/

ก่อนอุตสาหกรรมเข้ามา เราเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำไม่แพ้ใคร : สรายุทธ สนรักษา ผู้พยายามรักษาพื้นที่เกษตรกรรมในฉะเชิงเทรา

เชื่อหรือไม่ว่าก่อนอุตสาหกรรมจะเข้ามา อาชีพเกษตรกร ถือหนึ่งในวิชาชีพที่สำคัญของคนภาคตะวันออก เพราะด้วยสภาพพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับทักษะ และความเชี่ยวชาญในสภาพแวดล้อม รวมไปถึงนวัตกรรมทางการเกษตรที่คนภาคตะวันออก ได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ สิ่งที่ได้กลับมานั้นคือผลผลิตที่สร้างกำไรให้แก่อาชีพนี้ได้เป็นกอบเป็นกำ

 

แต่กระนั้นแล้ว การเข้ามาของนโยบายการพัฒนาที่ชูโรงให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นเสมือน ‘พระเอก’ ที่จะพัฒนารายได้มวลรวมของประเทศ ส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตรลดน้อยถอยลง ซึ่งต่อจากนี้เกษตรกรในภาคตะวันออกจะมีความเป็นอยู่อย่างไรต่อไป อาจจะต้องติดตามผ่านบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้

ยุทธ – สรายุทธ สนรักษา คือเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งบ้านหนองตีนนก จังหวัดฉะเชิงเทรา และเจ้าของ PUPA FARM ฟาร์มผีเสื้อที่เกิดจากความความชอบอย่างเต็มเปี่ยมในสิ่งมีชีวิตชนิดนี้

มากไปกว่านั้นเขาคือคนที่มีจิตใจรักษ์บ้านเกิดอย่างเต็มเปี่ยม สรายุทธทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเรื่องการรักษาพื้นที่ทางการเกษตรของฉะเชิงเทรา ที่ในทุกวันนี้เหลือน้อยเต็มทีจากการรุกคืบของอุตสหากรรมภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ส่งผลให้ผังเมืองเพื่อทำการเกษตร ถูกเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือสู่ผังเมืองอุตสาหกรรม โดยขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่

สรายุทธ จึงเห็นความจำเป็นในการที่ต้องออกมายืนยันเรื่องราวเหล่านี้ พร้อมทั้งทวงถามถึงสิทธิและการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ ที่มีวิธีการทำการเกษตรแบบนาขาวังนวัตกรรมทางการเกษตรที่มีแห่งเดียวในประเทศ

ทำไมถึงสนใจทำพื้นที่เกษตรกรรม?

มันมาจากการที่พ่อแม่เราเป็นชาวนานะ ปู่ย่าตายายก็เป็นชาวนานั่นแหละ พอเรามาทําเอง ก็เป็นเกษตรกรที่ไม่ได้เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งหรอก แต่ว่าเราเลี้ยงลูกไรแดง ส่งให้โรงเพาะฟักลูกปลา ลูกกุ้งอีกที แต่ตอนนี้ก็เลิกทําแล้ว เพราะว่าตั้งแต่รัฐบาล คสช. รัฐประหารมาเนี่ย เศรษฐกิจไม่ดี กุ้ง ปลา ก็ขายไม่ได้ ออเดอร์ที่เคยทําวันละ 200 กิโลฯ ก็เหลือวันละ 10-20 กิโลฯ มันไม่คุ้มก็เลยเลิกทํา นี่ก็กลับมาเลี้ยงปลาเหมือนเดิม (หัวเราะ) ค้าส่งอาหารทะเลแช่แข็งด้วย พวกปลากะพงอะไรแบบนี้ แล้วก็ตอนนี้ทําสวนผีเสื้อ เลี้ยงผีเสื้อขาย เพราะที่นี่เป็นแหล่งผีเสื้อเลยนะ

