เชื่อหรือไม่ว่า ต้นปี พ.ศ.2567 ที่ผ่านมาได้เพียง 2 เดือนนั้น กลับมีผู้เสียชีวิตจากปัญหาช้างป่าในภาคตะวันออกแล้วกว่า 7 ราย นับเป็นจำนวนที่มากกว่ายอดผู้เสียชีวิตตลอดปี พ.ศ.2566 ที่มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2567 ที่มากอย่างน่าใจหาย
จากข้อมูลโดย ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออก เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่ช้างป่าทำร้ายประชาชนจนถึงแก่ชีวิตในภาคตะวันออก นับตั้งแต่ต้นปี (พ.ศ.2567) หากไล่เรียงเหตุการณ์พบผู้เสียชีวิตจากการเผชิญหน้ากับช้างป่า สามารถไล่เรียงตามวันและเวลาเป็นรายจังหวัดได้ ดังนี้ ;
จังหวัดจันทบุรี
-
5 มกราคม นางเวิน ชาวกัมพูชา อายุ 30 ปี เสียชีวิตระหว่างกรีดยาง เวลา 03.00 น.
-
11 มกราคม นายพงศกร อายุ 21 ปี เสียชีวิตระหว่างตกปลาในคลอง ช่วงเช้า
-
15 กุมภาพันธ์ ไม่ทราบชื่อ-นามสกุล เสียชีวิตระหว่างทำกับข้าวในครัว ช่วงหัวค่ำ
จังหวัดสระแก้ว
-
15 กุมภาพันธ์ นายร้าน วงค์ทะแยง อายุ 67 ปี เสียชีวิตบริเวณชายป่า ช่วงกลางวัน
- 21 กุมภาพันธ์ นายอนันท์ คำภิรานนท์ อายุ 92 ปี หายออกจากบ้านวันที่ 20 กุมภาพันธ์ หลังเวลา 18.00 น. ก่อนพบเสียชีวิตในเช้าวันรุ่งขึ้น
จังหวัดปราจีนบุรี
- 16 กุมภาพันธ์ นายวัลลภ ศรีกอง ไม่ทราบอายุ เสียชีวิตระหว่างทำเกษตรกรรม ช่วงกลางดึก
จังหวัดฉะเชิงเทรา
- 23 กุมภาพันธ์ นางลำดวน พวงเงิน อายุ 69 ปี เสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านพัก เวลา 06.30 น.
หากเทียบกับปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2566) ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยช้างป่าในเขตป่าตะวันออก จำนวน 5 ราย กับช่วงเวลาเพียง 2 เดือนของต้นปี พ.ศ.2567 (มกราคม-กุมภาพันธ์) ที่กลับมีผู้เสียชีวิตถึง 7 ราย เลยทีเดียว
พฤติกรรมอันตรายของช้างป่า
โดยส่วนใหญ่แล้ว ช้างป่าที่มักก่อเหตุอันตรายแก่มนุษย์จะเป็นช้างเพศผู้ เหตุเพราะ ช้างป่าเพศผู้มีกระบวนการเรียนรู้ในฝูงซึ่งเป็นการ ‘สืบทอดพฤติกรรม’ จากช้างป่าเพศผู้ที่อาวุโสกว่า โดยช้างหนุ่มอายุราว 3-5 ปี ที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก ในระยะแรกมักจะติดตามช้างป่าอาวุโสเพื่อออกหากินตามพื้นที่ต่างๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง
กลุ่มสังคมช้างป่าเพศผู้ มักมีความมั่นใจในการออกหากินในชุมชนที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องจากประสบการณ์การออกหากินนอกฝูงกับช้างป่าอาวุโสในช่วงวัยรุ่น ดังนั้น ช้างป่าที่มีประสบการณ์จะมีความกล้า และความไม่ไว้ใจในมนุษย์สูง และพร้อมปะทะกับมนุษย์ได้ทันทีหากมีเหตุการณ์เผชิญหน้า นับว่าเป็นพัฒนาการของพฤติกรรมช้างที่อาศัยและออกหากินในเขตป่ารอยต่อและพื้นที่ชุมชน
ไม่เพียงเท่านี้ ช้างป่าเพศผู้เหล่านี้ยัง ‘เรียนรู้พฤติกรรมของมนุษย์’ อีกด้วย เช่น การเรียนรู้ว่าเสียงประทัด แตร ไซเรน และแสงแฟลช แสงกระพริบ คือ วิธีการขับไล่ช้างป่าของมนุษย์ ในระยะหลังพวกมันจึงเรียนรู้ที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ก่อนเสมอ กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดกับเจ้าหน้าที่ผลักดันช้างป่าในที่สุด
นอกจากนั้น ช้างป่าเพศผู้ยังมีหน้าที่เป็น ‘นักสำรวจแหล่งอาหาร’ ของฝูง จากข้อมูลโดยผู้มีประสบการณ์เฝ้าระวังช้างป่า หากพบช้างป่าจำนวน 2-3 ตัว เข้ามาในพื้นที่ ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่นานมักจะมีช้างป่า ‘จำนวนมาก’ เข้ามาหากินในพื้นที่ต่อมา

ภาพถ่ายโดย : ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai news pix
จำนวนช้างที่เกินการรองรับของเขตป่า
เมื่อสำรวจพื้นที่ป่ารอยต่อภาคตะวันออกแล้ว พบว่า ปัจจุบันมีประชากรช้างป่าในเขตป่าตะวันออกจำนวนราวๆ 500 – 600 ตัว ซึ่งถือว่ามีจำนวนที่มากกว่าการรองรับของพื้นที่ป่าที่มีอยู่ และกลุ่มป่าตะวันออกมีพื้นที่รองรับที่เหมาะสมต่อจำนวนประชากรเพียงแค่ 300 – 325 ตัวเท่านั้น จากพื้นที่ป่าจำนวน 1,363,323.05 ไร่ หรือ 2,181.32 ตร.กม
จากสถิติที่กล่าวไปในข้างต้น สอดคล้องกับพฤติกรรมของช้างป่าที่ออกมาหากินในพื้นที่ชุมชน นอกเขตป่าอนุรักษ์ ช้างป่าเกือบครึ่งหนึ่งจองจำนวนประชากร กำลังอยู่ร่วมและปรับตัวเข้ากับการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อการเกษตรของมนุษย์ ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างป่าตามมา
หมายความว่า กลุ่มป่าอันดับ 1 ที่เผชิญกับปัญหาภัยช้างป่ามากที่สุดคือ ‘กลุ่มป่าตะวันออก’ ที่มีลักษณะเป็นป่าที่ตั้งอยู่ใจกลางของพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เพื่อการพัฒนา และมีสภาพเป็นพื้นที่ราบต่ำ ทำให้การเคลื่อนย้ายของประชากรช้างเป็นไปอย่างสะดวก ซึ่ง 8 จังหวัดในภาคตะวันออก ต่างพบประชากรช้างขยยายอาณาเขตออกหากินนอกเขตป่าเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาที่เกิดจากการจัดการโดยรัฐอย่างผิดฝาผิดตัว
แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดย รัฐบาล คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้บรรจุแผน ‘การบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า’ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการจัดการช้างป่า 20 ปี พ.ศ. 2561-2581 ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำหนดขึ้นเพื่อบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ได้แก่ ;
1. การจัดการและแก้ไขปัญหาระดับผืนป่า
2. ป้องกันและควบคุมความเสียหาย
3. การใช้มาตรการด้านการเงิน
4. การพัฒนาระเบียบกฏหมายและข้อบังคับ
5. การส่งเสริมอาชีพและความเป็นอยู่ของชุมชน
6. การประยุกต์ใช้เทคนิคและนวัตกรรมป้องกันช้างป่า
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนำมาสู่การปฏิบัติภายใต้แผนการจัดการช้างป่าในป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2570 โดย ‘รัฐ’ มีวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ชุมชน สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันกับช้างและสัตว์ป่าในพื้นที่ป่ารอยต่อภาคตะวันออกได้อย่างปลอดภัย ภายในปี พ.ศ. 2570
อย่างไรก็ดี ในช่วงปี พ.ศ. 2561 – พ.ศ. 2565 กลับพบว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ามีสถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ กล่าวคือ ;
พ.ศ. 2561 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 2,399 ครั้ง เกิดความเสียหาย 942 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 11 ราย บาดเจ็บ 13 ราย
พ.ศ. 2562 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 2,358 ครั้ง เกิดความเสียหาย 319 ครั้ง เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บ 19 ราย
พ.ศ. 2563 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 4,761 ครั้ง เกิดความเสียหาย 1,371 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 10 ราย บาดเจ็บ 17 ราย
พ.ศ. 2564 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 8,006 ครั้ง เกิดความเสียหาย 1,398 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บ 12 ราย
พ.ศ. 2565 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 16,376 ครั้ง เกิดความเสียหาย 1,510 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 23 ราย บาดเจ็บ 14 ราย
จะเห็นได้ว่า มาตรการการจัดการโดยรัฐ อาจไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สังเกตได้จากยุทธศาสตร์การจัดการที่ออกแบบโดย ‘ส่วนกลาง’ อย่าง รัฐบาล คสช. และกรมอุทยานฯ มากกว่าที่จะนำความรู้ท้องถิ่นจากประชาชนในพื้นที่ ที่เผชิญหน้าและผลักดันช้างป่ามาปรับใช้
เมื่อเทียบกับสถิติการออกนอกพื้นที่ของช้างป่า และความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอด 5 ปี (2561-2565) ที่ดูจะมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดูเหมือนว่าแผนในการจัดการที่วางไว้โดยรัฐส่วนกลาง ไม่สามารถจัดการและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นจากช้างป่าในพื้นที่ชุมชนได้เลย

ภาพถ่ายโดย : ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai news pix
แนวทางการจัดการปัญหาโดย ‘ภาคประชาชน’
วันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สมาคมนิเวศยั่งยืน (Ecoexist Society) สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) เครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำประแสร์-ระยอง องค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดวงเสวนาเรื่อง ‘กระจายอำนาจการจัดการปัญหาช้างป่าภาคตะวันออก’
โดย รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล คณะกรรมการการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ได้เสนอว่า “…พระราชบัญญัติแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ มาตรา 12 (4) (15) และมาตรา 16 (31) มาตรา 17 (29) ท้องถิ่นมีกฎหมายอยู่ 2 ตัว คือ กฎหมายจัดตั้งที่จะบอกว่าอำนาจท่านมีอะไรบ้าง และกฎหมายกระจายอำนาจ อะไรที่คณะกรรมการกระจายอำนาจประกาศเป็นภารกิจเพิ่มเติมให้ หรือว่าได้รับรองตามกฎหมาย นั่นถือว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องของท่านตามกฎหมายแต่คนไม่ค่อยเอามาใช้”
“อย่างเรื่องของไฟป่า จังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือมาถึงคณะกรรมการกระจายอำนาจ เรื่องของการสนับสนุนบริหารจัดการไฟป่าร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช โดยจังหวัดเชียงใหม่ขอให้คณะกรรมการกระจายอำนาจออกประกาศให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจบริหารจัดการไฟป่าในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ
ซึ่งปกติ อปท. สามารถเข้าไปช่วยดับไฟป่าได้ เมื่ออยู่นอกเขตอุทยานแห่ชาติ แต่ถ้าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติจะเข้าไป เจ้าของที่ต้องเป็นคนอนุญาตพาเข้าไป ถ้าไปจ่ายเงิน ก็อาจจะเจอ ปปช. กับ สตง. ตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้ทางจังหวัดจึงต้องให้คณะกรรมการกระจายอำนาจ ทำการประกาศ เพื่อให้อำนาจในการจัดการไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ นี่คือการใช้ประโยชน์จากกฎหมายกระจายอำนาจ”
หรือข้อเสนอเชิงนโยบายโดยศูนย์ศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออก ที่ได้เสนอแนวทางการจัดการปัญหาช้างป่าในเขตป่ารอยต่อภาคตะวันออก ที่เรียกว่า ‘ข้อเสนอ 3 ค.’ กล่าวคือ ;
-
คุ้มครองคน โดยต้องเร่งแก้ไขหลักเกณฑ์การเยียวยาของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บนฐานความเป็นจริงและเป็นธรรม และแก้ไขระเบียบขั้นตอนการเยียวยาของกระทรวงการคลัง เพราะกรณีภัยช้างป่านั้น แตกต่างจากภัยพิบัติทั่วไป หรือ ยกเลิกภัยพิบัติสัตว์ป่า เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบในการเยียวยากรณีช้างป่าและสัตว์ป่าเป็นการเฉพาะ
-
ควบคุมช้างป่า กรมอุทยานฯ ต้องเร่งควบคุมการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรช้างป่า หรือลดจำนวนประชากรด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพพื้นที่รองรับที่เหมาะสมต่อจำนวนประชากรในพื้นที่ป่ารอยต่อภาคตะวันออก
-
เคลื่อนร่วมกัน โดยกำหนดนโยบายการสร้างกลไกในการแก้ไขปัญหาช้างป่าในระดับจังหวัดรวมถึงการส่งเสริมให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่กลไกคณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้าง เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัดร่วมกัน
รวมถึงการกำหนดนโยบายการกระจายอำนาจการจัดการปัญหาช้างป่าไปสู่องค์กรส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาช้างป่าในท้องถิ่นของตนเอง โดยคณะกรรมการกระจายอำนาจ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องมีหนังสือสั่งการหรือกำหนดแนวทางที่ชัดเจนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ความมั่นใจที่จะกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีเพื่อการจัดการปัญหาในท้องถิ่นของตนเอง
หากมองดูที่ปัญหาที่เกิดขึ้น อาจพูดได้ว่า นโยบายการจัดการช้างป่าที่เกิดขึ้นมาตลอดนั้น ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ อาจเพราะเป็นปัญหาที่มาจากการสั่งการโดยส่วนกลางที่ไม่เข้าใจสภาพปัญหาของพื้นที่อย่างแท้จริง
อีกทั้งยังมีปัญหาขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องรอคำสั่งหรือนโยบายของกระทรวงมหาดไทยสั่งการมาก่อนถึงจะเกิดการขยับขยายไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แต่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น มักจะเป็นการแก้ไขปัญหาในเชิงปลายเหตุ เช่น การประกาศให้พื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาช้างเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อให้ส่วนท้องถิ่นสามารถใช้ทรัพยากรเพื่อการเยียวยา ชดเชย ผู้ได้รับบาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตได้
ฉะนั้น แนวทางการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจำเป็นต้องพลิกฝา กลับหัวแนวคิดการจัดการแบบ ‘ราชการไทย’ ด้วยการให้ส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการตนเองให้กว้างขึ้นและมากขึ้น
เพราะผู้ที่อยู่กับปัญหา มักจะรู้วิธีการแก้ไขหรือรับมือกับปัญหาได้ดีที่สุด

ภาพถ่ายโดย : ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai news pix


