‘นักดนตรี’ อาจเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน
แต่กว่าจะเดินทางไปถึงจุดสูงสุดสุดของอาชีพนี้ ก็ต้องผ่านกับความลำบากไม่น้อย ยิ่งในภูมิภาคที่ขาหนึ่งของเศรษฐกิจคือการท่องเที่ยว แสง สี เสียงของดนตรีเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนภูมิภาค แต่หากกลับมาดูสิทธิและคุณภาพชีวิตของนักดนตรี หรือสิ่งที่จะช่วยซัพพอร์ตอาชีพที่สร้างความสุขให้ผู้คน ดูเหมือนเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องสวนทางกัน
นี่คือสิ่งที่ แพน – พงศกร ไชยมุติ นักดนตรีโฟล์คเดี่ยวในนาม Panpongsakorn และอดีตนักร้องนำวง De Flow มองเห็นมาตลอดการเติบโตในเส้นทางนี้ ซึ่งนอกจากบทเพลงของเขาที่ร้อยเรียงกันได้อย่างลื่นหู และมักจะผูกพันธ์กับพื้นที่บางแสน อีกด้านหนึ่ง แพน ยังมีบทบาทเป็นผู้ช่วยนักวิจัย และนิสิตปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้ซึ่งทำการศึกษาเรื่อง ‘การขูดรีดในอุตสาหกรรมดนตรีกลางคืนของชลบุรี‘ เกี่ยวกับสิทธินักดนตรีกลางคืนในบางแสน จากความสนใจในสถานการณ์ที่นักดนตรีต้องเผชิญ ที่หน้าฉากต้องเป็นผู้สร้างความสุขให้แก่ผู้อื่น แต่เบื้องหลัง มีหลายสิ่งเหลือเกินที่นักดนตรีคนหนึ่งต้องแบกรับ ซึ่งแพนคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำ จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนนักดนตรีด้วยกันไม่มากก็น้อย
ชวนทุกคนติดตามว่า ‘นักดนตรี’ และ ‘แรงงาน’ คือสิ่งเดียวกันหรือไม่ และ การขูดรีดในวงการนักดนตรีกลางคืนเป็นเช่นไร ผ่านบทสัมภาษณ์นี้ไปด้วยกัน

ก้าวเข้าสู่วงการดนตรีได้ยังไง
ต้องแยกเป็นสองพาร์ทเนอะ พาร์ทดนตรีโฟล์ค เริ่มแรกเนี่ย เราเริ่มทําตอนเรียน ป.ตรี ประมาณปี 2 ตอนนั้นเราก็เขียนเพลง แล้วก็ลองอัดลงซาวน์คลาวด์ อัดลงยูทูป อะไรอย่างนี้ ตอนนั้นเนี่ย ก็ไม่รู้ว่าเรียกตัวเองว่าเป็นนักดนตรีได้หรือยัง เพราะเราก็ทำง่ายๆ นะครับ จนเวลามันผ่านไป บทเพลงมันก็ทํางานของมันเนอะ ก็มีแฟนเพลง มีคนที่ชอบอะไรอย่างนี้ ประกอบกับว่าเพลงที่เราแต่งเนี่ย มันก็มีฉากหลังเป็นพื้นที่บางแสนด้วย ซึ่งดนตรีโฟล์คในพื้นที่อย่างชลบุรี หรือในภาคตะวันออกมันก็ไม่ค่อยจะมีในช่วงนั้น ก็ทําให้รู้สึกว่าเพลงของเราก็เป็นที่พูดถึงอยู่บ้าง ณ เวลานั้น
จนเวลาผ่านมาเข้าสู่ช่วงโควิด เราก็เลิกเล่นดนตรีไปสักพักหนึ่ง แล้วเราก็ได้กลับมาอยู่บางแสนอีกครั้งจากการเรียนปริญญาโท ประมาณในช่วง 1 -2 ปีที่แล้ว ซึ่งก็มีโปรเจกต์ที่คิดว่าจะทํากับเพื่อนๆ ตั้งแต่ตอนอยู่ ป.ตรี แล้วแก็คือทําวงดนตรีด้วยกัน เพลงป๊อบๆ ลุยร้านกลางคืนกันอะไรแบบนั้น สุดท้ายก็ได้กลับมาทําจริงๆจังๆ ก็คือในช่วงกลางปี 2565 ที่ผ่านมา
เรานิยามว่าตัวเองเป็นอะไร
ผมนิยามตัวเองว่าผมเป็นศิลปินที่ทําวิจัยเกี่ยวกับนักดนตรีกลางคืน ซึ่งสุดท้ายแล้วผมอาจโดนเสียดสีก็ได้ว่า อุ๊ย! ศิลปินอะไร? ทำไมไม่ดังเลย (หัวเราะ) คือสุดท้ายแล้วเราก็ไม่ได้ซีเรียสว่าเราจะดังไม่ดัง เมื่อก่อนเราก็เขินอายที่จะใช้คําว่าศิลปินนั่นแหละ แต่เรารู้สึกว่า เราแต่งเพลงมา เราก็ค่อนข้างภูมิใจนะ พูดแบบไม่อายเลยว่าเราภูมิใจกับการที่เราเขียนเพลง แล้วคนอื่นได้ฟังเพลงเรา ชื่นชอบเพลงเราครับ
ในสายอาชีพดนตรี กว่าจะบอกตัวเองได้ว่าเป็นนักดนตรีแล้ว คนๆ หนึ่งต้องผ่านอะไรบ้าง
ถ้าตอบแบบโลกปัจจุบัน คุณทํางานอะไรแล้วได้เงิน คุณก็คืออาชีพนั้น แต่การเป็นศิลปิน ผมว่ามันเป็นอีกอย่างที่ต่างออกไป คืออาจารย์ เก่งกิจ กิติเรียงลาภ เคยกล่าวไว้ว่า “เราทุกคนคือศิลปิน” คือแต่ละอาชีพเขาก็จะดีไซน์การทํางานของเขาแตกต่างกันไป ซึ่งผมอาจจะมองต่างจากอาจารย์เก่งกิจอยู่บ้างว่าความเป็นศิลปินมันอาจจะต้องอาศัยการถ่ายทอด เพื่อนำไปสู่การรับรู้ของผู้คนที่รับสารนั้นด้วย ว่าสิ่งไหนจะถูกนิยามว่าคือศิลปิน สุดท้ายแล้วการนิยาม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราแค่คนเดียว มันขึ้นอยู่กับสังคมด้วยว่านิยามคําว่าศิลปินแบบไหน
บางคนก็จะบอกว่า มีเพลงเป็นของตัวเองแล้ว เป็นศิลปินแน่นอน อย่างนี้ แต่ผมมองว่าหลายๆ คนก็แต่งเพลงนะ แต่บางคนก็ไม่ได้เป็นศิลปิน คือเราจะเห็นแบบว่านักแต่งเพลงบางท่านที่แต่งเพลงให้กับโครงการของรัฐ อะไรแบบนั้น (หัวเราะ) ซึ่งเพลงที่เขาแต่งมามันก็มีโจทย์อยู่แล้วว่าคุณต้องแต่งแบบนี้ คุณต้องใช้คํานี้ แล้วแต่งให้มันได้ผลแบบนี้นะ มันคล้ายๆ การเขียนเรียงความวันแม่ที่คุณครูสั่งให้ทำ เราก็ไม่นิยามว่า แบบนั้นมันคือศิลปิน ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไปดูลุงขายไอติมทอด ซึ่งเขามีวิธีการทําไอติมแต่ละลูก เพราะเขาไม่ได้ซื้อสําเร็จมา เขาซื้อขนมปัง ซื้อไข่ ซื้อไอติม แล้วก็มีวิธีการดึงดูดลูกค้าในแบบของเขา ผมก็มองว่าแบบนั้นก็คือศิลปิน คุณนึกออกไหม? ศิลปินมันไม่ใช่สาขาอาชีพ มันแล้วแต่คํานิยามของผู้รับสารจากเราว่าเราเป็นศิลปินหรือไม่ แต่ท้ายที่สุด ผมรู้สึกว่าผู้คนบนโลกนี้ก็แทบจะเป็นศิลปินกันทั้งหมดนั่นแหละ

ภาพจำต่อการเป็นนักดนตรีภาคตะวันออกเป็นยังไง ในมุมมองของคุณ
คงจะพูดถึงทุกจังหวัดได้ไม่หมด แต่ยกตัวอย่างเป็นพื้นที่บางแสนแล้วกัน คือทุกคนที่นี่ก็ค่อนข้างมีเนเจอร์ที่ชัดอยู่นะสําหรับผม คือมันก็สโลว์ไลฟ์พอสมควรนะ ถ้าดูจริงๆ แล้วคนที่นี่เขาเริ่มใช้ชีวิตกันตอนเที่ยงนะครับ ถ้าไม่ใช่อาชีพที่ทํางานตอนเช้าจริงๆ แล้วก็เป็นพื้นที่ที่ทุกคน เชื่อมต่อกันเป็นทอดๆ เรารู้จักคนนี้ แล้วอยู่ดีๆ คนนี้ ก็ไปรู้จักคนที่เรารู้จักอีก ซึ่งเจอปรากฏการณ์อย่างนี้หลายครั้งมาก ซึ่งผมรู้สึกว่าคอมมูนิตี้บางแสนมันค่อนข้างแนบแน่นเหมือนกันนะ
ตัวผมเอง ผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ณ วันที่เราอายุ 18 – 19 ผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราไม่ได้ชัดในตัวตนว่าเราเป็นแบบไหน แต่ว่าผู้คนและสถานที่ เรื่องราวต่างๆ ในบางแสน มันทําให้เราเจอตัวตนของเราด้วยว่าเราชอบแบบนี้ อยากใช้ชีวิตแบบนี้ แล้เราก็มีเพื่อนๆ ที่ยังคอนเน็คกัน
อุปสรรคที่พบเจอในสาขาอาชีพนักดนตรี
เรามีความฝัน คือเราอยากเป็นศิลปิน แต่ถ้าเราเป็นนักดนตรีกลางคืน มันก็พอได้ในเชิงเศรษฐกิจ แต่เราไม่ได้มีความฝันนั้น เราไม่ได้อยากเล่นดนตรีกลางคืนไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่คิดแบบเรา ก็จะประกอบอาชีพนี้ได้ไม่นาน เพราะว่าพอคุณเริ่มไม่เห็นทางไปต่อแล้ว คุณก็จะรู้สึกว่าการก้าวไปสู่ศิลปินของคุณมันช้าไปแล้ว บางคนก็มีครอบครัวไปก่อน ก็ต้องทําใจ เพราะการเล่นดนตรีกลางคืน เวลามันก็ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา คุณนอนตีสอง ตีสาม เช้ามาคุณจะส่งลูกไปโรงเรียนยังไง หรือว่าคุณจะไปงานบวชงานแต่งเพื่อนได้ยังไง งานส่วนใหญ่มันก็ทําตอนเช้าหมดเลยใช่ไหมครับ
บางคนเขาก็ฝันจะเป็นศิลปินเหมือนเรานะ แต่พอวันหนึ่งเขารู้สึกว่า มันหมดเวลาล่าฝันในการเป็นศิลปินแล้วแหละ ซึ่งเขาก็ออกไปจากวงการนี้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องทําอาชีพนี้ต่อไปจนเขาจะเล่นไม่ไหวนั่นแหละ
แล้วก็การเล่นดนตรีกลางคืนเนี่ย ต่อให้วันไหนไม่มีซ้อม กลางวันเราก็ไม่อยากจะทําอะไรนะ เพราะว่าเราเหนื่อย อย่างที่บอกเลยว่า การเล่นดนตรีกลางคืน มันต้องใช้พลังเยอะในการ entertain การยิ้ม การพยายามเล่นตลก มันทําให้บางทีกลางวันเราไม่ค่อยอยากคุยกับใคร เดี๋ยวเราจะหมดมุขตลกซะก่อน
ส่วนการเรียนเนี่ย วันไหนที่ต้องไปเรียนในช่วงที่เราเล่นดนตรีด้วยก็อาจจะหนักหน่อย แต่ว่าเราก็พอจัดการชีวิตตัวเองได้ ซึ่งมันก็สูญเสียชีวิตบางส่วนไปเหมือนกัน คือเราอยากออกกําลังกาย แต่ก็ไม่มีเวลา เราอยากไปดูหนัง เราก็ไม่ค่อยได้ไปดู เพราะว่าพอไปเรียนมันก็สามชั่วโมง – สี่ชั่วโมงแล้ว แล้วเล่นดนตรีอีก อย่ามาบอกว่าวันหนึ่งมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ทำไมจัดการไม่ได้นะ ยังงั้นไม่เอา (หัวเราะ)

จากการป็นนักดนตรี มาสู่การทำงานวิจัยเรื่องนี้ได้ยังไง
จริงๆ เราก็ชื่นชอบสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองด้วยแหละครับ ด้วยความที่เป็นเมเจอร์มันศึกษาหลายศาสตร์เนอะ ทั้งรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ก็มี แล้วเราก็มีประเด็นที่อยากศึกษาในพื้นที่ของเราอยู่แล้ว ซึ่งตอนแรกเนี่ย ก็สนใจเรื่องของการกลายเป็นสินค้าของศิลปะ แล้วได้ลองคุยกับอาจารย์หลายๆ คนที่เขาอยู่สอนในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง เขาก็แนะนําว่าลองมาเรียนต่อดูไหม เผื่อได้ทําวิทยานิพนธ์ด้วย เราก็อาจจะมีทรัพยากรที่มันลงล็อคพอดี จังหวะชีวิตมันก็ลงล็อคพอดี ก็เลยคิดว่า เออ เรียนต่อดีกว่า เพราะว่ามีอะไรหลายๆ อย่างที่เราอยากลองทําในฐานะนักวิชาการด้วยครับ
ซึ่งหมายถึงตอน ป.ตรี ก็เรียนจบรัฐศาสตร์ที่ ม.บูรพา ช่วงนั้นก็ได้ทําชมรมกับเพื่อน ก็คือ ชมรมเพื่อนมนุษย์ นะครับ แล้วก็ได้ทํากลุ่มกิจกรรมนักศึกษา ชื่อว่า กลุ่มโกงกาง ด้วย ต้องยอมรับตรงๆ ว่า ในขณะที่เรียน เราเรียนในสายที่เกี่ยวกับสังคมศาสตร์ สิ่งที่เรานํามาใช้ในการตอบข้อสอบ หรือการเขียนบทความ มันมาจากการทํางานในเชิงประเด็นกับกลุ่มเพื่อนๆ นักศึกษาทั้งนั้นเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ ไปกินอยู่ ไปแอ็คชั่นกับชาวบ้าน ไปเรียนรู้กับกลุ่มพี่น้องแรงงาน
หลายๆ อย่างในมหาวิทยาลัย มันสอนเราในเชิงทฤษฎีและปรากฏการณ์ก็จริง แต่มันผ่านตัวอักษร ฉะนั้นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราสนุก แล้วเราก็เป็นคุณค่าสําคัญในชีวิตเราก็คือการลงพื้นที่กับเพื่อนๆ มันเหมือนกับการทําวิจัยเล็กๆ เหมือนกันนะ แค่ไม่ได้มีผลการศึกษา ไม่ได้มีกระบวนการวิจัยอะไรขนาดนั้น เพราะฉะนั้นการเรียนต่อมันก็เหมือนการต่อยอดวิชาที่เราเรียนรู้มาครับ
ทำไมถึงสนใจประเด็นการขูดรีดในอาชีพนักดนตรีกลางคืน?
