/

มีใจ สตูดิโอ : พื้นที่เล็กๆ ที่อยากสร้างคอมมูนิตี้ให้ทุกคนมาลอง ‘มีใจ’ ไปกับพลอยจันทบุรี

รู้หรือไม่ว่าพลอยจันทบุรี ไม่ได้เป็นที่รู้จักเพียงเพราะเป็นแหล่งขุดหาพลอยจากพื้นที่ภูเขาไฟเก่าเท่านั้น แต่พลอยจันทบุรี ยังได้รับความนิยมจากนวัตกรรมและการคิดค้นวิธี ‘เผาพลอย’ ที่เป็นภูมิปัญญาของคนจันทบุรีที่มีมาตั้งแต่อดีต เป็นจุดเริ่มต้นของกรรมวิธีเผาพลอยที่สร้างมูลค่าให้กับพลอยดิบได้

 

แต่การเติบโตของพลอยจันทบุรีไม่ได้หยุดแค่นั้น เมื่อมีเหล่าคนรุ่นใหม่ที่รักในท้องถิ่นร่วมกันต่อยอดให้พลอยจันทบุรีเข้าไปอยู่ในใจของทุกคนได้ และนั่นคือ มีใจ จิวเวอรี่ สตูดิโอ ที่มาพร้อมกับ 5 คนหนุ่มสาวที่อยากขับเคลื่อนเรื่องพลอยจันท์ให้เป็นตำนานต่อไป

ทั้ง นิเน – ศศธร เจตน์มงคล, นิว – จิรกฤต รสศิริ, โบ้ท – วรพงศ์ จันทร์พฤกษ์, หนึ่ง – วิรัตน์ ไชยฤทธิ์  และใช้ – สัญชัย มงคลตรีรัตน์ คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำให้พลอยจันทบุรีจับต้องได้ และกลายเป็นงานศิลปะ ไม่ใช่แค่เครื่องประดับสูงค่า โดยการทำร้านจิวเวอรี่ให้เป็นเวิร์กช็อป พื้นที่การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนต่างถิ่นเข้ามาสัมผัสพลอยจันทบุรี เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อจิวเวอรี่ว่าเป็นของในชีวิตประจำวันได้ ฟื้นคืนบรรยากาศของพลอยจันทบุรีที่เงียบเหงาให้กลับมามีความน่าสนใจ 

นี่คือเรื่องราวการเดินทางของมีใจสตูดิโอ ที่สร้างพื้นที่คอมมูนิตี้และเป็นตัวอย่างให้ศิลปิน คนออกแบบและคนรุ่นใหม่ในจันทบุรีกล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ ผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นไปด้วยกัน

เติบโตมากับพลอยจันท์

มีใจ สตูดิโอ คือ สตูดิโอ จิวเวอรี่ ที่เปิดโอกาสให้คนที่รักและสนใจเรื่องพลอยได้รู้จักและเรียนรู้ถึงกรรมวิธีในการทำจิวเวอร์รี่ตั้งแต่กระบวนการแรก ที่นี่ไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นแค่ร้านจิวเวอร์รี่แต่นิยามตัวเองว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่ม ‘คนรุ่นใหม่’ ในจังหวัดจันทบุรีที่มารวมตัวกัน กลายมาเป็นเพื่อน และหุ้นส่วนผู้ ‘มีใจ’ อยากสร้างสถานที่เวิร์คช็อปสอนการทำพลอยและจิวเวอร์รี่ให้เกิดขึ้น ณ จันทบุรี บ้านเกิดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพลอย 

มีใจสตูดิโอมีผู้ก่อตั้งด้วยกัน 5 คน ได้แก่ นิเน – ศศธร เจตน์มงคล นิว – จิรกฤต รสศิริ โบ้ท – วรพงศ์ จันทร์พฤกษ์ หนึ่ง – วิรัตน์ ไชยฤทธิ์ และใช้ – สัญชัย มงคลตรีรัตน์ ที่วันนี้เรามีโอกาสได้คุยกับหนึ่งและนิวเป็นหลัก

ทั้งหนึ่งและนิวสองมีจุดร่วมเดียวกันคือ ทั้งคู่เป็นคนจันทบุรี และเป็นทายาทจากบ้านที่ทำพลอย 

หนึ่งผู้ซึ่งเห็นแม่ทำพลอยมาตั้งแต่เด็กๆ ตัดสินใจเรียนต่อด้านจิวเวอร์รี่ดีไซน์ในระดับมหาวิทยาลัยก่อนที่จะได้เริ่มไปฝึกงานอย่างจริงจังในสถาบันที่สอนการทำพลอยและออกแบบจิวเวอร์รี่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่หนึ่งค้นพบว่า ค่าความรู้แพงไม่ต่างจากการขายพลอยหรือจิวเวอร์รี่ทีละชิ้น และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หนึ่งตัดสินใจทำธุรกิจพลอยและจิวเวอร์รี่ในรูปแบบของการสอน หนึ่งเล่าว่า 

“เราได้ไปเรียนคอร์สเครื่องประดับมา แล้วเรารู้สึกว่าทำไมการสอนได้เงินเยอะจัง คอร์สที่เราไปเรียนที่สถาบัน เรียน 15 วัน เรียนราววันละสามชั่วโมง บ่ายโมงถึงสี่โมง ราคาคนละ 40,000 บาท สถาบันลงทุนครั้งเดียวใช้เครื่องมือเดิม เติมแค่วัตถุดิบไม่กี่อย่าง ขายความรู้อย่างเดียว” และนั่นทำให้หนึ่งเชื่อว่าเรื่องของการทำพลอยยังต่อยอดได้อีกมหาศาล

หนึ่งเริ่มจากทำสตูดิโอของตัวเองด้วยโต๊ะหนึ่งตัวพร้อมอุปกรณ์หนึ่งชุดที่บ้าน ก่อนจะเพิ่มเป็นโต๊ะตัวที่สองและโต๊ะตัวที่สามเมื่อมีผู้สนใจมาเรียนทำจิวเวอร์รี่กับหนึ่งมากขึ้น  

ในขณะที่นิวผู้เป็นสถาปนิกตัดสินใจกลับบ้านมาเพราะคุณพ่อป่วยและกังวลว่างานอัญมณีของพ่อจะไม่มีคนสืบต่อ นอกจากนั้นเมื่อ 8 – 9 ปีที่แล้วนิวพบว่าที่จันทบุรีไม่มีบริษัทเฮ้าส์สถาปนิกอยู่เลย 

เมื่อกลับมาบ้านงานเกี่ยวกับพลอยงานแรกที่นิวทำ คือ ไปนั่งที่ตลาดพลอย ซึ่งทำให้เขาเห็นรูปแบบเดิมๆ ของร้านจิวเวอร์รี่ที่จับต้องยาก ร่วมกับ เขาได้เจอกับหนึ่งบ่อยขึ้น ทั้งคู่เลยชวนกันไปเรียนและเข้าร่วมงานวิจัยเกี่ยวกับพลอยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ก่อนจะได้พบกับเพื่อนและผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นๆ จนตัดสินใจทำร้าน มีใจ สตูดิโอขึ้นที่ถนนริมน้ำ ชุมชนริมน้ำจันทบูร

ชุมชนริมน้ำจันทบูร กับพื้นที่สร้างสรรค์ที่กลายเป็นต้นกำเนิดมิใจ สตูดิโอ

เหตุผลที่ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันว่าจะทำร้านสตูดิโอที่ถนนริมน้ำจันทบูรเป็นเพราะ ถนนริมน้ำเป็นสถานที่ที่พวกเขาคุ้นชิน เป็นสถานที่ที่คนรุ่นใหม่ในจันทบุรีมารวมตัวกัน เริ่มจากมานั่งจิบกาแฟ พูดคุยแลกเปลี่ยน จนกระทั่งสนิทสนมมีไอเดียและแรงบันดาลใจร่วมกัน 

นอกจากนั้นเส้นถนนริมน้ำและชุมชนริมน้ำจันทบูรยังเก็บรักษาวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ตั้งแต่ในอดีตไว้ได้และกำลังเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวเมืองรองที่ชวนแวะเข้ามาเดินเล่นหลังจากกลับจากไปเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะที่ตราดหรือเที่ยวน้ำตก ภูเขารอบนอกจังหวัดจันทบุรีมา

หนึ่งกับนิวให้ความเห็นว่าที่ชุมชนริมน้ำจันทบุรียังมีชีวิตเพราะ “ชุมชนยังเป็นบ้านอยู่ ยังมีคนใช้อยู่จริงๆ ไม่ได้เปลี่ยนเป็นถนนคนเดินที่ถูกเช่ามาเปิดหน้าร้านเฉยๆ แต่ที่นี่เจ้าของบ้านอาจจะเป็นคนมีตังค์ ทำสวน ทำพลอย ไม่ได้อยากเอาบ้านไปเป็นพาณิชย์ ที่นี่ยังเข้าถึงง่าย โดยใช้การเดินเป็นส่วนใหญ่ มีผู้คนหลากหลาย มีสตอรี่เชื่อมโยงกับตลาดพลอย ชุมชนสามวัฒนธรรม มีความน่ารัก เลยไม่มีเหตุผลว่าทำไมจะไม่เอาตรงนี้”

นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้หนึ่ง นิว และเพื่อนๆ เห็นว่าตรงนี้มีความน่าสนใจ ยังไงก็ตาม แม้จะคุ้นชิ้นกับพื้นที่ แต่ทั้งสองคนก็ค้นพบว่าพื้นที่แห่งนี้เงียบเหงา และอยากทำให้เกิดกิจกรรมใหม่ๆ ให้กับชุมชนริมน้ำจันทบูรมากขึ้น

“แต่ก่อนริมน้ำไม่มีกิจกรรมอะไรเลย เป็นเมืองเก่าที่อาจไม่มีอะไรหวือหวา มีความเรียบง่าย นักท่องเที่ยวบางส่วนเขามาพักผ่อนอย่างเดียวก็อาจจะตอบโจทย์ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่เขามาสำรวจ ทดลองอะไรใหม่ๆ กับกลุ่มที่ชอบทำกิจกรรม ริมน้ำยังไม่มี เราก็เลยลองคิดเป็นกิจกรรม แล้วมันใหม่” 

โดยทั้งคู่หวังว่า อยากให้คนที่กลับออกไปจากจันทบุรีมีเรื่องเล่า เพราะอย่างน้อยเรื่องพลอยเรื่องอัญมณีก็หนึ่งในอัตลักษณ์ที่มีอยู่ในคำขวัญของจังหวัด และจะมีอะไรดีไปกว่าการมาเรียนรู้เรื่องพลอยและจิวเวอร์รี่จากคนที่ทั้งชีวิตอยู่กับพลอย

ซึ่งหนึ่งและนิวอธิบายเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วในจันทบุรีมีการทำพลอยมาเป็นร้อยๆปี มีกรรมวิธี ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา แต่พอมาเปิดบ้านช่างพลอยคนจันท์จริงๆ กลับไม่มีใครเปิดสอนเลย เพราะคนรุ่นเก่าเขามีความคิดว่าอยากเก็บกรรมวิธีไว้ ทำให้ความรู้ไม่ถูกสืบทอดออกไป หรือหล่นหายไปตามกาลเวลา 

มากกว่านั้นสำหรับลูกหลานคนจันทบุรีที่ไม่ได้อยู่ในครอบครัวทำพลอย หรืออยู่ในครอบครัวทำพลอยแต่ล้มเลิกกิจการไปแล้ว บางคนก็ไม่รู้จักพลอย ไม่รู้ความเป็นมา ไม่รู้กรรมวิธีเบื้องต้น มีใจสตูดิโอเลยนอกจากจะตอบโจทย์ให้นักท่องเที่ยวแล้ว ก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเล่าและส่งต่อเรื่องราวของพลอยจันท์ให้ลูกหลานคนจันท์ในอนาคตได้รู้จักและภาคภูมิใจต่อไปด้วย 

มากกว่าร้านจิวเวอรี่ คือพื้นที่เรียนรู้

 

นับตั้งแต่นั้นมาสตูดิโอ เวิร์กช็อปสอนเรื่องพลอยและทำจิวเวอร์รี่ก็ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาทั้งห้าคนใช้เวลาในการทำร้านนาน 6 เดือน และยังคงปรับปรุงและพัฒนาร้านอย่างต่อเนื่อง โดยชื่อ มีใจสตูดิโอ เป็นชื่อแรกที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน นิวเล่าว่า 

“ที่มาของชื่อ มีใจ สตูดิโอ คือดราฟต์แรกเลย มาจากพวกเรามีใจ’ มารวมกันทำร้านนี้ แล้วลองทำร้านในแบบของเรา เหมือนทำวิจัย ให้เราได้เรียนรู้ตลาด เรียนรู้ลูกค้า จะไปต่อได้หรือไม่ได้ด้วยกัน เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นที่ใครเดินผ่านแล้วอยากเล่นด้วยก็มาเล่นกัน มันจับต้องได้ ให้มีบรรยากาศนั่งคุยกันเล่นๆ สนุกๆ อบอุ่น”

ที่นี่ยังยึดคอนเซ็ปต์ คือ ทำตรงนี้เป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นสถานที่เวิร์กช็อป และเป็นร้านจิวเวอร์รี่ที่จริงใจ ให้ความรู้สึกว่าเครื่องประดับก็จับต้องได้ ตรงนี้หนึ่งและนิวเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าพวกเขาอยากให้ มีใจสตูดิโอแตกต่างจากร้านจิวเวอร์รี่แบบเดิมๆ ที่มีตู้โชว์กั้น ไม่มีป้ายบอกราคา ทั้งคู่ไม่ได้อยากเหมือนหรือแตกต่าง แค่อยากเป็นแบบนี้ 

“เราอยากให้ร้านของเราพิเศษขึ้นมาหน่อย ไม่อยากให้ร้านจิวเวอร์รี่ของเราอึดอัด ไม่อยากให้ลูกค้าไม่กล้าหยิบ ไม่กล้าลอง เราเลยแปะราคาไว้เลย อยากให้ลูกค้าเข้าไปดู เข้าไปหยิบ เข้าไปลองได้จะได้ไม่ต้องคิดไปเอง” 

“เราวางตัวเป็นที่ปรึกษามากกว่า ลูกค้าที่เข้ามาบางคนเขามีคนสำคัญ วันสำคัญที่อยากใช้แหวนในวันนั้นๆ เราก็จะถามงบก่อนและแนะนำให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าอย่างแฟร์ๆ งบเท่านี้เราแนะนำแบบนี้ก่อนนะ แต่รูปแบบเราจะออกแบบให้ได้ตรงตามใจ ถ้าวันนึงมีงบมากขึ้นก็เอาแหวนวงเดิมมาอัพพลอยหรือตัวเรือนใหม่ได้ ค่อยๆ ไล่ไปที่ละสเต็ป แหวนของเราเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า”

สำหรับหลักสูตรของมีใจจะเริ่มต้นจากพื้นฐาน หรือที่หนึ่งเรียกว่า การสอนแต่ต้นจนจบแต่ถ้าใครสนใจเป็นพิเศษหรือยากเรียนรู้ตรงไหนเพิ่มเติมก็สามารถบอกได้ ทางมีใจสตูดิโอสามารถออกแบบคอร์สแบบละเอียดให้ได้ โดยหนึ่งบอกว่ามีใจสตูดิโออยู่ตรงกลางระหว่างการเรียนตามหลักสูตรจริงจัง ที่ต้องเป๊ะๆ ต้องใช้เครื่องมือนี้ต้องใช้กับพลอยชนิดนี้ กับช่างทำพลอยบ้านๆ มากประสบการณ์ที่ประยุกต์เก่ง ที่มีใจสตูดิโอเน้นเป็นงานแฮนเมด ทำเองได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือ แต่อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์และการดัดแปลง

เติบโตก้าวกระโดด ด้วยความแตกต่าง

ปัจจุบันมีใจสตูดิโอเปิดมา 8 เดือน (นับจากวันสัมภาษณ์กันยายน 2023) นอกจากข้างล่างจะเปิดเป็นร้านจิวเวอรี่และพื้นที่เวิร์กช็อปแล้ว ด้านบนของมีใจสตูดิโอยังเคยเปิดเป็นแกลอรี่ และสถานที่จัดนิทรรศการ ให้ศิลปินในจังหวัดจันทบุรีมาเช่าพื้นที่ได้ 

8 เดือนที่ผ่านมาสำหรับหนึ่งและนิวถือว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดคาดหมายไปมาก หนึ่งเพราะ หุ้นส่วนทุกคนเกือบได้คืนต้นทุนแล้ว สองคือ ตัวร้านสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง 

“เพราะภาพลักษณ์ร้านเราโตเร็วมาก หลังๆ สื่อมาเยอะ อาจจะเพราะเราอยู่ในเมืองเก่า แต่การจะสร้างแบรนด์ไม่ใช่ขายถูก คุณภาพดี แต่ต้องมีความเป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ตอนแรกเราก็วางเป้าหมายไว้ใจใจว่าอยากให้การท่องเที่ยวมาพรีเซนต์ร้านเรา พอเปิดปุ๊บ ททท.ก็เข้ามาเลย เร็วมากจากที่คาดหวังไว้เลยเรียกว่าสำเร็จในระดับนึง”

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตอกย้ำความเป็นสนามเด็กเล่นหรือสนามทดลอง ณ จุดเริ่มต้นของพวกเขาว่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้ การทำร้านพลอย – ร้านจิวเวอรี่ในแบบศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่ถ่ายทอดเรื่องที่พวกเขารู้ดีที่สุด ได้ตอบรับจากทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวและจากองค์กรของรัฐ หนึ่งกับนิวเล่าด้วยรอยยิ้มว่า พวกเขาเซอร์ไพรส์มากเพราะ คนในพื้นที่สนใจมีใจสตูดิโอของพวกเขามากกว่าที่คิด นิวบอกว่า 

“เพราะคนในพื้นที่ก็สนใจว่าเวิร์คชอปอะไร เขาหามานานแล้ว อะไรที่น้อยๆ ถูกๆ มาลองทำ มาลองดูก็สนุกแล้ว เพราะที่ที่เขาเคยเห็นไม่มีที่สร้างแรงบันดาลใจ มีแต่พื้นที่จัดแสดง แต่ไม่ได้เห็น how to ทั้งเด็กทั้งผู้ปกครอง

หนึ่งเสริมว่า “มีน้องๆ ทำไกด์บุ๊คเข้ามาขอสัมภาษณ์ เข้ามาสนใจเราในมุมของเขา มีนักเรียนอายุ 7 ขวบ มานั่งทำเรซิน มีน้องๆ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศมาสนใจอยากรู้กระบวนการพื้นฐาน หรือผู้ประกอบการพลอยรุ่นใหม่บางคนก็มาเรียนเพื่อเอาไปเช็คช่างที่บ้านตัวเองว่าข้ามขั้นตอนอะไรไปไหม”

ส่วนในแง่การตอบรับขององค์รัฐโดยเฉพาะการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรีก็พานักท่องเที่ยวต่างจังหวัดเข้ามาทำเวิร์คช็อป เพราะ คุณค่าหลักของมีใจสตูดิโอ คือ ความใหม่ แม้ในเรื่องการทำจิวเวอรี่มีใจสตูดิโอจะเหมือนผู้ประกอบการทั่วไป แต่ในแง่ของธุรกิจมีใจสตูดิโอเป็นธุรกิจการท่องเที่ยว นิวบอกว่าพวกเขาเลือกจะฉีกออกไป 

“เราเปลี่ยนการขายจิวเวอรี่ไปเป็นการท่องเที่ยว เราฉีกออกมาจากการขาย ร้านเราเลยเป็นที่สนใจ ก็จะมีคนทำตามมันเป็นไอเดียเราไม่ได้แข่งกับใคร เราจะดีใจด้วยซ้ำถ้ามีคนทำตาม”

ปลายทางที่อยากเกษียณไปพร้อมกับมีใจ สตูดิโอ

 

ไม่ว่าจะในแง่ของผู้ประกอบการร้านจิวเวอรี่ สถานที่ท่องเที่ยว หรือศูนย์การเรียนรู้ชุมชน มีใจสตูดิโอก็ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว จนเรียกว่าเป็นหนึ่งในร้านที่ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น 

แต่ไม่ได้หมายความว่าจากนี้จะไม่มีความท้าทายเรื่องอื่น ซึ่งหนึ่งในความท้าทายเหล่านั้นคือ พลอยจันทุรีกำลังจะหมดไป สำหรับเรื่องนี้ทั้งหนึ่งและนิวได้ยินมาตั้งแต่ตอนพวกเขาเป็นเด็ก แต่พวกเขาก็ไม่หวั่นเพราะแน่ชัดในคุณค่าของมีใจสตูดิโอที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับเรื่องพลอย นิวบอกว่า “เพราะเราไม่ได้ชูเรื่องอัญมณีเป็นหลัก ถ้าพลอยธรรมชาติหมดโลกเราก็มีตัวอื่นแทน เราพูดเรื่องจิวเวอรี่ พูดด้วยกระบวนการ พูดด้วยดีไซน์ เราซึมซับเรียนรู้มาจากจากพ่อ รู้สตอรี่ทั้งหมด เราเกิดมากับมัน คิดว่าถ้าอยากฟังคนก็คงอยากมาฟังจากปากเรา” 

ความคาดหวังใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมในแง่ส่วนรวมของมีใจสตูดิโอ คือ พวกเขาอยากทำถนนคนเดิน ที่จะรวบรวมศิลปินและผู้สร้างสรรค์งานฝีมือในจันทบุรี มารวมกัน จัดขึ้นในถนนริมน้ำและพากันเติบโตไปพร้อมๆ กัน โดยหนึ่งกับนิวเล่าด้วยความหวังว่า 

“ปีใหม่ลองเราอยากทำถนนคนเดิน เพราะลูกค้ามาถามว่าตอนเย็นๆ มีตลาดอีกไหม กับร้านเราตอนกลางคืนสวยมาก เราอาจจะเริ่มจากวันเสาร์วันเดียว ปิดถนนแค่ช่วงเดียว นอกจากเป็นประโยชน์กับร้านผมแล้ว ก็จะเป็นตลาดเอางานศิลปะมาขายด้วย เพราะเวลาจังหวัดจัดงานศิลปะ เราจะเจอกันแค่หน้าเดิมๆ กลุ่มเดิมๆ เหงาๆ จัดหลบมุม คนเข้าไม่เข้าถึง ทั้งๆ ที่ ดีไซเนอร์ในจันทบุรีมีเยอะมาก ทั้งคนออกแบบ คนทำงานศิลปะ แต่อยู่กันแบบแอบๆ เพราะบรรยากาศเอื้อให้ทำงานศิลปะมาก แต่ไปโชว์ที่อื่นๆ”

โดยเฉพาะเมื่อมีใจสตูดิโอเริ่มมีกำลังและแรงพอที่จะทำได้ แต่ในส่วนตัวความคาดหวังของหนึ่งกับนิวกลับเรียบง่ายกว่านั้นมาก โดยเฉพาะนิวแค่มีใจสตูดิโอที่เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนสำเร็จ เขาก็ไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้ว นิวบอกว่า “ทำเพราะแค่อยากให้มันมีซักที” ส่วนหนึ่งอยากให้มีใจสตูดิโอเป็นบั้นปลาย เขาอยากนั่งดูคนรุ่นใหม่ๆในวงการนี้ต่อไปและอยาก 

เกษียณแบบเก๋าๆ 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR