“การสร้างเขื่อนที่คลองมะเดื่อจะทำลายพื้นที่ 1,800 ไร่ ดูในแผนที่ก็แค่ 1,800 ไร่ แต่ได้ลงมาดูพื้นที่จริงๆ ไหมว่า 1,800 ไร่ที่ว่ามีต้นไม้กี่ต้นที่จะหายไป?” นี่คือการตั้งคำถามของ หวาน – สุทธิศักดิ์ บุณยะเศรษฐ ที่มีต่อกรมชลประทาน หน่วยงานรัฐ และผู้ที่เห็นด้วยและสนับสนุนการสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อ
เวลาพูดถึงเขื่อน หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าเขื่อนเป็นสิ่งก่อสร้างที่ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง ช่วยรองรับและชะลอความเร็วของน้ำในหน้าฝน ช่วยไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน หรือแม้กระทั่งช่วยผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน แต่จริงหรือเปล่าที่เขื่อนมีแต่ด้านดี?
เพราะเรื่องของเขื่อนไม่สามารถมองด้านดีเพียงด้านเดียวได้ โดยไม่พูดถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พืชพันธุ์ แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ อากาศบริสุทธิ์ วัฏจักรน้ำ วิถีชีวิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ต้องเสียไปจากการสร้างเขื่อนซึ่งไม่อาจประเมินมูลค่าได้
เพราะการสร้างเขื่อนไม่อาจจะทำอยู่เพียงบนแผนที่ได้ และเพราะคลองมะเดื่อเป็นมากกว่าแค่พื้นที่ 1,800 ไร่ แต่คือชีวิตนับหมื่น ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ดอกไม้ ปลาหลากหลายสายพันธุ์ แมลง สัตว์ป่าน้อยใหญ่ นก และผู้คน
.
ชวนหันมาเปลี่ยมมุมมองที่มีต่อการสร้างเขื่อน เรียนรู้ความสำคัญของป่าต้นน้ำ รับรู้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน เข้าใจวัฏจักรปัญหาทรัพยากรน้ำและร่วมหาทางออกอนาคตของคลองมะเดื่อไปพร้อมๆ กันกับ ‘หวาน แห่ง รักษ์คลองมะเดื่อ’ หัวหอก ผู้นำขบวนการร่วมต่อต้านการสร้างเขื่อนที่คลองมะเดื่อผ่านบทสัมภาษณ์นี้

จากรักษ์เขาใหญ่ จนถึงรักษ์คลองมะเดื่อ
“เราเป็นเด็กนครนายก ใช้ชีวิตและเติบโตอยู่ในจังหวัดนครนายกกับปราจีนบุรี แล้วก็มีพื้นที่เล่นเป็นป่าเขาใหญ่ ก็ได้มาเข้าค่ายกับกลุ่มรักษ์เขาใหญ่” หวานเล่าย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นบนถนนนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมและผืนป่าของตนว่า เริ่มมาจากการเข้าค่ายกับกลุ่มรักษ์เขาใหญ่สมัยอยู่มัธยม โดยกลุ่มรักษ์เขาใหญ่เกิดการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ทำกิจกรรมและประกอบอาชีพอยู่รอบๆ เขาใหญ่ในพื้นที่ 4 จังหวัดได้แก่ นครนายก นครราชศรีมา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
“มันก็เริ่มมาจากความชอบ ชอบเดินป่า ชอบเที่ยวป่าแล้ว และก็ทำกิจกรรมกับเขามาตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งเราเติบโตมา ก็กลายมาเป็นดูแลต่อ” หวานเล่าให้ฟังถึงที่มาของการกลายมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการอนุรักษ์ผืนป่าเขาใหญ่ โดยปัจจุบันหวานเปลี่ยนสถานะจากเด็กค่ายฯ มาเป็นพี่ๆ ผู้จัดค่ายและสมาชิกของกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ โดยสมาชิกคนอื่นๆ ก็จะแวะเวียนกันมาตามวันเวลาที่แต่ละคนสะดวก
หลังจากอยู่กับกลุ่มรักษ์เขาใหญ่มา หวานก็ค่อยๆ มองเห็นเรื่องราวและปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในเขาใหญ่ โดยเฉพาะที่คลองมะเดื่อ “กลุ่มรักษ์เขาใหญ่เข้าไปมีส่วนร่วมในการคัดค้านการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าเขาใหญ่สมัยโครงการสร้าง‘ ‘เขื่อนเหวนรก’ ในปี 2535 เรื่อยมาจนมีการก่อตั้งกลุ่ม ‘รักษ์คลองมะเดื่อ’ในปี 2564” ซึ่งหวานเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง เพื่อขับเคลื่อนและคัดค้านโครงการ ‘อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนคลองมะเดื่อ’

โดยการทำงานของกลุ่มรักษ์คลองมะเดื่อของหวานจะเป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งในเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการคัดค้านของชาวบ้านควบคู่ไปกับการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ “เราทำรายงานคู่ขนานไปกับการทำรายงานของกรมชลประทานแล้วก็เจอปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับ EIA อย่างชาวบ้านบอกว่าเขามีน้ำพอเพียงพอ เขามีบ่อน้ำตื้น เขามีการปลูกพืชผักที่น้ำเขาซัพพอร์ตเพียงพอ แต่คนทำเขื่อนไปลงข้อมูล ลงคลิป ว่ามันไม่พอ เราก็เลยทำข้อมูลที่เป็นความจริงไปยืนยันว่าจริงๆ มันพอ ไม่จำเป็นต้องสร้าง”
“ขั้นตอนของ EIA เวลาเขาทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเนี่ย มันก็จะมีประกอบด้วยการลงสํารวจชุมชน สํารวจพื้นที่ และอันสุดท้ายเลยเป็นการทำประชาพิจารณ์ ที่ชาวบ้านเริ่มมีปัญหาเพราะเข้าไปเวทีแรกปั๊บ ชาวบ้านยกมือว่าไม่เอาเขื่อน ในเวทีที่สอง คือเขาต้องเอาผลของรายงานครั้งแรกที่ชาวบ้านยกมือไม่เอาเขื่อนมาบอก แต่เขาเปลี่ยนความหมายของภาพเป็นชาวบ้านยกมือเอาเขื่อน มันคือเป้าหมายของเขาอยู่แล้วว่าเขาต้องทำยังไงก็ได้ให้มันทำได้ ซึ่งวิธีการต่อสู้ของเราคือรวบรวมข้อมูลจริง”
หวานเล่าให้ฟังถึงปัญหาการทำรายงานที่ไม่ยุติธรรม แต่กลับสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝั่งคนสร้างเขื่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้กลุ่มรักษ์คลองมะเดื่อต้องทำรายงานที่เป็นข้อเท็จจริงควบคู่ขนานกันไป โดยหลังจากการทำรายงานแล้วทางกลุ่มก็จะทำการยื่นรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ
“ตอนนี้เรายื่นรายงานไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมชลประทาน และมีแผนจะยื่นถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอนาคตแต่จากประชุมครั้งล่าสุดคณะกรรมการเครือข่ายมรดกโลกให้หยุดไว้แล้วทำ HEIA ก่อน” หวานเล่าให้ฟังถึงขั้นต่อไปในการยกระดับการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อที่จะไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป

เมื่อป่าคือต้นกำเนิดของสายน้ำ
เพราะป่าคือต้นกำเนิดของสายน้ำ หวานเล่าให้ฟังถึงจุดกำเนิดของคลองมะเดื่อไปจนถึงจุดสิ้นสุดและความสำคัญของคลองมะเดื่อในแง่มุมต่างๆ “จุดเริ่มต้นของคลองมะเดื่อข้างบนนั้น (ชี้ไปที่ยอดเขา) เป็นป่าดิบแล้งกับป่าดิบชื้น เรียกว่า ‘โกรกน้ำ’ มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบช่องเขาอยู่ระหว่างเขตป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และป่าคุ้มครองน้ำตกสาริกา พื้นที่ลักษณะนี้จะเป็นทางน้ำหลัก มีห้วยสองสายที่ไหลลงมาเรื่อยๆ จนรวมกันมาเป็น ‘คลองมะเดื่อ’”
“ลักษณะของคลองมะเดื่อเมื่ออยู่ใกล้กับต้นน้ำมากก็จะมีก้อนหินธรรมชาติขนาดใหญ่ แล้วก็ลดขนาดลงมาเรื่อยๆ จนเป็นห้วยที่มีก้อนหินขนาดเล็ก กลายเป็นกรวดจนกระทั่งไปสู่แม่น้ำนครนายก เรียกว่าลุ่มน้ำนครนายก แล้วก็จะไหลไปรวมกับลุ่มน้ำทางจังหวัดปราจีนบุรีจนกลายเป็นแม่น้ำบางประกงที่หล่อเลี้ยงภาคตะวันออกและไหลลงสู่ทะเลในที่สุด”
ดังนั้นความสำคัญของผืนป่าต้นน้ำและคลองมะเดื่อในฐานะหนึ่งในแหล่งทรัพยากรน้ำดิบจึงไม่ได้สำคัญอยู่เฉพาะกับคนนครนายกแต่ส่งผลไปถึงผู้คนในภาคตะวันออกทั้งหมด

สำหรับหวานนอกจากความเป็นป่าต้นน้ำและแหล่งกำเนิดทรัพยากรน้ำดิบแล้ว ความสำคัญของพื้นที่คลองมะเดื่อสำหรับเขายังมีในแง่มุมอื่นอีกเช่น “พื้นที่คลองมะเดื่อเป็นผืนป่าที่บริสุทธิ์ที่สุดแหล่งหนึ่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงเป็นผืนป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์และมีความสำคัญในแง่มุมของการเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยระหว่างชาวบ้านกับผืนป่า และชาวบ้านกับสัตว์ป่า” หวานบอกว่าความน่ารักของชาวบ้านที่นี่คือ “มีการตั้งกฎร่วมกันและจะไม่มีการไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเด็ดขาด ถ้าเจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าเขตป่าอยู่ตรงไหนชาวบ้านก็จะอยู่แค่ตรงนั้น”
ในส่วนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็เช่นกัน “เขามีการสร้างกฎร่วมกันโดยทุกเจ้าตกลงกันว่าจะไม่สร้างสิ่งปลูกสร้างหรือวางโต๊ะเก้าอี้ขวางทางน้ำ และแม้แต่เรื่องขยะทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยงต่างรู้ว่าจะต้องรับผิดชอบขยะของตัวเอง” ปัจจุบันคลองมะเดื่อจึงจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครนายกซึ่งตรงกับแผนพัฒนาเมืองของจังหวัดนครนายก
เมื่อ 1 เขื่อน แลกกับต้นมะเดื่อและอีกหลายชีวิตที่ต้องหายไป
“คนสร้างเขื่อนพูดกันว่าการสร้างเขื่อนที่คลองมะเดื่อจะทำลายพื้นที่เพียง 1,800 ไร่ ดูในแผนที่ก็แค่ 1,800 ไร่ แต่ได้ลงมาดูพื้นที่จริงๆ ไหมว่า 1,800 ไร่ที่ว่ามีต้นไม้กี่ต้นที่จะหายไป 1,800 ไร่ที่ว่าเป็นพื้นที่ป่า ที่ต้นไม้ใช้เวลาหลายสิบปีเจริญเติบโต 1,800 ไร่ที่ว่ามีหมู่บ้านที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เดิมกว่า 60 หลังคาเรือน ชาวบ้านจะไม่มีที่อยู่ เสียบ้าน เสียที่ทำกินและเสียอาชีพ 1,800 ไร่ที่ว่ามีต้นมะเดื่อ 3 สายพันธุ์ขึ้นสองฝั่งคลอง มีแหล่งต้นไผ่ตงที่ส่งไปทำหลักปักหอยทำเครื่องจักรสาน มีสวนส้มโอส่งออก มีสัตว์คุ้มครอง สัตว์พื้นถิ่นและมีปลาอีกหลายชนิด”

มากไปกว่านั้นการสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อจะเป็นการกั้นระหว่างเขาฝืนป่ามรดกโลกเขาใหญ่และเขาป่าคุ้มครองน้ำตกสาริกาที่จะทำให้พื้นที่เหนือเขื่อนทั้งหมดจมน้ำ โดยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนมีสามกลุ่มด้วยกัน คือ หนึ่งกลุ่มพืชพันธุ์ที่หมายถึง พื้นที่ป่าต้นน้ำที่มีความหลากหลายสูง พืชพันธุ์ที่อยู่ในลำดับการอนุรักษ์ และพืชพันธุ์พื้นถิ่นอย่างต้นมะเดื่อ กลุ่มที่สองคือกลุ่มสัตว์ ตั้งแต่สัตว์ขนาดใหญ่อย่างช้างเนื่องจากพื้นที่คลองมะเดื่อเป็นแหล่งหากิน อาศัยและเดินผ่าน สัตว์คุ้มครองอย่างตัวตะกองที่ใช้พื้นคลองมะเดื่อในหน้าแล้งเป็นที่วางไข่ หอยหอม ปูหินและปลาอีกหลายชนิด และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มคนที่มีบ้านและวิถีชีวิตผูกพันกับคลองมะเดื่อและประกอบอาชีพท่องเที่ยวทางธรรมชาติเป็นแหล่งรายได้หลัก
ซึ่งการสร้างเพียงหนึ่งเขื่อนอาจทำลายชีวิตหลายพันหลายหมื่นชีวิตที่อาจไม่มีเสียงพูดเพื่อโต้แย้งร้องขอชีวิต

น้ำไม่พอ หรือน้ำไปไหน?
เมื่อเขื่อนถูกยกให้เป็นทางออกของการจัดการน้ำมาโดยตลอด แต่เสียงจากหมู่บ้านและคนในชมุมชนโดยรอบกลับยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์และทรัพยากรน้ำที่มีเหลือเฟือจากคลองมะเดื่อ คำถามสำคัญจึงเป็นน้ำไม่พอ หรือน้ำไปไหน ซึ่งหวานได้เล่าย้อนกลับไปถึงที่มาที่ไปของแผนการสร้างเขื่อนที่มาจากแผนพัฒนาชาติ “แผนพัฒนาชาติกำหนดให้น้ำดิบเป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญที่ต้องใช้ในการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร และจังหวัดนครนายกถือเป็นจังหวัดที่มีผืนป่าต้นน้ำและเป็นแหล่งน้ำสำคัญ” จากแผนพัฒนาชาติทำให้มีแผนสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในจังหวัดนครนายกนับตั้งแต่เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนเหวนรก และเขื่อนคลองมะเดื่อตามลำดับ ก่อนจะเสริมว่า
“ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ ทุกคนรู้ว่าน้ำของนครนายกเพียงพอ นครนายกไม่ได้ขาดแคลนน้ำ แต่ที่รัฐต้องทำเขื่อนเพราะต้องการส่งน้ำไปให้ที่อื่น อย่างเขื่อนขุนด่านฯ ก็ส่งให้ Eastern Seaboard โครงการเขื่อนคลองมะเดื่อก็ต้องทำเพื่อส่งน้ำให้ EEC”
หวานเล่าถึงเหตุผลที่แท้จริงของการสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อเมื่อการดึงน้ำของนครนายกไป ไม่ใช่เพื่อตัวนครนายกเอง แต่คนแบกรับผลกระทบกลับเป็นคนนครนายก และยังชวนคิดลงลึกไปกว่านั้นว่า… น้ำที่ว่าไม่พอนั้น ไม่พอสำหรับใครกันแน่ หรือมนุษย์กำลังใช้น้ำกันเกินจำเป็น?

อนาคตของคลองมะเดื่ออยู่ในมือเรา
การพูดคุยดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ถึงการต่อสู้และอนาคตของคลองมะเดื่อที่หวานเล่าว่าความหวังแรกคือ “การทำ HEA หรือการทำรายงานผลกระทบโดยรวมของลุ่มแม่น้ำ ที่รวมทั้งเรื่องทรัพยากรลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจ แผนพัฒนาชาติ รวมถึงผืนป่าที่ได้รับผลกระทบ โดยกลุ่มเครือข่ายทำกันเอง”
กลุ่มเครือข่ายที่หวานหมายถึงคือ กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายผืนป่ามรดกโลก เครือข่ายภาคตะวันออก เครือข่ายลุ่มแม่น้ำและเครือข่ายอื่นๆ ที่ให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งการสนับสนุนข้อมูลและการเฝ้าระวัง โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะถอดเขื่อนทุกที่ออกจากผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น – เขาใหญ่ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนทั้งขบวนไปพร้อมๆ กันหนึ่งในไม่กี่ครั้ง สำหรับหวานเครือข่ายเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาอยากจะรักษาให้คงอยู่ต่อไป

จากรักษ์เขาใหญ่สู่รักษ์คลองมะเดื่อในวันนี้ จากการรวมตัวกันของกลุ่มคนเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ ผืนป่าเขาใหญ่ในสี่จังหวัด สู่การขับเคลื่อนอย่างพร้อมเพรียงของเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อและเขื่อนทุกแหล่งในป่ามรดกโลกฯ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดคนตัวเล็กๆ แต่หัวใจใหญ่มากมายที่มารวมตัวกัน
ส่วนความหวังที่สองซึ่งสำคัญและขาดไม่ได้ไม่แพ้กันคือ การรับรู้และความเข้าใจของบุคคลทั่วไปภายนอก ที่จะเป็นแรงกดดันให้ภาครัฐหันมามองข้อเท็จจริงและจะเป็นแรงสนับสนุนในกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนอยู่มีแรงและกำลังใจในการทำงานต่อไป



