/

หรืออดีตที่ถูกทำให้ลืม พาเรามาถึงปัจจุบันที่ไร้หวัง? สนทนาถึง ผี แรงงาน การพัฒนา และการถูกลืม กับ อุ้ย–รัชฏ์ภูมิ ผู้กำกับจาก ‘ผีใช้ได้ค่ะ’

สำหรับคุณแล้ว ระหว่าง ผี กับ การถูกลืม อะไรน่ากลัวกว่ากัน?

แต่สำหรับ อุ้ย–รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ผู้กำกับ ‘ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)’ มองว่าการถูกลืมนั้นน่ากลัวกว่า

อย่างที่เราได้เคยเขียนรีวิวถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนถึงความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น การถูกลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแรงงาน และโลเคชั่นมาบตาพุดบนโปสเตอร์หนังและในฉากต่างๆ

นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราเองได้มีโอกาสนัดคุยสนทนากับผู้กำกับเจ้าของรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่พาประเด็นและฉากเหล่านี้ไปถ่ายทอดในเวทีระดับโลก เราเลยได้ถามคำถามในฐานะคนดูหนังและคนที่อาศัยในภาคตะวันออก ว่าเขาออกแบบหนังเรื่องนี้ยังไง ทำไมเลือกหนึ่งในโลเคชั่นเป็นที่เกาะสะเก็ด ในจ.ระยอง อะไรทำให้เขาเลือกจะเล่าเรื่อง ฝุ่น ผี แรงงาน และการถูกลืม

เราชวนไปสำรวจเบื้องหลังงานกำกับของอุ้ย พร้อมกับเรื่องราวน่าสนใจที่อาจชวนเรากลับมาทบทวนว่าเราจะใช้อดีต มาออกแบบอนาคตได้อย่างไร

ที่มาของหนัง ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ เริ่มมายังไง?

“แต่ก่อนผมทำหนังสั้นมาก่อนครับ แล้วตอนผมทำหนังสั้น ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าผมสนใจในแง่ว่าประเทศไทยมันเป็นประเทศที่มีความภูมิใจกับการไม่เคยเป็นเมืองขึ้น การไม่เคยเป็นอาณานิคม เหมือนถ้าเราไปเปิดหนังสือแนะนำประเทศไทยภายใน 3-4 หน้าแรกอ่ะมันต้องเมนชั่นว่าเป็นประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น จนเหมือนกับว่ามันเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งคือการไม่เคยเป็นเมืองขึ้น”

“จนมีนักไทยศึกษาในต่างประเทศพูดว่า ประเทศไทยหมกหมุ่นกับเรื่องอาณานิคมเสียยิ่งกว่าประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมอีก เหมือนคำนี้กลายเป็นนิยามของเรา แต่ว่าถ้าเกิดคนที่ไปอ่านประวัติศาสตร์เนี่ยเราก็จะรู้แหละว่าต่อให้ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นในนาม แต่ว่าในทางปฏิบัติหรือว่าในทางการเมืองหรือว่าความสัมพันธ์ เศรษฐกิจอะไรอย่างนี้เราอยู่ในเครือข่ายของอาณานิคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แล้ว การที่เราจะปลูกหรือไม่ปลูกอะไร การที่เราจะส่งออกอะไร มันมันมีความขึ้นอยู่กับความต้องการของมหาอำนาจอะไรสักอย่างอยู่แล้ว ผมก็เลยสนใจ”

ภาพโดย 185 Films

“ในขณะเดียวกันผมว่าผมได้รับอิทธิพลมาจากคนทำหนังฟิลิปปินส์ที่เขาสำรวจอัตลักษณ์ประเทศตัวเองผ่านอาณานิคมอย่างเข้มข้นมากๆ วิธีการของผมตอนผมทำหนังสั้นก็คือผมชอบเอาตัวละครที่มันมีชื่อเสียงหรือว่ามีตัวตนอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นตัวเรื่องแต่งหรือประวัติศาสตร์มาลองอ่านใหม่เพื่อมองหาว่าเราสามารถเล่นหรือว่าพลิกความหมายอะไรได้”

“ผีใช้ได้ค่ะ มันเลยถูกคิดต่อเนื่องกันมา แล้วก็อยากจะพูดเรื่อง ‘อาณานิคมภายใน’ อย่างการที่กรุงเทพฯ centralized หรือรวมศูนย์อำนาจไว้ นี่เป็นไอเดียตั้งต้นแรก”

“แล้วจากการที่ทุกเรื่องเนี่ยผมใช้ผมใช้ตัวละครที่มีอยู่เดิมแล้ว ดังนั้นพอตอนคิดเรื่อง ผีใช้ได้ค่ะ เนี่ย
ตอนนั้นก็คิดอะไรไม่รู้ แต่ผมนึกถึงแม่นาก ซึ่งเป็นตัวละครที่ทรงอิทธิพลโด่งดังคลาสสิคมากของไทย เป็นหนึ่งในงานที่มีการดัดแปลงเยอะมากๆ ผมไม่แน่ใจว่าใครเคยทำสถิติไหมว่าตัวละครไหนถูกดัดแปลงเยอะที่สุดในไทย แต่แม่นากมีทั้งละครทีวี ละครเวที เป็นหนัง แล้วก็มีเป็นอนิเมชั่น มันสปินออฟหลากหลายมากเลย ผมเลยคิดว่าโดยตัวมันเอง มันมีทุนทางวัฒนธรรมเยอะ ผมก็เลยสนใจ”

“แต่ว่าพอในหนังจริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้ชัดมาก เพราะว่าเคยมีดีเบตคุยกับโปรดิวเซอร์เหมือนกันว่าเราควรทำให้มันชัดหรือไม่ชัดนะว่ามันมาจากตำนานนี้ แล้วตอนนั้นผมรู้สึกว่าเลือกไม่ต้องชัดมากก็ได้ คือมันไม่ต้องให้หนังพึ่งพาบริบทอื่นมากเกินไป ไม่อยากให้เหมือนกับว่าคุณต้องไปรู้ตำนานนะคุณถึงจะเข้าใจอะไรอย่างนี้”

อะไรทำให้คุณสนใจในการหยิบผีแม่นากมาใช้?

“อันแรกที่ผมสนใจ คือแม่นากเป็นเรื่องรักต้องห้ามคลาสสิกของไทย คนรักกับผีอะไรอย่างนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วผมว่าในนิทานหรือว่าในเรื่องเล่าตำนานของไทยมันมีคนรักกับอมนุษย์เยอะ รักกับผี รักกับพญานาค รักกับจระเข้ กับเสือสมิง เหมือนมันมีเรื่องเล่าของรักที่เป็นไปไม่ได้แล้วผมสนใจเพราะว่าเมื่อมองด้วยเลนส์ร่วมสมัย มันมีความเป็น LGBTQ ที่แบบว่าปัจเจก 2 คนรักกัน แต่ว่าสังคมไม่ยอม ไม่อนุญาตครับ เพราะว่าอย่างในแม่นาค สุดท้ายแล้วพระ หรือว่าสถาบัน หรือว่าชาวบ้าน ก็ไม่ยอมให้สองคนนี้อยู่ด้วยกันได้ ตอนนั้นก็เลยสนใจว่ามันคล้ายๆ ‘เควียร์’ ในการตีความของผมในตอนนั้น”

“แล้วก็ในขณะเดียวกัน ตอนเริ่มพัฒนาบท มีภาพนึงที่ผมอยากให้มันเกิดก็คือผีเดินในออฟฟิศ ไม่ได้ไปหลอกใคร แต่ต้องมาทำงานเพราะว่าชีวิตในยุคนี้ช่างยากลำบากถึงขั้นที่คนตายต้องลุกขึ้นมาทำงานเพื่อที่จะจ่ายค่าห้อง แล้วผมก็รู้สึกว่าสองอย่างนี้ คือผีที่รักกับคนแล้วมันเป็นไปไม่ได้กับผีที่ต้องทำงานเพื่อที่จะดำรงอยู่ มีตัวตน มันก็เลยมาผนวกกัน กลายเป็น ผีใช้ได้ค่ะ ที่ผีที่อยากจะอยู่กับคนรักแต่ว่าเธอต้องแลกด้วยการทำตัวมีผลผลิต อันนี้ก็เป็นไอเดียแรกๆ ครับ”

อาณานิคมภายใน ที่คุณพูดถึงก่อนหน้าหมายถึงอะไร?

“เรารู้สึกว่าเมืองไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร แต่ว่าเมืองไทยเป็นเมืองขึ้นกรุงเทพฯ ใช้คำนี้จะได้ไหม อาจจะไม่ได้หมายความนั้นแบบนั้นเป๊ะๆ แต่เรารู้สึกเหมือนกับว่าจริงๆ เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายเยอะทั้งทางชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรม แต่ว่าด้วยความกลัวจะเป็นเมืองขึ้น เราเลยพยายามรวบตึงให้เป็นหนึ่งเดียวกัน”

“มันน่าประหลาดใจมากที่เพื่อนบ้านเราสองข้างคือพม่ากับมีลาว เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงมากๆ เลยครับ แล้วทำไมไทยที่อยู่ตรงกลางเราไม่มีไอเดียเรื่องนั้น คนไทยมักไม่ค่อยถูกนิยามว่าเรามีเชื้อชาติพันธุ์เยอะ แต่ผมว่าไทยมีความหลากหลายเยอะ แต่เหมือนกับว่ามันถูกวาดทับด้วยความเป็นไทยเพื่อที่จะทำให้มันดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น การใช้ภาษาหรือการยึดมั่นในสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่ทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยความกลัวว่าถ้าเราหลากหลายเกินไปแล้วชาติตะวันตกจะตัดพื้นที่หรือว่าแยกดินแดนได้อะไรอย่างนี้ มันเลยส่งไม้ต่อกันมา”

ภาพโดย 185 Films

ตอนเอาไปฉายต่างประเทศ กับเอามาฉายในไทยต่างกันไหม

“ส่วนใหญ่ชุดคำศัพท์ในการตีความหนังมันจะไม่ค่อยเหมือนกัน คือต่างประเทศจะเป็นเรื่องทุนนิยม เขาจะสนใจการที่ทุนนิยมลดทอนมนุษย์ให้เหลือเป็นแค่วัตถุที่มีประโยชน์ แต่ถ้าเกิดมาอ่านฟีดแบ็กคนไทยจะแบบว่า โอ๊ย นี่ไง รัฐเซ็นเซอร์ รัฐเผด็จการ มันมองไม่เหมือนกัน ซึ่งผมก็จะรู้สึกว่าคนต่างชาติก็อาจจะมีปัญหากับครึ่งหลังที่มัน ดูไทย มันเป็นความกดทับแบบไทยมาก”

“อย่างเคยให้สัมภาษณ์แบบสื่อฝรั่งเศส ฉากแรก ถ้าเกิดคนไทยดูเขาก็จะนึกถึงสถาปัตย์คณะราษฎรอะไรอย่างเนี้ แต่คนฝรั่งเศสเขานึกว่า อ๋อ มันเป็นเรื่องทุนนิยมเข้ามาเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ในขณะที่ผมเองอินกับการสถาปนาคณะราษฎรซึ่งรายละเอียดตรงนี้พอฉายต่างประเทศจะหายไปเลย ซึ่งผมนึกภาพตัวเองว่าเราไปดูหนังตุรกี หนังโรมาเนีย หนังประเทศอื่นๆ ที่เราอาจจะไม่ได้มีความรู้ในประวัติศาสตร์อันนั้นเยอะๆ ผมว่าถ้าผมดูผมก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน”

“เราว่านอกจากเนื้อเรื่อง คนต่างชาติก็จะสนใจเรื่องแบบฟอร์มของหนัง การแอคติ้ง คือมันก็จะเป็นเรื่อง คราฟต์หนังขึ้นมา ผมรู้สึกว่าคุณจะเล่าอะไรก็ได้ มันจะโลคอลแค่ไหนก็ ถ้าฟอร์มคุณทำถึง ภาษาหนังเป็นสากลน่ะ มันจะไปถึงคนดูหรือทำให้คนดูสนใจได้”


คุณทำหนังผี แล้วผีคืออะไรในสายตาอุ้ย?

“ผมว่ามีสัก 2 อันมั้งฮะที่ผมรู้สึกอันแรกคือ ผีในฐานะแบบคนตาย แต่ทุกคนไม่ได้ตายแล้วจะกลับมาเป็นผีอะไรแบบนี้ มันจะมีคนตายที่ตายแล้วตายไปเลย แล้วก็ตายแล้วกลับมา แล้วผมก็รู้สึกว่าในการตีความของผม ผมรู้สึกว่าคนที่ยังต้องกลับมาเพราะว่ามันยังมีความค้างคาอะไรบางอย่าง ความไม่คลี่คลาย ผีเลยปฏิเสธที่จะเป็นแค่อดีต เลยต้องกลับมาอยู่ในปัจจุบันด้วย คือกูไม่อยากจะถูกทำให้หายไปในอดีตเลยกลับมาเพื่อทำให้มันคลี่คลายอะไรอแบบนี้ ผมก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นอดีตที่ปฏิเสธที่จะถูกลืมเพราะว่ามันทำอะไรบางอย่างกับเขา”

“อีกอันนึงผมรู้สึกว่าผีมันมีความแบบเหมือนเป็นคนที่ไม่เต็มคน อย่างแม่นากในเวอร์ชั่นต้นฉบับ ตัวละครมากแยกไม่ออกว่าเป็นเมียหรือผี แปลว่าผีมันมีความก้ำกึ่งระหว่างเหมือนจะเป็นคนแต่ไม่ใช่ อะไรอย่างนี้ฮะ แล้วผมรู้สึกว่าผีมันต่ำกว่าคน ดูเหมือนเป็นคนแต่ไม่ใช่คน มันเลยเหมือนกับว่ามีความเป็นชั้นรองอยู่ เป็นคนชั้น 2 คนที่มีศักดิ์ไม่เท่ามนุษย์ ต่ำกว่ามนุษย์หน่อยนึง”

“แล้วรู้สึกว่าความหมายอันนี้มันก็เป็นหนึ่งในตรรกะของเรื่องมั้งครับ คือตัวละครที่เหมือนกับว่าพยายามที่จะทำนู่นทำนี่แต่ว่าสถานะของคุณไม่ใช่ คุณทำสิ่งนั้นไม่ได้นะเพราะว่าสถานะของคุณไม่ได้รับการอนุญาตให้คุณทำได้เพราะคุณไม่ใช่พลเมือง ในเรื่องเอง หนึ่งในไอเดียคือผีต้องเผชิญกับระบบกฎกติกาของราชการไปเรื่อยๆ ต้องเจอกับพยาบาล เจอกับตำรวจ เจอกับหมอ แล้วก็ทุกคนไม่ได้ว่าเป็นผีทรงน่ากลัว ผีเลยเหมือนกับเป็นพลเมืองชั้น 2 มากเลย คุณทำไม่ได้นะครับเพราะว่ากฎหมายมันไม่ได้รับรองสิ่งนั้นสิ่งนี้กับคุณอะไรอย่างนี้ มันก็เลยเหมือนกับว่าเราสนใจคนที่ไม่ได้รับสิทธิเหล่านั้น”

ดูเหมือนว่าในเรื่อง ‘ผี’ แต่ละตัวคือคนชนชั้นรอง?

“ไอเดียนึงที่ผมสนใจมากก็คือการที่คนชนชั้นรองหรือคนที่เป็นเหยื่อเหยียบย่ำกันเองเพื่อที่จะได้รับพรีวิลเลจหรือว่าได้รับความเมตตาจากผู้มีอำนาจ แล้วการที่ผู้มีอำนาจอาจจะใช้อำนาจ (Manipulate) หรือว่าทำให้รู้สึกว่ามึงโดนแทนที่ได้ตลอดนะมันสำคัญ อย่างโมเมนต์ที่ต๊อกกลับมาพร้อมกับดร.พอลที่พูดว่าถ้าแนทเหนื่อยก็พักได้ มันทำให้แนทรู้สึกว่าต้องยิ่ง productive เข้าไปใหญ่ เพราะว่ากูถูกแทนที่ได้ตลอด”

นอกจากผีแล้ว ฝุ่นก็ดูเป็นบทบาทสำคัญในเรื่องเหมือนกัน ทำไมเลือกเล่าเรื่องฝุ่นด้วย?

“ไอเดียฝุ่นมาเป็นเรื่องแรกๆ เลยครับ คือตอนผมเริ่มคิดโปรเจ็กต์นี้ตอนปีค.ศ. 2017 ผมจำได้ตอนผมเด็กๆ ว่าเรื่องฝุ่น PM2.5 ไม่เคยเป็นประเด็น อย่างน้อยในกรุงเทพฯนะครับ จนแบบมีอยู่ปีนึงคนเริ่มพูดถึง PM 2.5 คนเริ่มพูดถึงหน้าหนาวที่ฝุ่นมันจะเยอะ แล้วพอไปถ่ายรูปถนนตรงสีลมตอนกลางคืน ไฟถนนฝุ่นมันลอยแบบเป็นเม็ดๆ ใหญ่มาก แล้วก็เกิดภาวะที่คนตื่นตัวมาก แม้จะมีคนมาบอกว่าจริงๆ มันมีมานานแล้ว แต่ว่ามันเพิ่งถูกพูดถึงอย่างจริงจังผมก็เลยใส่ฝุ่นเข้ามาในหนังด้วยบริบทนั้น”

“ในความรู้สึกผมฝุ่นกับผีมันคล้ายๆ กัน คือ 2 อย่างมันเป็นอะไรที่ถูกมองว่ามันผิดที่ผิดทาง อย่างผีก็คืออยู่ผิดเวลา เพราะว่าควรจะตายแล้วไปอยู่ในอดีต แต่ว่ามันยังอยู่ในปัจจุบันนี้ ฝุ่นคือเวลาอยู่ในบ้าน มันคือสิ่งที่อยู่ผิดเป็นอะไรที่เราไม่ได้อยากให้มันอยู่ตรงนี้ แล้วเราพยายามทำให้มันหายไป อะไรอย่างนี้ มันมีความเล็กจ้อย ความเป็นคนตัวเล็กๆ”

“ในเรื่องนี้ก็ยังพูดถึงการที่ตัวละครพยายามให้ความชอบธรรมว่าฝุ่นมาพร้อมกับการพัฒนา เหมือนกับคุณจะสร้างบ้านเมือง จะสร้างอะไรใหม่ ฝุ่นมันต้องเยอะขึ้น ดังนั้นคุณก็ต้องทนๆ ไปเถอะ”

แล้วตัวคุณเองคิดยังไงในเรื่อง ฝุ่นกับการพัฒนา?

“ผมว่ามันก็อาจจะใช่ว่าเวลาเราจะสร้างอะไรขึ้นมาก็ต้องมีผลข้างเคียงที่ตามมา เพียงแต่ว่าใครจะเป็นคนที่ได้รับผลข้างเคียง เช่นท่านได้ตึกใหม่ แต่ใครต้องแบกรับราคาของมลภาวะที่เกิดจากการผลิตสร้างตึกอันนั้น ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่แค่การตั้งตึกแต่มันหมายถึงการพัฒนาทั่วๆ ไปด้วย โดยรวมมันเหมือนกับว่าการพัฒนามันจะต้องผลิตส่วนเกินอะไรบางอย่างที่มันไม่น่าจะเป็นประโยชน์ออกมาด้วย เราคิดว่ามันจะเป็นโปรเจ็กต์ที่สร้างประโยชน์ แต่ว่าส่วนเกินที่ว่าก็จะส่งผลกระทบในทางลบกับคนจำนวนนึง แล้วในฐานะคนที่ตัดสินใจได้เป็นห่วงหรือว่าแคร์ หรือว่าพยายามจัดการผลข้างเคียงเชิงลบนั้นแค่ไหน มันเป็นเรื่องที่เราเข้าใจเรื่องการพัฒนาแต่เราแค่รู้สึกว่ามันมีเรื่องที่ต้องคิดถึงคนด้วย”

ตะวันออกคือหนี่งในพื้นที่พัฒนา และในหนังก็ใส่โลเคชั่นมาบตาพุดมาด้วย เบื้องหลังไอเดียคืออะไร?

“ทางนึง เราว่ามันต้องคิดในเชิงถ้าทีมงานมันเบสที่กรุงเทพฯ พอต้องเดินทางการที่เราจะย้ายคนจำนวนนึงไปมันก็ต้องคำนึงด้วยในเชิงกองถ่าย ซึ่งภาคตะวันออกมันก็จะขึ้นชื่อเป็นภาพจำด้วยความเป็นนิคมอุตสาหกรรมด้วย”

“ทีมโลเคชั่นเรื่องนี้ก็เก่งมากนะครับไปหาอะไรมาได้หลายอย่าง ผมจำไม่ได้ว่าเขาหายังไงเคยถามเหมือนกันเพราะเขาหาเก่ง บางทีเขาก็ดู Google Map ก่อน หรือว่าขับรถไปย่านนิคมฯ ขี่มอเตอร์ไซค์เลย”

“อย่างซีนที่เกาะสะเก็ด ก็มาแบบพิสดารมากคือจริงๆ ในบทผมไม่ได้คิดหรอก คือผมไม่สามารถเขียนเป็นบทว่าคู่รักนั่งกันอยู่ที่เกาะแล้วข้างหลังมีโรงงานมันไม่ได้ระบุขนาด แต่ทีมโลเคชั่นเขาเจอสถานที่นี่นานแล้วและมันอยู่ใน Library เขาแต่เขาไม่สามารถหาหนังมาลงได้ คือเหมือนกับว่ามันจะมีหนังเรื่องไหนที่จะใช้ฉากนี้ได้อะไรแบบนี้”

“เกาะที่ไปถ่าย เป็นเกาะที่มองออกไปเป็นนิคมอุตสาหกรรม นั่งเรือแบบ 10 นาทีจากแผ่นดินใหญ่มาถึง แล้วก็เป็นเกาะที่เล็กมาก แค่ครึ่งชั่วโมงก็เดินรอบเกาะได้แล้ว แล้วก็ที่นั่นมีต้นไม้ต้นนึงปักอยู่ตรงนั้น ไม่ได้เซ็ตอะไรเลย ต้นไม้ปักอยู่ตรงนั้นเหมือนรอให้เราไปถ่าย ผมรู้สึกว่ามันพิเศษมาก แล้วก็เป็นแบบว่ามันจะมีหนังเรื่องไหนที่จะใช้ได้วะ แล้วเผอิญว่ามันมีฉากเป็นเชิงความฝัน ผมรู้สึกว่ามันพอดีที่จะเอามาใช้ เหมือนกับว่าแม้แต่ในความฝัน โรงงานยังอยู่ขอบสายตา ขนาดที่ฉันอยากจะมีโมเมนต์กับคนรัก กับครอบครัว ก็มีโรงงาน ธุรกิจครอบครัวใหญ่หลอนอยู่ที่เส้นขอบฟ้าอะไรอย่างนี้ ก็เลยน่าสนใจ พอมันมีโรงงานอยู่ริมสายตาลิบๆ ผมรู้สึกว่ามันมีพลังกว่าเดิมอีก”

ภาพโดย 185 Films

แล้วภาพภาคตะวันออกในสายตาคุณเป็นยังไง

“ภาพไกลๆ เลยก็คือพัทยา แบบเราไม่ได้คลุกคลีมาก มันก็จะนึกถึงทะเล หลายที่เป็นโลเคชั่นหนังไทยซะเยอะ แล้วก็จะมีพวกนิคมอุตสาหกรรมซึ่งไม่ค่อยเป็นโลเคชั่นในหนังไทย ซึ่งก็แปลกใจแล้วก็ไม่รู้ทำไมหรือว่าถูกแล้ว”

“แต่ว่าพอตอนมาทำเองเลยพบว่าจริงๆ แล้วมันขอถ่ายทำยากเหมือนกันนะโรงงาน”

‘แรงงาน’ เป็นประเด็นสำคัญและได้ซีนเยอะในหนังเหมือนกัน คุณคิดอะไรถึงใส่ประเด็นนี้เข้ามาในหนัง

“ผมรู้สึกมันจะมีคำพูดว่าเราทุกคนคือแรงงาน เราจะมีคำพูดนี้แบบว่าทุกคนเป็นแรงงาน ผมก็เป็นแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันผมก็จะรู้ว่าแรงงานมันไม่ได้เหมือนกันทุกคนอะ”

“ผมรู้สึกว่าสังคมไทยจะเฮลท์ตี้ได้เมื่อแรงงานเฮลท์ตี้ มันเหมือนกับว่าเมื่อความปลอดภัย ความมั่นคงมันไปถึงคนที่เป็นฐาน เมื่อถึงตรงนั้นได้ สังคมมันถึงจะดี คือคนรวยชีวิตดีมันก็เข้าใจ แต่ว่าทำไมแรงงานจะมีชีวิตที่ดี มีความมั่นคงปลอดภัย รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องอยู่กับความสุ่มเสี่ยงอะไรบ้างไม่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าแรงงานก็จะดูเป็นคนที่เป็นเหยื่อแรกๆ เลยของฝุ่น ของการพัฒนา บางครั้งก็เลยรู้สึกว่าผีของแรงงาน ผีของคนที่ต้องตายไปเพราะความการเติบโตของคนกลุ่มนึงแต่การเติบโตนั้นไปไม่ถึงคนที่ออกแรงมันเลยสำคัญ”

“ก็เลยรู้สึกว่ามันก็ควรจะอยู่ในเรื่อง เป็นเหยื่อของตัวละครที่บอกว่าฝุ่นมันก็มากับการพัฒนา คือเขาสร้างงาน เขาสร้างผลผลิตที่จะทำให้ครอบครัวนี้มีรายได้ แต่ว่าเขาไม่ได้แชร์ความมั่งคั่ง แม้เขาจะได้ค่าจ้างประมาณนึง แต่เขาก็ไม่ได้ความแบบปลอดภัยในชีวิต”

ภาพโดย 185 Films

คุณได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับประเด็นแรงงานมาจากไหน

“คงมีประสบการณ์ส่วนตัวเลยบางอย่าง ด้อย่างซีนที่ตัวละครไปโรงพยาบาลแล้วผีอยู่ในลิฟต์ พอบอกว่าชั้น 4 ประกันสังคมค่ะ แล้วคนออกไปเยอะ มันคือความสุ่มเสี่ยงของชีวิตที่เหมือนกัน ผมว่ามันมันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องนึงอแล้วผมรู้สึกว่าแบบเป็นความเปราะบางแล้วไม่ปลอดภัยตลอดในชีวิต”

ฉากนึงที่น่าสนใจคือบทสทนาระหว่างสุมาลย์ กับต๊อกที่อาละวาดตอนเจ้าหน้าที่มาตรวจโรงงาน คุณได้ไอเดียมายังไง

“ผมรู้สึกว่า มันเป็นความเมตตาแบบแปลกๆ มันไม่ใช่เมตตาจริง เป็นความใจดีเฉพาะคราว เหมือนกับว่าเขาตายไปแล้วแล้วฉันก็รู้สึกว่าทำบุญให้แล้วกันนะ มันเป็นการแก้ปัญหาแบบไทยๆ แปลกๆ แบบนึงอย่างที่ผมรู้สึกว่าผมพบเจอมั้ง มันก็เป็นเรื่องความไทยที่เราเห็น”

ในฉากจบมันเดือดมาก ทำไมเลือกเขียนบทให้จบแบบนั้น?

“มันยากมากเลย คือจริงๆ ร่างแรกมันจบแบบไม่แฮปปี้ แบบทุกคนพ่ายแพ้ ผมรู้สึกว่าหนังมักถูกบอกให้ต้องสมจริงก็เลยพยายามเลือกให้จบแบบเศร้า จบแบบสุดท้ายแล้วฝุ่นหรือผีมันไม่สามารถเอาคืนอะไรได้เลย”

“จนกระทั่งไปเวิร์กชอปอ่านบท แล้วก็มีคนพูดว่ามันจบเศร้า จุดนึงผมก็รู้สึกว่า เออว่ะ เพราะเรื่องจริงมันเศร้า แต่ทำไมเราปล่อยให้จินตนาการของเรามันเศร้า ในเมื่อเราทำหนังแล้วอะ ทำไมเราปล่อยให้จินตนาการของเราถูกกำกับด้วยความเศร้าของเรื่องจริงวะ”

“เพราะเราก็จะรู้ว่าคนบางพวกเนี่ยที่อาจจะชั่วร้ายมากในชีวิตจริงไม่เคยรับโทษ แถมตายดีด้วย ตายตอนอายุ 80-90 เหมือนกับว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเหล่านี้ กลับไม่เห็นต้องรับผิดชอบอะไรเลย”

“เรารู้สึกว่าในความเป็นภาพยนตร์ ในมุมของเรา มันจะใช้จินตนาการได้ไหม ซึ่งบางคนก็คอมเมนต์มาแหละว่ามันดูหลุด ดูเอาสะใจ แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นทางเลือก มันเป็น Statement ผมรู้สึกว่าเราต้องจินตนาการได้เราต้องมองเห็นได้ เราต้องเห็นผีแก้แค้นได้ ผมรู้สึกว่ามันมันเป็นช้อยส์ที่เลือกแล้ว”

“ไม่ใช่เพราะว่ามันคิดไม่ออก แต่มันคิดมาหลายทางมากแล้วเราก็เลือกอันนี้”

“แต่สุดท้ายแล้วตอนจบของหนังมันก็ยังมีความก้ำกึ่งอยู่ดีครับ เพราะว่าช็อตสุดท้ายจริงๆ แล้วมันไม่ใช่การเตะอะ มันกลับไปที่แม่บ้านของบ้านนั้นที่ยังหลับอยู่ มันก็เลยแบบว่ามีความแบบ หรือเป็นฝันของแรงงานอีกทีนึงหรือเปล่า”


ตัวคุณเองมีความฝันหรือความหวังไหม?

“นั่นสิ ในชีวิตจริงมันยากมากเลย จินตนาการมันง่ายมากที่ผีจะลุกขึ้นมาแล้วต่อยเตะเลยอะไรนี้ แต่ว่าพอเราอยู่ในชีวิตจริงแล้วมันเป็นอะไรได้บ้างนะ โอ้โห มันยากนะฮะ ตัวผมเองคงฝันจากการที่ผมอาจจะไปผูกกับประเทศอื่นที่เคยเห็นมั้งว่ามันเป็นไปได้ที่จะมีสังคมที่ดี เราก็หวังว่าจะเห็นอะไรอย่างนั้นในในบ้านนี้เมืองนี้”

“เพราะเราจะเห็นว่าเขาก็อยู่กันได้ คนเป็นแรงชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่ว่ายากลำบาก เขาแค่ทำงานเป็นแรงงานแต่เขาสามารถจะมีชีวิตที่มั่นคง สะดวกสบายได้ มันไม่ใช่ว่าคุณต้องอยู่อย่างข้นแค้นอะไรอย่างนั้น”

ถ้างั้นอะไรน่ากลัวกว่ากันระหว่างผีกับการถูกลืม?

“เราเป็นคนไม่มีเซนส์เรื่องผี เราไม่เคยเจอผี เราคงตอบว่าถูกลืม”

“เราโชคดีมากตอนไปถ่ายที่เกาะสะเก็ด ตอนนั้นพักโรงแรมที่ระยองมั้งแล้วเป็นโรงแรมที่เป็นเหมือนเป็นโรงแรมที่เขารีโนเวทจากตึกห้องนอนคนงานโรงงานจริงๆ แล้วมีทีมงานบางคนเจอผีเด็ก แต่เราหลับสบายมากเลยนะ”

“เราเลยคิดว่าเราคงกลัวการถูกลืมมากกว่า”

ภาพโดย 185 Films

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คุณไม่อยากให้คน ‘ลืม’ หลังดูหนังเรื่องนี้จบคืออะไร?

“‘ผี’ มั้งฮะ”

“ไม่อยากให้ลืมคนที่ตายไปแล้ว คนที่อยู่ในอดีตที่ไม่มีโอกาสในปัจจุบัน มันเหมือนอดีตบางอย่างยังอยู่จนมาถึงทุกวันนี้ และจะอยู่ต่อไป แต่มันก็ยังมีอดีตบางอย่างที่ไม่อยู่ในเป็นปัจจุบัน แล้วคนในปัจจุบันก็พยายามทำให้อดีตนี้มันไม่อยู่อีกต่อไป”

“ผมรู้สึกว่ามันเป็นการเมืองแบบหนึ่งที่บางทีคนให้ความชอบธรรมว่าปัจจุบันเป็นอย่างนี้เพราะแต่ก่อนมันเป็นอย่างนั้น เราอยู่กันอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว แล้วทำไมเราจะอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้”

“ผมรู้สึกว่าในความเป็นจริงแล้ว ในอดีตมันเคยมีโมเมนต์หลายโมเมนต์ที่มันเป็นอย่างอื่นก็ได้ แต่ว่าพอมันจะมีใครสักคนที่อยากให้มันเป็นอย่างอื่น เขาถูกทำให้หายไป แล้วหายไปในตอนนั้นยังไม่พอ ในปัจจุบันยังพยายามทำให้การมีอยู่มันหายไปอีกด้วย ไม่ให้พูดถึงด้วยซ้ำไป”

“ผมรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้อื่นถ้าเรามองอดีตอีกทีนึง ดังนั้นคำพูดที่แบบว่า เราเป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่อดีต มันเป็นตัวตนเรา ดังนั้นมันเป็นมา มันก็ต้องเป็นไป ผมรู้สึกว่าอยากให้เรามองนึกถึงผีที่พลาดที่จะเป็นปัจจุบันด้วยอะไรบางอย่าง ไม่ว่าด้วยตัวเองหรือว่าโดยใครทำ”

“แล้วพอเรามองเห็นเขา เราคิดถึงอดีตอันนั้นใหม่ เราอาจจะเห็นอนาคตอีกแบบหนึ่งขึ้นมาก็ได้นะครับ”

written by
photo by

Watcharapol Saisongkhroh

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR