/

‘ตายไปแล้วก็คงไม่เห็นการฟื้นฟู’ เสียงจาก เทียบ สมานมิตร ผู้เติบโตมาตั้งแต่วันที่ไม่มีโรงงานติดกำแพงบ้านจนถึงวันที่เพลิงไหม้จ่อประตู

“ยิ่งสู้ยิ่งแย่ ต้นไม้ก็เสียไปเกือบหมด สู้ตั้งแต่แค่มีเรื่องน้ำเสีย จนตอนนี้ต้นยางไม่เหลือเลย”

 

นี่คือเสียงของ เทียบ สมานมิตร หนึ่งในชาวบ้านหนองพะวา ที่มีสวนยางพาราอยู่ติดกับโกดังเก็บกากสารเคมี ของบริษัท วิน โพรเสส

เทียบ สมานมิตร คือชายอายุ 68 ปี ที่เติบโตมาในพื้นที่บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และได้รับที่ดินตกทอดมาจากครอบครัว ซึ่งเขาไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งพื้นที่ของเขา จะกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเสี่ยงกับมลพิษจากโรงงานที่เขาและคนในชุมชนไม่เคยอยากได้

เขาคือคนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของหนองพะวาตั้งแต่ก่อนมีโรงงานเข้ามาก่อตั้ง จนถึงวันที่โรงงานถล่มจมในกองเพลิง และทิ้งร่องรอยสารพิษไว้กับสิ่งแวดล้อม ทิ้งความหวาดผวาให้กับคนหนองพะวา และทิ้งความเจ็บปวดไว้กับตัวเขา ที่ไม่สามารถทำอะไรได้กับพื้นที่บ้านเกิดที่เขารัก

ชวนไปฟังและสัมผัสกับเรื่องราวของคนภาคตะวันออกที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่อยู่ติดกับอุตสาหกรรมโดยที่เขาไม่ได้เลือก

ชุมชน วัด โรงเรียน โรงงาน

ชื่อของหนองพะวา อาจไม่ได้อยู่ในการรับรู้ของใครต่อใครมากนักก่อนหน้านี้ จนกระทั่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ของบริษัท วินโพรเสส ที่ทำให้ภาพหนองพะวาในกองเพลิงสารเคมีพิษกลายเป็นภาพติดตาของคนทั่วประเทศ

แต่คนในพื้นที่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่ ‘หนองพะวา’ ที่เขารู้จัก

เทียบเล่าย้อนให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ชุมชนหนองพะวานั้นเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ อยู่แล้วมีความสุข เขาคือหนึ่งในคนที่เรียกได้ว่าเติบโตมากับชุมชนนี้ “หนองพะวาก่อนหน้านั้นอุดมสมบูรณ์มากนะ ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ งานลอยกระทงที่วัดหนองพะวา คนก็มาเป็นหมื่น พ่อค้าแม่ค้าเต็มไปหมดเพราะมันขายได้ โรงเรียนวัดหนองพะวาก็เคยเป็นต้นแบบโรงเรียนในฝันลำดับต้นๆ ของจังหวัด ศูนย์เด็กเล็กก็มีเด็กเป็นร้อยๆ คนเลย”

“สมัยเด็กๆ เคยเลี้ยงวัวเลี้ยงควายอะไรอยู่แถวนี้แหละ ข้าวน้ําสมบูรณ์ พอโตขึ้นมาก็ตอนนี้ก็ทำสวนผลไม้ หลังจากปลูกผลไม้แล้วมาช่วงนึงยางมันแพงแล้วก็ตัดสินใจเอาผลไม้ออกปูยาง”

นั่นคือภาพก่อนโรงงานจะเข้ามา ซึ่งเทียบเองมองว่าวิถีชีวิตที่เคยมีก็ยิ่งชัดเจนว่าโรงงานไม่ควรเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของชุมชน “พอเห็นภาพ วัด โรงเรียน ชุมชนตรงนี้ มันก็อยู่ด้วยกันดี แต่พอโรงงานมา ทุกอย่างเปลี่ยน”

การเข้ามาของวิน โพรเสส

“ก่อนนั้นมีบริษัทหนึ่งที่เขาจะเข้ามา เป็นบริษัททําอุปกรณ์ไฟฟ้า ตอนนั้นก็ไม่สบายใจแล้วนะ เพราะว่าบริษัทพวกนี่ต้องมีสารอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่เขาก็ล้มละลายเจ๊งไป”

เทียบเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตคนหนองพะวาที่เริ่มมีโรงงานเข้ามาพัวพัน ซึ่งแม้โรงงานที่เข้ามาครั้งแรกจะล้มเลิกไป แต่แล้วหายนะลูกใหม่ของหนองพะวาก็เข้ามาแทบจะในทันที เมื่อบริษัท วิน โพรเสส ได้ซื้อต่อที่ดินจากบริษัทดังกล่าว และเริ่มก่อตั้งโรงงาน

“ชาวบ้านก็ไปคัดค้าน มีการทำประชาคม โรงงานเขาก็สอบไม่ผ่านสองรอบนะ แต่รอบสามเริ่มมีแปลกๆ คือปกติมันจะเป็นคนในท้องที่มาลงชื่อ แต่ประชาคมรอบสาม คนในท้องที่รู้น้อยมาก กลายเป็นคนที่อื่นมาทำ แล้วเขามาก็รับเงิน ตอนนั้นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ชาวบ้านเริ่มต่อสู้กัน เพราะแค่ตอนนั้นมันเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว”

นี่คือเรื่องราวที่ชาวบ้านหนองพะวาต้องเผชิญ เมื่อสุดท้ายบริษัท วิน โพรเสส สามารถดำเนินกิจการได้ แม้จะยังไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งระหว่างทางนั้นเทียบและชาวบ้านส่วนหนึ่งก็พยายามรวมตัวต่อสู้คัดค้านมาตลอด ยังไงก็ตาม ผลลัพท์ของการต่อสู้ คัดค้านปกป้องบ้านเกิดกลับไม่เป็นผล แต่สิ่งที่ส่งผลมากกว่าคือกลิ่นสารเคมี และสภาพแวดล้อมที่ค่อยๆ เสื่อมโทรมลง

“กลิ่นตอนนั้นเริ่มมา ตอนแรกกลิ่นเหม็นอยู่เกือบเดือน จนมีเจ้าหน้าที่เข้ามา แล้วก็ขุดเจอสารพิษ รวมไปถึงสระน้ำของลุงเทียบที่อยู่ติดโรงงานก็เริ่มเสีย พอปี พ.ศ.2555 – 2556 ต้นยางของลุงเริ่มตาย ตอนแรกลุงก็แบบ ช่างมัน น่าจะตายธรรมชาติ แต่พอมาปี  พ.ศ.2561- พ.ศ. 2562 ก็เริ่มรู็สึกว่าไม่ใช่ละ มันตายเยอะมากเลย ขยายเป็นวงกว้างเลย สวนข้างๆ ก็เริ่มเป็น”

นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผลกระทบเริ่มเห็นประประจักษ์ขึ้น และทำให้เทียบเริ่มทิ้งบ้านที่สวนยางและย้ายไปอยู่ห่างจากโรงงานมากขึ้น

“เพราะกลิ่นค่อยๆ เหม็นมากขึ้นทุกวัน เสื้อผ้าตากไว้ข้างนอกไม่ได้เลย ตากไว้นี่แทบเอามาใส่ไม่ได้ แม้ว่าอากาศจะปกติ กลิ่นมันเหมือนแอมโมเนีย หรือสารอะไรไม่รู้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล แต่ขึ้นอยู่ว่าวันนั้นโรงงานจะทําอะไร มันจะรู้เลยว่ามีผิดสังเกตคือ กลิ่นจะมาก่อนฝนตก ยิ่งกําลังฝนตกหนัก กลิ่นจะฉุนชัดเจนมากเลย และกลิ่นไม่ซ้ํากันด้วย”

จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ชีวิตของคนหนองพะวาเริ่มเข้าสู่สภาวะไม่ปกติในที่สุด

“เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราเข้าไปในที่ดินเขาไม่ได้ ก็จะเห็นแต่ว่ามีการบรรทุกอะไรมา แล้วส่วนมากก็ชอบมาตอนกลางคืน ช่วงดึกๆ บางทีก็เครียดเหมือนกันนะ คือมันเห็นว่าเขาเทสารอะไรบ้าง แต่เมื่อก่อนพูดไม่ได้เลย ตอนนี้พอพูดได้บ้าง”

สารเคมีที่ส่งพิษไปยังพื้นที่และความสัมพันธ์ของผู้คน

“พอโรงงานเข้ามามันก็ทำให้ชุมชนแตกกัน” เทียบเล่าให้ฟัง พร้อมขยายความต่อว่า “เหมือนชาวบ้านแยกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่สนับสนุนโรงงาน กับฝ่ายคัดค้าน ฝ่ายคัดค้านก็ค่อยๆ ล่มสลายแทบไม่เหลือจริงๆ ที่สู้กันหลังๆ มีไม่กี่คน” หลังฟังเรื่องราวของเทียบ ก็ทำให้เห็นภาพการเข้ามาของบริษัท วิน โพรเสส ที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ให้เสื่อมโทรมลง แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคนในชุมชน

แน่นอนว่าสิ่งนี้นำมาซึ่งความอึดอัด เทียบยอมรับว่าหลังจากเลือกจะต่อสู้คัดค้านกับโรงงาน ชีวิตก็ลำบากมากขึ้น เพื่อนฝูงค่อยๆ หายไปหมด “ไม่มีใครอยากมาคุยกับลุงเลย อย่างเวลาเขานั่งกัน 4-5 คน นี่พอลุงเทียบเข้าไป เขาก็จะหายไปทีละคน ทีละคน เพราะเขากลัวเรา มันมีคนอยู่ฝั่งโรงงานเขาก็ออกไปพูดว่าลุงเทียบมันร้าย มันฆ่าคน มันติดคุก อย่าไปยุ่งกับมัน ลุงโดนมาตลอด”

นี่คือสิ่งที่โรงงานได้ทิ้งสารพิษที่เรื้อรังไปทั้งสภาพแวดล้อมและผู้คนที่หวาดระแวงกันและกัน

ไฟลุกโหมหนองพะวา วันที่ใครๆ ก็รู้ว่ามันจะเกิด

และแล้วภาพของกองเพลิงมหึมาก็เกิดขึ้นในวันที่ 22 เมษายน 2567 ในบริษัทวินโพรเสส ซึ่งกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่อาจแน่ใจว่าเปลวเพลิงนั้นสงบลงแล้ว เพราะหากเดินเข้าไปในโรงงาน ก็อาจจะยังได้พบกับควันคุกรุ่นในบางจุด

“วันนั้นทำอะไรไม่ถูกเลย ทั้งๆ ที่ลุงก็ทำใจไว้แล้วว่าวันหนึ่งไฟจะไหม้”

เทียบบอกให้ฟังถึงช่วงเช้าวันเกิดเหตุ หลังจากทานข้าวเช้าอยู่ หลานของเขาก็รีบขับรถมาหาและบอกว่าเกิดเหตุไฟไหม้ ควันโขมงก้อนใหญ่ วินาทีนั้นเทียบทำได้เพียงขับรถกระบะคันเก่า บรรทุกน้ำถัง 1000 ลิตร เพื่อมาเฝ้าระวังสวนยางของตัวเองที่ตั้งอยู่ติดกับโรงงาน วินาทีนั้นเทียบบอกว่าทำอะไรไม่ถูก ได้แต่พยายามหยิบนู่น เตรียมนี่ แม้ชาวบ้านจะบอกกับเขาว่าไม่ต้องทำอะไร ถ้าเกิดเหตุเดี๋ยวรดฉีดน้ำของเข้ามาช่วย

“แต่เราก็ไม่สบายใจ ก็เตรียมไว้ก่อนกับคนงาน วันนั้นเหนื่อยจะเป็นลม” เทียบเล่าโดยที่ยังคงมีน้ำเสียงถึงความเหนื่อยล้าและตกใจหลงเหลือตั้งแต่วันเกิดเหตุ

ในขณะเดียวกันเมื่อถามถึงการจัดการของรัฐในวันที่เกิดเหตุ เทียบก็เล่าอย่างตรงไปตรงมาว่าเขามองไม่เห็นความเตรียมพร้อมของรัฐเลย

“การวางแผนอะไรก็ไม่มี แค่รถจะเข้าไปดับไฟก็มาจอดรอเป็นชั่วโมง สองชั่วโมง ถึงจะเข้าไปดับได้ คือมันเป็นร่องสวน รถมันเข้าไม่ได้ จะไปดับยังไง แล้วไม่มีคนสั่งการว่าให้เอาดินมาถม มาทำทางเข้า จนชาวบ้านต้องตัดสินใจกันเอง สั่งดินมาเลย ต้นยางก็ตัดไปก่อนเลย ถึงเข้าไปดับได้”

นอกจากนี้เทียบยังเล่าอีกว่าวิธีการเข้ามาดับเพลิงก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวางแผนจนทำให้เกิดความล่าช้า เพราะไม่รู้ว่ามีสารเคมีอะไรบ้าง ทำให้การใช้น้ำดับไฟไม่ค่อยเกิดประโยชน์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เทียบบอกว่าเพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการซ้อมแผนดับเพลิงกันเลย

“แค่จะพูดเรื่องความเสี่ยงของโรงงานว่าไฟจะไหม้หรือไม่ไหม้ ยังไม่มีเลย ไม่เตรียมการอะไรเลย การจัดการเช่นการขนย้านสารก่อนหน้าก็ยังไม่มีแผน อุตสหากรรมจังหวัดก็บอกแค่ว่าไม่มีงบ เขาก็เลยไม่เข้ามายุ่ง อบจ.ไม่เคยเข้ามาเลย”

นั่นทำให้ทุกอย่างกลายเป็นโศกนาฏกรรมของหนองพะวาที่ชาวบ้านต่างรู้ว่าจะเกิด แต่ไม่เคยได้รับการรับฟัง และแม้จะเกิดเหตุไปหลายวันแล้ว แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความคลุมเคลือของการจัดการ ซึ่งเทียบก็บอกอย่างน้อยใจถึงการเยียวยาที่พวกเขาไม่เคยได้รับว่า

“ทำไมตอนน้ำท่วม ภัยแล้ง งบมันออกเร็วจัง แต่อันนี้เป็นเรื่องอันตรายขนาดนี้ ทั้งสารพิษ ทั้งสิ่งที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบ หนักกว่าเยอะ อย่างน้ำท่วม ไม่กี่วันได้เงินเยียวยาละ แต่กลับไฟไหม้สารเคมี ดันประกาศเหมือนไฟไหม้บ้านธรรมดาๆ มันควรรีบเร่งหางบเข้ามา ผมก็ไม่เข้าใจนะ”

ประชาชนผู้เสียสละ (ตลอดเวลา)

“ก็ต้องทนอยู่ต่อไป เพราะมันไปไหนไม่ได้” นี่คือสิ่งที่เทียบต้องเผชิญอยู่จนถึงวันนี้ ในวันที่บ้านเกิดไม่ปลอดภัย แต่ก็ไม่สามารถไปไหนได้ กลายเป็นชาวบ้านที่ต้องเสียสละชีวิต ความปกติ ความสุข ให้กับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ต้องการแต่แรกอย่างการเข้ามาของโรงงาน

เทียบเล่าให้ฟังถึงข้อมูลผลกระทบที่พวกเขาต้องทนอยู่ต่อไปว่า “เจ้าหน้าที่ที่มาเจาะดูบาดาล เขาเล่าให้ฟังก็น่ากลัวอยู่นะ สารมันอยู่ลึกไปกว่า 10 เมตรเลย เจอหมด มีโอกาสไปหลายกิโลเลย หรือตอนนี้ฝนตก น้ำเจิ่งนองเต็มไปหมด แล้วถ้าเอาไม่อยู่ จะทำยังไง มันหนักกว่าเก่าหลายสิบเท่า ก่อนหน้ามันแค่เจือจางใช่ไหม แต่ตอนนี้มันสารเคมีเต็มๆ”

ไม่ใช่แค่พื้นที่ของประชาชน แต่พื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านใช้ร่วมกันอย่างสระน้ำของหมู่บ้านก็ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป เพราะเต็มไปด้วยสารเคมี

แต่ที่มากไปกว่านั้นคือไม่มีใครสามารถฟ้องร้องแทนพื้นที่สาธารณะได้ แม้จะเป็นของใช้ร่วมกันในชุมชน เพราะสุดท้ายผู้ที่จะสามารถยื่นฟ้องได้ก็คือหน่วยงานรัฐอย่างอบต. ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ

“สระน้ำสาธารณะนี่ก็ได้รับผลกระทบ กรมมลพิษเขามา เขาก็ถามนะว่าในส่วนของสระนี่อยู่ในการฟ้องร้องไหม แต่มันติดตรงที่สระน้ำนี้ อบต.ดูแลอยู่ อบต.ก็บอกกับชาวบ้านว่าส่งฟ้องแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เงียบเหมือนกัน เลยไม่แน่ใจว่าฟ้องจริงไหม ถ้าฟ้องชาวบ้านก็ต้องรู้บ้าง ลุงเทียบเคยถามเขา เขาบอกว่ายังไม่มีหลักฐาน ลุงเทียบก็บอกว่า นี่มาเอาหลักฐานที่นี่ มีเยอะแยะไปหมด ชัดเจน ละเอียด”

ซึ่งในสายตาของเทียบ นี่คือปัญหาใหญ่ เพราะสระนี้เป็นสระของชาวบ้าน เป็นสระที่เคยอุดมสมบูรณ์ ต่อให้เป็นภัยแล้ง สระนี้ก็ไม่เคยแห้ง ใช้กับเกือบทั้งตำบล แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นพื้นที่อันตรายไปแล้ว

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือหลังเกิดเหตุชาวบ้านยังต้องคอยเสียสละไม่หยุด โดยเฉพาะเทียบ ที่เกือบเสียที่ดินให้กับอบจ. เพื่อขุดบ่อรองรับน้ำเสียจากโรงงาน โดยไม่มีการขออนุญาตก่อน

“เขาไม่เคยมาคุยเลย อยู่ๆ ก็มาชี้ว่าเอาตรงนี้ ไม่ได้ถามเราเลย แล้วเอาหนังสือมาให้ลุงเทียบเซ็น ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ เราเลยถ่ายรูปส่งให้มูลนิธิบูรณะนิเวศที่ดูแลเราดู เขาก็เลยมาช่วย ส่งทนายมาคุย อบจ.ก็เลยยกเลิกไป”

“คือถ้าลุงอยู่คนเดียวจะทำยังไง แล้วผู้ว่าฯ เขาก็พูดว่ามันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน จะเอาพื้นที่ตรงไหนก็ได้ เราก็อึ้งเลย คือเขามองว่าตรงนี้ต้นยางตายหมดเลย ก็เอาเลย ตอนนั้นพูดไม่เป็นเลย จะไปขัดขืนอะไรก็ไม่ได้ เพราะมันเกิดขึ้นเร็ว แล้วยังไม่ทันได้คุยอะไร เพราะเขาเอาแม็คโครมาเกลี่ยแล้วแบบนี้”

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอด เทียบเองก็ยอมรับว่านำพามาซึ่งความเครียดมหาศาลต่อตัวเขา “บางทีมันเครียดมากจนรับไม่ไหว มีบางครั้งขับรถอยู่แล้วมันลืมไปเลยว่ากำลังขับรถ ก็ขับไปชนเกาะกลางจนรถพัง มันเครียดมาก”

ความไม่ปกติ ที่ถูกทำให้ปกติ

อาจจะบอกได้ว่าชีวิตของคนหนองพะวาคือการอยู่ในความไม่ปกติจนเป็นเรื่องปกติ เพราะหากย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่โรงงานมาตั้งในพื้นที่ชุมชน จนถึงวันนี้ ก็ดูเหมือนว่าเสียงของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจะไม่เคยถูกได้ยิน

“สองปีกว่าแล้วที่ฟ้องชนะคดี แต่ไม่มีการเยียวยาเลย” เทียบบอกให้ฟัง “เขาก็พูดเกือบทุกที่แหละว่าจะเยียวยา แต่มันก็เงียบ ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ เพราะเจ้าของโรงงานเขาก็บอกว่าล้มละลายแล้ว แล้วเงินตั้ง 20 ล้าน ใครจะมาจ่าย จะเอาเงินหลวง หลวงก็จะให้เหรอ อย่างเขาบอกว่าเอาเงินหลวงไปจัดการก่อนแล้วเดี๋ยวเก็บคืนกับโรงงาน คิดว่ามันจะได้เหรอ”

นั่นคือน้ำเสียงของความหมดหวังต่อการช่วยเหลือทั้งจากรัฐ และความรับผิดชอบของโรงงานที่เทียบมองไม่เห็นอีกต่อไปว่าจะมีการชดเชยเยียวยาได้อย่างไร

นอกจากนี้ในเส้นทางของการเรียกร้องต่อสู้เพื่อบ้านเกิดยังเต็มไปด้วยความยากอีกหลายด่านที่เทียบประสบมาทุกทาง “ก่อนหน้าก็เคยออกไปประท้วง เรียกร้อง ชนกับหน่วยงาน ทำมาหมดแล้ว ไม่ได้ผลสักอย่าง เสียเวลาเปล่าเลย ก็มีอาจารย์คนหนึ่งมาแนะนำว่าให้ลองคุย ต่อรอง บอกวิธีให้รัฐจัดการ เอากฎหมายไปสู้ เน้นพูดคุยประสานงาน มันถึงพอเดินหน้าได้บ้าง แต่ก็ไม่มาก”

“ถ้าเราไปชนเขา เขาก็ชนเรา อย่างชาวบ้านไม่รู้เรื่องกฎหมายเลย เผลอโดนจับ ติดคุก นัดข้อหาคดี ทำไง เพราะเราไม่มีหลังที่จะพิง จะไปปรึกษาใครได้ เขาก็หิ้วติดคุกกันหมดถ้าชน มันมีกฎหมายเยอะ กฎหมายก่อม็อบ มีหมด โดนกันหมด แล้วไวด้วย”

เรื่องนี้คืออีกเรื่องที่ไม่ปกติ แต่ถูกทำให้เป็นปกติ เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิด ไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ ด้วยอำนาจที่ไม่เท่ากันในสังคม

ตายไปแล้วก็อาจยังไม่เห็นการฟื้นฟู

ผ่านมามากกว่า 1 เดือนแล้วกับเหตุการณ์เพลิงไหม้ แต่เทียบยอมรับว่าท้อและเหนื่อยไม่น้อย เขามองว่าเรื่องนี้ไม่ควรเกิด และชาวบ้านไม่ควรได้รับผลกระทบแต่แรก หากรัฐรับฟังเสียงประชาชน และขนย้ายหรือกำจัดสารเคมีออกไปตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้วที่ีมีการฟ้องชนะคดี

“จริงๆ ของอายัดมาตั้ง 3 ปีแล้ ก็ควรจะจัดการไปตั้งนานแล้ว ทำไมไม่ทำ ถ้าทำมันก็จบไปนานแล้วใช่ไหม ไม่ต้องมาเดือดร้อนกันขนาดนี้ ไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้ ถ้าตัดต้นตอไปตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้ว งบประมาณก็ไม่ต้องเอามาใช้ งบหลวงอะไรก็ไม่ต้องเอามาลง แค่หางบมาบำบัดมันก็จบไปแล้ว นี่ปล่อยจนแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว”

เทียบยังเสริมต่อด้วยว่าตอนนี้การเยียวยาคงเกิดขึ้นได้ยากกว่าเดิม “การเยียวยาพื้นที่ 700 – 800 ไร่ จะทำยังไง เพราะคนที่เสียหาย มันไม่ใช่แค่ 15 คนที่ยื่นฟ้องแล้ว มันหลัก 40 -50 คน ที่เดือดร้อน แล้วเบื้องต้นตอนกรมควบคุมมลพิษมาคำนวนเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ยังต้องใช้เงินฟื้นฟูกว่า 1.3 พันล้านเลยนะ แล้วตอนนี้จะเท่าไหร่ล่ะ แล้วใครจะมาทำ เพราะแค่งบขนย้ายแค่ 10 กว่าล้าน ยังไม่มีเลย”

ซึ่งเทียบมองว่าในขณะที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ระยองมีโรงงานมากมาย น่าจะมีการเก็บภาษีได้จำนวนมาก เหตุใดจึงไม่มีงบประมาณในการจัดการ หรือช่วยเหลือเยียวยาเลย รวมไปถึงการจัดการกับผู้กระทำผิดก็เงียบหาย ทุกวันนี้ยังลอยนวล

เทียบบอกต่ออีกว่า “แทนที่จะจัดการตั้งแต่ตอนชาวบ้านคัดค้าน แต่นี่ชาวบ้านคัดค้านแต่ดันออกใบอนุญาตมาเป็นแผงเลย ปีเดียว 3 ใบ ชาวบ้านก็รู้สึก ตายแล้ว ให้ทำไง ยิ่งสู้ยิ่งแย่ ลุงเทียบนี้ต้นไม้ก็เสียไปเกือบหมด สู้ตั้งแต่แค่เรื่องน้ำเสีย จนตอนนี้ต้นยางไม่เหลือเลย”

เรื่องนี้นำมาซึ่งความเครียดของคนในชุมชน โดยเฉพาะกับเทียบที่บอกว่า “บางทีนอนร้องไห้ ไม่รู้จะไปพูดกับใคร จะปรึกษาใคร เคยบอกกับคนที่มาช่วยว่า ลุงเทียบไม่ไหวแล้ว มันรู้สึกสมเพชนะ อย่างหลานเขามีที่นิดเดียว เคยมีอาชีพปลูกผัก ตอนนี้ปลูกไม่ได้ตายหมดเลย ต้องไปเก็บขวดส่งลูกเรียน อาชีพมันหายไปเลย วุฒิก็ไม่ถึง ไปทำงานที่ไหนก็ไม่ได้ เราร้องไห้เลยนะ”

“หรืออย่างป้าที่อยู่ข้างบ้านกัน เป็นไตระยะสุดท้าย แกก็หวังเงินเยียวยาจะมาช่วย แต่ไม่มีลงมาเลย ไม่มีความหวังเลย หลานเขามาถามลุง ลุงก็บอกได้แค่ก็ต้องทำใจ”

นี่คือเสียงสะท้อนของเทียบที่มองเห็นความเจ็บปวดของผู้คนในหนองพะวา ซึ่งแม้แต่ตัวเทียบเองซึ่งมีพื้นที่ใกล้กับโรงงานมากที่สุดก็เริ่มไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทาง

“อย่างตอนนี้คือหวังเรื่องฟื้นฟู บางทียังหมดหวังเลย คนเอาแต่พูดว่าจะฟื้นฟูๆ ลุงเทียบว่าลุงเทียบตายไปแล้วก็ยังไม่ได้ฟื้นฟูหรอก ก็ทำของตัวเองได้อย่างเดียว ตัดหน้าดิน ทำร่องดักสารเคมี ซื้อดินมาถม แล้วลองหาอะไรมาปลูกไปก่อน ลองเอาต้นเก่ามาตัดราก ไปซื้อยาเรียกรากมาแช่  ให้ออกรากฝอยใหม่” นั่นคือวิธีการที่เทียบและคนในชุมชนต้องมาพึ่งพาตัวเองในที่สุด

พื้นที่บทเรียน ที่ไม่ได้อยากเป็นบทเรียนให้ใครแต่แรก

“ที่นี่คือบทเรียนที่คนมาดูงาน มาศึกษา เพื่อไปป้องกันบ้านเขา มีคนจากฉะเชิงเทรา ปราจีนฯ เหมารถตู้มาเลย แล้วก็บอกชาวบ้านที่พามาดูงานว่า เนี่ย ถ้าปล่อยให้เกิดโรงงาน ก็จะเป็นภาพแบบนี้ เขากลับไป เขาไปประท้วงผู้ว่าฯ เลย บางคนมาก็บอกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีในประเทศไทย” เทียบเล่าพร้อมหัวเราะด้วยความขมขื่น

ซึ่งย้อนไปแต่แรกเริ่มเทียบไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ระยองจะผันตัวมาเป็นเมืองอุตสหากรรม  เพราะเขามองว่าระยองคือเมืองเกษตรกรรม และสามารถเติบโตไปเป็นเมืองท่องเที่ยวได้ แต่หลังจากการผลักดันให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ทั้งเกษตรกรรม และการท่องเที่ยวก็กลายเป็นเพียงเศษซากที่ไไปไม่รอดอีกต่อไป

“ระยอง อะไรก็ดีหมด แต่ดันมีมะเร็งร้ายตรงนี้ มันก็ไปไม่รอด ลุงเทียบก็ไม่รู้ว่าระดับผู้บริหารเขามองยังไง ทั้งๆ ที่ท่องเที่ยวปีหนึ่งได้เงินไม่รู้เท่าไหร่ แต่เอาอุตสหากรรมมาลง ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันจะเกิดความเสียหาย อย่างมาบตาพุดนี่แก้ได้ไหม”

ซึ่งในวันที่ไม่สามารถปฏิเสธอุตสาหกรรมออกไปจากพื้นที่ได้ 100% เทียบจึงเห็นว่าถึงเวลาแก้กฎหมายอุตสาหกรรมเสียที

“ลุงว่าอุตสาหกรรมก็ต้องดูแลเรื่องนี้ให้จริงจัง กฎหมายที่บังคับใช้ต้องหนักและชัดเจนกว่านี้ ไม่ใช่แค่มีวัตถุอันตรายไว้ครอบครอง แล้วปรับแค่แสนสองแสน ติดคุกบางทีก็ไม่มี มีรอลงอาญา มันเลยเป็นแบบนี้ ก็เห็นว่าเขาโดนคดีตั้งกี่ปีแต่ไม่เห็นมีอะไร โรงงานก็ยังอยู่แบบนี้ ใครก็ทำอะไรไม่ได้”

“กฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมมันอ่อนมาก มันมีช่องทางให้เขาหนีไป ยิ่งกฎหมายล้มละลายนี่ใช้ไม่ได้เลย เพราะมันชิ่งหนีไปเลย คนก็เอาแต่พูดว่าเขาล้มละลายไปแล้ว เขาล้มละลายไปแล้ว ฟังแล้วมันควรแก้ได้แล้ว เพราะเหมือนเป็นช่องว่างให้เขาหนี ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร”

และนั่นคือความต้องการของคนในพื้นที่ ที่รอวันจะได้หายใจด้วยอากาศบริสุทธิ์ มีชีวิตปกติ และไม่ต้องกลัวว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับอันตรายที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนก่อ

ซึ่งทุกอย่างยังคงคลุมเคลือไปด้วยหมอกควันที่ไม่จางหายไปไหน

written by
photo by

Ployrung.S

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR