สีสันของเมืองพัทยา และภาพของ LGBTQ+ ที่เราเคยเห็นผ่านสื่อ อาจจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจว่าความเท่าเทียมทางเพศได้เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่แห่งนี้ ทุกคนเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ และไม่มีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มเพศหลากหลาย และผู้หญิงข้ามเพศ ยังประสบปัญหากับการเข้าถึงระบบสุขภาพที่ดีในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การไม่สามารถเข้ารับการบริการในระบบปกติได้เนื่องจากช่วงเวลาการทำงานและช่วงเวลาการให้บริการของโรงพยาบาลไม่สัมพันธ์กัน หรือการถูกเลือกปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมไปถึงปัญหาความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิการ ที่อาจละเมิดสิทธิของเหล่า LGBTQ+ ในพัทยาได้
นั่นจึงทำให้ ไก่โต้ง – กาญจน์ณภัทร กระจันทร์ ผู้ประสานงานมูลนิธิ SISTER มูลนิธิที่คอยสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่ LGBTQ+ ในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี มองเห็นปัญหา และยินดีสร้างการสนับสนุนให้กลุ่มผู้หญิงข้ามเพศ และกลุ่มเพศหลากหลาย ในฐานะ พี่น้องดังชื่อของมูลนิธิ
ด้วยความที่ ไก่โต้ง เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่แล้ว ทำให้เข้าใจดีว่า สิ่งที่เพศหลากหลายต้องเผชิญและฝ่าฟันหนักหนาแค่ไหน สิ่งเหล่านี้เลยสร้างแรงบันดาลใจให้เธออยากทำงานทางด้านสังคม เพื่อขับเคลื่อนเรื่องสิทธิทางเพศ รวมไปถึงให้การดูแลเพื่อน LGBTQ+ ที่ประสบปัญหาเรื่องการถูกผลักเป็นชายขอบ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ SISTERS

มูลนิธิ SISTERS เกิดขึ้นมาได้ยังไง
มูลนิธิซิสเตอร์นะคะ เปิดเป็นศูนย์กิจกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 แล้วค่ะ ซึ่งมี มูลนิธิ PSI หรือ Population Services International เป็นผู้ก่อตั้ง แล้วก็บุกเบิกการทํางานในเชิงสุขภาพและความปลอดภัยให้กับผู้หญิงข้ามเพศในเมืองพัทยาค่ะ ซึ่งก็จะเป็นการทํางานแบบเชิงรุก หมายถึง การลงพื้นที่แบ่งปันข้อมูลกับน้องๆ ชวนให้เขารู้จักกับศูนย์ฯ บริการในประเด็นสุขภาพโดยรวมของผู้หญิงข้ามเพศ เพื่อการเข้าถึงระบบสุขภาพที่ดีมากขึ้นค่ะ
มูลนิธิซิสเตอร์ จดจัดตั้งเป็นมูลนิธิเมื่อปี พ.ศ.2555 ซึ่งเป็นมูลนิธิที่นําโดยเพศหลากหลายแห่งแรกในประเทศไทย และการรับเจ้าหน้าที่ก็จะเน้นไปในเรื่องของผู้หญิงข้ามเพศเป็นหลัก จากความเข้าใจในประเด็นเรื่องเพศสภาพค่ะ ซึ่งในปัจจุบัน LGBTQ หรือว่ากลุ่มเพศหลากหลายต่างๆ ก็เปิดเผยมากขึ้นในสังคมไทย มูลนิธิซิสเตอร์ก็ร่วมผลักดันในประเด็นนี้ด้วยค่ะ
เรามาร่วมทำงานกับมูลนิธิ SISTERS ได้ยังไง
จริงๆ แล้วเป็นคนจังหวัดแพร่ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เรียนจบแล้วก็ทํางานกับมูลนิธิซิสเตอร์มาได้ประมาณ 6-7 ปีแล้วค่ะ
เหมือนที่บอกตั้งแต่แรกค่ะ คือเราอยากมาอยู่พัทยา เราเห็นข่าวในทีวีแล้วรู้สึกว่า อุ้ย! ทําไมที่พัทยามันหลากหลายจังเลย ซึ่งเราก็ได้เข้ามาในฐานะเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิซิสเตอร์ค่ะ เรารู้สึกว่าเราสามารถสนับสนุนพวกเขาได้ในเรื่องต่างๆ
มันก็ตอบโจทย์ในฐานะของผู้หญิงข้ามเพศที่อยากช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องเนอะ เช่น น้องไม่สามารถไปโรงพยาบาลในเวลาของรัฐได้ น้องก็สามารถเข้ามารับบริการของเราได้ หรือว่าน้องที่เป็น sex worker และไม่มีทุนทรัพย์ในการซื้อถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน เราก็มีให้บริการฟรี สามารถเข้ามาหยิบได้เลย สิทธิต่างๆ อย่างที่น้องขาดสิทธิ์ในเรื่องของการรักษาพยาบาล เราก็รับหน้าที่ย้ายสิทธิให้ได้ หรือว่าถ้าน้องโดนล่วงละเมิด เราก็สามารถเป็นเจ้าบ้านในการทําเรื่องร้องเรียนให้ได้ค่ะ

มูลนิธิ SISTERS โฟกัสที่ประเด็นอะไรบ้าง
โฟกัสในประเด็นของสิทธิทางเพศ การให้บริการด้านตรวจสุขภาพ การตรวจฮอร์โมน หรือว่าการให้คําปรึกษาทางจิตวิทยา มีเรื่องสิทธิมนุษยชน อย่างการสังเกตการการเกณฑ์ทหารด้วยค่ะ เป็นงานที่ทำประจําปีร่วมกับ เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย
สิ่งที่มูลนิธิซิสเตอร์ต้องการขับเคลื่อนในพื้นที่ อาจต้องท้าวความจากสถานการณ์เมื่อก่อนในพัทยานะคะ สถานประกอบการบางแห่ง ไม่ให้ผู้หญิงข้ามเพศหรือ LGBTQ เข้าไปในพื้นที่อะไรแบบนี้ค่ะ แล้วก็จะมีการเก็บค่าปรับ sex worker ที่เป็นหญิงข้ามเพศสูงกว่าคนที่มีเพศสภาพเป็นหญิง ก่อนที่จะมีการประชุมร่วมของทางมูลนิธิฯ กับเจ้าหน้าที่ และสถานประกอบการ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิทางเพศร่วมกันไปเมื่อปี พ.ศ.2565 ค่ะ ซึ่งหลังจากนั้น การปฏิบัติต่อกลุ่มเพศหลากหลายก็ออกมาในทิศทางที่โอเคขึ้น
เป้าหมายที่ตั้งไว้ต่อการผลักดันเรื่องเพศสภาพ
ความตั้งใจของเราก็คืออยากให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในสังคม เราอยากมีสิทธิที่เท่าเทียมกับเพศสภาพแบบชายหญิง คือไม่ได้เรียกร้องที่จะอยากพิเศษกว่าใครๆ เราอยากเรียกร้องแค่ว่า LGBTQ+ ไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติในกรณีใดๆ อย่างเช่นเรื่องพื้นฐาน การเข้ารับทํางาน หรือการแต่งกายตามเพศสภาพ อะไรแบบนี้ค่ะ อันนี้เป็นประเด็นสําคัญที่ผู้หญิงข้ามเพศรุ่นใหม่ให้ความสำคัญเนอะ
ในปัจจุบันที่สังคมมันเปิดกว้างแล้วก็มีเทคโนโลยีอะไรต่างๆ ก็ทําให้บางบริษัทเข้าใจแล้วก็รับในเพศสภาพ เรื่องการแต่งกายมากขึ้น แต่ก็ยังมีบริษัทที่ยังคงเหมือนเดิมค่ะ เกริ่นก่อนว่าเรามีการทํางานกับเครือข่ายต่างๆ ในประเทศ เขาก็เห็นถึงการขับเคลื่อนในประเด็นของ LGBTQ ตั้งแต่เมื่อก่อนเลย อาจจะยังเข้าถึงบริการที่ไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ ซึ่งส่วนมากพื้นที่พัทยาไม่ได้มีแค่น้องๆ หญิงข้ามเพศคนไทยอย่างเดียวนะคะ มีจากต่างประเทศ เช่น ประเทศลาว กัมพูชา พม่า ด้วย อาจจะทําให้เขาขาดสิทธิของตัวเอง ถ้าสมมติว่าเจ็บป่วยหรืออะบางคนเข้ามาแบบถูกกฎหมาย บางคนเข้ามาแบบไม่ถูกกฎหมายอะไร เขาก็ไม่เข้าไปรับบริการในโรงพยาบาลรัฐของบ้านเรา ซึ่งมันก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามมา
ล่าสุดทางมูลนิธิฯ ก็ได้ทําในเรื่องของการสร้างอาชีพให้กับผู้หญิงข้ามเพศต่างชาติค่ะ จะมีทําขนม ทําเบเกอรี่ ทําเล็บ แต่งหน้าอะไรอย่างนี้ เพื่อเป็นการเสริมอาชีพให้น้องๆ ช่วงโควิดค่ะ
ต้องการผลักดันอะไรในพื้นที่พัทยา
เราอยากผลักดันประเด็นของ LGBTQ ในเรื่องของการให้บริการสุขภาพที่เป็นมิตรค่ะ แล้วก็การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับน้องๆ อ่ะค่ะ ก็คือคลินิกเราให้บริการตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไป เพื่อตอบสนองต่อ ต่อบริบทของน้องๆ เพศหลากหลายที่ไม่สะดวกเข้ารับบริการในตอนเช้าได้จากการทำงานในช่วงกลางคืน และไม่มีเวลาที่จะไปโรงพยาบาลของรัฐได้ คือจะสะดวกมาตอนไหนก็เข้ามาได้ ซึ่งไม่ใช้มีแค่บริการตรวจเลือด ตรวจ HIV อย่างเดียวนะคะ แบบอยากมานั่งเม้าท์มอย อยากมาทํากับข้าวก็เข้ามาได้หมดเลยค่ะ
มูลนิธิซิสเตอร์ ต้องการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เหมือนเราเป็นพี่สาว-น้องสาว เป็นบ้านหลังที่สองของผู้หญิงข้ามเพศ ถ้าเขามีความทุกข์ใจหรือว่าอยากสังสรรค์ปาร์ตี้ ก็สามารถพากันเข้ามาที่นี่ได้เลย
ปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอจากการขับเคลื่อนประเด็น LGBTQ ในพื้นที่
ถ้าเป็นปัญหาเรื่องความเข้าใจในเพศสภาพ เมื่อก่อนจะเป็นเรื่องของการตรวจฉี่ จะมีเคสหนึ่งค่ะ ที่เราได้เข้าไปช่วยผู้หญิงข้ามเพศ ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่ทิฟฟานี่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เขาให้ตรวจฉี่ข้างทางอะไรอย่างนี้ค่ะ ในอัตลักษณ์ของเขาก็เป็นผู้หญิงเนอะ ผมยาว แปลงเพศเรียบร้อย เขาก็มาปรึกษาที่มูลนิธิฯ ซึ่งเราก็คอยให้ความช่วยเหลือในกระบวนการตามสิทธิ์ต่างๆ ค่ะ
หรือคลินิกสุขภาพที่เรามาผลักดันด้วย มันมาจากที่เราเห็นปัญหาของการที่น้องๆ ต้องเข้าไปรักษาตามเวลาราชการแล้วมันไม่สัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของพวกเขา ถ้าเป็นคลินิกรัฐก็จะใช้ระยะเวลานาน ตามกระบวนการของโรงพยาบาล เวลาหนึ่งวันยังไม่พอเลย อาจจะต้องนัดมาอีกวันหนึ่ง หรืออาจจะต้องนัดมาอีกอาทิตย์หนึ่ง มันก็คือทําให้ระยะเวลาในการไปหาหมอของน้องๆ นานมาก พอนานแล้วเขาก็เลือกที่จะไม่ไป
คือเราทํางานในประเด็นของ HIV เรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาที่เราเจอในการลงพื้นที่ก็คือ ส่วนมากน้องไม่มีสิทธิการรักษาในพื้นที่ เราต้องย้ายสิทธิบัตรทองให้น้องมาอยู่ในพื้นที่ เพื่อพาเข้าสู่ระบบได้ และอีกในกรณีหนึ่ง ถ้ามีโรคระบาด น้องๆ ในพัทยาส่วนมากไม่ใช่คนในพื้นที่อยู่แล้ว เป็นคนต่างชาติบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง ถ้าเขาปิดประเทศหรือว่าเหมือนโควิดที่ผ่านมา น้องก็จะแยกย้ายกลับบ้าน เราก็เจอปัญหาประมาณว่า เมื่อเมืองมันถูกปิดลง การทํางานของเรามันก็สะดุด ทั้งบาร์ทั้งอะไรก็คือปิดหมดเลย แต่เราก็มีโครงการให้การช่วยเหลือตอนนั้น เอาข้าวสารอาหารแห้งไปแจกบ้าง หรือว่ามีส่งพัสดุไปหาน้องๆ ที่ต่างจังหวัด ที่ขาดแคลนหรือว่าไม่ได้ทํางานค่ะ

รู้สึกยังไงที่ได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ในฐานะที่เราเป็น LGBTQ ด้วย
รู้สึกดีค่ะ ก็คือเราเป็นผู้หญิงข้ามเพศเนอะ แล้วก็มาทํางานที่ซิสเตอร์เป็นที่แรก ซึ่งไม่รู้ว่าถ้าไปทํางานที่อื่น เราจะมีความสุขเท่านี้หรือเปล่า? เพราะว่าที่นี่บริบทมันคือ ‘ผู้หญิงข้ามเพศ’ และในพัทยาก็เป็นพื้นที่ของผู้หญิงข้ามเพศเช่นเดียวกัน รวมไปถึงกลุ่ม LGBTQ ต่างๆ
ถ้าถามความฝันของกะเทยต่างจัดหวัด ว่าอยากไปอยู่ที่ไหน ที่แรกๆ ที่เขาก็นึกถึงกันก็คือพัทยา หลายคนเขาอยากเข้ามามันเป็นพื้นที่พาราไดซ์อ่ะค่ะ มันมีอิสระต่อการใช้ชีวิต ต่อการทำสิ่งต่างๆ อะไรอย่างนี้ค่ะ
ความทรงจำที่ประทับใจต่อเรื่องที่ทำ
เราชอบในบริบทของพัทยาอยู่แล้วค่ะ อย่างเช่นในพัทยามันจะมีเธียเตอร์ มีคาบาเรต์โชว์หลายแห่งเลย เราก็ลงไปแบ่งปันข้อมูล ให้บริการคลินิก จัดกิจกรรมกับน้องๆ เพื่อให้เขารู้จักเรามากขึ้น หรือว่า ในโรงเรียน เราก็เคยมีโอกาสเข้าไปให้การอบรมเรื่องเพศ เรื่องสิทธิต่างๆ ให้น้องๆ รู้จักการป้องกัน รู้จักการเข้าถึงการบริการทางสุขภาพ หรือน้องๆ เยาวชนที่เป็น LGBTQ และอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองอ่ะค่ะ ก็สามารถเข้ามารับคําปรึกษาเรื่องฮอร์โมน หรือเรื่องการเกณฑ์ทหารด้วยค่ะ
มันทําให้เรามีพลัง แล้วก็สามารถผลักดันมันไปได้เรื่อยๆ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเด็นนี้เนอะ ถึงแม้ในเรื่องของกฎหมายเราจะไม่สามารถเข้าไปกำหนดอะไรได้มากนักในฐานะคนธรรมดา แต่เราสามารถเป็นกระบอกเสียงหนึ่งในการผลักดันกฎหมายได้ อย่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม กฎหมายรับรองเพศสภาพได้ค่ะ

ทำไมมูลนิธิ SISTERS ต้องเลือกที่ตั้งในพื้นที่ภาคตะวันออก
เพราะพัทยามันเป็นเมืองสวรรค์ของ LGBTQ อยู่แล้วค่ะ คือ LGBTQ ที่อยู่ในพัทยา ก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจค่ะ ก็คือมีส่วนช่วยทําให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในพัทยามากขึ้น เขาก็จะเข้ามาดูโชว์ ดูอะไรกัน
หน้าที่ของเราคือการบริการด้านสุขภาพ ซึ่งส่วนมากก็เป็นผู้หญิงข้ามเพศ มันก็เป็นสิ่งจําเป็นต่อน้องๆ ซึ่งในภาคตะวันออก เรามีศูนย์อยู่ที่พัทยาเนอะ อีกที่หนึ่งคือที่ระยองค่ะ ซึ่งตอนนี้เราก็จะขยับไปทําในจังหวัดจันทบุรีแล้วก็ตราดด้วยค่ะในอนาคต
อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เรายังอยากขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ
เราอยากให้ทุกคน เข้าถึงการบริการทางสุขภาพที่เป็นมิตร แล้วก็อยากสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เพศหลากหลายในพื้นที่นี่แหละค่ะ แบบว่าน้องมีปัญหาอะไรสามารถเข้ามาคุยที่ Sister ได้เลย ไม่ต้องเก็บไว้คนเดียว ถ้าน้องๆ ไม่รู้จะไปคุยกับใคร ถ้ามีเราน้องก็สามารถมาขอคําปรึกษาได้เลย ในเชิงสุขภาพก็ทําให้กลุ่มเพศหลากหลายมีสุขภาพที่ดี ในเชิงหัวจิตหัวใจมันก็คือการเข้าอกเข้าใจกัน ปรึกษาในฐานะของพี่สาวน้องสาว

วัฒนธรรมไทย มีส่วนยังไงกับเรื่องนี้
คิดว่าการยอมรับกันเป็นสิ่งสําคัญ คือทุกคนอาจบอกว่ายอมรับ แต่ในทางปฏิบัติมันก็ยังไม่ได้เกิดการยอมรับอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งบางทีการเหยียดกันในเรื่องของอาชีพ เรื่องของเพศสภาพ มันก็ยังเกิดขึ้นอยู่ เหมือนการเข้าวัดอะไรอย่างนี้ค่ะ บางทีเราก็อาจจะโดนมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่จริงๆ แล้ววัดนั้นเป็นวัดที่พวกเราชาวเพศหลากหลายไปทอดกฐินสร้างวัดกันค่ะ (หัวเราะ)
เขาเรียกว่าอะไร? มันเหมือนกับไปขัดวัฒนธรรมอ่ะค่ะ เราเป็น LGBTQ เพศไม่ได้ตรงกับเพศกําเนิด คือคุณไม่ได้ทำความเข้าใจเขาจริงๆ เราแค่ต้องการเป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตปกติ แต่อันนี้ต้องมองในเรื่องของยุคสมัยด้วยค่ะ ยุคก่อนกับยุคนี้มันไม่เหมือนกัน ในยุคก่อนคนที่เป็นกะเทยก็จะโดนกดขี่ โดน เลือกปฏิบัติมาเยอะมากเลยนะคะ เยอะมากจนกระทั่งเขาต้องยอม ต้องทนในเรื่องแบบนั้น เพราะสังคมไม่ได้เปิดกว้าง แต่สังคมสมัยนี้มันเปิดกว้างมาก มันก็เลยทําให้เกิดการยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ
สิ่งหนึ่งที่สําคัญมากคือการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม กับการรับรองเพศสภาพ ถ้าผ่าน มันจะทําให้พวกเราไม่ได้มีศักดิ์ศรีด้อยไปกว่าคนอื่น เราสามารถมีความรัก แต่งงานได้ ได้รับสิทธิตามที่ควรจะเป็น รับบุตรบุญธรรมได้ รับรองเรื่องสัญชาติของคู่รักได้
แล้วก็อยากให้ sex worker เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายค่ะ ซึ่งถ้าเรามองไปจริงๆ เศรษฐกิจของประเทศไทยหรือว่าของพัทยา อยู่กับเรื่องนี้สูงมากเลยนะคะ ถ้าจะเลือกเก็บภาษีเขาก็สามารถจ่ายได้ ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้ว่าทําไมถึงไม่ถูกกฎหมายสักที เอาจริงๆ ประเทศไทยก็คือ sex worker มาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว มีโคมเขียว โคมแดง สมัยอยุธยาก็มี มันคือการทํางานจริงๆ ค่ะ มันไม่ได้ง่ายนะ มันคือการทํางานที่ฉันใช้เรือนร่างของฉันในการหาเงินมา แล้วฉันก็เอาไปดูแลครอบครัวต่อไป
ฝันถึงอนาคตต่อเรื่องนี้ไว้ยังไงบ้าง
พอมันผ่านเวลาไปแล้ว ปรากฏการณ์ที่ทุกคนออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ มันทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บริษัทบางบริษัทก็เอาธงสีรุ้งขึ้นในเดือนไพรด์ แต่ก็มีคำถามนะว่าจริงๆ แล้วพวกคุณสีรุ้งจริงหรือเปล่า?
มองจากความเป็นจริง ถ้าทําแบบนั้นมันไม่ได้เป็นการสนับสนุนนะ มันเป็นจะแบบว่า “เดือนนี้เป็นเดือนของพวกเธอ ฉันก็ต้องทําอะไรให้พวกเธอเห็นว่าฉันก็สนับสนุนเธอ” แต่หลังจากนั้นก็กลับเข้าสู่ความปกติไหม แล้วขึ้นโลโก้แค่เดือนนั้น ปุ๊บ ก็หายไปเลย อีกปีหนึ่งก็ขึ้นอีก มาเอาไร (หัวเราะ)
เสร็จปุ๊บก็เหมือนเดิม ซึ่งบางบริษัทที่ขึ้นสีรุ้ง หรือว่าบริษัทที่ออกผลิตภัณฑ์สีรุ้ง อาจจะเป็นบริษัทเดียวกับที่เขาไม่รับกลุ่มเพศหลากหลายเข้าทำงานก็ได้ ในพื้นที่พัทยาก็มีอยู่เหมือนกัน ซึ่งมันก็อาจจะตามกระแสจริงๆ คือคนที่ทําก็ทําจริงไง คนที่ไม่ทําก็คือตามกันไปเพื่อที่จะมีพื้นที่ในสังคมเฉย ๆ หาพื้นที่โฆษณาให้ตัวเองว่าฉันก็สนับสนุนกะเทย กะเทยก็มาใช้บริการกัน นอกจากนั้นก็คือไม่มีอะไร

สำหรับไก่โต้งแล้วอยากเห็นภาคตะวันออกเป็นยังไงต่อไป
สวรรค์ของกะเทยนี่แหละค่ะ พาราไดซ์ซิตี้ ประมาณนี้ ส่วนมากกะเทยก็อยู่ที่นี่กัน มันจะเป็นเมืองที่รู้ว่าเรามาอยู่แล้วมันทําให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น แล้วก็เป็นพื้นที่ของความปลอดภัยของเราในส่วนหนึ่ง เพราะว่าในเมืองใหญ่ๆ เขาก็จะมีองค์กรชุมชนแบบนี้ที่ดูแลเขาอยู่แล้ว ก็อาจจะตัดเรื่องความกังวลของเขาออกไปได้บ้าง
ส่วนภาพที่อยากเห็นก็เหมือนกันเลยค่ะ แต่ว่าให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ให้มันยิ่งกว่านี้ เรื่องการยอมรับให้มันเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์จริงๆ แค่นั้นแหละ เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้เลย ซึ่งทุกวันนี้มันก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อก่อนชายเป็นใหญ่ ผู้ชายต้องเป็นผู้นํา ผู้หญิงต้องตาม เสร็จปุ๊บผู้ชายผู้หญิงต้องมีลูก แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ไง ตอนนี้มันมีความหลากหลาย
เราก็ควรที่จะมองเห็น แล้วก็ทําความเข้าใจค่ะ ไม่ต้องยอมรับทันทีก็ได้ แค่ทําความเข้าใจก่อนว่าอันนี้คืออะไร เกย์เป็นยังไง? กะเทยเป็นยังไง? เควียร์เป็นยังไง? ต้องทําความเข้าใจก่อน ทําความเข้าใจเสร็จแล้ว จะยอมรับหรือไม่ยอมรับมันอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละคนแล้วค่ะ

(สามารถติดตามมูลนิธิซิสเตอร์ได้ผ่าน มูลนิธิซิสเตอร์ ศูนย์ชุมชนคนข้ามเพศ )


