‘ป่าในเมือง’ ในความคิดของหลายๆ คนคงเห็นภาพเป็นป่าต้นไม้ยืนต้นเหมือนป่าเบญจพรรณที่มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นสลับลดหลั่นกันตามความสูง แต่ไม่ใช่ที่จังหวัดระยองเพราะที่นี่ ป่าในเมืองหมายถึง ‘ป่าชายเลน’ และไม่ใช่ป่าชายเลนธรรมดา แต่เป็นป่าชายเลนที่มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ยาวถึง 7 กิโลเมตร และอาจจะยาวที่สุดในโลกด้วย
ป่าชายเลนที่แม่น้ำระยองเป็นป่าที่ล้อมรอบด้วยชุมชน ชายหาดท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และคาเฟ่สารพัด แต่ป่าชายเลนแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยพืชพันธ์ุรวมถึงสัตว์นานาชนิด ทั้งคุณปู่ต้นแสมขาวขนาดยักษ์ ทุ่งดอกดองดึงว์ มีตัวตะกวด แย้ คอกหอยพอก หลุมปูเทียน มีครอบครัวปลาตีน มีปลาจุ่มพรวด มีแม้กระทั่งหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
ความหลากหลายและครึกครื้นของสรรพชีวิตและธรรมชาติในป่าชายเลนที่นี่สวนทางกับความก้าวหน้าเติบโตของเมืองอุตสาหกรรมและเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นในอำเภอเมืองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลงานของ กลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลน
คุยกับ อ๋อย – กนกกร จำปาทอง คนรุ่นที่สองของกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลนที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 17 ปี ผู้พลิกฟื้นป่าชายเลนแม่น้ำระยองให้กลับมาเขียวชอุ่ม กลายเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอนุบาลสัตว์ เป็นแหล่งอาหารสร้างอาชีพให้คนในชุมชุม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้

แม่น้ำระยองและป่าชายเลน อัญมณีที่มีชีวิต
อ๋อยเป็นคนระยอง เธอเกิดและเติบโตที่ ‘สมุทรเจดีย์’ ชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำระยอง โดยเธอเล่าว่า
ต้นกำเนิดของแม่น้ำระยองมาจากทางชลบุรี ไหลลงมาคลองใหญ่กลายเป็นคลองสายเล็กๆจากทางอำเภอบ้านค่ายก่อนลงมารวมกันกลายเป็นแม่น้ำระยองซึ่งเป็นเส้นทางการค้าขายหลักของเมือง ต่อมามีการตั้งองค์เจดีย์กลางน้ำขึ้นเพื่อเป็นสัญญาลักษณ์ให้ชาวเรือที่ล่องเรือสินค้าที่มาจากทะเลรู้ว่า ‘ถึงระยองแล้ว’
จากนั้นอ๋อยชี้ให้เราดูถนนที่ขนานไปกับแม่น้ำระยอง “จากปากน้ำจะมีเรือสินค้าเข้าไปที่เมืองเก่ายมจินดา ถนนเส้นเนี้ยที่เราเห็น คือ ถนนท่าบรรทุก ถนนท่าบรรทุกซอยหนึ่งจะเป็นท่าเทียบเรือที่ใช้ขนสินค้าไปขายแล้วซื้อสินค้าใหม่ลงเรือต่อออกไปแหลมเจริญ” นอกจากนั้นอ๋อยยังอธิบายเพิ่มว่า เมื่อก่อนทางด้านหลังบ้านของเธอเป็นทุ่งนา ถัดไปเป็นสวน แล้วก็แม่น้ำระยอง ถัดไปอีกเป็นป่าชายหาดที่มีต้นขันทองพยาบาท ต้นหนังเกี่ยวไก่ ต้นตะขบ ต้นปุ่มบก แล้วก็เป็นหาดทรายกว้างๆ และป่าชายเลน ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ที่ควรจะเป็นของภูมิประเทศแบบชายฝั่งทั่วไป
ส่วนเรื่องชุมชน อ๋อยบอกว่า “สมัยก่อนมันก็ไม่ได้มีชุมชนที่อยู่หนาแน่น ฝั่งเก้ายอดก็จะเป็นหมู่บ้านมีอยู่ 4-5 หลัง ฝั่งสมุทรเจดีย์บ้านสวนของเราก็จะทำสวนพุทรา ตั้งแต่หน้าวัดปากน้ำเป็นสวนพุทราหมดเลย เดี๋ยวนี้เหลือสวนเดียวแล้ว
ตอนนั้นแม่น้ำของเราเนี่ยกว้างเป็นที่โล่งๆ ไม่มีต้นไม้” อ๋อยเล่าพร้อมเสริมว่าเริ่มแรกคนรุ่นเก่าๆ มีการเข้าไปตัดต้นโกงกางไปทําไม้ค้ำต้นพุทราหรือตัดไปเผาถ่าน ยิ่งทำให้เดิมที่ไม่ค่อยมีต้นไม้อยู่แล้วลดน้อยลงไปอีก

จนกระทั่งเมื่อ 17 ปีแล้ว ที่มีการก่อตั้งกลุ่มเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่ายชายเลนและแม่น้ำระยองที่เสื่อมโทรมให้กับมาเป็นแม่น้ำที่มีชีวิตและป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้งขึ้น
โดยจุดเด่นของป่าชายเลนแม่น้ำระยองก็คือ เป็นป่าที่อยู่กลางเมือง อ๋อยใช้คำเรียกผืนป่าแห่งนี้ว่าเป็น ‘ป่าอัญมณีกลางเมือง’ ซึ่งเธอเอ่ยอย่างภาคภูมิใจว่า “ที่ไหนจะมีหล่ะ ที่เห็นส่วนใหญ่ก็คือป่าล้อมเมือง แต่ป่าชายเลนของเราคือเมืองล้อมป่า แล้วสามารถอยู่ได้จริง”
ปัจจุบันป่าชายเลนระยองมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ ซึ่งถ้ารวมกับป่าชุมชนบริเวณเนินพระด้วยก็จะเป็น พื้นที่สีเขียวขนาด 500 ไร่กลางเมืองใหญ่
ชีวิตที่ป่าชายเลนแม่น้ำระยองมีทั้งพืชพันธุ์หลากหลายชนิด และมีสัตว์น้อยใหญ่ “ทั้งไอ้พวกกระรอก กระแต จากที่เราไม่เคยเห็นน่ะ มีตัวตะกวดเมื่อก่อนเจอเราจะวิ่งหนี แต่เดี๋ยวนี้ว่ายมาหาที่เรือเลย แล้วก็มีนกกาน้ำ นกเยอะมากมันก็มาว่ายหากินอยู่ให้เราได้นั่งดูเพลินๆ แล้วก็พวกหอย พวกปู ในป่าเราปูเยอะมาก มีปูเทียนที่สีสวยๆ มีปูที่คล้ายปูแสมแต่มันตัวเล็กกว่าหน่อยหนึ่ง”
นอกจากป่าชายเลนแล้วในพื้นที่ 300 ไร่นี้ ยังเหลือป่าชายหาดแห่งสุดท้ายตลอดชายฝั่งตั้งแต่ PMY ไปจนถึงหาดแสงจันทร์ที่ไม่มีอีกแล้ว อ๋อยบอกว่าป่าชายหาดผืนจิ๋วผืนสุดท้ายนี้เป็นจุดที่เธอรักที่สุด หวงที่สุด และไปบ่อยที่สุด “ มันเหมือนเป็นสวรรค์เลยล่ะ ตรงนั้นมันเป็นโซนที่มีเป็นป่าที่มันมีหลายอย่างมาก มันมีทุ่งหญ้า มีแหล่งน้ำกลางป่าของตัวเอง มีต้นไม้ที่เป็นพิษ มีต้นไม้แปลกๆ มีดอกดองดึงสวย ๆ”
แม้จะเป็นป่าปลูกแต่ป่าชายเลนแม่น้ำระยองก็มีชีวิต
สำหรับอ๋อยแล้วความหลากหลายที่เกิดขึ้นที่นี่เปรียบเหมือนอัญมณีอันล้ำค่า

กว่าจะมาเป็น กลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลน
ในแวดวงธุรกิจเราก็คงเคยได้ยินคำว่าทายาทรุ่นที่ … ผู้เข้ามาสืบทอดกิจการของครอบครัว แต่ที่นี่ ชุมชนสมุทรเจดีย์ ก็มีการสืบทอดเช่นกัน ไม่ใช่การสืบทอดกิจการแต่เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ ในการอนุรักษ์ และฟื้นฟูผืนป่าชายเลนกลางเมืองแห่งเดียวในแม่น้ำระยอง และอ๋อย กรกกร จำปาทองเป็นคนคนนั้น อ๋อยเป็นประธานชุมชนรุ่นที่สองของชุมชนสุมทรเจดีย์ที่เข้ามาร่วมปลูกป่าชายเลนและอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยอง ต่อจากปู่คินและปู่บุญ ซึ่งเป็นรุ่นที่หนึ่ง
โดยจุดเริ่มต้นของกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลน คือ เทศบาลนครระยองพาตัวแทนจากเจ็ดชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำระยองรวมถึงอ๋อยไปดูงานที่ตราด หลังกลับมาจากตราดเธอกับชาวบ้านก็ริเริ่มปลูกป่า “ จริงๆ มันอยู่ที่จิตสํานึกของพวกเรามากกว่า เพราะว่าเราอยู่พื้นที่นี่ เราเป็นคนที่อยู่ที่นี่ เราเห็นคุณค่าพื้นที่ของเรา พอเราไปดูของเขาแล้ว แล้วทําไมเราจะไม่ทําที่บ้านเราให้มันแลดูดีขึ้นบ้างไม่ได้” อ๋อยบอก
ด้วยแรงของชาวบ้านในชุมชนสมุทรเจดีย์การปลูกต้นไม้ในพื้นที่สองริมฝั่งแม่น้ำระยองก็เริ่มขึ้น โดยระยะแรกชาวบ้านปลูกได้ประมาณ 10 ไร่ ก่อนขยายเป็น 30 ไร่ จากนั้นได้รับความช่วยเหลือจากเทศบาลนครระยองจัดให้โรงเรียนในเขตเทศบาลมาช่วยปลูกจนขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถือกำเนิดเป็น ‘กลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลน’ ขึ้นในปี 2550 หรือ 17 ปีที่แล้ว ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์ฯ จดทะเบียนเป็นกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล มีสมาชิกอยู่ประมาณ 50 คน โดยมีสมาชิกหลัก 5 คนได้แก่ แจ๊สเป็นคนติดต่อประสานงานเกี่ยวกับกิจกรรม มีคนเป็นเหรัญญิกที่คอยเก็บเงิน มีประทวนเป็นวิทยากร มีหนูที่คอยขับเรือ แล้วก็มีตัวอ๋อยซึ่งเธอทำหน้าที่เป็นประธาน
อ๋อยเริ่มทำงานมากับรุ่นแรกอย่างปู่คิน และปู่บุญในฐานะคนคอยกระตุ้น คอยลงดูพื้นที่ คอยถามผู้เฒ่าสองคนว่าต้องใช้ฝักต้นอะไร ไปหาได้ที่ไหน เพราะสำหรับเธอที่นี่คือบ้าน
ช่วงแรกๆ ของการก่อตั้งกลุ่มชาวบ้านไม่ได้มีงบประมาณ เธอเล่าว่า “บางทีวันจะไปเก็บฝัก เราก็ออกตังค์ทํากับข้าว หุงข้าวเลี้ยง หากินกันเอง คนหนุ่มสาวมีแรงก็ไปทํางานที่ยากๆ ที่ไกล คนแก่ก็อยู่บ้านก็ทำกับข้าวรอให้พวกเรากิน” มันเป็นความร่วมแรง รวมใจที่ไม่มีถอยของคนในรุ่นบุกเบิก และเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่ทำให้อ๋อยยังมีแรงทำงานมาจนทุกวันนี้

อ๋อยอธิบายให้ฟังถึงแนวทางในการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลนตามความคิดของเธอ
“กลุ่มเราเปลี่ยนชื่อมาสามครั้งเพราะการอนุรักษ์อย่างเดียวหมายความว่าเราแตะต้องไม่ได้ เราทําอะไรไม่ได้เลย เราเลยต้องใส่คําว่าฟื้นฟูลงไป” โดยเธอให้เหตุผลว่า ถ้าอนุรักษ์อย่างเดียวถ้าต้นไม้ต้นไหนจะตายก็ต้องปล่อยให้ตายไป เพราะคํานิยามของคําว่าอนุรักษ์ตามกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดว่าห้ามแตะต้อง แต่การอนุรักษ์สำหรับอ๋อยและสมาชิกกลุ่มเป็นมากกว่านั้น
ตอนนี้อ๋อยและกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูของเธอดูแลเรื่องต้นไม้สมบูรณ์แล้ว เธอเลยกำลังโฟกัสดูแลเรื่องดิน เพราะเรื่องดินที่อยู่ในป่าชายเลนตอนนี้ มีดินเลนที่เสียซึ่งพวกเธอต้องมีการขุดร่องในป่าให้มันเป็นซิกแซกเพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำ
ทีนี้นอกจากเรื่องดินกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูฯ ก็มีการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ ตัวอย่างเช่นหอยพอก ทางกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูจึงทําคอกเลี้ยงปล่อยแม่พันธุ์หอยพอกเพิ่ม
แล้วต่อมาก็มีการอนุรักษ์พันธุ์ปู ทําคอนโดปู โดยอ๋อยบอกว่า “คอนโดปูนี่ก็จะมีประโยชน์ในการที่ว่าหนึ่งเราเก็บกิ่งไม้ที่เราตัดสางหรือไม่กิ่งที่มันหักลงมาเราก็เก็บกองรวมกัน แล้วทําคอกขัง มีเชือกล็อค แล้วพอเราทําคอกปึ๊บ มันก็จะมีปูเข้าไปอาศัยอยู่ ปูเข้าไปอาศัยอยู่เนี้ยคนที่จับจะจับยาก หรือเวลาที่น้ำขึ้นน้ำเสียปูมันจะขึ้นมาเกาะกิ่งไม้ลอยขึ้นมาก็รอด”
สุดท้ายทางกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูก็มีกิจกรรมเกี่ยวกับทางน้ำเพื่อการเก็บขยะ และพัฒนาการท่องเที่ยว ค้าขายในพื้นที่ด้วย
“เราได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งแรกเมื่อปี 53 จากนั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักและมีนักท่องเที่ยวเข้ามาโดยเฉพาะที่เข้ามาเยอะก็เป็นโรงเรียนที่เริ่มเข้ามาทัศนศึกษาเรียนรู้จากพวกเรา” ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่กลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลนอยากสร้างให้ยั่งยืนต่อไป

การเข้ามาของหน่วยงานรัฐ ความซ้อนทับทางอำนาจ
แต่ว่าความหวังของอ๋อยไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อมีการเข้ามาของหน่วยงานภาครัฐ
ที่ไม่ได้เข้ามาส่งเสริม อ๋อยให้ความเห็นว่า “ถ้าเขาเห็นความสําคัญของป่าตั้งแต่เริ่มต้นอยากจะทําให้มันดีกว่านี้ อย่างแรกคือต้องปรับสภาพของแม่น้ำระยองที่ตอนนี้มันตื้นเขินก่อนแต่ภาครัฐกลับมัวแต่เกี่ยงว่าใครจะเป็นเจ้าภาพ คุณไม่ทํางานของคุณ ให้ขุดลอกแม่น้ำเนี่ย ทช.ก็โยนให้เจ้าท่า เจ้าท่าก็โยนต่อ ทั้งที่มีการอนุมัติงบประมาณมาแล้วห้าล้าน ตั้ง 3 – 4 ปีแล้ว มันไปไหนหมด” เป็นคำถามที่อ๋อยอยากฝากถามถึงภาครัฐ นอกจากนั้นเธอยังทิ้งท้ายอีกว่า “ถ้าทางภาครัฐเนี้ยเเข้มแข็ง ทํางานของตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเอง แม่น้ำระยองมันไม่เป็นแบบนี้หรอก มันจะดีกว่านี้”
ส่วนหน่วยงานท้องถิ่น อ๋อยบอกว่าทางกลุ่มพยายามจะดันไปแล้วแต่หน่วยงานในท้องถิ่นก็ไม่ตาม ไม่ช่วย ชาวบ้านก็อ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ เพราะแผนที่เสนอไปกี่ครั้งก็สลายหมด “แม่น้ำระยองมีแต่ชาวบ้านนี่แหละ ถ้าชาวบ้านถอยก็ไปแน่นอน เพราะภาครัฐเขาไม่ใช่คนท้องที่ ถ้าชาวบ้านไม่ลุกขึ้นมาทําอะไรเลยนะ รับรองไปไม่รอดแล้ว”
ปัจจุบันมีการเซ็น MOU ในการจัดการพื้นที่ร่วมกันระหว่างชุมชน เทศบาล อบจ กรมทรัพยากรธรรมชาติ กรมเจ้าท่า โดยในปัจจุบันหากจะมีการทำกิจกรรมใดๆ จะต้องมีการขออนุญาตกรมทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเจ้าของพื้นที่และเทศบาลก่อน ซึ่งมันเป็นเรื่องความซ้ำซ้อนด้านความรับผิดชอบที่ต้องทํางานร่วมกัน
ทั้งหมดนี้เป็นความในใจของคนทำงานจากฝั่งประชาชนที่มีความรักในพื้นที่ของตนเองที่ไม่ได้รับการสนับสนุนโดยภาครัฐ

อนาคตของแม่น้ำระยองป่าชายเลน และอ๋อยแห่งกลุ่มอนุรักษ์ฯ
“เราอยู่ตรงนี้ เราทําตรงนี้ เราอยากทำให้มีคนได้รู้จักไม่ใช่แค่คนในประเทศอย่างเดียวแต่เป็นคนจากต่างประเทศด้วย ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดังที่ต้องแวะมา” โดยอ๋อยมีแผนว่าเธอและกลุ่มฯ อยากทำเส้นทางการท่องเที่ยวให้ไปถึงเมืองเก่ายมจินดาแต่มีข้อจํากัดที่แม่น้ำระยองตื้นเขินเป็นจำต้องขุดลอก ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปที่หน่วยงานของภาครัฐที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง อ๋อยบอกว่า “ มันยังไม่มีความภูมิใจไม่เต็มที่ เปิดรับได้ไม่เต็มที่เหมือนกับที่อื่นเขา คือมันสามารถทำลูปการท่องเที่ยวส่งต่อจากเมืองเก่า จากวัดมาถึงที่นี่ แล้วเราก็จะรับต่อมีรูปแบบกิจกรรมของเรา พวกเก็บขยะ เพาะต้นกล้า ปลูกต้นไม้ ทําคอนโดปู มาดูวิธีการและลงมือทำจริง เราจะเป็นฐานให้ความรู้” เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่ผสานทั้งศิลปะ วัฒนธรรมและธรรมชาติเข้ามาไว้ด้วยกัน
นอกจากนั้นเธอยังอยากผลักดันเรื่องป่าชุมชน เธออยากทำองค์ความรู้การใช้ทรัพยากรในป่าชายเลนจากต้นไม้ จากพันธุ์พืช จากสมุนไพรให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรตรงนี้
กว่า 17 ปีที่ทำมาสำหรับอ๋อยไม่มีคำว่าท้อ เธอเพียงแค่อยากให้คนรุ่นใหม่หรือแม้แต่รุ่นเธอที่ยังทำงานอยู่ทำด้วยความสบายกว่าเดิม อ๋อยระลึกความหลังแล้วเล่าด้วยความสนุกว่า “รุ่นแรกโคตรลําบากหนู เริ่มแรกต้องหาต้นกล้านะ ต้องไปที่นู่นนะ ขาไปน่ะน้ําแห้ง ก็ต้องเดินลากเรือเปล่าลุยน้ำ ลุยเลนไป พอขากลับเก็บฝักเต็มเรือพายสวนน้ำอีก” แม้จะคืออุปสรรค แต่ความสนุกก็อยู่ตรงนั้นด้วย
ส่วนอีกสิบปีข้างหน้าตอนที่อ๋อยอายุ 66 เธอบอกว่าเธอก็ยังจะอยู่ตรงนี้ และอาจจะมีรุ่นใหม่เข้ามาโดยที่ “เราอาจจะเป็นคนที่คอยชี้แนะ เป็นที่ปรึกษา ให้รุ่นใหม่เข้ามาเป็นประธานกลุ่มเพราะว่ามันต้องมีคนที่อยู่ในชุมชนทําต่อจากเรา” ความกังวลเดียวที่เธอมีคือ “ถ้าไม่มีคนรับช่วงต่อ ที่ตอนนี้ก็หายากเต็มทน เราอยากได้รุ่นสามที่ว่ามันจริงจัง แล้วก็สามารถต่อยอดจากพวกเราได้ เราทําให้ขนาดนี้และให้เขาพยายามทํายังไงก็ได้ให้ต่อยอดในทรัพยากรตรงนี้ให้ได้ประโยชน์ต่อไป”