อย่างแรกเลย คือผมก็รู้สึกว่าเราอยากจะบาลานซ์ชีวิต ทำให้มันจัดการได้ เราก็เล่นดนตรีด้วย แล้วเราก็สนใจสายเศรษฐศาสตร์การเมืองอยู่แล้วด้วย เราก็จับสองอันนี้มาแมทช์กัน ก็เลยลองคุยกับอาจารย์ดูครับ ตอนแรกก็มีหลายหัวข้อวิจัยที่เราคิดไว้นั่นแหละ คือการเรียนในระดับปริญญาโทขึ้นมา มันสําคัญที่เรื่องของ Thesis มากกว่า เขาก็อยากจะให้เราฟิกมาเลยว่า จุดมุ่งหมายในการที่จะทำ Thesis ของเราเนี่ย มันคืออะไร เราก็เลย เออ! มันก็ควรจะเป็นสิ่งที่มันใกล้ตัวเรา แล้วเราเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ก็เลยเลือกประเด็นการขูดรีดแรงงานในนักดนตรีกลางคืน
มีคําพูดของ อาจารย์ สมศักดิ์ สามัคคี เขาบอกว่า การเรียนปริญญาโท มันต้อง ‘แข็งใหญ่ยาว’ นะครับ ก็คือว่า ประเด็นที่เราจะจะทํามันต้องแข็งแรง สิ่งที่เราศึกษา มันต้องตอบสนองในภาพใหญ่ และผลการศึกษา มันจะต้องนํามาใช้ได้ในระยะยาว เราก็เลยคิดว่า ต้องเป็นสิ่งนี้แหละ ยังไงเราก็ยังคงปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายนักดนตรีไปอีกนานอยู่แล้วครับ เราก็คงจะเล่นดนตรีไปทั้งชีวิตแหละ อาจจะเล่นจริงจังบ้างไม่จริงจังบ้าง แต่เราก็คงจะเล่นไปทั้งชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม แล้วเราก็รู้สึกว่า อย่างน้อยๆ ศาสตร์ๆ หนึ่งที่เราเสียค่าเรียนไปเป็นแสนเนี่ย มันก็คงจะต้องเอามาตอบสนองต่อเพื่อนๆ ของเราหรือการทํางานของเราได้บ้าง มันก็อยู่ตรงกลางระหว่างกันครับ

จากงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เกิดการขับคลื่อนประเด็นในพื้นที่ยังไงบ้าง
มันมีประมาณสามประเด็นด้วยกันที่ผมรู้สึกว่าเราได้ขับเคลื่อนนะครับ อย่างแรกเลยเนี่ยเราอยากให้เพื่อนๆ ในพื้นที่หรือว่านักดนตรีหลายๆ คน รับรู้ว่าเราก็คือหนึ่งในแรงงานที่ถูกกดขี่อยู่เหมือนกัน ในศตวรรษที่ 21 เนี่ย ระบบการผลิต มันไม่ใช่ผลิตแต่เพียงวัตถุ หรือสินค้าอย่างเดียวแล้ว มันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘อวัตถุ’ หรือสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งของถูกผลิตด้วย เช่น ศิลปะ วงการบันเทิง ความรื่นเริงทั้งหลายแหล่
สิ่งเหล่านี้ มันไม่มีสายพานการผลิต พอมันไม่มีสายพานการผลิต มันก็ไม่มีอะไรมาวัดว่า คุณทําลงไปเท่าไหร่คุณถึงจะประสบความสำเร็จ มันไม่มีใครมาตัดเกรดคุณ ฉะนั้นเนี่ย จุดวัดดัชนีความสําเร็จของนักดนตรีกลางคืนมันไม่มี พอมันไม่มีดัชนีวัดความสําเร็จ ก็ง่ายต่อการถูกกดค่าแรง ว่า ทําเท่านี้ ก็เอาไปเท่านี้น่าจะพอ จะต้องการอะไรมากมายขนาดนั้น ในเมื่อคุณทํางานแค่วันละชั่วโมง – สองชั่วโมงเอง เราเลยอยากจะขับเคลื่อนให้เพื่อนๆ เราได้รับรู้ว่า การทํางานชั่วโมง – สองชั่วโมงต่อวันของพวกเรา มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ เราอยากจะให้หลายๆ คน มองไปให้ไกลว่า สิ่งที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าเราเล่นดนตรีไม่ดีพอ หรือเราเล่นไม่เก่งพอ แต่ว่าโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางอาชีพของเราเนี่ย มันยังมีไม่มากพอต่างหาก
ประเด็นต่อมา เราก็อยากจะส่งเสียงไปถึงผู้ประกอบการ แล้วก็ลูกค้าด้วย ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจของอุตสาหกรรมดนตรีกลางคืนว่า สุดท้ายแล้ว นักดนตรีที่เล่นกลางคืน เขาไม่ใช่ตลกคาเฟ่ครับ หลายๆ คนก็บอบช้ำนะครับ จากการที่มาเล่นดนตรีกลางคืน แต่ต้องมาแต่งคอสเพลย์ มาเล่นตลก ให้ความสุขครบวงจร ถ้ามันมีสัญญาจ้างที่เป็นรูปธรรม สิ่งๆ นี้มันจะไม่เกิดขึ้น คือนักดนตรีทุกคน จะฝึกฝน จะร่ำเรียนดนตรีมาแค่ไหน เขาก็ไม่ได้ฝึกการเล่นตลก ฝึกการเอ็นเตอร์เทนมานะครับ ไม่ได้กำลังจะบอกว่าการเล่นตลกไม่ดี แต่ว่าคุณจับทุกอย่างมาอยู่ในหมวดของนักดนตรีกลางคืน ตลกคาเฟ่ก็ต้องเล่นได้ ร้องเพลงก็ต้องเพราะ บางที่หนักถึงขั้นว่าต้องไปบริการลูกค้าต่อข้างล่างด้วย เราก็อยากจะส่งเสียงตรงนี้ไปยังลูกค้าหรือผู้ประกอบการว่า นักดนตรีมีหน้าที่เล่นดนตรี ไม่ได้มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการทางความสุขของพวกคุณแบบครบวงจร มันกดขี่แรงงานครับ
แล้วก็อย่างสุดท้ายเลยที่มันสําคัญ แล้วก็ไม่พูดไม่ได้เนี่ย คือเราก็อยากจะส่งเสียงไปยังภาครัฐ การปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจที่มันเกี่ยวข้องกับแรงงานอิสระทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่แค่นักดนตรีนะครับ อย่างที่บอกนะครับว่า พวกเขาไม่ได้มีสายพานการผลิตเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม พอมันไม่มีวัตถุที่ถูกผลิตออกมา มันก็ไม่มีกฎหมายแรงงานมาคุ้มครองนะครับ บ้านเราคือ ถ้าคุณจะให้กฎหมายแรงงานคุ้มครอง คุณก็ต้องมีนายจ้าง ทีนี้อาชีพที่มันไม่มีนายจ้าง คุณก็ไม่มั่นคง เขาจะเลิกจ้างคุณเมื่อไหร่ก็ได้
ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่สําคัญที่สุดคือการปรับปรุงระบบการจ้างงานใหม่ ให้นักดนตรีกลางคืน แรงงานอิสระ ไม่โดดเดี่ยวและมีความมั่นคงทางอาชีพมากขึ้น เหมือนกับอาชีพอื่นๆ

รู้สึกยังไงกับสิ่งที่ได้ทำมาทั้งหมด
ผมรู้สึกว่ามันหนักอยู่นะ อย่างแรกเลยก็คือ การมาอยู่ตรงนี้ของเรา เราไม่ได้ขอเงินซัพพอร์ตจากที่บ้าน และการไม่ได้ขอเงินจากที่บ้าน บางอย่างเราก็อาจจะต้องทําไปเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว การเล่นดนตรีเนี่ย เราอยากจะรับแค่สัปดาห์ละสองวันด้วยซ้ำ เพราะมันเหนื่อย สุดท้ายเราก็ต้องรับสัปดาห์ละ 4-5 งาน
เรารู้สึกเหนื่อยแน่ๆ แหละครับ เพราะมันต้องจัดการอะไรเยอะ แล้วคุณก็ไม่รู้เลยว่าวันนี้คุณจะเจอกับอะไรบ้าง มันก็ทั้งเหนื่อยกายแล้วก็เหนื่อยใจด้วย ถ้าเรามองโลกแบบว่ามนุษย์ทํางานบนโลกทุนนิยม เราก็จะมองว่านี่คือความ challenge อย่างหนึ่ง แต่ผมกลับรู้สึกว่าบางอย่างในชีวิตมันมีอะไรที่ต้องแลก เราอยากกลับบ้านเราก็กลับไม่ได้ เพราะต้องเล่นดนตรีกลางคืน ปีใหม่อย่างนี้ เราก็กลับบ้านไม่ได้แน่ๆ แล้ว ไหนจะสงกรานต์อีก มันก็เป็นอะไรที่ต้องแลกมา
นักวิจัยก็เป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องแลกมากับความหน้าด้าน (หัวเราะ) ต้องถามซอกแซกอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันจะมีช่วงที่ผมเหนื่อยใจกับการเล่นดนตรี แล้วต้องไปเหนื่อยใจกับการทำวิจัยอีก แต่สุดท้ายเราก็ต้องทำ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเขาบอกแล้วว่าเราต้องทํางาน
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นแบบชัดๆ ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ของคนทำอาชีพดนตรี
เราพึ่งเข้ามาทําดนตรีจริงจังได้ปีเดียวเนอะ เราก็อาจจะตอบได้ไม่ชัด แต่ว่าเราก็นั่งคุยกับคนที่เขาทําอาชีพดนตรีมาก่อน เขาก็มองว่าวงการดนตรี อย่างแรกเลยที่มันเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงคือ ‘ค่าแรง’ วงการดนตรีช่วงก่อนโควิดมันก็ประมาณนี้ คือการจ้างงานจะเป็นเบรก เบรกละหนึ่งชั่วโมงครึ่ง การจ่ายค่าแรงก็จะจ่ายเป็นเบรก ก็คือประมาณ 600 – 700 บาทต่อเบรค ซึ่งทุกวันนี้มันก็ยังเท่าเดิมอยู่ แต่ราคาค่าเบียร์ ค่าเหล้า ค่าอาหารในร้านอาหารมันขึ้นไปตั้งเท่าไรแล้ว แต่ค่าแรงยังอยู่เท่าเดิม
สอง คือการแข่งขันมันค่อนข้างสูงขึ้นในตลาดนั่นเองครับ เพราะว่าเมื่อก่อน การออดิชั่นของร้านๆ หนึ่ง มันแทบจะมีแค่วง – สองวงเท่านั้นที่จะสนใจไปออดิชั่นจริงๆ หรือว่าบางทีเขาก็ใช้วงที่เล่นแทบจะทุกอําเภอเลยนะ เล่นศรีราชา เล่นหนองใหญ่ เล่นบ้านบึง เล่นอําเภอเมือง เล่นพานทอง อะไรแบบนี้ เพราะว่านักดนตรีมันค่อนข้างน้อยครับ แต่ว่าพอหลังจากโควิดเนี่ย หลายๆ คนเขาก็กลับมา บวกกับมีหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น การแข่งขันจึงสูงมาก ถึงขนาดที่ว่าบางร้านไม่รับออดิชั่นเลย การจะเล่นนี่คือต้อง เจ้าของร้านติดต่อไปเท่านั้น มันก็มีความน่าสนใจในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพนะว่า คุณจะเอาชนะความเก่งของคนอื่นๆ เขาได้ยังไง?
อีกอย่างหนึ่งที่มันเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเลย ก็คือ ‘เพลง’ นี่แหละ ต้องยอมรับว่าเพลงที่มันไม่ได้ขึ้นกับค่ายใหญ่ มันเกิดขึ้นมามากในช่วงปัจจุบันนี้นะครับ แล้วหลายๆ ร้าน ก็เริ่มที่จะเอาเพลงที่ไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่ไปเล่น เราจะเห็นเพลงของ เขียนไขและวานิช คณะขวัญใจ หรือ Safe Planet ไปโลดแล่นอยู่ในร้านอาหาร หรือว่าสถานบันเทิงดังๆ มากขึ้น

ความไม่มั่นคงของนักดนตรีคืออะไร โดยเฉพาะนักดนตรีในพื้นที่ภาคตะวันออก
นักดนตรีทุกคน ผมเชื่อว่าเป็นเหมือนกันหมด ถ้าคุณไม่ได้ไปอยู่ค่ายใหญ่ คุณไม่ได้เซ็นสัญญาจนมีเงินเดือน คุณต้องใช้ ‘ระบบกระปุก’ ก็คือว่า ได้ค่าแรงมา 700 บาทวันนี้ ก็ต้องหยอดกระปุกไว้ 200 ไม่งั้นคุณจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าที่พัก จ่ายค่าน้ํามันรถ หรือแม้กระทั่งกันเงินเพื่อไปซื้อกองทุน ซื้อประกันสุขภาพ คือเราไม่มีอะไรรองรับเลยนะ คือคุณทํางาน มันก็เหมือนกับการทํางานรับจ้างทั่วไปนั่นแหละ การเล่นดนตรีกับการรับจ้างรายวันแทบจะไม่ต่างกัน
ถ้ามีเวลาเล่นดนตรีเบรคละชั่วโมงครึ่งเนี่ย คุณจะไปขอเจ้าของร้านเล่นห้าชั่วโมงไม่ได้นะ ถ้าเจ้าของร้านไม่ให้คุณเล่น ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ผมว่าอันนี้เป็นทั้งประเทศแน่นอน ‘วันพระ’ กับ ‘วันเลือกตั้ง’ เนี่ย รัฐจะไม่ให้ขายแอลกอฮอล์ ร้านก็ไม่เปิดไง ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้ประมาณ 3 – 4 ครั้งแล้วที่ต้องหยุด แล้วเราก็สูญเสียรายได้ไปเฉยๆ เลย สองครั้งก็ 1,400 บาท สามครั้งก็ 2,100 บาท
ผมรู้สึกว่า ในเมื่อเขาขาดรายได้ เขาก็ต้องการเงินชดเชย มันควรจะมีกฎหมายเกี่ยวกับเงินชดเชยการจ้างแรงงานอิสระในสถานการณ์แบบนี้ไหม
คือสุดท้ายแล้วถ้าเราจะบอกว่าเราไม่อยากให้วันพระ ร้านกลางคืนเปิดได้ปกติ แต่บางทีเราก็เข้าใจหลายๆ คน ที่เขาไม่อยากให้เปิด เพราะฉะนั้นทางออกมันอาจจะคือการต้องชดเชยแหละ
คือถ้าเอาแค่มุมมองของผมเองล้วนๆ มันคือการที่รัฐคิดแทนประชาชนอย่างเราๆ นี่แหละ องคาพยพสําคัญในรัฐไทย ก็คิดกันเองว่า มันไม่ดีไม่งามกับการที่จะเปิดให้คนไปเต้นเยอะๆ กันในผับ ในเมื่อนี่มันคือวันสําคัญทางศาสนา แต่การปิดผับ ปิดบาร์ ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไปเข้าวัดทําบุญ นึกออกไหม (หัวเราะ)
สุดท้ายแล้วเราก็ต้องยอมรับว่า แล้วคนที่ไม่ไปเวียนเทียน ทำกิจกรรมทางศาสนาล่ะ แล้วคนที่ไม่มีศาสนา หรือสังกัดศาสนาอื่นๆ ล่ะ การจะไปประกอบกิจทางศาสนาเนี่ยมันควรจะเกิดจากตัวเราเองหรือเปล่า ว่าวันนี้เราลางานเพื่อจะไปทําสิ่งๆนี้ ไม่ใช่คุณปิดร้านเพื่อให้เราไปทํา ซึ่งเราเสียรายได้ และมันไม่ใช่แค่นักดนตรีนะครับ พนักงานในร้านก็ต้องหยุด ซึ่งเราจะไปเอาสิ่งนี้เป็นกฎหมายไม่ได้ เพราะว่ามันคือการคิดแทน โดยที่ให้ทุกคนทําตามแบบเดียวกันหมด ว่าวันวันพระต้องทําแบบนี้
แล้วยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออก จากที่เราพูดคุยรับสารมาจากหลายคน บางคนเนี่ย เขาก็อยากมีบ้าน บางทีเขาก็มีครอบครัว แต่ว่าการเป็นนักดนตรี คุณไม่มีสเตทเมนท์ คุณจะเอาตรงไหนไปกู้ซื้อบ้าน แค่ทําบัตรเครดิตยังทําไม่ได้เลย สําหรับอาชีพแบบเราๆ มันอยู่ในลักษณะของการจ้างเหมารายวันที่ ไม่มีสเตทเมนท์ แล้วคือถ้าคุณจะเอาสเตทเม้นท์ คุณจะต้องมีกฎหมายคุ้มครอง อย่างที่บอกไป คุณก็ต้องมีนายจ้าง ถ้าคุณไม่มีนายจ้าง คุณก็ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง
คือเราเป็นแรงงานอิสระ ที่มันไม่ได้อิสระจริงๆ อิสระจากกฎหมาย แต่ไม่ได้อิสระจากการกดขี่
ในมุมมองที่เป็นนักดนตรีด้วย แล้วก็เป็นนักวิจัยด้วย คุณมองเห็นอะไรที่เป็น pain point ของการเป็นนักดนตรี
ความเป็นอิสระจากกฎหมายตรงนี้ของเรา มันไม่ใช่เรื่องที่ดี แล้วบางทีเราเหมือนไม่ใช่อาชีพหนึ่งในสังคม บางทีเราเวลาไปคุยกับที่บ้านของแฟน แล้วญาติผู้ใหญ่เขาถามว่าทําอาชีพอะไร ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้เป็นนักดนตรีมีชื่อเสียง ยังไงร้อยทั้งร้อยแหละครับ ก็คงจะมีข้อกังขาในใจว่า ‘อาชีพของคุณมันจะไปมั่นคงอะไร’ พอมันมีเรื่องการให้คุณค่าที่ไม่เท่ากันของคนในสังคมอยู่ การยื่นข้อเรียกร้องผ่านกลไกรัฐสภามันก็ยาก เพราะว่าอาชีพนี้มันไม่ได้มีความสําคัญ เปรียบเทียบดูระหว่างอาชีพนักดนตรีกับครู พอพูดออกไป คนในสังคมก็รู้สึกต่างแล้ว มันก็เป็นแบบนั้นไปครับ
ซึ่งทุกวันนี้มันก็เริ่มมีการจัดตั้งสหภาพของคนทํางานอิสระ ของนักดนตรีกันบ้างแล้ว เราก็มองว่าการจัดตั้งสหภาพในแต่ละพื้นที่ ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น ในแต่ละจังหวัดควรจะต้องมีสหภาพนักดนตรีกลางคืนเป็นของตัวเองเพื่อซัพพอร์ต ดูแลกัน เวลาเกิดเหตุการณ์ไม่เป็นธรรมขึ้น ซึ่งมันจะเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของอาชีพนี้ นำไปสู่ความมั่นคงของอาชีพในอนาคตได้

ทางออกของเรื่องนี้คืออะไร
เราต้องช่วยกันยืนยันว่าทุกอาชีพคือแรงงาน แล้วก็การยืนยันเรื่องต้องมีสหภาพของนักดนตรี ขับเคลื่อนให้มันเกิดขึ้นให้ได้ รวมไปถึงข้อเสนอเชิงนโยบาย อย่างเช่น การที่มีสวัสดิการให้แก่คนที่จ่ายภาษีให้กับรัฐ
คือสุดท้ายเราก็ยังมองว่า การเป็นนักดนตรีกลางคืน ที่มันต้องล้มเลิกกันไปเพราะว่า การที่ค่าแรงมันต่ำ และมันไม่มีสวัสดิการนี่แหละ ที่มันทําให้ทุกคนไปได้เท่านี้ ทั้งๆ ที่มีคนมีศักยภาพเยอะมาก แล้วก็การสนับสนุน การซัพพอร์ตวงการดนตรีโดยภาครัฐต่อนักดนตรีกลางคืน นักดนตรีอิสระมันไม่มีเลย ในทางกลับกันถ้าคุณทําให้คนเขาขยับคุณภาพชีวิตจากการเป็นนักดนตรีได้ บางทีอาจจะเป็นการปลดล็อกสกิลไปเลยก็ได้นะ ทำให้เกิดความหลากหลายทางแนวดนตรีมากขึ้น คนเลือกเสพได้เยอะขึ้น มันก็จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจตรงนั้นได้อีก คือมันต้องไปได้ไกลกว่าการทําแค่นี้ ไปแค่นี้ก็พอแล้ว อะไรอย่างนี้
เราก็พูดกันมาตลอดว่า ชาเลนจ์บ้าง ปลดล็อกบ้าง แต่คนที่มันปลดล็อกได้มีสักกี่คน? อีกหลายๆ คนก็ต้องก้มหน้าก้มตาทําไป แก่ตัวไปก็ป่วย แล้วไม่มีอะไรมารองรับ ก็จบเลย
คิดว่างานวิจัยที่เราทำ จะแก้ไขปัญหาเรื่องพวกนี้ได้ยังไง
ผมคิดว่าทุกอย่างในระบบนิเวศนี้ มันจะถูกตีแผ่ออกมาในลักษณะที่คล้ายๆ กับว่าเราดูสารคดีเรื่องหนึ่ง มันจะชัดขึ้นเวลาที่คนเอางานเล่มนี้ไปอ่าน แล้วมันก็จะทําให้คุณเห็นภาพว่า เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปยังไง แล้วพื้นที่ของคุณล่ะ เป็นอย่างนี้หรือเปล่า
ผมคิดว่างานวิจัยของผม มันอาจจะนำไปสู่การลุกขึ้นมายืนยันสิทธิของนักดนตรีได้บ้าง อย่างน้อยคุณไปอ่านพารากราฟที่คุณคิดว่าน่าสนใจ แค่นั้นมันก็พอแล้ว ที่จะพอไขข้อข้องใจบางอย่างได้

ภาคตะวันออกสำหรับคุณคืออะไร แล้วภาคตะวันออกที่คุณอยากเห็นเป็นแบบไหน
ภาคตะวันออกคือความใจดีครับ มันมีเรื่องเล่าอยู่นิดหน่อย คือเราชวนเพื่อนขี่มอเตอร์ไซค์แบบในหนัง Motorcycle Diaries โดยใช้ถนนเส้นสุขุมวิท เริ่มจากบางแสน จ.ชลบุรี ไปสุดที่เกาะช้าง จ.ตราด ผ่านทุกจังหวัดบนถนนสุขุมวิท ก็ไปลองดูกัน อยากไปเรื่อยๆ เราอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง ซึ่งตะวันออกเนี่ย มันเป็นความใจดีที่มันยังไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอ่ะ เวลาคนพูดถึงภาคตะวันออกเขาก็จะไม่รู้ว่าภาคตะวันออกมีอะไรนอกจากทุเรียนกับเงาะ (หัวเราะ)
ผู้คนในภาคตะวันออก เขาค่อนข้างมีความเป็นศิลปินสูงนะครับ คือเราไปขี่ผ่านไปในหลายพื้นที่ เราก็ไปนั่งคุยกับเขา แล้วพบว่าคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวไปทั่วภาคตะวันออก มีหลายคนมากนะครับ เราไปเจอพี่ราเชนทร์ ที่แหลมแม่พิมพ์ เขาเปิดร้านอยู่ที่นู่น แล้วเขาก็เป็นคนนึงที่ขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนกัน ตอนเที่ยงที่ออกมาจากแหลมแม่พิมพ์วันนั้น พี่เขาพาเที่ยวอนุสรณ์เรืองหลวงประแสร์ พาเที่ยวขี่ลัดขึ้นไปทางเขาชะเมา คือเขาก็เป็นคนธรรมดานี่แหละ แต่เขาก็รู้จักเส้นทางการขี่มอเตอร์ไซค์
แล้วเราก็รู้สึกว่ามันมีความสบายๆ อยู่ คนภาคตะวันออกเขาชอบทําสวน เขาก็จะมีความเป็นลูกทุ่งเสรี ซึ่งก็จะสโลว์ไลฟ์กว่าภาคอื่นๆ
ส่วนภาคตะวันออกที่อยากเห็น แน่นอนครับผมอยากเห็นความเป็นตัวตนของภาคตะวันออกที่มันชัดเจนขึ้น คือส่วนหนึ่งเราก็พรีเซนต์ความเป็นมันโดยไม่รู้ตัวนะ เราพรีเซนต์ความใจดี ความสโลว์ไลฟ์ผ่านบทเพลงของเรานะครับ ซึ่งสิ่งที่เราอยากจะเห็นต่อจากนี้ไป เราอยากเห็นความใจดี เรามีเพื่อนเป็นคนภาคตะวันออกหลายคนมาก เขาก็จะมีความคล้ายๆ กัน ก็คือเขาก็จะมีความเฮฮาปาร์ตี้ แล้วเขาก็จะไม่คิดมาก อะไรแบบนั้น
สุดท้าย เราไม่อยากให้ภาคตะวันออกเนี่ย เป็นเพียงแค่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ หรือเป็นแค่ทางผ่าน เป็นอะไรที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง เราอยากให้มันมีความชัดขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง แบบ เฮ้ย! นี่คนภาคตะวันออกน่ะเว้ย อะไรอย่างนี้ครับ (ยิ้ม)
ส่งท้ายแล้ว ฝากผลงานเพลงหน่อย
ถ้าในนาม Panpongsakorn เพลงแรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเพลง ดาวเคราะห์ในอวกาศ ครับ ผมคิดว่าเพลงนี้ มันเป็นเพลงแรกที่ผมทําจริงจัง แล้วก็กล้าเอาไปให้ทุกคนฟัง ซึ่งในมุมมองทัศนะของคนอื่นๆ เนี่ย เขาบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะที่สุด มันบ่งบอกถึงความรักวูบวาบในบางแสนได้ดี มัน มันมาไวไปไว แบบ เฮ้ย! เราเจอกันวันเดียวแล้วเราไม่เจอกันอีกแล้ว หลายๆ คนฟังแล้วก็รู้สึกว่า เออ บางแสนแม่งก็เป็นแบบนี้จริง มันตอบโจทย์ความสัมพันธ์แบบบางแสนดี (หัวเราะ)
เพลงที่สองก็น่าจะเป็น วอนนภา ครับ ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ทําให้ทุกคนรู้จักผมมากขึ้น แล้วก็เป็นเพลงที่หลายๆ คนเอาไป cover เยอะเหมือนกันครับ มันเป็นเพลงที่หลายๆ คนเขานิยามผมว่าเป็นศิลปินจากเพลงนี้เหมือนกัน เพราะเขาบอกว่าภาษามันสวย ขนาดว่ามีแฟนเพลงต่างชาติเอาไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็เป็นมันก็ยังเป็นคําที่มันยังสวยอยู่ อ่านภาษาอังกฤษยังสวยอยู่เลย ความหมายยังคงเดิม แล้วภาษามันยังสวยเหมือนเดิม โคตรน่าทึ่งเลย
เพลงสุดท้ายก็คงเพลง เลย เป็นเพลงที่เราไปทําโปรเจกต์เป็นวงฟูลแบนด์ คือ De flow เนอะ บอกตรงๆ ว่าความฝันทั้งชีวิตของเรา เราอยากทําเพลงมาตลอด เราอยากขยับไปทํางานที่มันยากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการทําเพลง มันก็ยากตรงที่ว่ามันปะทะกันตั้งแต่ไอเดียแล้วล่ะ แล้วด้วยตัวตนของเพลงนี้ ผมรู้สึกว่ามันพอดีที่สุด ในขณะเดียวกันมันเป็นมุมของประสบการณ์ชีวิตผมว่าปีนี้มันก็ทั้งเจ็บ ทั้งเศร้าที่สุดอะไร แล้วมันก็ไปปะทะกับจิตใจของผู้ฟังของเพลงนี้รุนแรงที่สุดเหมือนกัน เจ็บจริงๆ ถึงจริงๆ อะไรแบบนี้


