เมื่อปัญหาความรุนแรง และการเกิดขึ้นของ ‘บ้านใหญ่’ ในภาพการเมืองท้องถิ่นของประเทศไทย อย่างภาคตะวันออก อาจมีที่มาจากการที่ ‘รัฐไทย’ ไม่สามารถดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศได้อย่างทั่วถึง?
หากใครที่ติดตามข่าวสารของภาคตะวันออกอยู่ตลอด จะรับทราบถึงประเด็นการดำรงอยู่ของ ‘เจ้าพ่อ’ หรือ ‘บ้านใหญ่’ ที่หลายคนนิยมเรียกกันในสมัยนี้ ซึ่งบางคน อาจจะมองว่าเป็นปัญหา แต่หลายๆ คน อาจบอกว่าคือ ‘คอนเน็คชั่น’ แต่ทราบหรือไม่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ อาจมีที่มาที่ไปจากโครงสร้างทางการเมืองของรัฐไทย ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการ ‘กระจายอำนาจ’ อย่างเป็นระบบ และทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม?
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์และนักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สาขาการปกครองท้องถิ่น คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญในประเด็นการเมืองท้องถิ่น หรือ ‘บ้านใหญ่’ คำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคำหนึ่งในช่วงของการเลือกตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเปรียบเสมือน ‘ผู้บุกเบิก’ พรมแดนทางความรู้ด้านการศึกษาการเมืองท้องถิ่นของประเทศไทย โดยมีตัวแบบ หรือ ‘โมเดล’ ในการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องอำนาจท้องถิ่นจาก ‘ภาคตะวันออก’ พื้นที่ที่เรียกได้ว่า แม้จะมีการพัฒนาเข้ามาอย่างมากมาย แต่ความเป็น ‘นักเลง’ ยังคงมีอยู่ ภายใต้คราบขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่ตระกูลทางการเมืองเข้าไปมีบทบาท
และในช่วงเวลาที่การเมืองท้องถิ่นของภาคตะวันออกกำลังร้อนระอุ ภายใต้สถานการณ์ที่เข้าใกล้สู่การเลือกตั้งท้องถิ่นของทุกภูมิภาคในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ‘ภาคตะวันออก’ จะมีทิศทางแบบไหน อาจศึกษาได้จากประวัติศาสตร์ความเป็นมาตั้งแต่อดีต ถึงการก่อร่างสร้างตัวจนเกิดเป็นภาพของ ‘บ้านใหญ่’ ที่ดูเหมือนเป็นภาพจำของพื้นที่แห่งนี้ไปแล้ว
รศ.ดร.โอฬาร พาไปสำรวจปัญหาทางโครงสร้างของ ‘รัฐไทย’ ที่ไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงตั้งแต่อดีต ส่งผลให้เกิดเครือข่ายระบบอุปถัมป์ หรือ ‘ผู้นำตามธรรมชาติ’ ขึ้นในพื้นที่ห่างไกลอำนาจรัฐ เพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่นั้นๆ และสะสมทุนทางสังคมจนเกิดเป็นรูปแบบของ ‘บ้านใหญ่’ ขึ้นมา และเข้าสู่อำนาจรัฐในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์สนใจเรื่องรัฐศาสตร์และบ้านใหญ่คืออะไร
ถ้าจะให้เกริ่นคือ ผมแทบจะไม่ได้มีโอกาสทํางานเหมือนคนอื่นๆ เลย เพราะว่าผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เป็นคนจังหวัดพังงา ผมไม่ได้จบมหาวิทยาลัยชั้นนํา ความฝันผมเล็กมากๆ ก็คืออยากที่จะเป็นกํานันหรือผู้ใหญ่บ้านแค่นั้นเอง เพื่อนผมเรียน จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ผมเรียนราชภัฏฯ เหตุผลที่เลือกราชภัฏฯ เพราะผมวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ตอนมัธยม ผมคิดว่าถ้าผมเรียนที่นี่ ผมได้กลับบ้านเสาร์-อาทิตย์ ได้อยู่บ้านบ่อยๆ
เรื่องของเรื่องก็คือ พอเรียนจบ อายุเรายังไม่ถึง 25 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการลงสมัครผู้ใหญ่บ้านว่าต้องอายุ 25 ปีขึ้นไป แล้วตอนนั้นผมก็คิดว่า ถ้าเราอยากจะเป็นกับผู้ใหญ่บ้าน กํานัน เนี่ย เราต้องเป็นแบบใหม่ จะเป็นแบบเดิมไม่ได้ หมายถึงว่าเมื่อก่อนเวลาพูดถึงผู้ใหญ่บ้าน ภาพจำคือมักจะเป็นคนเกเรหน่อยนึง นักเลงประจําหมู่บ้านอะไรแบบนั้น แล้วก็อาจจะไม่ต้องมีการศึกษาเยอะ ผมเลยรู้สึกว่า ถ้าเราอยากจะเดินบนเส้นทางสายนี้ เราก็ต้องเป็นเป็นผู้ใหญ่บ้าน กํานันคนแรกที่จบการศึกษาสูงๆ
ตอนนั้นผมก็วางแผนที่จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ซึ่งมันก็เหมือนกับเป็นมหาลัยของภูมิภาค คนภาคใต้ก็ต้องเรียน ม.อ. อะไรแบบนั้น ปรากฏว่าผมไปสมัครไม่ทัน (หัวเราะ) ทีนี้ก็ไปเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน มันมีการประกาศรับสมัครนักศึกษาปริญญาโทภาคปกติ ที่ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งตอนนั้นผมก็เหมือนเดิม ก็คือยังมีความฝันว่าเรียนปริญญาโทไป รอให้อายุมันถึงแล้วไปสมัครผู้ใหญ่บ้านหรือกํานัน
ตอนที่ผมเรียนปริญญาโทอยู่ ผมได้เรียนกับอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น ณ ตอนนั้น ก็คือ อาจารย์ ธเนศ เจริญเมือง ซึ่งเป็นคนที่ดูแลหลักสูตร แล้วก็มีอาจารย์เก่งๆ อีกหลายท่านที่อยู่ทั่วประเทศมาสอนพวกผม ซึ่งสมัยนั้นสาขารัฐศาสตร์ยังสังกัดอยู่กับ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ก็ถือว่าเป็นการเปิดมุมมองความคิดเรื่องการปกครองท้องถิ่นให้ผมเลย ผมก็มีความสนใจ แล้วก็มีอาจารย์อีกคนนึง ก็คืออาจารย์ ชัยยนต์ ประดิษฐ์ศิลป์ ซึ่งเขาก็เป็นคนที่ทํางานวิจัยในเชิงพื้นที่ แล้วก็ทํางานวิจัยในเชิงศึกษาการเมือง ผมก็ได้เอามุมมองเขามาปรับใช้
เวลาศึกษาเรื่องการปกครองท้องถิ่น ในประเทศเรามักจะให้น้ําหนักอยู่ที่ ‘การปกครอง’ คําว่าการปกครองที่หมายถึง รัฐบาลท้องถิ่น (Local Goverment) กับ ธรรมาภิบาลท้องถิ่น (Local Governance) ที่หมายถึงการบริหารจัดการท้องถิ่น มันขาดมิติ การเมืองท้องถิ่น (Local Politics) คือพอเวลาพูดถึงการเมืองการปกครอง คนทั่วไปมักจะคิดว่าการปกครองท้องถิ่น มีเฉพาะเรื่องการจัดองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. เทศบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่น อันนี้คือมิติการปกครองซึ่งผมเรียกว่ามันเป็นกระแสหลัก แล้วก็มิติทางการบริหารงานท้องถิ่น บริหารคน บริหารเงิน ก็เอาโมเดลต่างๆ มาใช้ เพื่อพัฒนาให้ท้องถิ่นมันดีขึ้น

ผมมานั่งทบทวนว่า เอ๊ะ! มิติการเมืองมันขาดไปใช่ไหม? เผอิญผมเป็นคนบ้านนอก แล้วก็อยู่กับท้องถิ่นมาตั้งแต่เด็ก จนมาอยู่ในภาคตะวันออก ซึ่งเราอยู่กับข้อเท็จจริงเรื่องการเมืองท้องถิ่น การต่อสู้แข่งขันช่วงชิงอํานาจ การช่วยเหลือ อุปถัมภ์ค้ำจุน ดูแล การเคลียร์ปัญหา ปรากฏว่าประเด็นเหล่านี้ มันไม่อยู่ในพื้นที่วิชาการเลย
ตอนแรกพอจะจบ ป.โท เนี่ย ผมก็อายุถึงแล้วด้วย ก็จะกลับไปลงสมัครผู้ใหญ่บ้านตามความฝัน ปรากฏว่ามันมีทุนการศึกษาให้เรียนต่อปริญญาเอก แล้วมันมีปัญหาการเมืองภายในด้วย เพราะว่าจริงๆ ตอนนั้นผมก็ไม่อยากจะเรียนแล้วแหละ คือเราคิดว่าเราเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เราเป็นกํานันผู้ใหญ่บ้านก็พอแล้ว
พอดีอาจารย์ชัยยนต์ เขาบอกว่าลองวางแผนไปเรียนต่อที่จุฬาฯ ไหม ผมก็ไปซื้อใบสมัครเสร็จสรรพเรียบร้อย แล้วก็ไปติวภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ ซึ่งอาจารย์ชัยยนต์ก็บอกว่า “โอฬาร คุณไปไหนก็ได้ แต่เอาทุนนี้ไปก่อน แล้วแกบอกว่าเรื่องการเมืองของที่คุณชอบ คุณเอาไว้ก่อนก็ได้มั้ย พอคุณจบปริญญาเอกเสร็จปั๊บ คุณจะไปสมัครตอนไหนก็ได้ มันอาจจะทําให้คุณมีต้นทุนที่ดีกว่า” ผมก็ปรึกษากับหลายๆ คนที่บ้าน จนสุดท้ายผมก็ให้เพื่อนลงสมัคร สจ. แทน แต่ก็ไม่ได้ชนะนะ ส่วนผมก็มาเรียน
ผมก็ทําวิทยานิพนธ์เรื่องนี้หลายเรื่อง พัฒนาการระบอบโครงสร้างอํานาจท้องถิ่นในภาคตะวันออก ศึกษาในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง มาศึกษาประเด็นการเมืองท้องถิ่น แต่มันไม่มีทฤษฎี มันไม่มีวิธีวิทยาโดยตรง ก็ต้องมาประยุกต์ว่าจะทํายังไงดี ในเมื่อเราจะบุกเบิกเนี่ย ศึกษายังไง ก็เลยมีอาจารย์คนนึง ก็คืออาจารย์ ปรีชา เปี่ยมพงศานต์ เขาบอกว่า เอาวิธีการแบบเศรษศาสตร์การเมือง มาดูในการเมืองท้องถิ่น ก็คือหนึ่ง ดูภาพรวมที่เรียกว่าดูแบบองค์รวม สองใช้วิธีการเดินเรื่องแบบประวัติศาสตร์ สามในประวัติศาสตร์นั้นจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้ง แก่งแย่ง ช่วงชิงกันยังไง และสุดท้ายก็คือดูว่าสิ่งนั้นมันเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไรครับ
มันคือวัตถุนิยมวิพาษย์วิธี เอาหลักการนั้นมาศึกษาการเมืองท้องถิ่น มันจะทําให้เราเห็นภาพ เห็นความเป็นไปของการเมืองท้องถิ่นได้ชัดมากขึ้นครับ
คือเมื่อก่อนเรามองท้องถิ่นในมุมที่เราเห็น ซึ่งมันเล็กมากอยู่ แต่พอโตขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น ทํางานวิจัยมากขึ้น เราเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย การเมืองท้องถิ่น มันเป็นการเมืองที่ต้องใช้ทรัพยากรเยอะมาก มันไม่ได้หมายความว่าใครคนใดคนหนึ่งจะลงรับสมัครกันได้ง่ายๆ คือลงได้ แต่การรักษาอํานาจ มันต้องใช้เงิน ใช้ทอง ใช้เครือข่ายสูงมาก ซึ่งเราคิดว่าทรัพยากรที่เรามียังไม่ไหว เราก็เลยเลือกที่จะเรียนต่อ แต่ด้วยความชอบ ก็ยังเก็บข้อมูลตลอด
บ้านใหญ่คืออะไร ทำไมต้องใช้คำว่า ‘บ้านใหญ่’
คือคำว่า ‘บ้านใหญ่’ ถ้าว่ากันในเชิงกายภาพคือบ้านเขาใหญ่จริงๆ (หัวเราะ) เพราะเขามีฐานะทางธุรกิจ แต่บ้านใหญ่ในความหมายทางการเมืองคือ บ้านที่โอบรับผู้คน ดูแลผู้คน ในพื้นที่ของเขาได้แทบทุกเรื่อง เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การช่วยเหลือดูแลปากท้องคนทํางาน ช่วยเหลือคดีความ แม้กระทั่งการแจกจ่ายทรัพยากร การให้การคุ้มครอง ให้ความก้าวหน้า นี่คือคอนเซปต์ของบ้านใหญ่ ก็คือบ้านที่สามารถดูแลผู้คนได้กว้างขวางในขอบเขตทางการเมืองของเขานั่นแหละ
ถ้าเมื่อก่อนเขาจะใช้คำว่า ‘เจ้าพ่อ’ ซึ่งงานหลักๆ ที่ทําเรื่องเจ้าพ่อ เป็นงานของอาจารย์คนหนึ่ง แต่ตอนนี้แกหายสาบสูญไปไหนแล้วผมไม่แน่ใจ (หัวเราะ) แกทําเรื่องเจ้าพ่อทาง อ่างทอง สิงห์บุรี จะเป็นงานชิ้นแรกๆ ซึ่งผมจําชื่อเขาไม่ได้ แล้วก็คนที่ศึกษาอย่างเป็นระบบมากขึ้น พยายามจะเอาแนวคิดของอเมริกามามองดูระบบการทํางานของเจ้าพ่อท้องถิ่น ก็คืออาจารย์ เวียงรัตน์ เนติโพธิ์ จะเป็นคนแรกๆ ที่เขาสังเกตเห็น แล้วถ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก ก็น่าจะเป็นอาจารย์ชัยยนต์ ประดิษฐ์ศิลป์ เป็นคนแรกๆ ครับ

ความเป็น ‘บ้านใหญ่’ ส่งอิทธิพลอย่างไรต่อพื้นที่ต่างๆ บ้าง
ในแง่การเมืองที่มันเกิดขึ้นได้ บ้านใหญ่ทุกคนจะต้องมีกระบวนการการสะสมทุน ซึ่งกระบวนการสะสมทุน มันเป็นการสะสมทุนหลายแบบ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง พอเวลามีทุนทางเศรษฐกิจที่ผ่านกระบวนการสะสมจนมั่งคั่งร่ำรวย มันก็จะมีทรัพยากรในการไปดูแลคน จนทําให้เกิดทุนทางสังคม คือความไว้เนื้อเชื่อใจ พอเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ มันจะมาสู่ทุนทางการเมือง ก็คือ จะส่งคนในตระกูล เครือข่าย หรือคนที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจ ลงการเมือง มันก็เกิดกลายเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ กลายเป็นโครงสร้างอํานาจ ที่มันถูกสร้าง ใช้เวลาถักทอ หลายสิบปีจนตกผลึก แล้วก็ไปมีผลต่อแบบแผนพฤติกรรม ของผู้คนในจังหวัดนั้นๆ คล้ายๆ กับ ผลของรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ส่งผลต่อการเมืองไทย ผมเห็นหลายๆ มาตรา ที่เป็นการกำหนดโครงสร้างอํานาจ มันเป็นนามธรรมแต่มันมีอยู่จริง ที่เข้าไปกําหนดแบบแผนพฤติกรรมทางการเมืองของคนในยุคนั้นๆ
โดยมากที่ผมศึกษา มันมาจากลักษณะเดียวกันเลยคือรูปแบบในการดูแลสังคม อย่างเช่นของคุณ เสนาะ เทียนทอง เขาเป็นคนที่มีฐานะ พ่อเขาเป็นกํานันมาก่อน แล้วเขาก็มีที่ดินเยอะมาก เขาก็ให้ชาวชาวบ้านเช่าที่นา แต่ตลอดมาแกก็มีภาพลักษณ์เป็นคนใจดี เงินค่าเช่าเอาบาง ไม่เอาบ้าง ซึ่งการดูแลแบบนี้ ถ้าเป็นแนวทางตะวันตก การเช่าที่นา แลนลอร์ดต้องมีการเก็บค่าเช่าอย่างเข้มข้น แต่ของไทยมันอยู่ภายใต้วัฒนธรรมแบบ ไม่ต้องให้เงิน แต่ให้เป้นทรัพยากรที่ผลิตได้ อย่างเช่นข้าว แทนก็ได้ ทำให้ความรู้สึกของชาวนาที่มีต่อเจ้าที่ดิน มันเป็นความรู้สึกของผู้มีพระคุณ ไม่ได้รู้สึกถูกกดขี่ ไม่ได้เป็นไพร่ที่ติดที่ดินเหมือนอย่างอังกฤษในสมัยยุคกลาง
มันเกาะเกี่ยวเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจครับ ซึ่งความคิดแบบนี้ มันเป็นผลจากอิทธิพลทางศาสนา เรื่องเวรกรรม แม้กระทั่งผมไปเจอหลายๆ เคส ที่เขาบอกว่าบางครั้ง คนเช่าที่นา หรือ ‘ลูกนา’ เนี่ย ก็เคารพเจ้าของที่นาเหมือนกับญาติของเขา เวลาลูกเขาบวช หรือแต่งงาน ก็จะต้องเชิญเจ้าที่ดินไปเป็นเกียรติด้วย จนกลายเป็นญาติสมมติของเขา เกือบทุกกรณีมันรูปแบบเหมือนกันเลย พอมีเงิน พอมีฐานะก็ดูแล บวกกับสังคมที่คนมีความเชื่อว่า เขาดูแลดีก็จะยอมรับนับถือ ซึ่งพอถึงจังหวะทางการเมืองอย่างการเลือกตั้ง เขาก็จะ สนับสนุนคนกลุ่มนี้เข้าสู่การเมืองไปโดยปริยาย

แล้วความเป็น ‘บ้านใหญ่’ เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมภาคตะวันออกยังไง
คือถ้าเป็นการเมืองระดับชาติ เวลาเข้ามาสู่ภูมิภาค เมื่อก่อนมันก็ต้องมาหา ‘โบรกเกอร์’ หรือคนประสานงานในพื้นที่ แล้วตอนนั้น กำนันเป๊าะเขาก็เริ่มมีบทบาทแล้ว ก็คือเป็นคนดังนั่นแหละ ที่ดูแลคอนแทคต่างๆ ในพื้นที่ ตอนนั้นก็จะมี บุญชู โรจนเสถียร ใครต่อใครเนี่ยลงมาขอให้เขาสนับสนุน กํามันเป๊าะก็ยินดีที่จะช่วยครับ ซึ่งมันทําให้ผู้นําท้องถิ่น เริ่มไปคอนเน็คกับการเมืองระดับชาติ
ประการต่อมา คนอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ก็เป็นคนที่ใช้บริการกับระบบเหล่านี้เขารู้จักวัฒนธรรมของผู้นําท้องถิ่นไทยดีพอที่จะเอาไปเป็นประโยชน์ในทางการเมืองของตัวเองได้ เอาเข้าจริงเขาก็ชอบคนที่มีบุคลิกภาพแบบนี้นะ คนอย่าง ชัช เตาปูน ก็เป็นลูกบุญธรรมเขา เขารู้ดีว่านี่คือลักษณะของผู้นําท้องถิ่นไทย และในฐานะที่เขาเป็น ‘อนุรักษ์นิยม’ ตัวพ่อเนี่ย (หัวเราะ) ก็จะต้องรักษาคนเหล่านี้เอาไว้ ซึ่งเราลองดูดีๆ นะ ชนชั้นนําฝ่ายอนุรักษ์นิยม จะรักษาผู้นําแบบนี้เอาไว้เป็นไม้เป็นมือ เขารักษาเอาไว้โดยให้กลไกของเขาเข้ามาคอนเน็คอีกทีหนึ่ง ก็คือ ทหาร ตํารวจ โดยเฉพาะทหาร คือทหารเนี่ย เป็นมือไม้ของอนุรักษ์นิยม โดยทหารจะมาคอนเน็คกับพวกผู้นําท้องถิ่นอีกทีหนึ่ง
กับกํานันเป๊าะ หรือใครต่อใคร เขาคอนเน็คกับทหารในค่ายทั้งนั้นเลยนะ หมายถึงว่ามันก็เป็นทางเลือกด้วย คือมันก็มีค่ายทหารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ กํานันบั๊ก ที่เป็นมือขวากํานันเป๊าะ เขาก็รู้จักกับ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รู้จักพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตั้งนานแล้ว เพราะเมื่อก่อนสองคนนี้เขาประจำอยู่ที่ภาคตะวันออก จนได้ชื่อกลุ่มเป็น ‘บูรพาพยัคฆ์’ นั่นแหละ
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่มันฮามากเลยนะ แต่มันสะท้อนลักษณะอํานาจมาก คือหลังจากกํานันเป๊าะช่วยนักการเมืองระดับชาติ คือคุณบุญชู โรจนเสถียร ให้เป็น ส.ส. ได้ แล้ววันหนึ่งคุณบุญชู ก็เอาเงินมาให้กำนันเป๊าะก้อนนึง ประมาณสักเจ็ดแปดหมื่นได้ ซึ่งเยอะมากนะในสมัย 40-50 ปีก่อน แต่กำนันเป๊าะเอาเงินเขวี้ยงทิ้งที่ตลาดหนองมน แล้วบอกว่าอย่าทําแบบนี้ เขาอยากจะช่วยก็ช่วย ไม่ต้องเอาเงินมาให้เขา หมายถึงว่าเขาพยายามจะแสดงว่าเราไม่ได้ต้องการอะไรแบบนี้ คนบ้านนอกอย่างเขาเวลาจะช่วยใครยังไงก็เต็มที่ ใจนักเลงอะไรแบบนั้น อย่าไปคิดว่าต้องให้เงินให้ทองกัน ซึ่งหมายถึงว่าวัฒนธรรมแบบนี้ มันไม่ใช่วัฒนธรรมของภาคตะวันออกอย่างเดียวด้วยนะ แต่มันวัฒนธรรมของผู้นําท้องถิ่น มันเป็นวัฒนธรรมของประเทศไทย มันมีลักษณะแบบนี้อยู่เยอะมาก มันเป็นวิธีการในการจัดการกันเองของชาวบ้านต่างจังหวัด
แล้วพอหลังจากนั้น การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะยุคหนึ่งที่เป็นยุคของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ที่มันมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด พรุ่งนี้เขาจะมีการกว้านซื้อที่ดินกัน คือเอาง่ายๆ นักลงทุนมาจากต่างประเทศ หาที่ดิน ร้อยไร่ พันไร่ เขาก็จะมาหากับคนพวกนี้ หรือไม่ก็เสนอตัวกันไป เพราะเครือข่ายเขากว้างขวาง เขายกโทรศัพท์โทรไปถามว่าที่นี่เป็นยังไง เขาก็รู้ข้อมูลหมดแล้ว ซึ่งก็รวยจากการเป็นนายหน้ากันมโหฬาร การเติบโตของเขาก้าวกระโดดจนเขาตั้งหลักแทบไม่ทัน เพราะเขาก็รู้ว่าแผนมันจะเป็นยังไง เพราะเขามี ส.ส. ในมือ

พอได้ศึกษาแล้ว มีอะไรที่น่าสนใจในเรื่อง ‘การเมืองเรื่องบ้านใหญ่’ บ้าง
พอเรามาอยู่ในภาคตะวันออก แล้วอยู่บางแสนด้วย (หัวเราะ) ตอนเมื่อซักปี พ.ศ. 2543-2544 กํานันเป๊าะ (สมชาย คุณปลื้ม) นี่ยิ่งใหญ่มากนะ บารมีสูงมาก แล้วก็เท่มาก ผมได้เจอตัวจริงอยู่ 2-3 ครั้ง ไปสัมภาษณ์นี่แหละ พอเจอหน้าแล้วเรารู้สึกว่าเป็นคนที่บารมี แล้วคือเขามีคาแร็กเตอร์ดี เสื้อผ้าหน้าผม บุคลิก การแต่งกาย มีความเป็นศิลปิน
ตอนนั้นมันมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งคือ การปกครองท้องถิ่นมันเริ่มที่จะเต็มรูปแบบมากขึ้น แล้วกำนันเป๊าะเขาก็ประกาศตัวว่า จะเป็นผู้ประสานการพัฒนาทั้งหมด เป็นประธานเรื่องการปกครองท้องถิ่นในจังหวัด หรือในภาคเลย ก็คือเป็นคนกําหนดทิศทางเรื่องการปกครองท้องถิ่นในภาคตะวันออกว่าอย่างนั้นเถอะ
เราเคยเห็นระบบอุปถัมภ์ที่มันเข้มข้นมาก อย่างเช่น เพื่อนผมสมัยก่อนเวลาเรียน ถ้าไม่มีตังค์เนี่ย เขาจะเข้าไป ‘บ้านใหญ่’ ไปขอค่าเล่าเรียน เขาก็ให้ นิสิตนักศึกษาเมื่อก่อนจะจัดกิจกรรม ไปขอสปอนเซอร์บ้านใหญ่ เขาก็ให้
ซึ่งพอเราเห็นการอุปถัมภ์ เราไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีนะ แต่มันเป็นการดูแลสังคมภายใต้เงื่อนไขจากการที่รัฐมันแข็งเกินไป กลายเป็นว่าผู้นำท้องถิ่นคือตัวกลางในการที่จะซัพพอร์ตผู้คน แล้วบวกกับวิถีที่คนไทยเวลาได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ดูแล หรือว่าได้รับความก้าวหน้า มันจะมาพร้อมกับการตอบแทนด้วยความจงรักภักดี ซึ่งอันนี้ก็คือคอนเซปท์ของระบบอุปถัมภ์ แล้วมันก็แพร่กระจายเยอะมากในพื้นที่ภาคตะวันออก ผมก็เลยสนใจมาตั้งแต่นั้นเลย
อะไรแบบนี้มันเป็นผลผลิตของความบิดเบี้ยวของรัฐไทยเองนี่แหละ ก็คือรัฐไทยไม่สามารถดูแลคนได้อย่างทั่วถึงเป็นธรรม มันเหมือนกับหลอดไฟ ใครที่อยู่ใกล้ก็จะได้แสงสว่างมาก ใครที่อยู่ไกลก็จะลดหลั่นกันไปจนถึงมืดที่สุด แต่มันมีไฟดวงกลาง ซึ่งก็คือบ้านใหญ่นี่แหละ ที่จะไปดูแลเขาได้ มันเลยทําให้เกิดระบบบ้านใหญ่ ระบบผู้มีอิทธิพล ระบบคนที่เป็นตัวกลางระหว่างประชาชนกับรัฐเกิดขึ้นได้ง่าย เป็นภาพแทนของความล้มเหลวของรัฐไทย แล้วมันก็เกิดขึ้นทุกที่ เพราะทุกภาคมีบ้านใหญ่ สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ อุทัยธานี อะไรต่างๆ เหล่านี้
ผมคิดว่าไม่ได้เป็นความบังเอิญนะ แต่มันมาจากเงื่อนไขของรัฐ แต่ตัวเขาอาจจะมีบุคลิกภาพแบบนั้นอยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นบุคลิกภาพของผู้นําท้องถิ่นก่อนเกิดรัฐสมัยใหม่ มันเป็นภาวะผู้นําตามธรรมชาติ หัวหน้าเผ่าอะไรแบบนั้น ซึ่งเราดูได้ง่ายๆ เช่น เพื่อนเราหรือว่าเราเอง ตอนเป็นวัยรุ่น ตอนเป็นเป็นมัธยม มันมีกลไกตามธรรมชาติที่จะหาคนแบบนี้ขึ้นมาคอยดูแลกันในกลุ่มในก้อน แต่คนเหล่านี้ พอถึงจุดหนึ่งเขาไปเชื่อมตัวเองกับรัฐด้วยกลไกต่างๆ อย่างเช่นกํานันเป๊าะ พอถึงจุดหนึ่ง ชาวบ้านเมื่อก่อนมีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็ไปพึ่งพาอาศัยเขา จนชาวบ้านขอเขาให้เขาลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาก็เลยกลายเป็นคนที่มีอํานาจสองด้าน หนึ่งคือด้านที่ไม่เป็นทางการ ก็คือการที่ชาวบ้านเคารพนับถือเขา ซึ่งมาจากการดูแลช่วยเหลือของเขา กับด้านที่เป็นทางการคือ เข้าไปอยู่ในกลไกของรัฐ มันก็เลยทําให้คนแบบนี้เกิดขึ้นเยอะมากในตะวันออก

การศึกษาเรื่องการเมืองบ้านใหญ่นำไปสู่อะไรบ้าง
ส่วนใหญ่จะเป็นงานเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่น ประชาธิปไตยท้องถิ่นครับ ที่ทุกคนจะรู้จัก แล้วงานใน เชิงวิเคราะห์วิพากษ์ ก็จะเป็นงานเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย แต่ความสนใจจริงๆ จริงก็คือประเด็นการเมืองท้องถิ่น ซึ่งนักวิชาการทั่วๆ ไปมองว่าเป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องที่ไม่มีความน่าสนใจ เป็นเรื่องของผู้คนต่างจังหวัด แต่ผมเชื่อว่านี่คือสิ่งสําคัญในการที่จะทําความเข้าใจการเมืองภาพใหญ่ ว่ามันมีความซับซ้อน มันเกี่ยวกันในแง่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ความเชื่อของผู้คน ซึ่งผมเข้าใจว่าถ้าเราทําความเข้าใจเรื่องเล็กๆ เราจะเข้าใจปัญหาการเมืองขนาดใหญ่ที่มันซับซ้อนได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
การเมืองท้องถิ่น มันมาจากประมาณ พ.ศ.2540 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่เราจะมักจะเรียกว่า ‘ฉบับประชาชน’ ซึ่งมีการวางเงื่อนไขหลักๆ อยู่ว่า หนึ่ง ทําให้การเมืองมีความเข้มแข็งและเป็นระบบ มีเสถียรภาพมากขึ้น สอง การเมืองจะมีธรรมาภิบาล เพราะมีองค์กรอิสระคอยทำหน้าที่เยอะแยะมากมาย และสาม ก็คือการเมืองที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะการ ‘กระจายอํานาจ’ ประเด็นนี้สําคัญมาก บรรยากาศตอนนั้น แวดวงวิชาการตื่นตัวกันมาก
คือถ้าตามประวัติศาสตร์กระแสหลัก เรานับว่าการปกครองท้องถิ่น มันเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440 แต่ปัจจุบันวงการวิชาการเขาไม่นับปี 2440 เพราะมองว่ามันเป็นการปกครองท้องถิ่นโดยข้าราชการ โดยชนชั้นสูง โดยเจ้าในกรุงเทพฯ เป็นคนที่กําหนดให้มี วงการวิชาการปัจจุบัน ก็เลยนับการปกครองท้องถิ่นจากหลัง พ.ศ.2476 ก็คือการปกครองท้องถิ่นที่ ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ผลักดันผ่านหลัก 6 ประการของคณะราษฎร
ตอนเรียนกับอาจารย์ธเนศ เจริญเมือง ท่านก็คอยดูงาน คอยช่วยเหลืองานวิจัย แล้วเราก็เป็นผู้ช่วยวิจัยให้อาจารย์เขาด้วย จนเราได้ซึมซับการศึกษาในเชิงคุณภาพ เชิงประวัติศาสตร์ แล้วก็มาเจออีกท่านหนึ่งก็คือ อาจารย์ ปรีชา เปี่ยมพงศานต์ ก็ช่วยเราเรื่องวิธีคิด เรื่องการวิเคราะห์ การวิพากษ์ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง ผมก็เลยเลือกทำวิทยานิพนธ์ตอน ป.โท คือเรื่อง การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงครั้งแรกที่มาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งเป็นกรณีแรกหลังจากที่อาจารย์ธเนศ หรือใครต่อใครพยายามเรียกร้องให้การปกครองท้องถิ่น เปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากแบบเดิมก็คือสภานายกเทศมนตรี มาเป็นการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง
ปรากฏว่าที่มาบตาพุดมันมีปัญหา คือเวลาเลือกตั้ง ประชาชนเลือกนายกข้างนึง สภาเลือกข้างหนึ่ง ปรากฏว่าหัวกับหางมันอยู่คนละกลุ่ม คนละมุ้งกัน หาง ไม่ยอมให้หัวทํางาน สุดท้ายต้องเลือกตั้งใหม่ พอเลือกใหม่ก็เหมือนเดิม ทำงานกันยาก ซึ่งก็พอจะสรุปได้ว่าปัญหามันอยู่ที่การเมืองระกับท้องถิ่นใช่ไหม? เราคิดระบบมากันดีแค่ไหน? ถ้าการเมืองท้องถิ่นมันมีปัญหา ระบบมันก็ไปไม่ได้ จนสุดท้ายก็ต้องไปแก้กฎหมายว่าถ้าผลการเลือกตั้งนายกฯ กับตัวสมาชิกสภา คนละข้างกัน ก็ให้มีการระบุเลยว่าให้นายกฯ สามารถแถลงนโยบายได้เลย คือเมื่อก่อนจะแถลงได้ต่อเมื่อสภาต้องเปิดมติประชุม อันนี้คือเคสตัวอย่างที่ต้องแก้กฎหมาย
ผมเข้าใจว่าตอนนั้นเขาออกแบบระบบด้วยเจตนาดี แบบว่าถ้าประชาชนเลือกกันมา ฝ่ายนิติบัญญัติก็จะตรวจสอบเข้มข้น คือหลักการมันดี แต่ปรากฏว่ามันมีการเล่นการเมืองภายในกัน ฝ่ายสภาไม่ยอมประชุม ไม่ยอมให้นายกฯ แถลงนโยบาย พอนายกไม่สามารถแถลงนโยบายได้ เกินประมาณ 15-30 วัน มันก็ทํางานไม่ได้ นี่คือเกิดสภาวะปิดตายจากระบบการเมือง ซึ่งมันมาจากการเมืองท้องถิ่นนี่แหละครับ ผมก็เลยยิ่งชอบประเด็นการเมืองท้องถิ่นเยอะมากขึ้น

มีข้อค้นพบอะไรที่ทำให้อาจารย์ประหลาดใจบ้างไหม
คืออันดับแรกเลย ตอนผมมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ในยุคนั้นเอง เวลาพูดถึงกํานันเป๊าะ เรามักจะจินตนาการภาพว่า โอ้โห เขาใหญ่โตนะ เป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออกนะ เป็นเบอร์หนึ่งของวงการเจ้าพ่อประเทศไทย ซึ่งมันใหญ่มาก แล้วมันก็ชวนตื่นเต้นมากนะ
เอาง่ายๆ ผมเจอเขาครั้งแรกที่เทศบาลเมืองแสนสุข เราแบบตัวสั่นเลยนะ ไปเจอเจ้าพ่ออะไรแบบนั้น แต่พอมาเจอจริงๆ พอผมศึกษาไป ปรากฏว่า เฮ้ย! ตะวันออกมันไม่ได้มีแค่กํานันเป๊าะ เขาไม่ได้เป็นเจ้าพ่อตะวันออกนะ กํานันเป๊าะเป็นผู้มากบารมีเฉพาะจังหวัดชลบุรีเท่านั้นเอง แต่นักข่าวไปเขียนใหญ่โต ตํารวจก็พูดใหญ่โต คนไม่มีข้อมูลก็พูดใหญ่โต คือมันก็เป็นทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกก็คือ ถ้าคนชอบอะไรลักษณะนี้ เขาก็กลายเป็นคนที่กว้างขวางไป แต่ด้านลบก็คือ มันไม่เป็นธรรมกับตัวเขา เพราะเขาก็อาจจะไม่ได้อยากเป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออก
ผมไปพบว่าจริงๆ แล้วตะวันออก มีคนที่มีลักษณะเป็นแบบนี้ มีตระกูลการเมืองแบบนี้ทุกจังหวัดเลย แล้วคนเหล่านี้อยู่กันเป็นเครือข่าย เป็นชนชั้นนําทางการเมืองในระดับภูมิภาค อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นอันดับแรกเลยครับ ก็คือไม่จริงที่ว่า กํานันเป๊าะเป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออก
ผมศึกษาแล้วผมแบ่งเอาไว้ว่า ภาคตะวันออกมีลักษณะบ้านใหญ่อยู่ 4 ประเภท ด้วยกัน หนึ่ง ก็คือ บ้านใหญ่ที่มีลักษณะเรียกว่า ตระกูลเดียวที่คุมอํานาจการเมืองในจังหวัดหนึ่ง เช่น ชลบุรี สระแก้ว แค่นี้ก็เห็นแล้วว่ากํานันเป๊าะ (ตระกูลคุณปลื้ม) ไม่ได้เป็นเจ้าพ่อตะวันออก เพราะว่าสระแก้วเขาก็มี ‘ตระกูลเทียนทอง’ ของเขา
แล้วก็ สอง จังหวัดที่ผู้มากบารมีที่เป็นตระกูลการเมือง 2 ขั้ว อย่างเช่นฉะเชิงเทรา ก็มี ‘ตระกูลฉายแสง’ กับ ‘ตระกูลตันเจริญ’ ที่ในปัจจุบันอาจจะมีหลายตระกูลแล้ว แต่แกนหลักอยู่ที่ 2 ตระกูลนี้ แล้วก็นครนายก มี ‘ตระกูลกิตติธเนศวร’ กับ ‘ตระกูลอิสระเสนารักษ์’
ประเภทที่สาม ก็คือจังหวัดที่มี 3 ขั้ว ในอดีตก็จะมีระยอง มันจะมีงานวิจัยชิ้นแรกที่ผมทํากับอาจารย์ชัยยนต์ ก็คือเรื่องการปรับตัวของเจ้าพ่อท้องถิ่นหลังวิกฤตปี 40 ก็มีการแบ่งเชิงเปรียบเทียบว่าจังหวัดระยองเป็นสามน้ํา น้ําจืด น้ําเค็ม น้ํากร่อย น้ําจืดตอนนั้นก็คือบ้านใหญ่อย่าง ‘ตระกูลปิตุเตชะ’ น้ํากร่อยก็คือ เจ๊กิมห่อแห่ง ‘ตระกูลอรุณเวสสะเศรษฐ’ แล้วก็ที่แกลง อย่างตระกูล ผมจํานามสกุลไม่ได้ แต่ปัจจุบันเหลือเฉพาะตระกูลเดียวที่ทรงอิทธิพลก็คือตระกูลปิตุเตชะ
จังหวัดปราจีนบุรี มี ‘ตระกูลวิลาวัลย์’ มี ‘ตระกูลภุมมะกาญจนะ’ หลักๆ อยู่ 2 ตระกูล แต่ที่จริงเมื่อก่อนมันเป็น 3 ตระกูล ตระกูลหนึ่งเขายุติไปคือ ‘ตระกูลสมใจ’ ก็คือคุณบุญส่ง สมใจ ที่เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ แต่ในปัจจุบันอิทธิพลสูงสุดอยู่ที่ตระกูลวิลาวัลย์
แล้วก็ ประเภทที่สี่ ก็คือกลุ่มที่ไม่ชัดเจนอย่าง จังหวัดตราดกับจังหวัดจันทบุรี ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีตระกูลใดที่สามารถทรงอิทธิพลในพื้นที่ได้ ภาพการมีอิทธิพลของกลุ่มตระกูลมันมีนะ เพียงแต่ว่ามันไม่ชัด จะสลับกันขึ้นมามีบทบาท อย่างตระกูลสลักเพชรที่เคยได้ ส.ส. แต่ไม่เคยได้ท้องถิ่น หรือตระกูลที่ได้นายก อบจ. ก็ไม่เคยชนะระดับชาติ ปัจจุบันมีเฉพาะสองจังหวัดนี้ ที่ไม่สามารถสถาปนาตระกูลการเมืองประจําจังหวัดได้ ทั้งที่เขามีทรัพยากรทางการเมืองสูง อย่างเช่น นายก อบจ.ตราด เนี่ย (วิเชียร ทรัพย์เจริญ) ก็มีบารมีสูงมาก แต่เวลาการเมืองระดับชาติแพ้ทุกครั้ง ซึ่งการเมืองท้องถิ่นเขาคุมได้ โดยเฉพาะ อบจ. หรือจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีหลายตระกูลหมุนเวียนกันมา แต่ไม่มีใครสามารถลงหลักปักฐานได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ผลสรุปของการศึกษาพบว่าทุกจังหวัดในภาคตะวันออก มีตระกูลทางการเมืองหมดเลยครับ

อาจารย์หวังหรือตั้งเป้าหมายอะไรในการทำประเด็นการเมืองบ้านใหญ่
ผมพยายามต่อยอด เอางานมาประยุกต์ โดยเอาแนวคิดการเมืองท้องถิ่นเข้าไปใส่ แล้วผมก็พยายามจะบุกเบิก เรียกว่าเปิดพรมแดนความรู้ คือพรมแดนความรู้ของไทยด้านการเมืองท้องถิ่นมีน้อย ผมก็เลยทําวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างอํานาจท้องถิ่น ประกอบกับการไปเอาวิธีวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมืองมาเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์ แล้วก็มาทํารายวิชาในภาควิชารัฐศาสตร์ คิดว่าน่าจะเป็นรายวิชาที่มีอยู่ที่เดียวในประเทศไทย ซึ่งคือวิชาการเมืองท้องถิ่นและโครงสร้างอํานาจ เพื่อเข้าใจแบบแผนการต่อสู้ การสถาปนาอํานาจของชนชั้นนําในท้องถิ่น กับผู้คนในท้องถิ่นครับ
คือเด็กที่อยู่ในภาคตะวันออกเกือบทุกจังหวัดเนี่ย เขาก็จะเห็นพฤติกรรมทางอํานาจ พฤติกรรมของนักการเมืองอยู่แล้ว บางครั้งเป็นพ่อแม่เขา เป็นพี่น้อง เป็นครอบครัวเขาเอง แต่ผมเพียงแค่เอาทฤษฎีไปช่วยจัดระบบความคิดเขา ให้เขาเข้าใจการเมืองท้องถิ่น ถ้าเข้าใจการเมืองท้องถิ่น มันจะทําให้เข้าใจการเมืองระดับชาติ เพราะว่าบางครั้งตัวแสดงมันเป็นตัวเดียวกัน คนพวกนี้ ส่วนหนึ่งเป็นนักธุรกิจ เล่นการเมืองระดับชาติมาก่อน แล้วเริ่มเห็นว่าเวทีการเมืองระดับชาตินั้นมันต่อรองเข้มข้น แล้วก็มีความขัดแย้งสูง มันทําให้นักการเมืองระดับชาติส่วนหนึ่งหันหลังกลับมาสู่ท้องถิ่น ถ้าเอ่ยชื่อก็เช่น
ปิยะ ปิตุเตชะ, สนธยา คุณปลื้ม, โกทร วิลาวัลย์ เขาเห็นจังหวะ เห็นโอกาสว่า บางครั้งการเป็นรัฐมนตรี มันต้องใช้ทรัพยากร ใช้การลงทุนสูง กฎหมายเข้มข้น คนตรวจสอบเยอะ คนเหล่านี้เลยกลับมายึดหัวหาดในพื้นที่ ก็คือมาอยู่ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์บริหารส่วนจังหวัด น่าจะดีกว่า
คิดว่าที่ทำมาตอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ไหม
ถามว่าตอบไหม คืออย่างน้อยผมได้มีหนังสือของตัวเอง ได้เขียนตําราเรื่องการเมืองท้องถิ่น แต่ช่วงหลังมานี้ การเมืองระดับชาติมันวุ่นวายมาก ก็คือเอาง่ายๆ เลย ตั้งแต่หลังเลือกตั้งครบร้อยวัน ผมยังไม่ได้หยุดให้สัมภาษณ์เลย (หัวเราะ) แต่งานวิชาการคือถ้าการเมืองภาพใหญ่มันนิ่ง แล้วมันก็ไปต่อได้ ผมก็ได้มีเวลากลับมาทํางานวิชาการให้เต็มที่สักครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้คิดว่าช่วย ช่วยบ้านเมืองไปก่อน (หัวเราะ)
ผมก็ดีใจ คือเห็นเขาวิจารณ์งานผม ผมก็รู้สึกว่าทางที่เรามาเนี่ย ถูกแล้ว ก็คือมาเปิดพรมแดนความรู้เรื่องการเมืองท้องถิ่นครับ ความคาดหวังต่อไปคือ ผมจะทําหนังสือเรื่อง ‘วิธีวิทยาการศึกษาการเมืองท้องถิ่น’ เพราะว่าไอ้ตําราก่อนหน้า มันเป็นการเอาวิจัยมาพัฒนาตํารา แต่เป้าหมายก็คืออยากจะสร้างเครื่องมือในการศึกษาการเมืองท้องถิ่น คล้ายๆ เหมือนเราเป็นคนผลิตศาสตร์ใหม่ มันเป็นความภูมิใจเล็กๆ พอเราเห็นคนที่เขาเข้าใจงานเรา เพราะผมทําในสิ่งที่ไม่มีคนเขาเขียน แต่พอมันมีคนเข้าใจงานเราว่ามันเป็นการบุกเบิก ผมก็เออ! เนี่ยแหละ
ในอนาคตกําลังว่าจะเขียนต่อเนื่องจากวิธีวิทยาการเมืองท้องถิ่น แล้วก็จะทําเรื่องการเมืองท้องถิ่นเชิงภูมิภาค ซึ่งเขียนไว้บทหนึ่งแล้วเรื่องพัทยา ที่ จะเขียนต่อคือการวิพากษ์องค์การบริหารส่วนท้องถื่น พวก อบจ. อบต. อะไรพวกนี้ ให้เห็นว่าโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นที่เราเป็นอยู่ มันมีปัญหาอะไร ยังไงบ้าง

ทำไมอาจารย์ถึงพยายามขับเคลื่อนประเด็นการเมืองท้องถิ่น
ผมรู้สึกว่าบางครั้งเวลาพูดถึงวิชาการรัฐศาสตร์ มันถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศึกษาปรัชญา สมัยก่อนในยุคทศวรรษ 2540-2550 ปรัชญาดังมากนะ นักวิชาการทุกคนมักจะสนใจเรื่องปรัชญาการเมือง ช่วงนั้น ธเนศ วงศ์ยานนาวา กําลังดังมาก นักวิชาการโดยเฉพาะรุ่นผมเขาจะเป็นพวกนักปรัชญาการเมือง เหมือนปัจจุบันจะกลายเป็น พวกรัฐศาสตร์แนวการเมืองระหว่างประเทศ พวกแนวแบบสังคมวิทยาการเมืองที่กําลังโด่งดัง ประมาณนั้น
เมื่อก่อน วงการปกครองท้องถิ่นนี่เล็กมาก แล้วผมมาศึกษาเรื่องที่ไม่มีคนสนใจเลย ผมก็เป็นกลุ่มเล็กๆ คนทำประเด็นนี้มันน้อยมาก คนยังไม่ค่อยเข้าใจเลยเรื่องการเมืองท้องถิ่นคืออะไร? เราเลยเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ทํางานวิจัย มาสนใจศึกษาประเด็นการเมืองท้องถิ่น หรือเรื่องบ้านใหญ่อย่างเข้มข้น คือมันก็มีคนที่ศึกษามาก่อนอยู่แล้ว แต่มันไม่ได้เป็นเชิงวิเคราะห์ ก็คือเป็นการพัฒนาแบบทั่วไป แต่ผมเริ่มที่จะใช้ทฤษฎีในการวิเคราะห์คนแรกๆ และพยายามทําเรื่องนี้ให้เป็นระบบ โชคดีที่ผมเข้าถึงข้อมูลได้ด้วย คือเวลาอยู่ในพื้นที่ก็มีลูกศิษย์ลูกหา คนที่เรารู้จักมักคุ้นเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มันก็ทําให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่นอื่นครับ
แต่มันก็เป็นข้อจํากัดนะ คือการเมืองท้องถิ่นที่คนศึกษาได้ยาก เพราะว่าถ้าเป็นนักวิชาการจากส่วนกลาง แบบแผนชีวิตทางวัฒนธรรมเขา ระบบคุณค่าความเชื่อของเขา มันอาจจะทำให้การเข้าถึงข้อมูลมันยาก เพราะการเข้าถึงข้อมูลการเมืองท้องถิ่นมันต้องใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกันมาก มันเป็นความอ่อนไหว เป็นความเปราะบาง บางข้อมูลเขาก็ไม่อยากจะให้ แล้วบางครั้งมันเรื่องความปลอดภัยอะไรหลายๆ อย่างใช่ไหม ในบรรยากาศแบบนั้น
ผมโชคดีที่มีลูกศิษย์ที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วย ผมก็ใช้ชีวิตกับพวกเขา ไปสังสรรค์ ไปกินเที่ยว จนไว้เนื้อเชื่อใจ เขาก็เริ่มที่จะให้ข้อมูล พอให้ข้อมูลแล้ว เราก็มีโอกาสได้แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมจากการแนะนำต่อๆ กัน เขาเรียกว่าเทคนิคสโนว์บอล ผมได้จากคุณเสร็จปุ๊บ ผมก็ไปถามคนนี้ ถามต่อมาต่อไป แล้วมันก็เกิดเป็นการตรวจทานจนทําให้ข้อมูลเรานิ่ง ซึ่งเราก็พยายามให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย พยายามมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุมีผล
พอมีเหตุมีผล มันก็เป็นข้อมูลที่ผมคิดว่ามันมีประโยชน์สําหรับการเรียนรู้ บางครั้งเวลาข่าวออก อย่างเช่น โห! เป็นเจ้าพ่อ เป็นผู้มีอิทธิพล คือมองในด้านลบก่อนถูกไหม? เราก็มีวิธีอธิบายแบบนักวิชาการว่า บางครั้งเราก็ต้องมองด้วยความเข้าใจเขาอย่างมีเหตุและผล มันก็ทําให้เห็นภาพได้ชัดมากขึ้น
อาจารย์มองปลายทางของเรื่อง ‘บ้านใหญ่’ ว่ายังไง
คือถ้าเขาไม่ปรับตัว เขาจะอยู่ไม่ได้ คําถามคือปรับตัวยังไงเพื่อรักษาสถานะบ้านใหญ่ อันนี้เป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะจากมุมมองผมดูแล้ว เขาปรับตัวยาก ต้องยอมรับก่อนว่าโลกมันเปลี่ยนไปจริงๆ การทํางานการเมืองแบบเดิมมันไม่ได้แล้ว ถึงแม้จะมีความพยายามอย่างเช่น บ้านใหญ่ชลบุรีก็จะพยายามสร้างให้ สนธยา คุณปลื้ม ขึ้นมาเป็น เป็นผู้นําแทนกำนันเป๊าะ ก็คือมันมีคุณงามความดี มีบารมีอยู่จริง แต่จะมาขายกับสังคมสมัยใหม่มันขายไม่ได้แล้ว เขาใช้คอนเซปท์แบบ ‘ไอ้หนุ่มเมืองชล’ ซึ่งมันลูกทุ่งมากเลยนะ ผมว่าให้เขาปรับตัวมันก็ยาก เพราะว่าคอนเซ็ปต์เขาก็ยังเป็นท้องถิ่นนิยม และจํากัดอยู่เฉพาะที่นี่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดสุดท้ายของการเมืองแบบนี้แล้ว หลังจากนี้เขาอาจจะแปรสภาพตัวเองไปเป็นนักธุรกิจมากกว่า แล้วก็พยายามจะถอยห่างออกจากการเมือง ซึ่งหมายถึงว่ามันอาจจะไม่ใช่ความต้องการตั้งแต่แรกของเขา
ถ้ารุ่นลูก ดูจาก นายกฯ ตุ้ย (ณรงค์ชัย คุณปลื้ม) ของเทศบาลเมืองแสนสุข เขาก็ไม่ได้สนใจที่จะทําการเมือง แต่มันอาจเป็นการอยู่เพื่อรักษาเกียรติของตระกูล แล้วพอดูรุ่นลูกรุ่นหลานเขา เราก็ไม่เห็นเขาเข้าสู่การเมืองกันซักเท่าไหร่ แสดงว่าคงจะ ไม่ได้ชอบจริงๆ เพราะว่าการทำการเมืองต้องทั้งชอบ ทั้งใจรักด้วย
ผมคิดว่าสภาวะความเป็นการเมืองท้องถิ่นของประเทศไทย จะเริ่มเข้าสู่การเมืองแบบตะวันตก ก็คือเวลาผู้นําท้องถิ่นจะเข้ามาเนี่ย กลไกเหล่านี้อาจจะมีอยู่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เช่น การอุปถัมภ์ ซื้อเสียง การดูแล อิทธิพล อะรไพวกนี้ สัดส่วนอาจจะเบาบางลง มันถูกเจือจางลงจากสภาวะการเปลี่ยนแปลง แต่สภาวะการเปลี่ยนแปลงที่มันถูกเจือจางแล้ว ท้ายที่สุดมันต้องมีนโยบายอย่างมีวิสัยทัศน์เข้ามาแทนที่ วิธีการบริหารที่ดีเข้ามาแทนที่ ซึ่งมันจะผสมผสานกัน ก็จะเริ่มเข้าสู่การเมืองแบบสากลมากขึ้น

ในประเทศอื่นๆ มีอะไรแบบนี้ไหม
ใน ฟิลิปปินส์ มี ก็คือตอนที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าในบางจังหวัดของฟิลิปปินส์ เขาฆ่ากันตายเยอะ กว่าจะผ่านจุดนี้มาได้ เขาจะเรียกกันว่า ‘Big man’ พวกคนใหญ่โต ประมานนั้น ก็จะมีการพูดถึงกันเยอะ ส่วนอย่างประเทศตะวันตกมันมีมาก่อน แต่เขาผ่านจุดนี้ไปนานแล้ว แล้วก็ที่ฐานปรัชญาของบ้านเราเนี่ย มันผูกกับศาสนา ‘พุท พราห์ม ผี’ ที่มันทําให้การเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เป็นยุคแห่งการตื่นรู้เหมือนตะวันตก ซึ่งมันไม่ได้อธิบายผ่านเหตุผล แต่มันอธิบายผ่านความเชื่อ พอผ่านความเชื่อแบบนี้มันก็ไม่หลุดออกจากวังวนนี้ มันเป็นเรื่องบุญเรื่องกรรม สุดท้ายเราก็จะโทษตัวเอง แล้วก็บวกกับโครงสร้างของรัฐที่ไม่เคยปรับตัว ก็ทําให้ประชาชนอ่อนแอไง ถ้ารัฐสามารถให้บริการ ดูแลคนได้อย่างทั่วถึง มันทำให้เกิดความชัดเจนเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะทุกคนก็ไม่อยากจะพึ่งพาใครอยู่แล้ว
บวกกับสังคมไทย ด้วยสภาวะรัฐเป็นแบบนี้ อย่างที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ชอบพูดว่า มันทําให้คนต้องเบียดเสียดตัวเองเข้าสู่โครงข่ายอุปถัมภ์ หรือพยายามเบียดเสียดตัวเองเข้าไปอยู่ในการดูแล การปกป้องคุ้มครองของคนที่มีอํานาจ แล้วเราก็โหยหาอํานาจตลอดเลย เช่น งานแต่งงานเนี่ย ทั้งที่เป็นเรื่องของความรัก แต่กว่าจะได้รักกัน โห! มันต้องประกาศแสนยานุภาพ (หัวเราะ) ผ่านประธานในพิธี คือเอาแต่คนตัวโตมา แล้วยิ่งมีอํานาจมากยิ่งต้องเชิญคนใหญ่คนโตไปอีก มันคือสัญลักษณ์แห่งอํานาจ ต้องแสดงว่าบารมีเยอะ คือเราโหยหาอํานาจกันเป็นวัฒนธรรม ซึ่งมาจากโครงสร้างทางการเมืองที่มันดูแลทุกคนไม่ได้ มันทําให้เราโหยหา มันทําให้เรารู้สึกมั่นคง ในเชิงความรู้สึกมันก็ดูเท่ การรู้จักคนใหญ่คนโต การรู้จักคนดัง รู้จักคนได้อย่างกว้างขวาง มันก็จะเกิดความมั่นคง อย่างน้อยก็มั่นคงมากกว่าคนปกติ
เอาง่ายๆ ถ้าคุณอยู่บางแสน ถ้าคุณรู้จักบ้านใหญ่ คุณมีความมั่นคงมากกว่าคนอื่นนะ หมายถึงว่ามันสามารถเข้าถึงอะไรหลายๆ อย่างได้ อย่างน้อยที่สุดก็คือข้อมูลเพื่อเอาไปทำอะไรต่อ หรือถ้ารถคุณติดสติกเกอร์แสดงความเป็นพวกเดียวกันกับบ้านใหญ่ คุณก็ได้รับความั่นคงขึ้นมาหนึ่งขั้นนะ ตํารวจก็ไม่กล้าจับใช่ไหม? (หัวเราะ) คือความเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมมันไม่มีไง
นอกจากประเด็น ‘บ้านใหญ่’ อาจารย์สนใจประเด็นไหนอีกไหม
ผมคิดว่าที่น่าสนใจ แต่ผมก็ยังไม่ได้ตามเยอะ ก็คือ ภูมิภาคที่มันเป็นภูมิภาคที่เรียกว่า ‘โลกาภิวัฒน์’ แต่ตะวันออกมันมีคําว่า Local ที่หมายถึงท้องถิ่น แต่มันมีกระบวนการ ‘Localization’ คือกระบวนการทําให้เป็นของท้องถิ่น ในความไม่เป็นท้องถิ่นอยู่ด้วย นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่มันซับซ้อนมาก แล้วการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน มันทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองด้วยนะ
เช่นผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา บ้านใหญ่เอาไม่อยู่สักที่ คนตะวันออกเลือกกินส้มหมดเลย (หัวเราะ) ถนนสุขุมวิทนี่เลือกพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจุบัน) หมดเลยใช่ไหม? แสดงว่าการเมืองแบบเดิม แบบบ้านใหญ่เนี่ย ไม่ปรับตัว ไปพร้อมกับพลวัฒน์ทางเศรษฐกิจสังคมการเมือง ชีวิตคนเปลี่ยน ชนชั้นกลางขยายตัว ความคาดหวังต่อการเมืองเริ่มมากขึ้น ในขณะที่การเมืองยังเป็นแบบเดิม ระบบราชการยังเป็นแบบเดิม มันตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง แล้วตะวันออกนี่เป็นภูมิภาคนี่มีพลวัฒน์มากที่สุดในประเทศ ภายใต้ฐานอํานาจการพัฒนาสามฐานที่แบกรับประเทศไทยเอาไว้เยอะมาก คือหลักๆ ภูมิภาคอื่นๆ จะมีภูมิทัศน์แบบการเกษตร หรือไม่ก็ท่องเที่ยว แต่ภาคตะวันออกมีทั้งอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และเกษตรกรรม มันแบกรับประเทศหนักหน่วงมากครับ
แล้วมันเกิดความหลากหลาย และเกิดความเหลื่อมล้ำเยอะมาก บวกกับตอนนี้ ที่ผมเฝ้าสังเกตุ นักวิชาการรุ่นใหม่ เขาจะไปสนใจเรื่องกำารเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งงานเชิงศึกษาพื้นที่ ก็จะน้อยลงตามไปด้วยครับ
คือผมเชื่อว่า เวลาเราจะทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเราเข้าใจตัวเอง เข้าใจพื้นที่ แล้วเราดูจากงานวิจัย ดูจากงานทฤษฎี แล้วเราผลิตงานผ่านการอธิบายของตัวเองได้ มันก็จะแข็งแรง ผมเชื่อกระบวนการจากฐานราก กระทั่งกระบวนการการพัฒนาชาติไทย ผมก็จะให้ความสําคัญที่ท้องถิ่น ที่ชุมชนเป็นหลัก คือถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ มันจะสร้างความเข้มแข็งจากภายในครับ

อาจารย์มาอยู่ภาคตะวันออกนาน ตอนนี้เห็นภาพภาคตะวันออกเป็นอะไรในสายตาอาจารย์
ภาคตะวันออกสําหรับผมมันเป็นบ้านอยู่แล้ว คือเป็นที่ๆ ให้ทุกอย่างกับผมนะ จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ให้หน้าที่การงาน ให้ความมั่นคง ให้ชื่อเสียง ให้โอกาส อย่างเรื่องบ้านใหญ่ ผมมีวันนี้ได้เพราะผมก็ศึกษาเรื่องของเขา คนรู้จักผมเพราะพวกเขา มันก็เลยกลายเป็นบ้านที่รู้สึกว่าเหมือนกับไม่ได้เป็นแผ่นดินแม่ แต่พ่อผมสอนเสมอว่าไปอยู่บนผืนแผ่นดินไหน ถ้าผืนแผ่นดินนั้นให้ความมั่นคงกับเรา เราก็ต้องตอบแทน เพราะนั่นก็คือ ‘บ้าน’ เหมือนกัน
ภาคตะวันออกที่อาจารย์อยากเห็นเป็นแบบไหน?
ผมอยากให้คงสภาวะความเป็นโลกาภิวัฒน์ ความเป็นพลเมืองแบบโลกสากล ยึดถือชุดคุณค่าแบบ เสมอภาค เสรีภาพ อะไรทำนองนั้น แต่ก็มีกลิ่นอายของความเป็นภาคตะวันออกอยู่ ผมอยากเห็นคนตะวันออกพูดภาษาท้องถิ่นแบบ ระยอง แบบจันทบุรี ให้มันคงอยู่ แล้วก็มีการเมืองที่มันผสมผสานแบบนี้ ก็คือในเมื่อเราไม่สามารถเป็นแบบสากลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็คงเป็นการเมืองที่มีความผสมผสานมากกว่า
แล้วทางการเมืองท้องถิ่น มันก็มีเสน่ห์ในตัวมันนะ ความเป็นนักเลง ความใจดี ใจถึง พึ่งได้ เคลียร์ได้ แต่ก็มีการบริหารแบบใหม่เข้ามา ซึ่งเป็นกระบวนการการพัฒนาที่มันทําให้ทุกคนอยู่ด้วยกันได้ ผมคิดว่าคนตะวันออกก็ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่พัฒนายังไงให้ทุกคนอยู่กันได้ อันนี้คือโจทย์ที่ต้องคิดกันต่อไป