จริงๆ เราก็เริ่มต้นจากติดลบนะ แต่ที่ผ่านมาในจังหวะที่เศรษฐกิจมันพอถูไถ เราออกจากงาน เมื่อก่อนก็ทํางานในโรงงาน ที่ดินบ้านก็อยู่ในธนาคาร เราก็มาเปลี่ยนแปลงกระบวนการของที่บ้านใหม่ จากที่เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งที่มันได้บ้าง ขาดทุนบ้าง ก็มาเลี้ยงลูกไรแดง มาค้าขายด้วย ก็โอเคขึ้นมาก นอกจากจะใช้หนี้หมดแล้ว เราก็ซื้อที่ดินเพิ่ม ซื้อได้เยอะกว่าที่พ่อแม่มี เพราะฉะนั้นในส่วนของเราเนี่ย เราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ชาวบ้านรอบๆ เนี่ย เขาโดนกระทําจากรัฐ จากนายทุน ยิ่งทําแล้วไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร ที่ดินก็หลุดมือไปเยอะแล้ว ก็เลยต้องอยู่ในสถานะผู้เช่า ทุกวันนี้รอบๆ ก็เป็นผู้เช่าโดยส่วนใหญ่

ตอนที่เราเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องพื้นที่เกษตร ก็คือตอนที่ออกจากโรงงานพอดี ในช่วงที่เราเป็นลูกจ้างเขา เธอเอ๊ย! มันคือทาส ถ้าเธอยังรับเงินเดือนเขาอยู่ เธอจะไม่มีมีอิสระเสรีในการพูดหรือทำอะไรเลย ขืนแหลมมาก็โดนปลด โดนไล่ออก ซึ่งเราก็ออกเพราะการเมืองนี่แหละ ก็ออกโดยการที่ว่าเราไปม็อบ แต่หัวหน้าคิดอีกแบบหนึ่ง ต่างสีกันเลย ก็กลับมาอยู่บ้านนี่แหละ พอมาประมาณปี 52 เริ่มทําเกษตรไปด้วย ค้าขายไปด้วย ก็รู้ว่าเราคงต้องมาทางนี้แหละ เริ่มเก็บเงินได้ จากที่ทํางานมาในระบบโรงงานอุตสาหกรรม 7-8 ปีมันก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ พอกลับมาแล้วก็โอเค มันได้มากกว่า โชคดีหน่อยที่พ่อแม่มีที่ แล้วก็พอจะต่อยอดเขาได้แค่นั้นเอง

เข้าใจว่านอกจากจะทำเกษตรแล้ว ยังทำ ‘ฟาร์มผีเสื้อ’ อีกด้วย ?

เราชอบผีเสื้อ บ้าเลี้ยงผีเสื้อตั้งแต่เรียนประถมแล้ว เดินไปโรงเรียนเจอหนอน เจออะไรก็เก็บมาเลี้ยง ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นรายได้ แต่ว่าชอบ มันมหัศจรรย์มาก ไอ้ผีเสื้อเนี่ย เวลาเปลี่ยนแปลงรูปร่าง จากไข่กลายเป็นตัวหนอน จากตัวหนอนกลายเป็นดักแด้ จากดักแด้ก็กลายเป็นตัวเต็มวัย

ช่วงหนึ่งตกงาน ตกงานก็คือทําเกษตรไม่ได้ เหตุผลก็โควิดนั่นแหละ ที่จริงทดลองทําขายมาก่อนแล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีเวลาทําจริงจัง มันก็เกิดจากเราตกงาน ลูกค้าเราก็ตกงานด้วย ก็ลองคิดกันว่าจะทําอะไรระหว่างนี้ เราก็เลยเสนอเขาไปว่า เราเพาะผีเสื้ออยู่ สนใจเอาไปขายไหม? ซึ่งลูกค้าเราก็ยังเป็นคนรุ่นใหม่ เขาก็จะมีลูกเล็กๆ เราก็เลยทําเป็นชุด เขาเรียกว่า ‘Butterfly kit’ เมืองนอกเขามีอยู่แล้ว เรียกว่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ทุกอย่างอยู่ในเซต ตั้งแต่ระยะตัวหนอนจนถึงผีเสื้อก็อยู่ในกล่องเซตบ็อกซ์ แล้วก็เอาไปขายให้กับกลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มครู อะไรอย่างนี้ ก็ขายดีมาก เดือนละหลักแสนนะ ช่วงโควิดรอดตายได้เพราะผีเสื้อเลย

แล้วช่วงโควิด มันมีซีรีส์เกาหลี ที่พระเอกชวนนางเอกไปดูผีเสื้อที่ห้อง โอ้โห! ขายดิบขายดี ทําไม่ทัน เป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่ง วันหนึ่ง 40-50 ชุด ส่งเข้าไปในกรุงเทพ แล้วไปกระจาย คนก็ไปเลี้ยงกัน หรือเวลาเปิดตัวสินค้า เปิดตัวรถยนต์อะไรอย่างนี้ เขาก็ชอบเอาผีเสื้อเข้าไปถ่ายรูปในสตูฯ กัน เราก็ส่งตัวเป็นๆ ให้เขาไปเลยพร้อมอุปกรณ์

เป้าที่ตั้งไว้ต่อการทำเกษตรกรรม

รวย (หัวเราะ) เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ทําแล้วไม่รวย ทําทําไม ใช่ไหม? แต่มันก็คงไม่ถึงขั้นรวยแบบเว่อร์วังหรอก เอาแบบอยู่ได้ ก็อยากให้มันเป็นรายได้หลัก ทําแบบปราณีต ที่สําคัญคือต้องไม่ใช้สารเคมีเลย ชาวบ้านก็เริ่มมองว่า เอ้ย ยุทธนี่ไม่ใช้สารเคมีเลย มีรายได้หลายทาง มันก็ได้นี่หว่า ก็เป็นตัวอย่างให้เขาได้ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งไม่ต้องใช้สารเคมีมันก็อยู่ได้ ปลา กุ้ง ก็โตดีด้วย แต่ว่าเสียดายลูกไร เมื่อไหร่เศรษฐกิจดีก็จะกลับทําใหม่ เฉพาะลูกไรเนี่ย รายได้เราวันละเป็นหมื่นนะ เงินหมื่นต่อวันสําหรับเราสบายมาก นั่นคือกําไรแล้วนะ ถ้ามีกึ๋นหน่อยทําเกษตรไม่ใช่เรื่องยากเลย

สิ่งที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการทำเกษตรคืออะไร

คือการรอดจากสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ได้โดยที่ไม่เอาที่ดินเข้าธนาคาร หรือเอาไปขาย เรื่องนี้ยากที่สุดแล้ว เพราะตอนนี้มีแต่คนอยากขายที่ดิน แต่ไม่มีคนซื้อ สภาพตอนนี้ของประเทศไทยเนี่ย คนแม่งไม่มีตังค์แล้วนะ ไม่งั้นรัฐบาลไม่เขียนกฎหมายให้คนจีนเข้ามาซื้อที่ ฝรั่งเขามาซื้อที่ได้หรอก เพราะคนไทยไม่มีตังค์ นายทุนในประเทศไทยมันกําเงิน กําที่ดินไว้จนเกลี้ยงแล้ว

ปัญหาของการทำเกษตรกรรมของพื้นที่แถบนี้คืออะไร

ที่นี่เป็นพื้นที่น้ำเค็ม/กร่อย/จืด สลับกันไป เขาเรียกพื้นที่สามน้ำ แต่ว่าในยุคหนึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยนโยบายที่อยากจะผลิตข้าวส่งออกเยอะๆ ก็เลยต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวให้เยอะขึ้น รัฐเลยให้กรมชลประทานเปลี่ยนแปลงสภาพแม่น้ำ สภาพคลองที่นี่ก็เลยกลายเป็นพื้นที่น้ำจืดเพื่อรองรับการปลูกข้าว

เชื่อไหมว่านโยบายการพัฒนาแบบนี้ ทําลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลงทางน้ำ เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยรอบ แต่ว่าในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ที่เราอยากจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย อยากจะปลูกข้าวส่งออกอันดับหนึ่งของโลกนั่นแหละ

แม่น้ำบางปะกงยาวจนไปถึงเขาใหญ่ ราวๆ 200-300 กิโลฯ ที่มันคดเคี้ยวไปมาน่ะ มันจะมีคลองสองข้างที่แตกแขนงมาจากแม่น้ำ รัฐบาลก็ทําประตูกั้นน้ำเค็ม มันก็ทําให้พื้นที่กลายเป็นพื้นที่น้ำเค็มไปด้วย เนี่ยคือตัวสร้างปัญหาในหลายๆ ปัญหาที่คนมองไม่เห็น เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงจากการสร้างประตูประตูกั้นน้ำเค็มเนี่ย มันทําให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปในหลายรูปแบบ หนึ่งก็คือ จากน้ำจืดเป็นน้ำเค็ม จากน้ำเค็มเป็นน้ำจืด สองก็คือ จากที่มีอากาศ กลายเป็นไม่มีอากาศ สามก็คือ ตะกอนที่สะสมอยู่บริเวณปากคลองมันไม่ไปไหน ปกติมันจะมีฤดูของมัน ตะกอนพวกนี้มันจะมากับน้ำแล้วไปกับน้ำ แต่พอสภาพพื้นที่เปลี่ยน พื้นดินแถวนี้ก็สูงขึ้นแล้วกลายเป็นแอ่งกระทะ การระบายน้ำก็แย่ลง ทีนี้เกิดอะไรขึ้น? ชายฝั่งทะเลก็ถูกกัดเซาะ เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของน้ำนี่แหละ นี่ยังไม่พูดถึงการกักน้ำไว้นะ พอพวกเศษไม้ใบหญ้า สะสมลงไปใต้ท้องน้ำ มันก็กลายเป็นพิษ พวกนี้เป็นซัลเฟอร์ หรือแก๊สไข่เน่านี่แหละ สัตว์น้ำก็หายสิ

ถ้าแก้ปัญหาเรื่องประตูกั้นน้ำเค็ม เราจะได้งบประมาณแผ่นดินคืนมาเป็นแสนล้านต่อปี ถ้ารวม 30-40 ปีที่ผ่านมาเนี่ย โห ประเทศนี้จะมีเงินเหลือไปพัฒนาเรื่องอื่นๆ ขนาดไหน

อะไรทำให้ลุกขึ้นมารักษาพื้นที่เกษตรกรรมของภาคตะวันออก

มันควรจะทําได้ดีกว่านี้ไง เราในฐานะที่อายุ 40 แล้ว เราก็ผ่านช่วงที่ทรัพยากรมันเหลือเฟือ แล้วเราไม่ได้ทําอะไร หรือพยายามทําแล้วมันไม่สําเร็จ ซึ่งสุดท้ายก็จะส่งต่อประเทศแบบนี้ให้กับรุ่นพวกคุณ ซึ่งเรื่องทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อมตรงนี้มันก็แย่จนแทบไม่เหลืออะไรแล้ว แต่ก็เพราะคนรุ่นใหม่นี่แหละที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจ ก็เลยคิดว่าต้องฮึดอีกรอบหนึ่ง ออกมาทำอะไรซักอย่าง เพราะมันทำให้เราเห็นความหวัง

แต่ ณ ตอนนี้ โดยสภาพมันก็แย่กันทั้งโลก และด้วยความแย่ของทั้งโลกเนี่ยมันจะทําอะไรยากมาก แล้วถึงเวลานั้น เราจะอยู่ในสภาพแบบไหนก็บอกไม่ได้ จะโลกร้อนหรืออะไรก็แล้วแต่ เราอาจจะมองว่ามันไกลตัว แต่เท่าที่ดู เนี่ย ดูมันใกล้ตัวขึ้นมาทุกที เราจะเจอเมื่อไหร่ก็ได้ ทุกวันนี้เรายังใช้ทรัพยากร เรายังปล่อยมลพิษกันอยู่เลย

พอเราไม่ได้มีอํานาจรัฐ เรื่องพวกนี้มันแก้ยากอยู่นะ เพราะว่าทุกอย่างมันต้องเริ่มจากการมีอํานาจรัฐแล้วก็มาแก้เรื่องโครงสร้างของตลาด อย่างเรื่องของการผูกขาด ซึ่งเรารอดมาได้เพราะว่าเราทําไม่เหมือนคนอื่นเขา แต่จะมีสักกี่คนที่ทําไม่เหมือนคนอื่นเขา ไม่ใช่ว่าเก่งนะ อาจจะเป็นเพราะว่าความบ้าของเราด้วย ที่เรากล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง แต่ชาวบ้านไม่มีโอกาสแบบนั้นไง ซึ่งเราก็รวบรวมซื้อของจากชาวบ้านมาขายต่อ มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่หรอกนะ เพราะเราตัวคนเดียว แต่ถ้าเรามีอํานาจรัฐ เราสร้างกลไก สร้างตลาดให้ชาวบ้านโดยรอบ มันมีความเป็นไปได้มากกว่า

ถ้าเป็นรัฐ อย่างน้อยในระดับท้องถิ่นเนี่ย ความเป็นรัฐท้องถิ่นมันก็สามารถจะซัพพอร์ตคนในชุมชน มันมีเครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งหมายถึงว่า เรื่องนี้มันก็เชื่อมโยงไปเรื่องการกระจายอํานาจ แล้วก็รัฐส่วนกลางก็ต้องขายของเก่ง แต่ถ้าจะให้ทำคนเดียวคงไม่พอหรอก

การทำเกษตรแบบ ‘นาขาวัง’ มีความสำคัญอย่างไรบ้าง

นาขาวังนี่คือนวัตกรรมท้องถิ่นที่มีมาซักประมาณ 20 ปี เห็นจะได้ แต่ว่าวิธีการทําเนี่ย อาจจะค่อยๆ พัฒนามาจนมันสมบูรณ์แบบที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง มันก็คือนา บวกกับวังไว้สํารองน้ำ ซึ่งปรากฏว่าแม่งเจ๋ง เลี้ยงข้าวในน้ำทะเลได้ ในนาข้าวมีหมึก มีปูม้า มีสัตว์ทะเล มันน่าเหลือเชื่อไหมล่ะ? ไม่มีที่ไหนในโลกที่มีแบบนี้นะ แต่รัฐบาลจะเอาพื้นที่นี้ไปทําอุตสาหกรรม ก็น่าเสียดาย ซึ่งมันก็เป็นปัญหาเดิมๆ ตั้งแต่นายกฯ ชาติชาย ที่เปลี่ยนตรงนี้ให้เป็นเป็นพื้นที่ทํานาขนาดใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วมันคือการคิดแทนคนในพื้นที่หรือเปล่า?

ที่ผ่านมาพวกที่บริหาร เป็นพวกวัตถุนิยม พอพวกนี้ขึ้นไปบริหาร ด้วยอํานาจเงิน ก็มองแต่เงิน แล้วก็ปฏิเสธการมองคุณค่าของธรรมชาติ เขาเอาแต่มองว่าเราจะผลิตข้าวปีละแสนตัน ล้านตัน แต่ไม่ได้มองเรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เพราะเขาไม่เคยเอาไปวิเคราะห์เป็นภาษี เขาเห็นเฉพาะในส่วนที่เขาเก็บภาษีได้ ในส่วนที่ชาวบ้านขายปู ขายปลาวันละ 4-5 พันเนี่ย เขาก็ไม่เห็น ซึ่งก็โทษชาวบ้านไม่ได้ เพราะชาวบ้านก็ทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แต่มันเป็นเพราะว่ารัฐไม่ละเอียดเอง แล้วพื้นที่มันก็เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้ารัฐอยากจะให้เขาเสีย เขาก็ยินดีเสียนะ แต่สิ่งหนึ่งก็คือ เมื่อเขาเสียภาษีแล้ว รัฐก็ต้องให้ความมั่นคงในการประกอบอาชีพกับพวกเขาด้วย


ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรอย่างเรื่อง ‘ที่ดิน’ เป็นอย่างไร 

โดยปกติแล้ว รัฐต้องจํากัดการถือครองที่ดินนะ ไม่ใช่มือใครยาวสาวได้สาวเอา แล้วก็กําไรจากที่ดิน มันคือการทํากําไรจากความเหลื่อมล้ำ ซึ่งทุกคนมันควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้ที่ดิน ถ้าเกินกว่าที่จําเป็นเนี่ย มันต้องเสียภาษี มันต้องจ่ายแพงกว่าชาวบ้าน ถ้าเรามีโอกาสทําอะไรเนี่ย มันคงถึงเวลาที่ต้องจํากัดโควตาของการใช้ทรัพยากร ประเทศนี้มันจะได้เท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งนายทุนพอพี่ซื้อที่ดินมาก็เอาแต่เก็งกําไร แต่ที่ดินมันไม่ได้ถูกใช้งานไง แล้วก็ปล่อยร้าง เผลอๆ ที่ดินที่ซื้อกันมาอาจจะขายไม่ออกด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีคนซื้อ ราคาอาจจะตกลงมาอีก ถึงเวลานั้นก็ต้องขายให้คนต่างชาติใช่ไหม? เพราะงั้นเราเลยมองว่าสิ่งที่รัฐต้องแก้ คือปัญหาโครงสร้าง เรื่องความเหลื่อมล้ำ การถือครองทรัพยากรต่างๆ แล้วก็ต้องเข้ามาเสริมเรื่องสวัสดิการทางสังคม ซึ่งมันไม่ใช่แก้ง่ายๆ แต่คนที่คิดแบบนี้มันก็คือคนรุ่นใหม่ที่อยากให้เห็นประเทศนี้เป็นประเทศที่เท่าเทียมกันน่ะ

การเข้ามาของอุตสาหกรรมส่งผลต่อพื้นที่ทางเกษตรกรรมยังไง ในภาพใหญ่

เราไม่ใช่คนที่ต่อต้านอุตสาหกรรมแบบไม่มีเหตุผลนะ การเข้ามาของนักลงทุนอุตสาหกรรมโดยหลักการมันก็เป็นเรื่องดี ที่สินค้าทางการเกษตรจะมีโอกาสได้แปรรูป คือถ้าเข้ามาแล้วมันมีการต่อยอด หรือว่ามีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มันทําให้เศรษฐกิจชุมชนมันดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้นเนี่ย ก็เป็นเรื่องดี แต่อย่างที่บอก ต่อให้อุตสาหกรรมมีปัญหาในการปล่อยมลพิษ หรือว่าแย่งชิงทรัพยากรขนาดไหน ก็ทําได้แค่ในระดับหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วรัฐเป็นปัญหามากกว่า เป็นปัญหายังไง? คืออุตสาหกรรมเข้ามา รัฐเป็นคนออกใบอนุญาตให้เขาเอง แล้วก็ไปเรียกเก็บใต้โต๊ะเขา สุดท้ายก็ปล่อยให้เขาปู้ยี่ปู้ยำสิ่งแวดล้อมเอง

รัฐคือคนที่มีอํานาจบริหาร แต่แล้วก็ปล่อยให้เขาได้กําไรมหาศาล แล้วเขาก็กลับประเทศ ทิ้งความเน่า ความเป็นพิษไว้ที่บ้านเรา ปัญหามันไม่ใช่อุตสาหกรรมทั้งหมดหรอก แต่เป็นรัฐไทยที่มันคอรัปชั่น ต้นตอของปัญหาคือรัฐต่างหาก

แล้วตอนที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) เข้ามา มีการสอบถามกับชาวบ้านไหม คนในชุมชนคิดยังไง

เขาจะสอบถามอะไร? (หัวเราะ) เขามีอํานาจเต็ม ก็ใช้ ม.44 สิ ที่เหลือทุกอย่างมันเป็นแค่พิธีให้ดูดีเท่านั้นแหละ ตอน คสช. เข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยการรัฐประหาร เขายังไม่ถามเราเลย คนแถวนี้ก็ไม่ได้รังเกียจอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่รู้สึกดีกับอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ เพราะมันสร้างอาชีพให้ลูกหลานเขา แต่เขาอาจยังไม่รู้หรือถูกทำให้ไม่รู้ว่าพิษภัยมันมากขนาดไหน

มีวิถีชีวิตอะไรที่หายไปบ้าง หลังจากอุตสาหกรรมเข้ามา

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดเลยคือพื้นที่ที่ทำนาขาวัง พอพื้นที่ตำบลเขาดินมันแปลงสภาพเป็นโรงงานอุตสาหกรรม มันหายไปขนาดไหน ถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์ จาก 100 เปอร์เซ็นต์ เหลือชาวบ้านอยู่ 10 เปอร์เซ็นต์ แล้ว 90 เปอร์เซ็นต์เขาไปอยู่ไหนกัน ก็หายไปเลย ถ้าเป็นครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น แล้วค่าชดเชยการเสียโอกาสส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กัน ถึงได้ก็ไม่คุ้มหรอก เพราะอยู่ในภาวะจํายอม

เราก็หวังว่าจะมีรัฐบาลที่มีความเป็นธรรมเข้ามาบริหารประเทศ อยากจะให้เกิดกระบวนการเวนคืนที่ดินที่มันอุดมสมบูรณ์กลับมาเป็นสมบัติของประเทศ แล้วก็รักษาภูมิปัญญานี้ไว้ เพราะว่ามันหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว คือถ้าสนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรแบบนี้ขึ้น ชาวบ้านเขาดูแลตัวเองได้เว้ย แล้วพอเขาร่ำรวย รัฐก็เก็บภาษีได้ ถูกไหม? ที่สําคัญคือ อาจไม่ต้องมีนโยบายประกันราคาข้าวเลยด้วยซ้ำ อาหารที่หล่อเลี้ยงประชากรมันก็มีคุณภาพสูงขึ้น คือมันดีทุกอย่างเลย แต่ทำไมคนที่มีอํานาจที่ผ่านมากลับคิดไม่ออกและไม่สนใจ เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

เกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมจะอยู่ร่วมกันได้ไหม แล้วอยากให้มันเป็นแบบไหน

 โดยหลักการอยู่ด้วยกันได้สบายมาก ญี่ปุ่นเขาก็ทํามาแล้ว ประเทศอื่นก็ทําเยอะแยะมากมาย โรงงานอุตสาหกรรมอยู่คู่กับพื้นที่เกษตร แต่ว่าต้องดูแลเรื่องมลพิษไม่ให้มันกระทบกันแค่นั้นเอง ง่ายจะตาย เพียงแต่ว่า อย่าโกง อย่าตบทรัพย์ อย่าคอร์รัปชันกันอีก ส่วนใหญ่แล้วถ้ารัฐทําหน้าที่กํากับไม่ให้ปล่อยมลพิษ ตัวผู้ประกอบการก็ต้องทําตามที่สั่ง แต่ตอนนี้มันคือการเลือกที่จะจ่ายใต้โต๊ะแล้วปล่อยมลพิษ เพื่อให้ได้กําไรสูงสุด ถูกไหม?

เราจบมาด้านอุตสาหกรรม ไอเรื่องการทําให้มันไร้มลพิษ หรือให้เกิดมลพิษน้อยที่สุดมันทําได้ แค่เพิ่มต้นทุนเข้าไป ซึ่งก็ไม่ได้มากถึงขนาดเจ๊ง ถ้าเจ๊งมันก็ไม่ต้องทําตั้งแต่ต้นแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมเสียกัน เพราะไม่เสียก็ได้นี่ หนึ่งได้กําไรเพิ่มขึ้น สอง ก็ไม่เห็นเป็นไรแค่จ่ายใต้โต๊ะ ต้นทุนต่ำ กําไรงาม ประเทศนี้มันถึงพังไง เอาเงินที่ไปจ่ายเรื่องบํารุงรักษาสภาพแวดล้อมเนี่ย ไปจ่ายใต้โต๊ะมันถูกกว่า ใช่ไหมล่ะ รัฐไม่สั่งให้เขาทําเอง แล้วรัฐยินดีที่จะให้เขาทําแบบนี้ ซึ่งมันก็เป็นผลพวงจากการเมือง จริงๆเป็นมานานก่อนรัฐประหาร แต่การรัฐประหารครั้งล่าสุดเนี่ย ทําให้เรื่องนี้มันสาหัสขึ้น

ภาคตะวันออกคืออะไรสำหรับคุณ และอยากให้ภาคตะวันออกเป็นแบบไหน

ภาคตะวันออกมันก็เป็นบ้านเกิดเรา ซึ่งจริงๆ แล้วมันอุดมสมบูรณ์มาก มันน่าอยู่มาก แต่ต่อจากนี้จะน่าอยู่ต่อไปหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ด้วยทําเลที่ตั้ง ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่มันยังมีเหลือเฟือ แต่ถ้าทิศทางการพัฒนายังเป็นแบบนี้อยู่ ที่นี่ก็คงเป็นสถานที่จะไม่น่าอยู่อีกต่อไป

เราอยากเห็นภาคตะวันออกกลับไปเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเหมือนเดิม คือที่นี่มันมีประวัติศาสตร์ มีอะไรหลายอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ อย่างเรื่องข้าวหอมมะลิ ต้นสายพันธุ์ก็เกิดที่ภาคตะวันออก กําลังการผลิตอาหารเนี่ย ก็ภาคตะวันออกนี่แหละ ระดับต้นๆ ของประเทศเลย แล้วก็ทําเลที่ตั้งมันใกล้เมือง นอกจากใกล้เมืองแล้ว การคมนาคมขนส่งก็โคตรจะดีเลย อาจดีที่สุดในประเทศด้วยซ้ำ มีทรัพยากร มีสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนจิตใจ อาหารก็หลากหลาย อยากจะให้มันกลับไปเป็นทิศทางของธรรมชาตินิยม มันทําได้ แล้วก็รวยด้วย มีความปราณีตในการใช้ทรัพยากรนิดหนึ่งเนี่ย ก็คงจะดี

แต่หลายชุมชนในภาคตะวันออก คนย้ายหนีกันแล้ว มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเยอะมาก บางพื้นที่นี่อยู่ไม่ได้นะ ระดับการปล่อยมลพิษสูงมากจนชาวบ้านย้ายหนีกันหมด ถ้าขืนทําแบบหยาบๆ แบบนี้ก็คงจะพังในที่สุด

written by
photo by
Picture of Tapakorn Kamjorn

Tapakorn Kamjorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR