หากพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองของเดือนตุลาคมในอดีตแล้ว ภาพจำของใครหลายคนอาจเป็น ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือ ‘ลานโพธิ์’ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันเป็นพื้นที่การประท้วงครั้งใหญ่ที่สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่า ‘ภาคตะวันออก’ นั้น ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้เช่นเดียวกัน
วันที่ 14 ตุลาคม ของทุกปีนั้น อาจเรียกได้ว่า เป็นวันสำคัญและหมุดหมายสำคัญทางการเมืองวันหนึ่งของประเทศไทย โดยอาจเรียกว่า ‘วันมหาวิปโยค’ หรือ ‘วันประชาธิปไตย’ อย่างไรก็ดี หากมองย้อนมาที่ภาคตะวันออก หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่า สถานการณ์ของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงอย่าง กรุงเทพมาหนคร นั้น ยังมีความเคลื่อนไหวสำคัญตามภูมิภาคต่างๆ อีกด้วย อันเป็นผลสืบเนื่องจากขบวนการประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการที่อยู่มานับ สิบๆ ปี
พาทุกคนไปสำรวจประวัติศาสตร์ทางการเมืองผ่านบทความนี้ว่า ภาคตะวันออกมีส่วนเกี่ยวอย่างไรบ้างกับสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย

ขอบคุณภาพจาก: ThaiPBS
’14 ตุลา’ อีกวันสำคัญที่เราไม่ควรลืม
หากจะกล่าวถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 โดยสรุปแล้ว คงอาจพูดได้ว่าเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยวันหนึ่ง นับแต่ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจากคณะราษฎร (24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) อันเกิดขึ้นประกอบกันด้วยหลายสาเหตุ
เหตุการณ์เริ่มจาก การรัฐประหารตนเองของ จอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 และปกครองโดยอาศัยธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515 ซึ่งมีลักษณะและสภาพเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ให้อำนาจเต็มแก่รัฐบาล ประกอบกับความล่าช้าและท่าทีไม่เร่งรัดเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้ออกมาใช้
ไม่เพียงเท่านั้น การเกิด กรณีล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ เมื่อ 29 เมษายน 2516 พบซากสัตว์ป่าจากอุทยานในเฮลิคอปเตอร์ทหาร ตกที่ จ.นครปฐม ซึ่งต่อมา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ออกหนังสือชื่อ บันทึกลับจากทุ่งใหญ่ เพื่อเปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ตามด้วยหนังสือชื่อ มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากการออกหนังสือดังกล่าวปรากฏว่ามีการคัดชื่อนักศึกษาจำนวน 9 คน ออกจากมหาวิทยาลัยในข้อหาเสียดสีรัฐบาล นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงอย่างต่อเนื่อง
ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กับ นิสิต นักศึกษา และประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังและอาวุธ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน การใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องยอมลาออกจากตำแหน่งและเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมกับ จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร และมีการแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ
เปิดไทม์ไลน์แต่ละจังหวัดของภาคตะวันออก ช่วง 14 ตุลา 2516
หากเรียบเรียงไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว มีอยู่ 6 จังหวัดเท่าที่มีการบันทึกไว้ว่ามีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต อันสืบเนื่องมาจากกรณี ’14 ตุลา’ โดยสามารถแบ่งเป็นรายจังหวัดได้ ดังนี้;
จังหวัดชลบุรี
- วันที่ 10 ตุลาคม 2516
เริ่มมีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน - วันที่ 11 ตุลาคม 2516
วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสนได้ประกาศงดสอบและหยุดเรียนอย่างไม่มีกำหนด - วันที่ 15 ตุลาคม 2516
ในตอนเช้า นักเรียนจากโรงเรียนชลราษฎร์บำรุง โรงเรียนชลกัลยานุกูล โรงเรียนเทคนิคชลบุรี โรงเรียนอาชีวศึกษาชลบุรี และโรงเรียนเกษตรกรรม ได้จัดขบวนเพื่อเดินทางเข้าร่วมการต่อสู้ที่กรุงเทพฯ แต่ถูกตั้งด่านขัดขวาง ดังนั้นจึงเดินขบวนรอบ ๆ ตัวเมือง แล้วไปชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัด พร้อมกับรับบริจาคโลหิต - วันที่ 16 ตุลาคม 2516
เหตุการณ์เริ่มสงบลงเมื่อตัวแทนของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยที่มาตามคำเชิญได้มาอภิปรายและเล่าเรื่องราวให้ฟังจนจบลงด้วยดีในเวลา 14.00 น. - วันที่ 19 ตุลาคม 2516
ตัวแทนนักเรียน 17 คน บวชอุทิศให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่วิทยาลัยสงฆ์จิตตภาวัน
จังหวัดระยอง
- วันที่ 12 ตุลาคม 2516
มีโปสเตอร์ติดหน้าบริเวณโรงเรียนต่างๆ เชิญชวนให้ไปชุมนุมที่สวนศรีเมืองในวันรุ่งขึ้น เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและให้ปล่อยตัวผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13 คน - วันที่ 13 ตุลาคม 2516
เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาจารย์จำนวนหนึ่งไปเฝ้าที่ประตูทางเข้าสวนศรีเมืองเพื่อไล่ให้นักเรียนกลับบ้าน ทำให้นักเรียนไม่สามารถเปิดเวทีอภิปรายได้ - วันที่ 15 ตุลาคม 2516
หลังจากทราบข่าวการล้มตายของนักศึกษาประชาชนในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนระยองวิทยาคมก็มีการติดโปสเตอร์แสดงความไว้อาลัย พร้อมทั้งประณามการกระทำของถนอม-ประภาส-ณรงค์ ส่วนที่โรงเรียนการช่างระยองก็มีการชุมนุมเพื่อไว้อาลัยวีรชน
จังหวัดนครนายก
- วันที่ 15 ตุลาคม 2516
นักเรียนและประชาชนส่วนใหญ่ติดตามความเคลื่อนไหวของนักศึกษา ประชาชนที่กรุงเทพฯ และจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตลอดเวลา แต่ก็ไม่สามารถร่วมกันเดินขบวนได้ เนื่องจากถูกทางจังหวัดขัดขวางไว้โดยตลอด ขณะที่เหตุการณ์ทางกรุงเทพฯ กำลังตึงเครียด ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้นักเรียนไปร่วมเดินขบวนอย่างไรก็ตาม นักเรียนจากโรงเรียนนครนายกพิทยาคมและโรงเรียนการช่างนครนายกได้นัดกันเพื่อจะเดินขบวนและติดโปสเตอร์สนับสนุนการต่อสู้ของนักเรียนนักศึกษา แต่ก็มีตำรวจพร้อมอาวุธมาขัดขวางและสั่งไม่ให้เดินขบวนโดยเด็ดขาด แต่ต่อมาคณะนักเรียนก็ได้ร่วมกันออกรับบริจาคเงินเพื่อส่งให้กับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และได้ไว้ทุกข์ให้แก่วีรชนเมื่อเหตุการณ์สงบลง
จังหวัดฉะเชิงเทรา
- วันที่ 15 ตุลาคม 2516
เริ่มมีการเดินขบวนโดยนักเรียนโรงเรียนการช่างฉะเชิงเทรา มีการถือโปสเตอร์รับบริจาคเงินและโลหิต ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างดี - วันที่ 26 ตุลาคม 2516
นักเรียนทุกโรงเรียนร่วมกันไว้อาลัยแด่วีรชน 14 ตุลา ที่หน้าศาลากลางจังหวัด - วันที่ 3 พฤศจิกายน 2516
มีการอุปสมบทอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชน 14 ตุลา
จังหวัดตราด
- วันที่ 15 ตุลาคม 2516
มีการติดตามข่าวสารตลอดเวลา รวมทั้งมีการติดโปสเตอร์โจมตีรัฐบาลเผด็จการและสนับสนุนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญในตัวเมือง
- วันที่ 16 ตุลาคม 2516
นักเรียนโรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์ได้จัดขบวนพร้อมถือโปสเตอร์กับพวงมาลาเพื่อสดุดีและไว้อาลัยแด่วีรชน 14 ตุลา เดินไปยังลานอนุสาวรีย์ ร. 5 โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนการช่างตราด โรงเรียนตราษตระการคุณ และโรงเรียนบ้านท่าเรือจ้างเข้าร่วมขบวนด้วย ในขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ในกรุงเทพฯ กลับมาเล่าเหตุการณ์ที่ประสบมา - วันที่ 17 ตุลาคม 2516
นักเรียนจากโรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์ โรงเรียนตราษตระการคุณ และโรงเรียนการช่างตราด ได้ตั้งจุดบริจาคเงิน พร้อมทั้งอภิปรายถึงวีรกรรมของวีรชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
จังหวัดปราจีนบุรี
- วันที่ 15 ตุลาคม 2516
มีการชุมนุมของประชาชนที่ใจกลางเมืองเพื่อสนับสนุนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งเชิญชวนบริจาคเงินและโลหิต ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี

ขอบคุณภาพจาก: ไทยรัฐ
และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏในภาคตะวันออก
หากกล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์ก่อนและหลังเหตุการณ์ ’14 ตุลา’ ในภาคตะวันออก จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ใน 6 จังหวัดของพื้นที่ภาคตะวันออก มีการเคลื่อนไหวที่สอดรับกับขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยที่อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี โดยจังหวัดที่มีบันทึกถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นนั้น มีดังนี้;
-
จังหวัดนครนายก
จาก เอกสารนิทรรศการประชาธิปไตย” “วันมหาปิติ” “วันมหาวิปโยค” “วีรกรรมประวัติศาสตร์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้พูดถึงเหตุการณ์ภาพรวมในเชิงรายละเอียดของสถานการณ์ในภาคตะวันออก เริ่มที่นครนายก ไว้ว่า นักเรียนและประชาชนในจังหวัดนครนายกส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับสถานการณ์นี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถแสดงออกหรือแม้แต่เดินขบวนได้ แต่ยังมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลชุดก่อนอยู่ เนื่องจากถูกทางการขัดขวางไว้ตลอด
อย่างไรก็ตาม นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ร.ร.นครนายกพิทยาคม ได้นัดกับนักเรียน ร.ร.การช่างนครนายก ในวันที่ 15 ตุลาคม เพื่อร่วมเดินขบวนและติดโปสเตอร์สนับสนุนการกระทำของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนในกรุงเทพฯ แต่ขณะที่นักเรียนกำลังเริ่มการประท้วงขึ้นนั้น ผู้ว่าฯ ได้สั่งให้ผู้กำกับการตำรวจจังหวัดนครนายก นำเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งพร้อมอาวุธเข้าขัดขวางและสั่งไม่ให้เดินขบวนโดยเด็ดขาด
เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางการและสถานศึกษา จึงได้ยุติการชุมนุมไป ต่อมาทางคณะนักเรียนจึงเรี่ยไรรับบริจาคเงินจากประชาชนและนักเรียน เพื่อส่งมายังศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ให้ดำเนินการในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการในจังหวัดนอกจากนั้นผู้ว่าฯ ยังกล่าวในทำนองที่ว่า “ผู้เดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่สมควรให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด”
อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักเรียนได้ร่วมกันออกรับบริจาคเงินจากนักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ และประชาชนในจังหวัด เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากประชาชนและนักเรียนที่เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ณ ขณะนั้น แต่เมื่อถึงเวลา 15.00 น. ผู้ว่าฯ ก็ออกคำสั่งให้หยุดการรับบริจาคของคณะนักเรียนที่กำลังดำเนินการอยู่ และห้ามส่งเงินมายังศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แต่ทางนักเรียนก็ยังส่งเงินช่วยเหลือมาในนามของคณะนักเรียนและประชาชนชาวจังหวัดนครนายกเท่านั้น
เมื่อเหตุการณ์สงบลง ทางจังหวัดนครนายก ก็ไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งนี้เลย ถึงแม้จะทราบว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากก็ตาม ทางผู้ว่าฯ ก็ไม่ได้มีประกาศให้นักเรียนและประชาชนไว้ทุกข์หรือจัดพิธีไว้อาลัยแด่วีรชนผู้สละชีวิตในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่นักเรียนส่วนมากก็ยังไว้ทุกข์แก่วีรชนเหล่านั้นในท้ายที่สุด
-
จังหวัดชลบุรี
ในวันที่ 15 ตุลาคม เวลาประมาณ 8.30 น. ตัวแทนนักเรียนของ 5 สถาบัน คือ ร.ร.ชลราษฎรอำรุง, ร.ร.ชลกัลยานุกูล, ร.ร.เทคนิคชลบุรี, ร.ร.อาชีวศึกษาชลบุรี และ ร.ร.เกษตรกรรม ได้จัดขบวนเพื่อเดินทางมาร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ แต่ก็ถูกขัดขวางและไม่สามารถผ่านด่านมาได้ นักเรียนทั้งหมดจึงเปลี่ยนแผนมาเดินขบวนรอบๆ ตัวเมือง พร้อมทั้งชักชวนให้ประชาชนและนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ เข้าร่วมและหยุดงานประท้วงด้วย
ต่อมา นักเรียนและประชาชนไปร่วมชุมนุมและเริ่มการปราศรัยที่หน้าศาลากลางจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอพบตัวแทนนักเรียนทั้งสิ้น 17 คน เพื่อพูดคุยและตกลงในข้อเสนอ 5 ข้อที่กลุ่มนักเรียนได้เรียกร้อง คือ;
1.ขอให้แจ้งทางกรุงเทพฯ ให้รัฐบาลหยุดทำร้ายและหยุดการใช้อาวุธกับนิสิต นักศึกษา นักเรียนและประชาชน
2. จะต้องประกาศทางวิทยุกระจายเสียงของจังหวัดชลบุรีให้ประชาชนทราบว่า ข้อความในแถลงการณ์ต่างๆ ของกรมประชาสัมพันธ์ทางวิทยุและโทรทัศน์ ไม่เป็นความจริง
3.จะต้องแจ้งข่าวที่แท้จริงให้นักเรียนและประชาชนทราบทุกระยะ
4. ประกาศให้โรงเรียนและทางราชการหยุดทำการตั้งแต่บัดนี้จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ
5.จะต้องไม่เอาผิดกับนักเรียน ประชาชนทั้งหมดในกรณีนี้
แต่แล้วการเจรจากลับไม่เป็นผล จึงมีการปราศรัยวิพากษ์ ถนอม ประภาส และตระกูล นอกจากนั้น ยังมีผู้นำอาหารมาให้อยู่ตลอด มีการชักชวนให้ประชาชนช่วยกันบริจาคโลหิต และมีผู้ไปบริจาคมากจนทางหน่วยรับบริจาคไม่เหลืออุปกรณ์บรรจุโลหิต เหตุการณ์เริ่มสงบลงเมื่อตัวแทนของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้มาปราศรัยและเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังจนจบลงด้วยดี เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ตัวแทนของโรงเรียนทั้งหมด 17 คน ได้บวชให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่เสียชีวิต ณ วิทยาลัยสงฆ์จิตตภาวัน อำเภอบางละมุง พร้อมกับถวายเงินส่วนหนึ่งให้แก่วิทยาลัยสงฆ์

-
จังหวัดระยอง
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม มีโปสเตอร์ติดบริเวณหน้าโรงเรียน (ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าเป็นโรงเรียนใด) เชิญชวนให้ไปชุมนุมกันที่บริเวณสวนศรีเมืองในวันถัดไป เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้ต้องหาที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่ไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจได้ตามเก็บโปสเตอร์ไปจนหมด ในเวลาต่อมา มีการประชุมนักเรียน ขอร้องให้นักเรียนอย่าไปยุ่งกับการเมือง ส่วนราชการได้เตรียมการวางกำลังตามจุดต่างๆ ไว้อย่างเข้มงวด
ในวันที่ 13 ตุลาคม มีกำลังตำรวจไปเฝ้าที่ประตูเข้าสวนศรีเมือง รวมถึงอาจารย์ก็มาสมทบ เพื่อพูดคุยและกดดันนักเรียนให้กลับบ้าน ส่วนนักเรียนในต่างอำเภอ ก็ไม่สามรถเข้าไปในตัวจังหวัดได้ จนกระทั่งไม่สามารถเปิดการปราศรัย
15 ตุลาคม หลังจากได้ทราบข่าวการล้มตาย มีการติดโปสเตอร์ไว้อาลัย และประณามการกระทำของรัฐบาลเผด็จการ ณ ร.ร.ระยองวิทยาคม ขณะที่ ร.ร.การช่างระยอง มีการรวมตัวกันเพื่อไว้อาลัย
-
จังหวัดฉะเชิงเทรา
เมื่อมีข่าวการจลาจลจากการประท้วง และมีการนองเลือดจากวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ว่า ‘เป็นการแทรกแซงของฝ่ายคอมมิวนิสต์’ จึงทำให้เกิดความสับสนภายในจังหวัด ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 6-14 ตุลาคม กลุ่มนักเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทราจึงยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แต่ในตอนเย็นของวันที่ 14 ตุลาคม มีนักศึกษาที่หนีการล้อมปราบมาจากกรุงเทพฯ และเล่าเหตุการณ์ในสถานที่จริงให้ทุกคนได้รับรู้
ต่อมา ในตอนเช้าของวันที่ 15 ตุลาคม จึงมีการเดินขบวนขึ้นโดย ร.ร.การช่างฉะเชิงเทรา ทั้งโรงเรียนร่วมกันถือป้ายรับบริจาคเงินและบริจาคโลหิต ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากประชาชน และยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งมาช่วยเหลือผู้เดินขบวนในการหารถเข้ากรุงเทพฯ แต่ก็มีความยุ่งยากเพราะตำรวจขู่ห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนไหว แต่ในท้ายที่สุดกลุ่มนักเรียนจากจังหวัดฉะเชิงเทราก็สามารถเข้ามาได้โดยรถบรรทุกคันหนึ่ง และมอบเงินบริจาคให้ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร ด้วย
ในวันที่ 26 ตุลาคม นักเรียนทุกโรงเรียนในจังหวัด ร่วมกันไว้อาลัยแก่วีรชนที่หน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา ในเวลา 16.๐๐ น. และในวันที่ 3 พฤศจิกายน จึงมีการอุปสมบทอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชน
-
จังหวัดตราด
ในวันที่ 15 ตุลาคม มีการติดโปสเตอร์วิพากษ์รัฐบาลเผด็จการ และสนับสนุนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญในตัวเมืองจังหวัดตราด ก่อนที่ในวันที่ 16 ตุลาคม เวลา 13.00 น. นักเรียน ร.ร.สตรีประเสริฐศิลป์ ได้จัดขบวนเดินพร้อมถือพวงมาลา เพื่อสดุดีวีรชนและไว้อาลัย โดยมีการสนับสนุนจากโรงพยาบาลตราด และตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกช่วยเหลือเป็นอย่างดี
ต่อมา ขบวนได้เคลื่อนสู่ลานอนุสาวรีย์ ร.5 มีนักเรียน ร.ร.การช่างตราด และ ร.ร.ตราษตระการคุณ เข้ามาสมทบขบวนด้วย มีการปราศรัยกล่าวถึงการกระทำของวีรชน 14 ตุลา พร้อมกับรับบริจาคเงิน ประชาชนได้ขนเสบียงเข้ามาให้อย่างเต็มที่ และมีผู้ที่ร่วมการประท้วงรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ได้กลับมาและเล่าถึงเหตุการณ์การล้อมปราบที่ได้พบเจอจากที่กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นักเรียนได้ตั้งจุดรับบริจาคเงิน บริเวณหน้าตลาดเทศบาล นักเรียน ร.ร.ตราษตระการคุณ เดินทางไปที่บ้านหนองบอน ปราศรัยถึงวีรกรรมของวีรชนที่ต่อสู้และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ นักเรียน ร.ร.สตรีประเสริฐศิลป์, ร.ร.ตราษตระการคุณ และ ร.ร.การช่างตราด ได้ไปที่อำเภอคลองใหญ่ จัดปราศรัยถึงการเสียสละ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ต่อมา นักเรียน ร.ร.สตรีประเสริฐศิลป์, ร.ร.ตราษตระการคุณ และ ร.ร.การช่างตราด ได้ไปที่อำเภอแหลมงอบ ณ หมู่บ้านอ่าวช่อ เพื่อปราศรัยถึงวีรกรรมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้
-
จังหวัดปราจีนบุรี
ในวันที่ 15 ตุลาคม ได้มีการจัดชุมนุมกันที่ใจกลางเมืองจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อสนับสนุนการกระทำของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งยังมีการเชิญชวนบริจาคเงินและโลหิต ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนในจังหวัดเป็นอย่างดี
ทำความรู้จัก ‘สุวิทย์ วัดหนู’ แกนนำนักศึกษาคนสำคัญจาก ‘ภาคตะวันออก’
หากจะให้ยกบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ’14 ตุลา’ ภายในภาคตะวันออก ชื่อของ สุวิทย์ วัดหนู คงเป็นชื่อที่มีคนกล่าวถึงเป็นอันดับแรกๆ เหตุเพราะ ช่วงเวลา ณ ขณะนั้น เขายังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ลุกขึ้นมาเรียกร้อง และต่อต้านเผด็จการภายใต้ระบอบ ‘สฤษฎิ์ ถนอม ประภาส’ จากความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมที่เขาต้องเผชิญในชีวิต
สุวิทย์ วัดหนู เสียชีวิตจากโรคหัวใจเฉียบพลัน ในวัย 54 ปี เนื้อหาส่วนหนึ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ มาจากหนังสืออนุสรณ์ ‘สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน’ ซึ่งเป็นหนังสือชีวประวัติซึ่งเขียนขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงสุวิทย์ เนื่องในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา
สุวิทย์เข้าเรียนระดับประถมที่โรงเรียนบ้านบางเสร่ จนจบชั้นป.7 จากนั้นก็สอบเข้าเรียน มศ.1 ที่โรงเรียนชลราษฎรอำรุง หรือโรงเรียนชลชาย กระทั่งจบชั้น ม.ศ.5 ในปี 2514 แล้วสอบเอ็นทรานซ์เข้าวิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน (ในขณะนั้นยังไม่เป็นมหาวิทยาลัย กระทั่งมีการเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน ในปี พ.ศ. 2516 และเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยบูรพาในปัจจุบัน)
สุวิทย์ วัดหนู ในความทรงจำของเพื่อนร่วมรุ่นคือ เป็นคนที่มีภาวะผู้นำสูง เป็นคนเชื่อมประสานที่อยากเห็นเพื่อนๆ พี่น้องในคณะรักใคร่กลมเกลียวกัน

ขอบคุณภาพจาก: Way magazine
จะเห็นได้ว่า ภาคตะวันออกก็มีส่วนร่วมที่สำคัญและสอดคล้องไปกับเหตุการณ์ ’14 ตุลา’ แม้พื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองจะอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ในส่วนของพื้นที่ภาคตะวันออกเองแล้ว ต่างก็มีกิจกรรมและสถานการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นก่อน หรือภายในวันเดียวกันกับเหตุการณ์ 14 ตุลา รวมถึงตามหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์เพียงไม่นาน อาจเนื่องมาจากความล่าช้าของการสื่อสารในอดีต
แต่ทั้งนี้ ‘การมีส่วนร่วมทางการเมือง’ อาจไม่จำกัดอยู่แค่เพียง ณ จุดศูนย์กลางของปัญหาที่ กรุงเทพมหานคร แต่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจมาจากพื้นที่แห่งการรวมศูนย์การปกครอง เมื่อรัฐไทยถูกออกแบบและกำหนดมาให้เป็นรัฐเดี่ยว การจัดการปกครองจึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจไปโดยปริยาย
แต่การส่งเสียงไม่พอใจถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง อาจสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีในปัจจุบันตามพื้นที่ภูมิภาคของประเทศไทย หากประชาชนเห็นว่ารัฐบาลนั้นๆ ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศอีกต่อไป ดังเช่นเนื้อหาที่ได้กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้น



