ถ้าใครที่เคยไปเดินเล่นบนชายหาดโดยเฉพาะในหน้ามรสุม นอกจากคลื่นลมที่แรงกว่าปกติแล้ว หลายครั้งเราอาจจะเห็นขยะในทะเลที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนฝั่งไม่มากก็น้อย โดยหนึ่งในขยะที่ถูกพัดขึ้นมาเกยตื้นคือ ไม้ทะเล หรือ ไม้ลอยน้ำ ด้วยเนื้อสัมผัสที่กลมกลึง และความสวยงามแปลกตาของไม้ทะเล จึงมีกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบในความพิเศษของไม้เหล่านี้ ถึงขั้นที่ในต่างประเทศมีการนำไม้เหล่านี้ไปทำเป็นงานศิลปะเฉพาะกลุ่มที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Drift wood art หรือที่แปลตรงตัวว่า ศิลปะจากไม้ลอยน้ำ
ในพื้นที่ติดทะเลอย่างระยองเองก็มีคนที่สนใจและหลงใหลในงานศิลปะประเภทนี้มากๆ และคนที่กำลังพูดถึงก็คือ ‘ทอง’ อดีตเจ้าของร้านเช่าหนังสือการ์ตูน ชาวระยองผู้ผันตัวไปเป็นศิลปินผู้สร้างผลงานศิลปะจากไม้ลอยน้ำ และขยะจากทะเลอื่นๆ ด้วยความที่เขาเชื่อว่าไม้ลอยน้ำและขยะเหล่านั้นมีเรื่องราวที่อยากเล่าต่อ ด้วยความหลงใหลในคอนเซ็ปต์ของ ‘สัจจะวัสดุ’ หรือแนวคิดที่เชื่อในการแสดงวัสดึให้เห็นเนื้อแท้ ผ่านการโชว์พื้นผิวของวัสดุโดยไม่ต้องดัดแปลงใดๆ และสิ่งสำคัญของแนวคิดนี้คือการยอมรับและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของวัสดุ
สำหรับทองแล้ว ไม้ทะเลเหล่านี้ฉายภาพสัจจะวัสดุที่งดงาม ไปพร้อมกับธรรมชาติของไม้ที่ผ่านการขัดเกลาจากเกลียวคลื่นและสายลม ผ่านการเคี่ยวกรำด้วยแสงแดด และปลอบโยนด้วยท้องฟ้า ซึ่งเขาเห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ต่างจากชีวิตของมนุษย์ที่ต้องประสบเหตุการณ์ที่ทั้งดีและไม่ดีควบคู่ไปด้วยกัน
ผลงานของทองส่วนใหญ่จึงเป็นการเปิดเปลือยเนื้อไม้และเนื้อวัสดุเพื่อเผยความงามที่แท้จริง โดยไม่เข้าไปปรับแต่งมากมาย ทองเริ่มต้นจากการเก็บสะสมไม้ลอยน้ำเหล่านั้นและนำมาประดิษฐ์เป็นงานศิลปะ หลากหลายขนาด หลากหลายประเภท ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยแปรรูปต่อยอดเศษไม้ที่กำลังจะกลายเป็นขยะแล้ว งานศิลปะของเขายังเป็นการช่วยต่ออายุไม้ลอยน้ำและเปลี่ยนมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อขยะที่ลอยมาเกยตื้นที่ริมทะเล รวมถึงยังสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้คนด้วย
ในบทความนี้เราเลยอยากชวนมาฟังเรื่องราวอันน่าสนใจของการเดินทางข้ามทะเลชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ‘ทอง’ ไปด้วยกัน

อะไรคือจุดเริ่มต้นของการสะสมไม้ลอยน้ำ ไม้ทะเล
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมชอบออกกําลังกายโดยการจ๊อกกิ้งมากเลยแหละครับ แล้วส่วนใหญ่ก็จะวิ่งอยู่แถวๆ บ้าน แต่มีอยู่วันหนึ่งลองไปวิ่งถนนเลียบชายฝั่งทะเล เพราะว่าสมัยก่อนน่ะ ไม่มีรถเยอะเหมือนสมัยนี้ โรงงานก็น้อยด้วย
หลังจากวิ่งเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าอากาศดีมาก แล้ววิวที่ทะเลก็สุดลูกหูลูกตา ให้ความรู้สึกดีกว่าวิ่งที่ถนนหน้าบ้านอีก ทีนี้ก็เลยคิดว่า ถ้าเรามาวิ่งแบบนี้บ่อยๆ น่าจะดีแหละ ซึ่งเมื่อผมวิ่งหนึ่งชั่วโมงเสร็จแล้วปกติก็จะต้องพักผ่อนยืดกล้ามเนื้อ ก็เลยต้องเดิน ทีนี้จะไปเดินทําไมบนถนนเรามีชายหาดอยู่ข้างล่างตั้งกว้าง แล้วยิ่งถ้าถอดรองเท้าเดินน่ะจะรู้สึกว่าดีมากเพราะว่านอกจากจะผ่อนคลายจากการที่เท้าเราได้เหยียบทราย เราก็จะรู้สึกได้ถึงความเป็นธรรมชาติ ซึ่งบางที ชายหาดสะอาดซะจนเรารู้สึก โห! ทําไมวันนี้สวยงามมาก
แต่บางวันนะชายหาดก็เต็มไปด้วยกิ่งไม้ ไม้ที่ลอยจากทะเลมา ซึ่งผมเป็นคนที่ชอบไม้ แต่ไม่คิดว่าจะมีไม้ที่เรียกว่า ไม้ทะเล ทีนี้พอไปเห็นไม้ทะเลเราก็รู้สึกว่า นี่สวยจัง คลื่นขัดผิวไม้จนเรียบ แล้วก็มีรูปทรงหลากหลาย มีเป็นกิ่งไม้ เป็นแผ่นไม้เรียบๆ เป็นไม้สีๆ บางอันสวยจนอดไม่ได้ที่จะเก็บมา เราก็ค่อยๆ เก็บเขามาวันละอัน สองอัน เก็บมา เรื่อยๆ จนเต็มบ้านนั่นแหละ

หลงรักอะไรในไม้ทะเลที่เก็บมาทุกวัน
เราเก็บมาเพราะเขาสวย เราก็เอามาลูบ เอามาจับ เคยเผลอเอามาลูบแก้มด้วยเนี่ย เหมือนเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง แต่เนื้อไม้เขาเรียบจริงๆ กลมกลืนลื่น เพราะถูกกระแสน้ำพัดกัดซะจนเนื้อเนียน เขาให้ความรู้สึกถึงพลังของไม้ชิ้นนั้นที่ลอยน้ําทะเลมา คนเขาอาจจะหาว่าเราเว่อร์ แต่เราคิดว่าเราอาจจะได้ยินเสียงของคลื่น เสียงของปลาวาฬที่ไม้ชิ้นนั้นเคยเจอมาระหว่างที่ลอยอยู่กลางทะเลก็ได้
นี่คือเรื่องราวที่ไม่มีใครปิดกั้นเราได้
แล้วหลังจากนั้นเกิดงานศิลปะจากไม้ทะเลได้ยังไง
พอเราสนุกกับการที่ได้เอาไม้ไปลูบหน้า ทีนี้เกิดคําถาม แล้วถ้าเก็บมาอีกมากๆ อันนี้เราจะเอาไปทำอะไร เราก็เลยคิดว่าจะต้องเอาไปทำอะไรสักอย่าง ซึ่งที่จริงแล้วผมทํางานไม้ไม่เป็น
คือ ผมน่ะเป็นเจ้าของร้านหนังสือการ์ตูนให้เช่ามาตลอด 26 ปี ซึ่งหน้าร้านที่ว่างถ้าเราจะเอาไม้ที่เก็บมามาแขวนขายเลยเนี่ยก็จะเป็นอะไรที่ตลกเกินไปแล้ว เพราะใครๆ ก็เห็นว่าเป็นไม้เก็บมาจากชายหาด เพราะฉะนั้นจะต้องใช้หัวคิดสร้างสรรค์เข้ามาเกี่ยวข้องว่าจะแปรรูปไม้สวยๆ ให้เป็นอะไรดี?
เริ่มแรกผมก็ทํางานไม้ไม่เป็นเลยสักกะอย่างหนึ่ง ก็เลยเริ่มต้นจากการเอาไม้หลายๆ อันมาแขวนเป็นโมบายก่อน ดีกว่าแขวนอันเดียว เราก็เอาไม้ทะเลที่เก็บได้มาแขวนให้เป็นกลุ่มเล็กๆ เขาก็จะแกว่งดังก๊อกแก๊กนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี แล้วก็มีคนมาบอกว่า ไม่เคยเห็นใครทําอย่างนี้มาก่อนเลยที่แขวนอยู่หน้าหนังสือ เขาก็เลยซื้อไป
ทีนี้ไม้ชิ้นใหญ่เราก็อยากเก็บเหมือนกัน แต่ถ้าเก็บมาแล้วกองเต็มบ้านไม่ได้เอาไปทำอะไรแม่คงดุ วันหนึ่งไปเจอแบบเก้าอี้ที่ใช้ตะปูตอกไปเลย แปะไม้แผ่นๆไปเลย มันง่ายกว่าแบบเก้าอี้ที่เราเคยคิด หลังจากนั้นก็หันมาเก็บไม้ชิ้นใหญ่ๆ มาตลอดเลย เก็บทุกยี่ห้อของไม้แล้วก็เริ่มเอามาทำของชิ้นใหญ่ขึ้น เช่น พวกเก้าอี้ โต๊ะ โคมไฟ

นอกจากไม้ทะเลแล้วเก็บอย่างอื่นด้วยไหม?
ก็เริ่มด้วยเชือก เพราะชายทะเลก็มีเชือกด้วยนะ เชือกเก่าๆ ก็สวยเหมือนกัน สิ่งต่อมาก็คือ กระเบื้องทะเล หรือเศษกระเบื้องที่แตกๆ เวลาถูกน้ําทะเลขัด ขอบเขาจะเป็นมนหมดเลยไม่ต้องกลัวบาดมือ ผมเอาเศษกระเบื้องทะเลมาลองทําเป็นโมบายก่อน ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ทุ่นอวนมาทำผสม เวลาเศษกระเบื้องทะเลพวกนี้อยู่หน้าแสงอาทิตย์นะ แสงจะส่องผ่านสวยมาก เพราะว่าตัวกระเบื้องจะกรองแสงด้วยความเป็นฝ้าหน่อยๆ แต่ตอนนี้กระเบื้องแทบไม่มีแล้ว เมื่อก่อนผมเก็บมาเยอะมากแต่ขายไม่ค่อยได้ แล้วตอนหลังกระแสเขามาอนุรักษ์เรื่องรีไซเคิลกันน่ะ ผมทําจนหมดสต็อกเลย
ต่อจากกระเบื้องก็เก็บทุ่นอวนทะเลมา ซึ่งโดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ชอบพลาสติก มันทําใจยากมากครับ แต่ทุ่นอวนมีเป็นล้านๆ ชิ้นเลยแหละ เยอะซะจนเราคิดว่าจะเยอะไปไหน? พวกนี้มาจากไหนนัก? จะว่าของไทยอย่างเดียว ก็คงไม่ใช่แล้วมั้ง?
แล้วทีนี้ก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรามีกระเบื้องละ เราน่าจะมาผสมกับทุ่นอวน ซึ่งก็ขายได้ในระดับหนึ่ง แต่มากกว่านั้นคือ ผมภูมิใจมาก เป็นครั้งแรกที่ผมสามารถใช้ทุ่นอวนที่เรียกว่า พลาสติก เอามาเป็นส่วนหนึ่งในงานได้
อ้อ ลืมไป มีก่อนหน้านั้นที่ผมเอาทุ่นอวนมาทําเป็นพวงกุญแจ แล้วทีนี้โรงงานเขามาเห็น เขาเลยสั่งทําตั้งสองร้อยตัวไปสําหรับแจกของชําร่วยตอนปีใหม่ ช่วงนั้นกระแสการอนุรักษ์กับรีไซเคิลกําลังมาแรง ถึงขนาดคุณท็อป วราวุธ ศิลปะอาชา ที่เขามาเปิดงานที่โรงงานที่ซื้อพวงกุญแจเราไป เขาก็เอาพวงกุญแจโชว์ใส่ในกล้องในทีวี ซึ่งผมก็ดีใจนิดๆ แหละ

จริงๆ แล้วถนัดทํางานศิลปะแบบไหน?
ก็อย่างที่บอกไปว่าผมไม่เป็นอะไรเลยซักกะนิดเดียวนะ แค่เป็นคนที่ชอบธรรมชาติ ธรรมชาติเนี่ยก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งน่ะ
ต่อมาค่อยๆ ฝึกเอา ซึ่งถ้าถามผมตอนนี้นะ ผมถนัดทําโต๊ะ ทําเก้าอี้ แล้วก็แตกไปเป็นโคมไฟ เป็นอีกหลากหลายอย่าง เป็นที่แขวนกุญแจ เป็นที่ใส่หนังสือ เป็นอะไรที่เราก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี เอาเป็นว่า มันเป็นงานคราฟท์ทั้งหมด
แล้วที่บอกว่า ผมหลงรักไม้ทะเลมาก่อนที่จะมาทํางานศิลปะ เพราะเขาสวยมากจริงๆ สวยจนเราอดไม่ได้ที่จะต้องเก็บ จะต้องหยิบ จนบางทีทุกครั้งที่บอกจะไม่เก็บ แต่เขาก็สวยจนทําลายกําแพงที่เราบอกจะไม่เก็บ เพราะหนึ่งเราชอบมาก แล้วสองเขาเป็นเหมือนผู้นําสาร แล้วเราเป็นผู้อ่านสาร เขานําสารมาให้เราแล้ว ทําไมเราจะไม่ยอมอ่านสารน่ะ
อะไรคือสารที่ไม้ทะเลนํามา
อ๋อ ก็แค่ความสวยงามของเขาเป็นแบบสัจจะวัสดุ ลืมบอกไปงานของผม เป็นงานที่จะไม่เข้าไปตกแต่งเขามาก ถ้าเป็นไปได้จะไม่ตัดเลย เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์เราจะไม่ไปเปลี่ยนรูปแบบเขา เพราะว่าผมเห็นว่า ถ้ามีการตัดแต่งนิดเดียวน่ะ จะเกิดรอยตําหนิที่เราทําให้เขาลดคุณค่าของความงามลง ซึ่งจุดนี้ผมจะต้องคอยระวัง เพราะว่าเขาอุตส่าห์นําสารมาให้แล้ว ถ้าเราก็ยัง จะไปเปลี่ยนแปลงสารนะครับ มันรู้สึกไม่ให้เกียรติเขาด้วย

เคยตามหาที่มาของไม้ทะเลไหม
ไม้ทะเลเนี่ยถ้าจําแนกนะ ผมคิดว่ามีอยู่มากกว่าที่เราคิดด้วยซ้ำไป
อย่างแรกเลยก็คือ เป็นไม้จากธรรมชาติ ก็คือจากต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ เป็นต้นไม้ เป็นใบไม้ เป็นอะไรก็แล้วแต่แหละ ซึ่งเรารู้ใช่ไหมว่าทะเลติดต่อกับแม่น้ํา ลําคลองไง
ไม่ได้หมายความว่าเป็นต้นไม้ที่ขึ้นตามชายทะเลหรือตามเกาะแก่งอย่างเดียว แต่รวมถึงไม้ที่ไหลมาจากแม่น้ําต่างๆ ตามวัฏจักร แล้วก็ออกไปถึงทะเล ซึ่งบางอันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะออกสู่ทะเล แล้วก็กลับเข้าสู่ฝั่งในอีกหลายปีต่อมาเช่นกัน เรียกได้ว่ามาจากธรรมชาติ
ส่วนอย่างที่สอง ก็คือ ไม้เรือ เรือหาปลา เรือประมงในโลกเนี่ยแหละ เรือทําด้วยไม้อยู่แล้วการออกเรือนานๆ บ่อยๆ ก็ต้องมีไม้ที่ชํารุด ผุพัง แล้วเรือนี่ก็ต้องขึ้นบกมาปลดระวาง ผมจะจินตนาการว่า เวลาเราเอาเรือกลับเข้ามาแล้ว ไม้เนี่ยควรจะกลับสู่ทะเลเพื่อให้เขากลับสู่ที่ที่เขาเคยอยู่ ผมเดานะ ไม้เรือส่วนใหญ่จะเป็นไม้ทาสีมาแล้ว ในทะเลมีเยอะมาก เยอะจนแบบนับไม่ถ้วนเลย
นอกจากจากธรรมชาติจากเรือ แล้วอาจจะมีอีกอย่างนึง ซึ่งอันนี้เป็นที่น่าสงสัยกัน ก็คือไม้พาเลท หรือไม้โรงงาน ไม้ที่เขาเอาไว้รองอุปกรณ์ หรือเป็นที่ตั้งของ ที่นี้คําถามคือแล้วมันมาอยู่ในน้ําได้ยังไง อาจจะเพราะโรงงานส่วนใหญ่ก็จะอยู่ติดกับชายทะเลน่ะ โดยเฉพาะพวกท่าเรือ เขาจะใช้พวกนี้รองก่อน
นอกจากนี้แล้วก็มีพวกเชือก หรือหลอดไฟหลอดใหญ่ๆ ที่รูปร่างแปลกๆ ส่วนวัสดุอื่นที่เป็นขยะ อย่างเช่นขวดพลาสติก ถุงอะไรอย่างงี้ก็คือว่าผมไม่ได้ค่อยสนใจอย่างที่บอกแหละ พลาสติกมันไม่ให้ความรู้สึกที่ดีกับผม ผมมีความรู้สึกดีต่อเมื่อมือผมหยิบพลาสติกเหล่านั้นใส่ถังขยะ
เก็บของพวกนี้มากี่ปีแล้ว?
ถ้าจําไม่ผิดนะ เกิน 10 – 20 ปีแล้ว จากที่เก็บมานาน ผมว่าตอนนี้ชายหาดสกปรกกว่าเดิม
สกปรกกว่าเดิมตรงที่ว่ามันไม่ใช่ขยะที่มาจากทะเลอย่างเดียว แต่เป็นขยะที่คนที่ไปเที่ยวสร้างด้วย มันไม่เหมือนกันนะ ขยะใหม่ ขยะเก่าคนละอย่างกัน ขยะใหม่เนี่ยไม่ค่อยมีประโยชน์ด้วย ขยะเก่ายังพอมีประโยชน์ตรงที่ว่าจะมีพวกเพรียง พวกหอย พวกปะการังมาเกาะ ผมยังรู้สึกว่ามีเรื่องราว มีสตอรี่มีอะไรที่น่าค้นหาตลอดเวลา แต่ว่าของใหม่ๆ เนี่ย ผมก็เห็นแล้วมันไม่น่าดู
ส่วนใหญ่ผมจะเลือกเก็บขยะที่เป็นขยะเก่ามา เพราะผมอยากถ่ายทอดเรื่องพวกนี้แหละ ผมถึงขนาดพูดเล่นๆ กับลูกค้าเลยว่า คุณไม่ต้องซื้องานของผมก็ได้ แต่สักวันหนึ่งถ้าคุณได้ไปชายหาด ผมอยากให้นึกว่า คุณก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถเก็บไม้ทะเลสวยๆ แล้วก็เอาไปล้าง แล้วก็ไปไว้ที่บนหัวนอนของคุณได้
แล้วคุณก็จะลูบไปลูบมาว่านี่เป็นงานของฉัน ที่ฉันเห็นว่าสวยจริงๆ แล้วมีชิ้นเดียวในโลก ทุกครั้งเวลาคุณเข้าไปในห้องคุณ คุณจะมองงานชิ้นนั้น แล้วคุณจะบอกว่า ดีใจจังที่เราไม่ต้องจบศิลปะ เราก็เห็นความงามของสิ่งที่ธรรมดาได้
มีหนังอยู่เรื่อง ที่ผมไม่เคยลืมเลย เขาบอกว่า ความงามไม่เคยเรียกร้องความสนใจ ซึ่งผมก็อยากจะให้เขาได้รู้สึกเหมือนผมว่า ทุกครั้งที่เห็น คือ ไม้ทะเลธรรมดามาก ซุปเปอร์ธรรมดาเลย แต่ทําไมเห็นแล้วไม่รู้สึกว่าเบื่อนะ

ไม้ทะเลเกี่ยวโยงกับชีวิตคุณอย่างไร
ผมชอบตรงที่ว่าก็คงจะคล้ายๆ กันมั้ง เพราะว่าชีวิตก็คงไม่ได้ดีไปทุกอย่าง ชีวิตก็ผ่านคลื่นลมเหมือนกัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเนี่ยเป็นสิ่งที่ไม่เคยขึ้นกับเรามาก่อน ไม่ว่าเรื่องดีเรื่องร้าย ซึ่งถ้าเรามองในแง่ดีนะ ร้ายก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน
ดีตรงที่ว่า เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเรามาก่อนไง เราไม่สามารถเลือกได้หรอกว่าประสบการณ์ หรือเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับเรา จะเป็นแต่เรื่องดีอย่างเดียว มันเป็นไปไม่ได้ แล้วอีกอย่างเราอาจจะเป็นคนที่อ่อนแอด้วยซ้ำไป ถ้าเรามีแต่ประสบการณ์ที่ดี
มีพระอยู่รูปหนึ่ง เขาบอกว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ก็คือ การยอมรับสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ต้องไปตีลังกาคิด ไม่ต้องไปคิดถึงปรัชญาอะไรที่ลึกซึ้งหรือยากเย็นเข็ญใจเลย แค่ปรัชญาง่ายๆ คือ เราแค่ยอมรับมัน ซึ่งยากมาก แต่ถ้าเราไม่ฝึกนะ มันก็จะยากไปจนกว่าเราจะตายแหละ แต่ถ้าเราฝึก ไม่ต้องถึงกับยอมรับได้ทั้งหมดหรอก เอาเกือบได้แล้วกัน โอ้โห!! มันจะลดทอนคําว่ายากไปได้เยอะมาก แล้วเราจะมีความสุขกับชีวิตขึ้นกว่าเดิม จนเราจะหัวเราะ รู้งี้ฝึกตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนแล้ว

ผลงานที่ทำมา ชิ้นไหนที่อยากนำเสนอมากที่สุด
เป็นชิ้นที่เอาไม้ทะเลมาโชว์เฉยๆ แบบที่ไม่ทําอะไรเลยนอกจากเอามาตั้งไว้เฉยๆ เพิ่งเกิดขึ้นกับผมเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ก่อนหน้านี้ก็คือ ต้องทําเป็นเก้าอี้ โต๊ะ ชั้นวางรูปอะไรแล้วแต่แหละ แต่ชิ้นนี้เขามีความสวยของเขาน่ะ ถ้าเอาไม้อื่นมาประกอบก็ยังสวยอยู่แหละ แต่ว่าจะไปบดบังความสวยของชิ้นนั้นๆ
ผมก็เลยไปหาวิธีที่ทําให้เขาตั้งโชว์เฉยๆ ได้โดยการใช้เหล็กมาเป็นแกนอิง ซึ่งชิ้นนี้เขาเป็นไม้สีขาวที่ไม่ค่อยได้เห็น แล้วลุงตุ๋ยบอกว่า เขาเป็นไม้เทียนทะเล ซึ่งไม้เทียมทะเลเป็นไม้ที่ผิดกฎหมาย เป็นไม้ที่อยู่ตามเกาะแก่งหายากมาก เปลือกนอกเขาเป็นสีดําแต่เนื้อในเป็นสีขาว
แล้วชิ้นนี้เป็นไม้เทียนทะเลที่ลอยน้ํามาติดชายหาด แล้วดูรูปทรงของเขาสิ สวยมาก จนแบบว่า โอ้! ผมบอกเลยว่า นี่เป็นผลงานชิ้นเอกของธรรมชาติ แล้วเขามีเพรียงเกาะด้วย ตัวเพรียงคือ เป็นคล้ายๆ ปลวกชนิดหนึ่งของทะเล ที่ว่าชอนไชเข้าไปเนื้อไม้เพื่อฝังลูกอะไรแบบนั้น
ชิ้นนี้ไม่มีการปรับแต่งอะไรเลย เป็นชิ้นหนึ่งของผมที่ผมภูมิใจมาก
คาดหวังอะไรกับการทำงานศิลปะเหล่านี้ไหม
ผมคาดหวังอยากจะให้คนรุ่นใหม่หลายๆ คน ได้ ‘รู้สึก’ ไม่ใช่แค่ ‘มองเห็น’ อย่างเดียว อยากให้ได้รู้สึกเหมือนกับที่ผมได้รู้สึก
‘มองเห็น’ อาจจะมองเห็นไปอย่างนั้นแหละ แต่ว่า ‘รู้สึก’ เนี่ยคนอาจจะรู้สึกไม่ได้ เพราะว่าก็อาจจะไม่เคยมีความรู้สึกกับการรักธรรมชาติเหมือนที่ผมบ้ามาก่อนน่ะ เพราะว่าอาจจะเป็นเพราะผมเดินทางต่างประเทศคนเดียวมาด้วย

ในอนาคตอยากทําอะไรต่อ
ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่อยากจะทํามากนัก นอกจากจะปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ตอนนี้ผมมาชอบต้นไม้ธรรมดาๆ ที่เอามารวมกันกับงานไม้ทะเล เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลย โอ้โฮ! พอเอาต้นไม้มาปลูก เขาเลยเป็นเหมือนสิ่งที่กําลังจะโรยรา แต่ก็กําลังให้กําเนิดสิ่งใหม่ด้วย
อีกอันหนึ่งกําลังจะไปสู่จุดจบ แต่อีกอันหนึ่งกำลังเริ่มต้นชีวิต ผมเริ่มเอาต้นสับปะรดอากาศเข้ามาในงานไม้ มันเข้ากันมากเลย เพราะต้นอันนี้เหมาะมากที่จะเอามาเกาะงานไม้ทะเลของผม
หลายๆ คนมองว่าไม้ทะเลพวกนี้เป็นขยะ คุณคิดยังไง
ผมเคยถามตัวเองเหมือนกัน เพราะว่าถึงแม้มันเป็นธรรมชาติ แต่ถ้ามีเยอะๆ ก็เป็นขยะได้เพราะว่าขวางหูขวางตา ขวางความรู้สึก เรื่องนี้เนื่องมาจากผมเคยไปเที่ยวกับคนต่างชาติที่ประเทศลาว เราไปเข้าป่ากัน แล้วผมกินส้ม ผมก็ปอกเปลือกส้มโยนลงพื้นทางเดิน
ทีนี้ฝรั่งก็บอกว่าทิ้งทําไม ผมบอก อ๋อ ธรรมชาติ เดี๋ยวมันก็ย่อยสลายไปเอง ฝรั่งบอก ถูกต้อง คุณพูดถูก แต่ว่าคุณทําให้เส้นทางนั้นน่ะ ดูไม่ธรรมชาติแล้ว ทําไมคุณไม่ทิ้งข้างๆ ทาง ที่คุณพูดมาไม่ผิดหรอกที่ว่าเดี๋ยวมันก็สลายไป แต่ว่ามันก็ไม่ได้สลายวันนี้ เพราะฉะนั้นน่ะ คุณช่วยทิ้งไปข้างๆ หน่อย
เช่นเดียวกัน ธรรมชาติที่เราคิดว่ากิ่งไม้เป็นธรรมชาติ แต่ว่าถ้าเยอะเกินไป ถ้าถามผมน่ะก็เป็นขยะ แต่ว่าไม่เชิงขยะที่อยู่ในความหมายที่เราเข้าใจใช่ไหมครับ อย่างพลาสติกหรือโรงงานขยะอะไรงี้ แต่เป็นขยะที่เอาไปใช้ทําอย่างอื่นได้

เวลาเดินชายหาดแล้วเจอขยะ กังวลไหม
เมื่อก่อนเคยกังวล แล้วสิ่งที่ผมได้มาคือ มันไม่มีประโยชน์เลยกับการที่เรากําลังกังวล อย่างหลายวันก่อนผมได้ยินฝรั่ง ซึ่งเขาบอกประโยคหนึ่งว่า ช่วงเวลาที่มีความกล้าหาญที่สุดคือ ช่วงเวลาที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นอะไรที่ผมได้ยินแล้วก็อมยิ้มในใจว่า โอ้ ถ้าเจอประโยคนี้มาก่อน ป่านนี้ก็คงไม่ต้องมากังวลมาตั้งนานแล้ว
งานศิลปะที่คุณกำลังสร้าง มีผลต่อความเข้าใจเรื่องธรรมชาติมากน้อยแค่ไหนบ้าง
อ๋อ ถ้าถามมีผลไหม? มีผลเยอะมากเลย เพราะว่าหลายคนเขาบอกว่าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ไม้ที่ลอยน้ําทะเลที่ว่าติดชายหาดที่เขาเดินผ่านทุกครั้งๆ จะสวยได้ขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะว่างานของเราทําให้เขาไม่มองผ่านไม้ที่อยู่ชายหาดอีกต่อไปแล้ว
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนทัศนคติของคนได้เยอะมาก ผมหวังว่าอาจจะบอกต่อ คนไปเรื่อยๆ แล้วผมรู้สึกภูมิใจกับการเปลี่ยนทัศนคติคนได้มาก
คุณรู้สึกยังไงบ้างกับเรื่องสิ่งแวดล้อมของระยอง มีอะไรอยากฝากบอกไหม
บ้านเมืองเยอะขึ้นนะ ที่ว่างที่เคยเป็นที่ที่เราจอดดูความว่างของพื้นที่ก็เต็มหมดแล้ว ความว่างเปล่าหายไป ที่ที่เราได้คุยกับนก คุยกับหมา คุยกับต้นไม้ คุยกับดอกไม้ข้างทางไม่มีอยู่แล้ว
สุดท้ายอยากจะบอกอีกอย่างหนึ่ง คือ มนุษย์ทุกวันนี้เราอาจจะแก้ตัวว่า เพราะบ้านเรามีพื้นที่น้อย เราก็เลยต้องใช้พื้นที่ให้ได้เต็มสูงสุด จะไปบอกว่าต้องเหลือพื้นที่ว่างไว้ให้สิ่งแวดล้อม ให้มันได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะทุกคน สมัยนี้เขาคิดว่าการอยู่ในที่ว่างๆ โล่งๆ ไม่มีประโยชน์ต่อพวกเขา ก็คือเขาบอกว่าเดี๋ยวตอนกลางวันก็ร้อนก็สร้างหลังคาดีกว่า ตอนกลางคืนเราก็เข้าบ้านแล้ว
แต่สําหรับผมน่ะ ตอนกลางวันอาจจะร้อน แต่เราก็ปลูกต้นไม้ได้ อย่างน้อยเราก็เห็นดวงอาทิตย์ ให้แสงอาทิตย์เข้ามา ส่วนตอนกลางคืนน่ะ สามารถดูดวงจันทร์กับดวงดาวได้ด้วย แต่น่าเสียดายที่คนเมืองตกเย็นปุ๊บ เขาจะเข้าบ้านแล้วไม่ออกมาอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นจะมีที่ว่างเพื่ออะไร? ซึ่งผิดแล้ว เพราะว่าจิตใจคนเราไม่สามารถหาสิ่งที่อยู่ในบ้านมาช่วยเราได้ ต้องให้ธรรมชาติช่วยเรา ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด แสงจันทร์ หรือดวงดาว หรือสายฝน ผมก็เลยอยากจะบอกใครหลายๆ คนว่า นอกจากในจิตใจแล้วขอให้คุณมีพื้นที่ว่างข้างนอกด้วย เพราะว่ามันมีส่วนช่วยข้างในของคุณได้มากจริงๆ
แล้วสักวันหนึ่งคุณก็จะบอกกับตัวเองว่า ดีใจจัง ที่มีสวนเล็กๆ มีที่ว่างเล็กๆ ไว้ออกมาเพื่อที่จะแหงนมองท้องฟ้า แล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรอึดอัด ไม่มีอะไรบดบังเรา
ผมอยากจะบอกตรงนี้แหละ

ปัจจุบันร้านศิลปะเล็กๆ ของทอง ย้ายจากระยองแกลเลอรีที่ถนนยมจินดา ไปเปิดร้านเล็กๆ ที่ถนนราษฎร์บำรุง (ถนนสายล่าง) อ.เมืองระยอง จ.ระยอง ใกล้กับแสงทอง ซูปเปอร์เซ็นเตอร์ โดยเปิดวันศุกร์ถึงอาทิตย์ ใครที่เดินทางไป สามารถสังเกตงานศิลปะเล็กๆ จากไม้ทะเลของเขาได้ และชวนไปอุดหนุนกัน
กูเกิ้ลแมพ https://maps.app.goo.gl/Bnf1fngFi1aKEcfq7



