หลายคนอาจคิดว่า การมีอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งใกล้บ้านประชาชนในพื้นที่จะต้องได้รับการรายงานข้อมูลอย่างละเอียด ชุมชนเข้าใจและรู้ที่มาที่ไปของอุตสาหกรรมเหล่านี้ดี แต่ความจริงคือ หลายครั้งคนตะวันออกเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า โรงงานที่อยู่ห่างจากรั้วบ้านตัวเองไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ทำอะไร ผลิตอะไร เก็บสารเคมีแบบไหน ปลดปล่อยมลพิษอะไรลงในดิน น้ำ และอากาศ ที่เราอาศัยอยู่ในชีวิตประจำวันบ้าง หรือมีความเสี่ยงที่เราไม่เคยรับรู้เลยหรือเปล่า
ที่ตำบลกรอกสมบูรณ์ในอำเภอศรีมหาโพธิ์ ความไม่รู้นี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่องๆ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งกรอกสมบูรณ์และศรีมหาโพธิ์ นับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อยู่ๆก็มีการค้นพบการลักลอบฝังกลบกากขยะอุตสาหกรรม
เดี๋ยวๆ ก็มีการตรวจสอบพบโรงงานเถื่อน หรือเผลอๆ ก็มีโรงงานที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโผล่ขึ้นมาแบบงงๆ
ซึ่งแทบจะทุกกรณีที่ปรากฎออกมาในหน้าสื่อ เรามักพบความจริง ซ้ำๆ ว่าคนในพื้นที่แทบไม่รู้อะไรเลย เพราะไม่เคยได้รับข้อมูลที่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก
ซึ่งนี่เป็นแรงผลักดันให้แป้ง – ธันยภัทร์ ดอกผล คนกรอกสมบูรณ์เลือกใช้การทำแผนที่ข้อมูล (Data Mapping) ในการหนุนหลังชุมชนของเธอในการต่อสู้กับโรงงานอุตสาหกรรม
โปรเจ็กต์การทำดาต้าโรงงานในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีของแป้งจึงเริ่มต้นขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญเพื่อที่เราจะได้พูดคุยกันว่า วันนี้ปราจีนบุรีเปลี่ยนไปอย่างไร และชุมชนต้องเผชิญกับมลพิษอะไรบ้าง

ชีวิตวัยเด็กที่เติบโตท่ามกลางมลพิษ
ในฐานะเด็กกรอกสมบูรณ์อุตสาหกรรมเข้ามาพัวพันกับชีวิตของแป้ง – ธันยภัทร์ ดอกผล อย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่ราว 15 ปีที่แล้ว แป้งเล่าว่าเวลาเธอกับเพื่อนๆ นั่งรถบัสไปโรงเรียน รถจะต้องขับผ่านแยกท่าตูมที่ใกล้กับนิคม ฯ 304 ปราจีนบุรี ซึ่งทุกครั้งที่ผ่านถนนช่วงนี้เธอกับเพื่อนๆ ก็จะได้กลิ่นเหม็นมากๆ อยู่เสมอ
“เวลาเราผ่านตรงช่วงนั้น เราก็จะรู้สึกเหม็นทุกที เหม็นมากๆ เหม็นจนบางครั้งคิดว่า โอ๊ย อยากจะข้ามตรงนี้ไปเลยได้ไหม ขับรถไปไวๆ ได้ไหม ขับรถแบบปิดจมูกทุกครั้งเลย
ซึ่งปีนึงมันเหม็นยาวนานมาก แต่เพราะตอนนั้นเราเด็ก เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันกลิ่นของอะไร” แป้งเล่าย้อนให้เราฟัง พร้อมกับบอกว่า ในสมัยนั้นเธอเป็นเด็กอินโทรเวิร์ตที่ไม่ค่อยได้สนใจสิ่งรอบตัว และบ้านของแป้งประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ตัวเธอจึงไม่ได้สนใจเรื่องการเข้ามาของอุตสาหกรรมมากนัก
แต่ดูเหมือนว่าในระหว่างที่แป้งเติบโต และมุ่งหน้าสู่ความฝันในการเป็นปลัดอำเภอแล้วขึ้นไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็เร่งรุดขยายตัวเช่นกัน ในช่วงเวลาไม่นาน โรงงานอุตสาหกรรมที่เคยกระจุกตัวอยู่แถบนิคมฯ 304 ในปราจีนบุรี และตำบลท่าตูม ก็ขยายต่อเนื่องมาจนถึงตำบลกรอกสมบูรณ์ บ้านเกิดของแป้ง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อแป้งที่ตอนนั้นเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ กลับมาที่บ้านเกิดของเธอ โดยเธอนึกถึงความหลังและเล่าให้ฟังว่า “แม่ก็มารับค่ะ แล้วก็เราก็นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แม่ แม่ถามประมาณว่าได้กลิ่นเหม็นอะไรไหม เราก็บอกว่าก็ได้กลิ่นเหม็น แม่ก็บอกประมาณว่า มันเป็นกลิ่นบ่อขยะนะ ซึ่งตอนนี้มันก็มีคนได้รับผลกระทบเยอะ แล้วมันก็เหม็นมากๆ เลย เราก็เลยเริ่มติดตามปัญหานี้เรื่อยมาเลย นับตั้งแต่วันนั้น”
เป็นห้วงเวลานั้นเองที่เธอได้เผชิญกับปัญหาของโรงงานรีไซเคิลขยะจากบริษัท เวสต์ 2 เอเนอร์ยี่ จำกัด ที่ก็เข้ามาตั้งที่กรอกสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2561 จนถึงขั้นที่เธอเคยแชร์โพสที่ชาวกรอกสมบูรณ์ออกมาต่อต้านโรงงานนี้ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ‘สักวันฉันจะต้องกำจัดบ่อขยะนี้ออกไปให้ได้’

เหมือนครั้งที่นิคมฯ เคยช่วงชิงอากาศบริสุทธิ์ของเด็กหญิงตัวเล็กๆ บนรถบัส ครั้งนี้โรงงานรีไซเคิลขยะก็กลับมาเบียดเบียนชีวิตอันปกติสุขของเธอ ครอบครัว และชุมชนกรอกสมบูรณ์อีกครั้ง
แป้งเล่าด้วยน้ำเสียงโกรธกรุ่นว่า “เรารู้สึกว่าเราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เราปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ไม่ได้ เราไม่อยากปล่อยให้ชุมชนบ้านเกิดเราเป็นแบบนี้ เรารู้สึกว่ามันทำลายสิทธิการอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี มันทำร้ายสิทธิชุมชนของเรามากเกินไป และมันก็หยามเกียรติ จนเรารู้สึกว่าเราไม่ใช่มนุษย์หรือเปล่า กับพฤติกรรมที่เขามาทำร้ายเรา”
หลังจากแป้งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานกับ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำชาวบ้าน กลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในคนกรอกสมบูรณ์ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับบ่อขยะและโรงงานรีไซเคิล รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เข้ามาในพื้นที่มาตั้งแต่เริ่มต้น
นอกจากนั้นแป้งยังมีโอกาสได้ไปทำงานร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศ (Earth) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ตั้งขึ้นเพื่อจับตาและสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษและสารอันตราย ซึ่งเธอเล่าว่า
“เราก็เลยได้มีโอกาสไปศึกษาแนวทางในการต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จากในหลายจังหวัด ในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศไทย ว่าพื้นที่อื่นเขามีแนวทางยังไงเพื่อจะแก้ไขปัญหานี้ให้สำเร็จ”
ปัจจุบันแป้งทำงานในฐานะประชาชนผู้ติดตามปัญหามลพิษและได้เปลี่ยนความฝัน จากการสอบปลัดอำเภอสู่การทำงานด้านการเมืองท้องถิ่น ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยลงสมัคร สจ. และยังคงมีความฝันในอนาคตอย่างการเป็นนายกเทศมนตรีของกรอกสมบูรณ์ที่เธอมองว่า สามารถเข้าถึงและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ชุมชนได้จริง
และนี่คือ จุดเปลี่ยนที่ผลักดันให้ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งตั้งปณิธานว่าจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับโรงงานอุตสาหกรรม และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักทำแผนที่ข้อมูล (Data Mapping) ของแป้งหลังจากนั้นต่อมา

เมื่อ ‘ข้อมูล’ คืออาวุธต่อสู้ที่ดีที่สุด
ต้องยอมรับว่าทุกความขัดแย้งในยุคนี้ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ตัวแปรสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่กลายเป็นไวรัลหรือจำนวนคนที่ลุกมาต่อสู้ แต่คือ ‘ข้อมูล’
เพราะข้อมูลไม่ว่าจะเป็นโรงงานเข้ามาอย่างไร อยู่ตรงไหน มีประเภทอะไร กระจายตัวอย่างไร เสี่ยงต่อมลพิษจุดไหนบ้าง และมีสถิติการทำผิดกฎหมายมากน้อยเพียงใด คือหลักฐานสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถคัดค้านการก่อตั้งโรงงานหรือผลักดันให้สั่งปิดโรงงานได้จริงในมุมของแป้ง
“เราไม่เคยเห็นข้อเท็จจริงจากหน่วยงานราชการเลย ประกอบกับเวลาเราต่อสู้ในทุกๆครั้ง เรารู้สึกว่าข้าราชการชอบดูถูกชุมชนว่า ชุมชนก็ต่อสู้ ก็พูดๆ ไป พูดลอยๆ เหมือนพูดแบบไม่มีข้อมูล เราชอบได้รับคำดูถูกในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นในทุกๆ การต่อสู้ในทุกๆ โรงงานแป้งก็ให้ความสำคัญกับเรื่องข้อมูลในพื้นที่มากที่สุด” แป้งอธิบายปัญหาสำคัญที่ทำให้เธอเลือกใช้เครื่องมือนี้ลุกขึ้นสู้
เธอจึงลงมือสืบค้นข้อมูลทั้งหมดเท่าที่หาได้ จากเว็บไซต์ที่เปิดเผยของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกระทรวงอุตสาหกรรม ไปจนถึงหาข่าวสารจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งบางครั้งก็เป็นข้อมูลเก่า และไม่อัปเดต นอกจากนั้นแป้งยังต้องคัดลอกข้อมูลและนำมาจัดเรียงเองในเอ็กเซล รวมถึงต้องระบุพิกัดโรงงานผ่าน Google Maps และการลงสำรวจพื้นที่จริงอีกด้วย

โดยหลังจากการทำข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อใช้ต่อสู้เรื่องมลพิษอุตสาหกรรมในปราีนบุรี ที่ปัจจุบันยังมีเรื่องการผนวกปราจีนบุรีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ EEC แป้งพบว่า ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 จังหวัดปราจีนบุรีมีใบอนุญาตโรงงานราว 890 ใบ กระจุกตัวมากที่สุดที่ อำเภอศรีมหาโพธิ์และกบินทร์บุรี โดยประเภทโรงงานที่พบมากที่สุด
อันดับ 1 คือ โรงงาน 105 หรือโรงงานคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฎิกูล ที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการจำนวน 70 ใบ
อันดับ 2 คือ โรงงาน 106 หรือโรงงานที่นำของเสียจากอุตสาหกรรมมาจัดการ มีใบอนุญาตประกอบกิจการจำนวน 43 ใบ
และอันดับ 3 คือ โรงงาน 88(1) หรือโซลาร์โฟลตติ้ง มีใบอนุญาตประกอบกิจการจำนวน 42 ใบ
ซึ่งสิ่งที่ทำให้แป้งตกใจมากที่สุดคือ ปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีโรงงานประเภท 105 และ 106 มากที่สุดในประเทศ และทั้งสองประเภทนั้นเป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยก ฝังกลบ ขยะอุตสาหกรรม รวมถึงการนำของเสียมาผลิตใหม่ ซึ่งเสี่ยงสูงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่
ทว่าที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือ โรงงานจำนวนมากมีพื้นที่ลักลอบฝังกลบขยะซ่อนอยู่ใต้พื้นในโรงงานเอง ไม่ว่าจะเป็นเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือเศษซากสายไฟที่ถูกบดย่อยแจกจ่ายให้ชาวบ้านในรูปแบบของดินแจกฟรีตามที่เห็นกันในหน้าสื่อ ยังไม่รวมเศษโลหะปะปน ไปจนถึงสารเคมีในถังต่าง ๆ ที่ซุกไว้ใต้พื้น ซึ่งทั้งหมดเป็นมลพิษที่ไม่ควรอยู่ใกล้พื้นที่อยู่อาศัย
ประโยค ‘ปราจีนกำลังกลายเป็นถังขยะของประเทศ หรือของโลก’ ที่เธอเคยได้ยินอาจกำลังกลายเป็นประโยคที่ยืนยันด้วยข้อมูล จนคนปราจีนบุรีเองยังปฏิเสธไม่ออก
แป้งเล่าด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดว่า “คนปราจีนเราเจ็บปวดกับคำปราจีนเป็นถังขยะโลก เพราะ แค่ขยะในจังหวัดบ้านเรา เรายังไม่รู้ว่าจัดการยังไงแล้ว หรือแค่ขยะในประเทศไทยแค่เวสต์ 2 เอเนอร์ยี่ที่รองรับขยะ EEC แค่นี้เราก็รับกรรมมากเพียงพอแล้ว แล้วตอนนี้ยังมีขยะจากทั่วโลก ซึ่งก็คือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาอีก มีทุนจีน มันเจ็บปวดมากค่ะ เพราะโรงงานเหล่านี้ มันไม่ให้ประโยชน์กับใครเลยจริงๆ”
แต่เรื่องทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นสิ่งที่อาจหยุดยั้งได้ ด้วยการลุกขึ้นสู้ของชาวบ้านและด้วยข้อมูลที่ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ

แม้กลัว แต่ถอยไม่ได้
การต่อสู้ของเธอไม่ใช่แค่เรื่องการตามหาข้อมูลที่หายไปจากหน่วยงานราชการ แต่อีกความท้าทาย คือ ท่าทีของหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่แป้งบอกเล่าว่าพวกเขาแสดงท่าทีกีดกันพวกเธออย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น ซึ่งเธอให้ความเห็นว่า
“เขารู้ว่าเรารู้เยอะขึ้น ก็เริ่มกีดกันเรามากขึ้นค่ะ เหมือนถ้าเราหรือกลุ่มเราเข้าไปในโรงงานเมื่อไร เขาก็คิดว่า ‘ตายแน่’ ทั้งโรงงาน ทั้งเจ้าหน้าที่เอง” แป้งเล่าพร้อมกับแสดงข้อกังวลว่าสิ่งที่ตามมาหลังเธอและชุมชนสู้ด้วยข้อมูลคือ พวกเธอถูกจับตามองไปพร้อมกัน ตามมาด้วยการคุกคามในหลายรูปแบบ
“ความกลัวมันก็ต้องมีค่ะ มันกลัวแน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่ามันมีความเสี่ยงเยอะมาก เยอะแบบเยอะมากๆ เวลาเราเข้าไปในโรงงาน โห มันมีคนตาม มันมีรถตาม ไม่รู้ส่งสายจากไหน มาแบบเร็วมากๆ ทุกอย่างคือ มันมีความเสี่ยงสูงสุด มีขับรถปาดซ้ายปาดขวา จี้ตูดขับตาม มีหมด” แป้งยอมรับ
หนึ่งในเหตุการณ์ที่อันตรายที่สุดเกิดขึ้นในวันที่แป้งกับสุเมธจะไปรับ ชาวบ้านที่สู้เรื่องโรงงานด้วยกัน เธอบอกว่าในตอนแรกเธอไม่เห็นว่ามีใครตามมา แต่ทันทีที่พวกเธอขับรถกลับออกจากซอยบ้านของชาวบ้าน ก็พบว่า มีรถกระบะคันหนึ่งขนผู้ชายแต่งกายชุดดำ ใส่ไอ้โม่ง 3-4 คน นั่งท้ายกระบะตามมาจี้ท้ายรถแบบจงใจ แป้งจึงตัดสินใจหันรถกลับเพื่อดูว่ารถคันนั้นมาจากไหน ก่อนก็พบว่ามันเลี้ยวเข้าไปในโรงงานแห่งหนึ่งในชุมชนหนองหอย
และมีอีกหลายเหตุการณ์ซึ่งยืนยันว่าการคุกคามนี้ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ แต่แม้เธอจะยอมรับว่ากลัว แต่ก็ไม่คิดจะหยุดทำ เธอย้ำว่า “ถ้าเรากลัว ถ้าเราไม่เก็บข้อมูล ถ้าเราถดถอยจากความกล้าไปแม้แต่นิดเดียว เราก็จะสู้อะไรเขาไม่ได้เลย การต่อสู้จะยิ่งยากเพิ่มมากขึ้น”

โดยสิ่งที่แป้งภูมิใจที่สุดในการทำงานนี้มา คือ เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้มาเรียนรู้ชั่วคราว แต่เป็นคนที่ทำจนจบและทำทุกเรื่องที่ทำได้ จนพวกเธอช่วยกันหยุดโรงงานในหลายพื้นที่ได้สำเร็จ
แป้งยกตัวอย่างชัดเจนหลายกรณี เช่น กรณีโรงงานขยะที่หมู่ 7 ตำบลกรอกสมบูรณ์ ที่เธอทำข้อมูลและส่งหนังสือคัดค้านการเข้ามาตั้งโรงงานใกล้ชุมชนร่วมกับกลุ่มคนรักทุ่งยาวไม่เอาขยะได้สำเร็จ หรือ กรณีโรงงานประเภท 106 ของบริษัทโชคผลิตทรัพย์ ที่ตำบลสะรบัว เธอและทีมก็ไปช่วยคัดค้านจนสำเร็จ รวมไปถึงกรณีโรงงานประเภท 105 106ของบริษัทเวิลด์เทค แมเนจเม้นท์ จำกัด ที่หมู่ 1 ตำบลเขาไม้แก้ว แป้งก็ไปทำข้อมูลแล้วก็คัดค้านจนสำเร็จ
ยังไม่รวม กรณีโรงงานที่ตำบลหนองหอย ซึ่งมีผลกระทบแล้ว แป้งก็ได้ทำข้อมูลแล้วก็ติดตามตรวจสอบ จนปัจจุบันโรงงานหยุดประกอบกิจการ และถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือกรณีโรงงานยิปซัมที่ลักลอบทิ้งกากขยะและแอบตั้งโรงงาน แป้งและทีมก็ไปตรวจสอบจนสุดท้ายโรงงานก็ไม่สามารถประกอบกิจการได้ และกรณีโรงงานใหม่ที่ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรีที่จะมีโรงงานใหม่มาตั้ง เราก็ไปคัดค้านจนปัจจุบันไม่มีความคืบหน้าเรื่องใบอนุญาต
นอกจากนี้ยังมีกรณีโรงงานเอ็มวายที่ หมู่ 7 ตำบลกรอกสมบูรณ์ ที่ขอใบอนุญาต 6 ใบ เรื่องก็เงียบไปแล้ว และกรณีโรงงาน Set Metal ที่หมู่ 3 ตำบลเกาะสมบูรณ์ เธอก็ทำข้อมูลให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบส่งผลให้มีคำสั่งให้โรงงานหยุดประกอบกิจการและดำเนินคดีตาม พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
จนหลายครั้งกลุ่มของเธอถูกเรียกว่า พวกคัดค้านการพัฒนา แต่ในสายตาของแป้ง การเข้ามาตั้งของโรงงานเหล่านี้ ไม่สามารถนับว่าเป็นการพัฒนาได้เลย เพราะส่วนใหญ่โรงงานที่ถูกคัดค้าน ล้วนเป็นโรงงานต่างชาติที่ไม่สร้างงาน ไม่สร้างเศรษฐกิจให้จังหวัด ไม่สร้างรายได้ ไม่ทำให้วิถีชุมชนดีขึ้น แต่กลับสร้างมลพิษและผลกระทบ ที่รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากจากภาษีพวกเรามาใช้เพื่อแก้ไข
“เราสู้เพราะโรงงานพวกนี้ไม่ให้ประโยชน์กับใครเลย แต่ทำให้เราสูญเสียมากกว่า” แป้งสรุปพร้อมยืนยันว่าพวกเธอไม่ได้ต่อต้านโรงงานทั้งหมด แต่เธออยากเห็นการคัดเลือกและคัดกรองที่เข้มงวดจริงๆ

จากเด็กในวันนั้น สู่นักต่อสู้ในวันนี้
นอกจากการทำงานด้านข้อมูลเพื่อจับตาปัญหามลพิษแล้ว เรื่องการเมืองก็เป็นอีกเรื่องที่แป้งติดตาม
เพราะในมุมของเธอ หนึ่งในพาร์ตที่อาจทำให้ปัญหาโรงงานลุกลามในจังหวัดปราจีนบุรีคือ นักการเมือง
“บางทีก็เป็นนักการเมืองเองที่เข้าไปช่วยสร้างความชอบธรรมให้โรงงาน หรือบางครั้งก็เป็นเจ้าของโรงงานเองด้วยซ้ำ”
เธอเห็นว่าไม่มีผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองท้องถิ่นที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่อย่างการที่รัฐจะผนวกปราจีนบุรีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ซึ่งแป้งมองว่า หากวันนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในปราจีนบุรี หากพวกเธอไม่สามารถหยุดยั้งการเข้ามาของ EEC ได้ เธอก็ไม่แน่ใจว่า ปราจีนบุรีจะกลายเป็นเมืองที่คนที่ลุกขึ้นต่อสู้ไม่ถูกใส่ใจ ชุมชนถูกละเลย
“ถ้าปราจีนพัฒนาต่อจากตรงนี้ เราก็ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วปราจีนมันจะกลายมาเป็นเมืองมลพิษรึเปล่า หรือจะกลายเป็นเมืองจีน ผสมกับเมืองพม่าดี แล้วคนปราจีนจริงๆ จะไปอยู่ที่ไหน?” แป้งกล่าว
สุดท้ายเมื่อถามว่า แป้งในวันนี้กับแป้งในวัยเด็กเป็นคนละคนกันไหม?
เธอตอบว่า คนละคนอย่างไม่ลังเล เพราะแป้งในตอนนี้ได้เปลี่ยนจากเด็กอินโทรเวิร์ตที่เคยนั่งรถผ่านโรงงานแบบไม่สนใจ กลายมาเป็นผู้หญิงที่ ต้องเหลียวมองโรงงานทุกครั้งที่ผ่านและยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายทันทีที่เห็นอะไรผิดปกติ ทั้งยังตั้งใจแน่วแน่ในการเก็บรวบรวม คัดแยก และวิเคราะห์ข้อมูล
เพราะทั้งหมดคือ หลักฐานชิ้นสำคัญที่เธอต้องเก็บไว้เพื่อชุมชนสามารถไปต่อสู้กับโรงงานได้



