่แววของการสนับสนุนจากภาครัฐในการช่วยกันพลิกฟื้นทะเลตะวันออก ซึ่งแม้จะท้อ แต่เขาก็ยอมให้บ้านและทะเลที่เขารักพังทลายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้เช่นกัน

ตัวตน คนเกาะ กับการประวัติศาสตร์เกาะหมาก

‘คนเกาะ’ คือ คำนิยามที่เหมาะสมที่สุดในการอธิบายตัวตนของ อึ่ง นพดล สุทธิธนกูล เพราะอึ่งไม่เพียงแค่เกิดและเติบโตที่เกาะหมาก แต่เขาและพวกยังดูแลบ้านเกิดแห่งนี้ด้วยสองมือและตั้งใจจะใช้ชีวิตที่นี่ไปตราบลมหายใจสุดท้าย ดั่งประโยคที่เขาบอกกับเราว่า 

“บ้านกูไม่ได้อยู่บนบก บ้านกูอยู่ในน้ำ”

อึ่งเล่าว่า บรรพบุรุษของเขาเป็นเจ้าหัวเมือง อพยพมาจากเกาะกงในสมัยที่รัชกาลที่ 5  แลกพื้นที่ป่าไม้กับพื้นที่เลียบชายทะเลตราดและเกาะต่างๆ กับประเทศกัมพูชา ตอนนั้นมีห้าตระกูลใหญ่ที่อพยพมาพร้อมกัน บางส่วนไปตั้งถิ่นฐานอยู่บนเกาะกูด ที่เหลืออยู่ด้วยกันบนเกาะหมาก ทำให้ผู้คนทั้งเกาะรู้จักกันหมด 

ย้อนกลับไปสมัยที่อึ่งยังเป็นเด็ก วิถีชีวิตบนเกาะหมากโบราณก็เป็นวิถีชีวิตแบบ low carbon ผู้คนบนเกาะพึ่งพาธรรมชาติ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย ในความทรงจำของเขาแนวปะการังที่เกาะหมากสวยมากๆ สวยจนติดอันดับสามของโลก 

หลังจากวัยเด็กที่อึ่งเติบโตอยู่บนเกาะหมากและได้มองภาพปะการังที่ยังสมบูรณ์ด้วยตาตัวเอง ในวัยรุ่นอึ่งก็เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในสาขาวิชาบัญชี แต่นอกจากเรียนแล้วสิ่งที่อึ่งได้กลับมาจากการไปเรียนและใช้ชีวิตในต่างประเทศคือ การได้เรียนรู้และเข้าใจนิสัยใจคอของชาวต่างชาติ และสิ่งนี้เองเป็นพื้นฐานที่ทำให้อึ่งเข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเยือนเกาะหมากในอนาคต 

“พอไปที่เมืองนอก ผมก็รู้เลยว่า เกาะหมากจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับเพชรยอดมงกฎ ผมไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ระหว่างนั้นก็ข้ามไปประเทศนั้นประเทศนี้ ไปทำงานล้างจาน เรียนรู้นิสัยของแต่ละชาติ รู้ภาษาเยอรมัน มีภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐาน พอกลับมาไทยงานก็รู้พื้นฐานคนแต่ละประเทศ แล้วก็รู้ว่าต่อไปการท่องเที่ยวจะเป็นยังไง” 

หลังจากอึ่งกลับมาที่เกาะหมาก เขาที่รู้ว่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนธรรมชาติ ความสวยงามของปะการังและความอุดมสมบูรณ์ของทะเลจะกลายเป็นแหล่งที่สร้างรายได้ให้คนบนเกาะ อึ่งจึงได้เริ่มดูแลสภาพแวดล้อมของเกาะหมากในทุกๆ ด้าน และต่อสู้จนมีอำนาจและสิทธิ์ในการปลูกปะการังที่เกาะหมากนับแต่นั้น 

ปัจจุบนอกจากการดูแลสภาพสิ่งแวดล้อมของเกาะหมาก ปลูกปะการัง การปลูกหญ้าทะเล ในฐานะประธานกลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมากแล้ว อึ่งยังเป็นรองนายกอ.บ.ต. ฝ่ายสิ่งแวดล้อม เป็นประธานอาสาสมัครกู้ภัย เป็นเกษตรตำบล ทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจท่องเที่ยว ศรชล และทหารเรือ อึ่งบอกว่า 

“เพราะถ้าไม่มีตำแหน่งอะไร ราชการก็ไม่ฟังเรา โครงสร้างทางอำนาจที่ควรทำงานพวกนี้มันชักช้า ต้องมีหนังสือนู่นนี่ ก็เลยต้องเข้าไปเป็นเอง ต้องมีหมวกหลายใบ”

เรียกว่าอึ่งคนเดียวเหมาเกือบทุกตำแหน่งเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเกาะหมากให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เป็นบ้านที่ลูกหลานอยากกลับมาทำงาน และสร้างชื่อเสียงให้จังหวัดตราดและประเทศไทยต่อไปได้

วิถีและธรรมนูญเกาะหมาก 

อย่างที่เล่าไปตอนต้นว่า คนเกาะหมากรู้จักกันหมด ทำให้ที่เกาะหมากมีวิถีและธรรมนูญของตัวเอง ซึ่งจุดนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้การจัดการภายในเกาะง่ายขึ้น ส่งผลให้เกาะหมากกลายเป็นหนึ่งในท็อป 100 ของจุดหมายปลายทางที่มีความยั่งยืนของโลกได้สำเร็จในปี 2565 อึ่งเล่าว่า ความสำเร็จของเกาะหมากมาเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชนอย่างแท้จริง 

“เรามีธรรมนูญที่ร่างกันขึ้นมาเองโดยชุมชน เพราะที่นี่คือพื้นที่บ้านตัวเอง เราอยากให้ลูกหลานเรียนจบแล้วอยากกลับมาสร้างบ้านของเรา ตอนโควิด ทุกคนกลับมาเกาะหมด ลูกหลานเรา ครอบครัวเรา เพราะเราคือเรา เรามีกฎหมายของตัวเอง ดูแลกันเอง”

“เราใช้ระบบชุมชนช่วยเหลือตัวเอง ให้อำนาจชุมชน ชุมชนเราไม่มีประมงผิดกฎหมาย เราไม่ทุบหม้อข้าวตัวเอง มันเป็นเงินหม้อข้าวเราไง หน่วยงานภาครัฐไม่ต้องออกมาก็ได้ แต่เราต้องสอนเขา เขาจะสำนึก” 

ตลอด 15 ปี ที่อึ่งและคนเกาะหมากช่วยกันดูแลเกาะหมากโดยปราศจากการได้รับความช่วยเหลือโดยภาครัฐ หรือแม้กระทั่งระยะ 5 ปีให้หลังที่เขาเริ่มเข้ามาดูแลเรื่อง ปะการังอย่างจริงจัง อึ่งก็ไม่เคยได้รับจากสนับสนุนงบประมาณใดๆ จากภาครัฐ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการออกเรือไปปลูกปะการังเขาจ่ายด้วยเงินของตัวเอง ซึ่งบางครั้งอึ่งก็ยอมรับว่าเป็นความน้อยใจ เพราะมีคนเพียงหยิบมือ ลงทุนทำกันเอง อึ่งบอกว่า

โลกใต้ทะเลเหนื่อยนะ ใหญ่กว่าบนบกเท่าไหร่ แต่หน่วยงานไม่สนใจ ภาครัฐ ไม่มีแผน มีแผนอยู่แต่บนบก ในทะเลใหญ่กว่าบกสามสี่เท่า แล้วเอากฎหมายมาทับเขาว่าห้ามอยู่ในน้ำ ห้ามเรานู่นนี่ แต่คุณก็ไม่เคยมาดูแล”

“เวลาปลูกป่าเคยกลับไปดูมันไหม เคยไปรดน้ำ ไปใส่ปุ๋ยป่าที่ปลูกไปไหม ในทะเลผมไปดูแลปะการังของผมทุกอาทิตย์ พื้นป่าคนทำลาย ปลูกเท่าไหร่นายทุนก็ทำลายเท่านั้น แต่นายทุนไม่กล้าโคนป่าใต้น้ำของผม แต่ในทะเลมีแต่งอกเงยขึ้น” 

หลังจากเกาะหมากกลายเป็นหนึ่งในท็อป 100 ของจุดหมายแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน Low Carbon ในปี 2565 โดยมี องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เสนอชื่อไปชิงรางวัล ทั้งภาครัฐและเอกชนก็หลั่งไหลกันเข้ามาเกาะหมาก บ้างมาดูงาน บ้างมารับชื่อเสียงและผลประโยชน์ บ้างเข้ามาสนับสนุนเช่น บางจากที่เข้ามาซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิต 

แต่จะเข้ามาแบบไหนอึ่งก็ยินดี ทุกวันนี้เขาก็ยังรับทั้งนักศึกษา นักวิจัย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาศึกษาการปลูกปะการังของเขา ตราบเท่าที่มันยังทำให้เขาและเกาะหมากสามารถดูแลตัวเองได้ และอึ่งยินดีที่จะไปเป็นวิทยากรให้พื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการดำเนินในวิถี low carbon 

เพราะ การตักตวงผลประโยชน์ของมนุษย์และอุตสาหกรรมที่ทำร้ายโลกจนทำให้ปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรง อากาศเปลี่ยนแปลงสุดขั้ว ฝนไม่ตามฤดูกาลทั้งหมด low carbon จึงเป็นทางออก แต่เกาะหมากเพียงแห่งเดียวทำอะไรไม่ได้มาก ต้องทำคนละไม้คนละมือ ค่อยๆ ทำทีละน้อย ไม่อาจทำให้สำเร็จทั้งโลกด้วยมือคนเดียว 

 

ชีวิตที่ผลักดันจนเกาะหมากสามารถปลูกปะการังได้

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ‘เอ๊ะ ปลูกปะการังได้เหรอ?’ คำตอบคือ ใช่  แม้ปะการังจะเป็นสัตว์คุ้มครองที่ห้ามแตะต้อง จับ ถ่ายรูปหรือแม้แต่ปลูก และจะมีโทษจำคุกหรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ที่เกาะหมาก สามารถปลูกปะการังได้ ซึ่งนี่เป็นความสำเร็จที่มาจากการผลักดัน ของอึ่งผ่านระยะเวลาเป็นสิบปี  

และเพราะความสวยงามของปะการังและความอุดมสมบูรณ์ของทะเลเป็นพื้นฐานของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเป็นทรัพยากรที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาที่เกาะหมาก อึ่งและกลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมากจึงให้ความสำคัญกับการปลูก ดูแล ฟื้นฟูแนวปะการัง อึ่งเล่าว่า 

“ปลูกปะการังแปลงหนึ่ง 30 กิ่ง แค่รอดกิ่งหนึ่งมันดีขึ้นมหาศาลแล้ว แต่ที่เกาะหมากปลูกรอด 90% เพราะไม่มีสิ่งแวดล้อมเสียๆ เราไปดูทุกอาทิตย์ ไปถ่ายรูปปีนี้มันไม่ตาย ปลูกจริงจังมาห้าปี coral reef ใหญ่ขึ้น นักท่องเที่ยวมาปลูกแล้วก็อยากกลับมาอีก ทุกคนกลับไปดูต้นที่ตัวเองปลูก”

นอกจากนั้นกลุ่มของเขาไม่ได้ปลูกปะการังอย่างเดียว แต่ยังศึกษาระบบนิเวศ เฝ้าระวังประมงผิดกฎหมาย ดูแลพะยูนเต่าทะเลและสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ รวมถึงอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมใต้ทะเลโดยเฉพาะหญ้าทะล เพราะ “หญ้าทะเลดูดซับคาร์บอนได้ดี เกาะหมากมีหญ้าทะเล 1,400 ไร่ หญ้าทะเลของเกาะหมากมี 5 ชนิด ดูดซับคาร์บอนมากกว่าป่า 36 เท่าในจำนวน 1 ไร่เท่ากัน และสะสมไว้ใต้ทรายใต้ดินกลายเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ”

อึ่งเล่าว่า 5 ผ่านไปเกาะหมากเปลี่ยนไปเยอะมาก ชาวบ้านเริ่มช่วยกันดูแลท้องทะเล เริ่มไม่เผาขยะ  ลูกหลานย้ายกลับมาเกาะหมาก เด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรเยอะ 

“คนเกาะเริ่มเรียนรู้ว่า โลว์ คาร์บอนคืออะไร คาร์บอนเครดิตเป็นยังไง แม้จะไม่ได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งแต่ก็เรียนรู้ว่าจะไม่เผาขยะ จะแยกขยะ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เริ่มเข้าใจมากยิ่งขึ้น แฮปปี้มาก” 

ส่วนในเรื่องการท่องเที่ยวจังหวัดตราดได้เงินจากเกาะกูด เกาะหมาก เกาะช้าง จากภาษีจากการท่องเที่ยวเยอะมาก โดยเฉพาะที่เกาะหมากที่นอกจากแนวปะการังจะสมบูรณ์สวยงามแล้ว เกาะหมากก็มีเรื่องเล่า มีคาแรคเตอร์ของตัวเองที่ชัดเจน ซึ่งพี่อึ่งนิยามว่า 

“เป็นเกาะที่เงียบสงบไม่มีเซเว่น ไม่มีที่จะใช้ตังค์ แต่ต้องใช้ใจ” 

 

ชีวิตที่เชื่อในการลงมือทำต่อไป

กว่าจะปลูกปะการังรอด 90% กว่าเกาะหมากจะติดหนึ่งในร้อยจุดหมายปลายทางที่ยั่งยืน กว่าเกาะหมากจะเป็นที่รู้จัก กว่าจะสร้างชื่อเสียงให้จังหวัดตราดและประเทศไทย 

อึ่งได้ทั้งอุทิศเวลาชีวิตถึง 40 ปี ทุ่มงบประมาณส่วนตัวจำนวนไม่น้อย กระทั่งเสียสละความสัมพันธ์ส่วนตัว ที่ในบางครั้งเขามักเล่าติดตลกว่า ภรรยาเกือบจะหย่าหลายครั้งเพราะ ตนทำอะไรหนักหนาก็ไม่รู้ คำถามคือ อะไรทำให้อึ่งถึงทำได้ขั้นนี้ คำตอบของคำถามนี้ คือ 

“เกาะหมากเป็นชุมชนของผม เป็นบ้านผม ผมไม่ได้ไปทำให้ที่อื่น ผมทำให้บ้านของตัวเอง แม้เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคนใส่ใจมีแต่มาร่วมยินดี แต่เชื่อว่าเขา(รัฐ)จะเข้ามา แต่อาจจะหลังผมตายไปแล้ว” 

“ทำไปเถอะ สักวันนึงคนจะยอมรับเรา ทุกคนได้ประโยชน์หมด ส่วนรวมได้ประโยชน์”

แน่นอนว่าสิ่งที่อึ่งได้ตอบแทนกลับมาแม้จะต้องเสียหลายอย่าง คือ ความยั่งยืนและชีวิตที่มีโอกาสมากขึ้นของคนเกาะหมาก รวมถึงผลตอบแทนทางใจที่ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ 

“โครตเจ๋งเลย ผมภูมิใจเกาะหมากทำชื่อเสียงให้ประเทศได้เยอะเลย รู้จักไปทั่วโลก ประเทศไทยยิ่งใหญ่มากเพราะเกาะหมาก  ผมไม่ได้ทำตามหน้าที่ ตามเงินเดือน ใจล้วนๆ เป็นบุคคลากรเล็กๆคนหนึ่ง ลึกๆ ทุกคนรู้ว่าใครทำ มาเกาะหมากต้องมาหาผม ทุกคนต้องให้ใจผม ตายไปก็ไม่เสียดายชีวิต”  

ผ่านเวลาการทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวมานานขนาดนี้ ตอนนี้อึ่งก็เลยเริ่มเตรียมเจเนอเรชั่นต่อไปจากเขา “รุ่นต่อไปต้องมีเรื่องสิ่งแวดล้อม หญ้าทะเล ปะการังมันไม่สามารถจบที่ชีวิตผมได้ มันต้องสร้างคน สร้างเด็กให้มีสายสัมพันธ์ มีใจรัก มีตัวแทน ตอนนี้ก็กำลังเตรียมร่องรอยกันอย่างหนัก” 

 

เพราะเขาทราบดีว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน ไม่สามารถจบที่ช่วงชีวิตเดียวของตนได้ แต่อย่างน้อยในช่วงชีวิตนี้ ในบรรดาผู้คนมากมายที่ล้างผลาญ ทำลาย อึ่งก็กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่ช่วยกอบกู้โลกใบนี้อย่างเต็มกำลัง 

สัมภาษณ์โดย พลอยรุ้ง สิบพลาง / เรียบเรียงโดย บัวรัตน์ อุบลประเสริฐ
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR