หากพูดถึงสระแก้ว หลายๆ คนอาจจะมีภาคของพื้นที่และวัฒนธรรมในเชิงของอีสานมากเสียกว่าตะวันออกด้วยซ้ำ
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสระแก้วเป็นส่วนหนึ่งของภาคตะวันออก ที่ ‘การพัฒนาในแบบภาคตะวันออก’ กำลังเข้ามามีอิทธิพล และส่งผลต่อชุมชน ที่ดินทำกิน และทรัพยการของพื้นที่
โดยเฉพาะกับพื้นที่ของชุมชนโคกอีโด่ย ที่กลายเป็นมหากาพย์การพยามรุกที่ชุมชน เพื่อเปลี่ยนเป็นป่ายูคาลิปตัส ที่จะสะเทือนต่อระบบนิเวศและการทำมาหากินของชาวบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ อุทัย สอาดชอบ ยอมไม่ได้
เพราะพวกเขาคือ ‘ประชาชน’ ที่มีสิทธิทุกประการในการมีชีวิตที่ดี มีความมั่นคง มีบ้าน มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบายใจ มีศักดิ์ศรี มีอาชีพที่รัก และได้ดูแลทรัพยากรในพื้นที่ของพวกเขาไปด้วยกัน
นี่คือเรื่องราวของโคกอีโด่ย แห่ง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว และนี่คือการต่อสู้ของ อุทัย สอาดชอบ ผู้ฝ่าฟันไปพร้อมกับผู้คนในชุมชนโคกอีโด่ย เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อสิทธิอันชอบธรรมในการมีชีวิตที่ดี และเพื่อการได้มีบ้านและที่ดินทำกินที่พวกเขาปลอดภัย

‘โคกอีโด่ย’ ชื่อแซวเล่นๆ แต่มีความหมาย
“บ้านเกิดจริงๆ ผมเกิดบุรีรัมย์ แล้วพ่อแม่ก็ย้ายมาอยู่แถวนี้ ตั้งแต่อายุ 11-12 ปี” อุทัย สอาดชอบ คือคนที่ร่วมบุกเบิกพื้นที่ชุมชนโคกอีโด่ย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งอุทัย เล่าให้เราฟังว่าจริงๆ พื้นที่แห่งนี้มีคนมาอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายตั้งแต่ปีพ.ศ. 2500 แล้ว
“คนในหมู่บ้านก็อพยพมาจากหลายที่เหมือนกัน โคราชบ้าง บุรีรัมย์บ้าง สุรินทร์บ้าง จริงๆ ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ตอนที่ไทยยังดูแลพื้นที่ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ มันก็เริ่มมีคนอพยพมาอยู่ตรงนี้แล้วนะ”
ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าในพื้นที่เหล่านี้ต่างมี ‘ผู้คน’ มาอาศัยอยู่ก่อนแล้วเสียด้วยซ้ำ แม้จะไม่มีชื่อเรียกเป็นทางการมาก่อน
“ก่อนหน้านั้นก็มีหลายชื่อ เคยมีคนพยายามเรียกช่องตะโก เพราะว่าถัดจากตรงนี้ไปอีกหน่อยก็จะเป็นช่องเขาตะโก ก็มีโหวตชื่อกันไปแล้ว แต่ก็ไม่มีคนเรียกอยู่ดี ก็เรียกกันโคกอีโด่ย ซึ่งเป็นชื่อที่ผมตั้งเล่นๆ ไว้บอกเพื่อนเวลาเพื่อนถามว่าอยู่ตรงไหน”
“โคกอีโด่ย มันหมายถึงหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ หมู่บ้านชนบท ที่ผมก็เอาไว้เสียดสีตัวเองเล่นๆ นะ”
แม้คำว่า ‘โคกอีโด่ย’ จะเป็นเพียงการล้อเลียนพื้นที่หมู่บ้านของตัวเอง แต่สำหรับหลายสิบปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ของตัวเอง เพื่อสิทธิที่ประชาชนคนหนึ่งควรมี เพื่อความเท่าเทียมที่เราทุกคนจะมี ‘บ้าน’ ในผืนแผ่นดินที่เราเลือก อาชีพที่เราเลือก ที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร
อุทัยเสริมว่าอาชีพของคนที่นี่คือการทำไร่ ทำเกษตรเหมือนคนอีสาน แล้วก็มีจะมีการเก็บของป่ามาขาย ซึ่งก็จะหมุนเวียนตามฤดู การเก็บของป่านั้นก็จะเป็นพวกพืชหรือสมุนไพรที่เติบโตในป่า ไม่ว่าจะเห็ด หน่อไม้ หรือผักบางชนิด ซึ่งเป็นของที่อยู่คู่กับสำรับอาหารของคนจนมาเสมอ เพราะป่าคือทรัพยการที่พวกเขาทั้งได้รับ และหวงแหน

มหากาพย์โคกอีโด่ย เมื่อชุมชนต้องสู้กับรัฐและเอกชนไปพร้อมๆ กัน
“เรื่องมันเยอะมากเลย วันเดียวก็น่าจะเล่าไม่หมด” อุทัยหัวเราะ พร้อมกับการพยายามเล่า ‘ประวัติศาสตร์ชุมชนโคกอีโด่ย’ ให้ฟัง
อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าในพื้นที่บริเวณ อ.ตาพระยา นั้นมีผู้อพยพเข้ามาอาศัยหลากหลายท้องถิ่น แต่แน่นอนว่าไม่ใช่รัฐหรือนายทุนที่มาเป็นผู้บุกเบิกพื้นที่ตรงนี้ แต่คือสามัญชนคนทั่วไป ที่พยายามเลี้ยงดูปากท้องของตัวเอง แต่แล้วรัฐก็เริ่มเข้ามา
“ตอนนั้นผมยังเดินสายรับจ้างทำงานทั่วประเทศ แล้วอยู่ๆ รัฐก็ประกาศว่าห้ามใช้พื้นที่ตรงโคกอีโด่ยนี้ เพราะว่าทาง ตชด. (ตำรวจตระเวนชายแดน) ขอมาใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ 6,000 กว่าไร่ ก็ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตรเพื่อเป็นสนามฝึกซ้อมรบในป่า”
“เขาก็บอกว่าเขาขอตั้งแต่ปี 2518 แต่เอาจริงๆ ชาวบ้านอยู่มาตั้งแต่ปี 2500 แต่แค่ไม่ได้อยู่หนาแน่นแบบนี้ จะให้อพยพออกก็ลำบากที่ทำกินนะ ยิ่งไปกว่านั้นตั้งแต่ปี 2518 มา ยังไม่เคยเห็นตชด. มาซ้อมรบเลย”
“พื้นที่ตรงนี้ แต่ก่อนเขาก็ไม่ได้พูดตรงๆ ว่าเป็นพื้นที่รบกับคอมมิวนิสต์ แต่เราก็รู้ๆ แต่ที่แปลกคือตอนปี 2518 แถวนี้ถือเป็นพื้นที่สีแดง คือเป็นพื้นที่รบแน่ๆ การที่จะเอามาใช้ฝึกในพื้นที่สมรภูมิจริงเนี่ย มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ใช่ไหมล่ะ มันก็ย้อนแย้ง”
อุทัยยังเสริมเพิ่มอีกว่า ในยุคสมัยนั้นมีชาวบ้านที่ทำกินปกติ แต่โดนทหารจับกุม หรือมีการใช้ศาลเตี้ยเพื่อสังหารคนในหมู่บ้าน ด้วยข้อหาพัวพันกับคอมมิวนิสต์ด้วย แม้ว่าในช่วงนั้นรัฐจะรับรู้การมีอยู่ของชุมชน ถึงขั้นสนับสนุนให้ทำเขื่อนทดน้ำ กักน้ำไว้ใช้หน้าแล้งก็ตาม

นอกจากนี้ในช่วงปี 2528 – 2529 ทหารไทยยังได้พาทหารเขมรแดงเข้ามาฝึกในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ลึกเข้าไปในป่าอีก 7 – 8 กิโลเมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน เมื่อมีทหารหนีทัพมาปล้นจี้ชาวบ้าน ซึ่งกินระยะเวลากว่า 5 ปี และทำให้ชาวบ้านบางส่วนตัดสินใจย้ายออกจากชุมชนด้วยความกลัว
แม้จะผ่านประวัติศาสตร์สงครามในพื้นที่มา แต่ทว่าในช่วงปี 2518 จนก่อนถึง 2536 ไม่มีตชด. เข้ามาใช้พื้นที่หรือทำการฝึกซ้อมรบแต่อย่างใด แต่พอย่างเข้าปีพ.ศ. 2536 ก็บอกว่าจะขอคืนพื้นที่เพื่อใช้โดยไม่ได้ให้เหตุผลชัดเจนว่ากำลังทำอะไร ซึ่งอุทัยมองว่าเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับสถานการณ์ทางการเมือง พฤษภาทมิฬ 2535
“คือชาวบ้านก็คิด ก็รู้สึก แต่ไม่กล้าที่จะไปโต้แย้ง ไม่กล้าที่จะทักท้วงอะไรมากกับทางเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งแถบนี้มันก็คล้ายวัฒนธรรมที่ทหารเป็นใหญ่ มันเขตชายแดนเนอะ เราก็ไม่ค่อยมีสิทธิ์มีเสียงอะไร”
หลังจากทางตชด. มาขอคืนพื้นที่แล้ว อุทัยได้ขยายความต่อไปว่าแท้จริงแล้วมีเหตุผลอีกข้อที่อยู่ๆ เจ้าหน้าที่รัฐก็มาขอเวียนคนพื้นที่ นั่นคือช่วงที่ บริษัทสวนป่ากิตติ เริ่มเปิดหน้าเข้ามา

คนโคกอีโด่ย vs สวนป่ากิตติ
“จริงๆ ตอนปี 2532 – 2533 นายหน้าของบริษัทสวนป่ากิตติ เข้ามาขอซื้อที่จากคนในชุมชน เพื่อเอาไปปลูกป่ายูคาลิปตัส ซึ่งบางคนก็ขาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ขาย แล้วมารู้ทีหลังว่าทางบริษัทสวนป่ากิตติจะซื้อที่ในราคา 3,000 บาทต่อไร่ แตานายหน้ามาบอกชาวบ้านว่ารับซื้อ 600 บาทต่อไร่ ”
“ทีนี้คนที่เข้ามามีบทบาทพานายหน้ามาซื้อคือกองร้อยตชด. 124 ตาพระยา ซึ่งดูแลพื้นที่ตรงนี้ นอกจากนี้บริษัทก็ยังบอกว่าเขาได้เอกสารอนุญาตจากกรมป่าไม้แล้ว ซึ่งออกโดย อดีตอธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอก ณรงค์ มหานนท์ ซึ่งเขาคือหนึ่งในกรรมการผู้จัดการของสวนป่ากิตติ”
“คือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหนังสือขออนุญาตกรมป่าไม้ใช้พื้นที่บริเวณนี้ 4,000 ไร่ก็คือกรรมการบริษัท ที่นั่งบอร์ดบริษัทนั้น แล้วก็ขอทำเรื่องเองเลย”

อุทัยบอกว่านี่คือข้อมูลที่เขาได้รับซึ่งมีหลักฐานครบถ้วน แต่ทว่าเจาหน้าที่รัฐบางส่วนก็ไม่เชื่อในหลักฐานดังกล่าว แต่แม้จะเสียใจ อุทัยก็ยังเดินหน้าสู้กับเรื่องนี้ต่อไปโดยรวมตัวคนในชุมชน เพื่อกดดันเอกชนที่เข้ามาโดยไม่ชอบธรรม ผ่านยุทธวิธีแบบกองโจร ที่คอยไล่ถอนรั้วคอนกรีตที่สวนป่ากิตติมาล้อมไว้เตรียมทำการปลูกยาคาลิปตัสที่จะส่งผลต่อระบบนิเวศและดินที่อาจทำให้ชาวบ้านไม่สามารถปลูกพืชผักหรือทำเกษตรกรรมได้อีก
“เรื่องนี้ก็เคยทำผมเฉียดตายหลายรอบ มีการพยายามมาขู่ฆ่า หรือลักลอบฆ่า แต่ว่าชาวบ้านหรือคนในชุมชนก็ช่วยปกป้องดูแลผม แม้แต่คนที่ถูกจ้างมา ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้าน ก็ตัดสินใจมาสารภาพกับผม”
เรื่องราวการต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินและอยู่อาศัย จึงเป็นเหมือนสงครามของประชาชนที่ต้องคอยต่อกรกับรัฐและนายทุนที่รวมตัวกันฉ้อโกงและแย่งสิทธิของคนธรรมดาไป

สงครามของสมัชชาคนจนที่ยังไม่จบ
ระหว่างที่โคกอีโด่ยยังคงต่อสู้เพื่อสิทธิในการทำกิน ก็ประจวบเหมาะกับการเริ่มต้นเดินทางของกลุ่มสมัชชาคนจน แต่เป็นการรวมตัวประชาชนที่ได้รับผลกระทบเรื่องปากท้องและสิทธิการมีชีวิตที่ดี การไม่อดอยาก และความไม่เป็นธรรมต่างๆ เกิดขึ้น
“สมัชชาคนจน เขาก่อตั้งในปีพ.ศ. 2538 ก็คือก่อนหน้านั้นก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวบ้านที่สู้กันเอง กระจายเป็นกลุ่มๆ ไป รวมไปถึงสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน ที่เขาก็ต่อสู้กันมา ผมก็เลยขอตั้งสมัชชาคนจนที่นี่ด้วย เพื่อต่อสู้ปัญหาที่ดิน พื้นที่ป่าแล้วก็โครงการสร้างเขื่อน”
“ครั้งแรกของเราคือตอนที่ บรรหาร ศิลปอาชา ไปโคราช เราก็รวมตัวกันเกือบ 400 คน เอาเอกสารหลักฐานที่เราเก็บมา ภาษีบำรุงท้องที่ที่เราจ่าย ก็ได้ไปยื่นกับตัวแทน แล้วบรรหารเหมือนแกมาทักทายชาวบ้าน เราก็บอกไป เขาก็รับปาก เดี๋ยวดูให้นะ”
“ซึ่งเราได้ยินกับหูแบบนั้นจริงๆ”
“หลังจากนั้นเหมือนเขาก็เงียบเรื่องนี้ไปเลย แล้วไม่นานก็โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนยุบสภาหนีไปเลือกตั้งใหม่”
หลังจากการเคลื่อนไหวครั้งแรกในนามสมัชชาคนจน ชุมชนโคกอีโด่ยและอุทัยก็รวมตัวกันเรื่อยๆ เพื่อต่อสู้ให้ชุมชนได้มีสิทธิในที่ดินทำกินอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน สิ่งที่อุทัยได้รับกลับมาคือการรับปาก แต่ไม่เกิดการเคลื่อนไหว เป็นเหมือนเพียงสัญญาลมปากที่ผ่านไปของเหล่าเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม
แต่อุทัยและชุมชนโคกอีกโด่ยก็ยังเดินหน้าต่อสู้เพื่อสิทธิที่พวกเขาควรได้รับต่อไป เพราะนี่คือความถูกต้องชอบธรรมที่ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้
“จริงๆ พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้ แค่ไปซื้อป่าสงวนก็ผิดเเล้ว เพราะฉะนั้นนายทุนไม่มีสิทธิมาเรียกร้องอะไร ไม่มีหลักฐานอะไรให้เรากังวลเลย”

ความฝันที่ส่องแสงของอุทัย สอาดชอบ
“ตั้งแต่การออกไปเรียกร้องครั้งแรก เวลาผ่านไป หลายคนก็บอกไม่ไปแล้ว ไม่กล้าไปไม่อยากไป คือพวกเขาก็อวยพรนะ แบบว่าเขาไปไม่ได้ แต่สู้ให้ได้ก็แล้วกันนะ เพราะส่วนหนึ่งคือเขาเริ่มไม่เชื่อว่าวิธีการแบบนี้มันจะได้ผล คนเริ่มเชื่อว่ารัฐไม่มีทางมาดำเนินการตามใจประชาชนหรอก”
“หรือบางคนที่ไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพ ก็ทยอยออกไปเรื่อยๆ มีถูกกดดันจากครอบครัวบ้างอะไรบ้าง บางคนอยากสู้ แต่ว่าทางครอบครัวมีลูกไม่สนับสนุน บางคนก็มีปัญหาเรื่องเรื่องเศรษฐกิจ”
ในวันที่การต่อสู้กับรัฐเป็นเรื่องระยะยาว และการต่อสู้นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย อุทัยยอมรับว่าเขาก็เข้าใจพี่น้องที่ถอยออกไป
ซึ่งการต่อสู้ที่ผ่านมา แม้จะมีการขยับจากรัฐมาบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงผักชีโรยหน้า ไม่เกิดความยั่งยืนในการจัดการ มากไปกว่านั้นยังมีอีกหลายกระบวนท่าจากรัฐที่ยังคงพยายามผลักไสคนออกไป
อย่างไรก็ตามอุทัยก็ตัดสินใจเริ่มกางพื้นที่และแบ่งพื้นที่ร่วมกับคนในชุมชนโดยไม่รอรัฐ มีการแบ่งพื้นที่ที่อยู่อาศัยและทำเกษตรที่ชาวบ้านทุกคนได้พื้นที่อย่างทั่วถึง มีการจัดตั้งตลาดวิถีชุมชน โคกอีโด่ย ที่เอาผลิตภัณฑ์จากน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชนมาวางขาย ก่อตั้งกองทุนชุมชน เพื่อช่วยเหลือกันและกัน ออกแบบกรรมการจัดการตลาดเพื่อให้ทุกอย่างเที่ยงตรง เป็นธรรม และดูแลได้อย่างทั่วถึง
ซึ่งปัจจุบันภาครัฐ นำโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เข้ามาชี้แจงให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ผ่อนผัน มีเอกสารรับรองชัดเจนในปี พ.ศ. 2550 แม้ว่าตชด. ยังคงขอให้ชุมชนถอยออกไปก่อน โดยให้ไปอยู่ในพื้นที่จัดสรรไว้ ซึ่งมีเจ้าของเดิมอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งชุมชนมองส่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดฝาผิดตัว
และนั่นไม่ใช่ปลายทางที่อุทัยฝันถึง
ในวันนี้ คนจากสวนป่ากิตติยังคงเข้ามาเพื่อจะใช้ประโยชน์ของพื้นที่โดยที่ชาวบ้านไม่ได้ยอมรับ ตชด.ยังคงเรียกร้องให้คนในชุมชนโคกอีโด่ยออกไปจากพื้นที่ ภาครัฐที่ยังคงขยับอย่างเชื่องช้าต่อปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน
“เขาเสนอจะจัดพื้นที่ให้รูปแบบในรูปแบบของคล้ายๆ หมู่บ้านป่าไม้ให้ซึ่งก็ให้สิทธิทำกินชั่วคราวในพื้นที่ป่า โดยาผู้ว่าฯ ก็มีอำนาจอนุญาตให้ใช้ได้ไม่เกิน 5 ปี ถ้าเกินนั้นก็ต้องเป็นอธิบดีอนุญาต”
“ซึ่งเราคิดว่าแบบนั้นมันไม่แฟร์กับพวกเรา มันไม่มั่นคง เหมือนสัญญาปีต่อปี เราไม่ต้องการที่จะใช้ชีวิตฝากความไม่แน่นอนให้ลูกหลาน”
โดยปลายทางของอุทัยมองว่าชุมชนโคกอีโด่ยควรมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะไม่มีที่ดินทำกิน และอยู่อย่างสบายใจในฐานะประชาชนคนหนึ่งในประเทศไทย ผ่านกฎหมายฉบับหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีความก้าวหน้า นั่นก็คือ พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ. พ.ศ. 2511 ที่มีรูปแบบหนึ่งคือนิคมสหกรณ์ ที่อุทัยมองว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนโคกอีโด่ย
“ถ้าทำตามขั้นตอนตามเงื่อนไขกฎหมายนั้นแล้ว ปลายทางก็คือเป็นโฉนดซึ่ง ตรงกับเป้าหมายที่เราต้องการ ซึ่งฝ่ายราชการเขาก็รู้ว่าเรามีสิทธเรียกร้อง ก็เราควรมีสิทธิเรียกร้องเพื่อความมั่นคงไหมล่ะ”
มาในวันนี้ชุมชนโคกอีโด่ยยังคงต่อสู้เรียกร้องเพื่อความมั่นคงในชีวิต ในวันที่ใครหลายๆ คนมีบ้านอยู่อย่างสบาย นอนหลับได้แบบเต็มตื่น แต่คนโคกอีโด่ยยังคงเฝ้าฝันถึงวันที่พวกเขาจะหลับได้แบบไร้กังวล
โดยไม่ต้องกลัวว่าใคร หรืออำาจจากไหน จะมายึดแผ่นดินของพวกเขาไป



